การกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2)

    บทที่ 120 ปฏิเสธความเมตตา

    บทที่ 120 ปฏิเสธความเมตตาหนี่เหยาไม่ได้ยินที่ชิว เหวินเจี้ยนพูดเลยสักนิด เจ้าตัวไม่ได้สติและหลุดลอยไปไกลนับแต่ตอนที่ตนเองแตะสัมผัสกับใบดาบศักดิ์สิทธิ์ จิตวิญญาณของเขาก็เหมือนไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป หนี่เหยาเห็นเพียงแต่ความมืดมิด รอบกายของเขาพลันผันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มตกใจกับภาพที่เห็นยามเมื่อพื้นที่เท้าสัมผัสกลับกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า คล้ายกับร่างของเขาอยู่กลางอวกาศที่ไกลแสนไกล
    “ผู้ใดบังอาจกล้ามารบกวนข้า” สุรเสียงเอ่ยก้องกังวานในโสตประสาท หนี่เหยาที่หลุดไปมิตินั้นเพียงจิตใจตกใจเล็กน้อย เขาหันซ้ายมองขวาไม่เห็นที่มาของเสียงนั้นหากแต่บรรยากาศโดยรอบก็ดูกดดันอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับว่ามีพลังงานบางอย่างไหลเวียนอยู่รอบกาย เป็นพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ
    “ข้ามีนามว่าหนี่เหยา ข้าเป็นคนที่จะมาปราบเจ้า” หนี่เหยาตะโกนออกไปอย่างไม่เกรงกลัว เขาไม่มีอาวุธในมือเลยแม้สักชิ้นเดียว หากแต่การลั่นวาจาของชิว เหวินเจี้ยนในครั้งนั้นทำให้เขาจะต้องลองเสี่ยงดู ไม่รู้เลยว่าจะสามารถชนะเจ้าของเสียงนิรนามนั้นได้หรือเปล่า “ดาบศักดิ์สิทธิ์ ข้าต้องการครอบครองมัน”
    เสียงนั้นยังคงมิปรากฏกายออกมาแม้ผู้บุกรุกจะประกาศความต้องการของตนออกมาแล้วก็ตาม หนี่เหยามองสำรวจไปรอบตนเอง เขาไม่พบสิ่งใดอื่นเลยนอกจากความมืด
    “เจ้าน่ะหรือเป็นคนที่จะมาปราบข้า เทพมารที่ใครก็ต่างต้องหวั่นเกรง” เสียงนั้นยังคงกังวาน เพียงครู่หนี่เหยาก็เห็นแสงสว่างนวลตาค่อยๆ สว่างขึ้นรอบกายของเขาทำให้ทิวทัศน์รอบด้านเด่นชัดแก่สายตา มันเป็นลานกว้างคล้ายกับที่ๆ ชิว เหวินเจี้ยนใช้เก็บดาบเอาไว้เพียงแต่บรรยากาศนั้นกดดันกว่า ความรู้สึกที่ว่าพลังบางอย่างซึ่งรุนแรงและทรงพลังหมุนเวียนอยู่โดยรอบนั้นทำให้หนี่เหยาถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลาย
    หนี่เหยาพยายามหาว่ามีอะไรอยู่ในห้องนี้บ้าง เขาเห็นเพียงผนังที่ปิดทุกด้านชิดติดกัน ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงกลาง ไม่มีคู่สนทนาหรือสิ่งใดอื่นนอกจากคบเพลิงให้แสงไฟในที่ที่มืดมิดเช่นนี้
    ‘...พลังขนาดนี้ หากด้วยกำลังของเราลำพังคงมิอาจกำราบเทพมารได้เป็นแน่’ ถึงแม้ชิว เหวินเจี้ยนจะบอกอยู่หลายครั้งว่าหนี่เหยานั้นไม่ได้ฉลาดเป็นกรด หากแต่ก็ไม่ได้โง่งมเสียจนไม่รู้ว่าพลังของตนนั้นอยู่ในระดับไหน เมื่ออยู่กลางบรรยากาศของพลังที่กระจายไปทั่วมิติประหลาดนี้ เขาก็รู้ดีว่าเทพมารกับเขาต่างกันหลายขุมนัก
    “ก่อนอื่นท่านบอกได้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ใดกัน” หนี่เหยาเอื้อนเอ่ย ถามออกไปกับอากาศที่ว่างเปล่า เพียงครู่เดียวคำตอบที่เขาต้องการก็ถูกบอกกลับมา ไม่ได้ความโมโหในน้ำเสียงแม้แต่น้อย หากแต่ความน่าเกรงขามก็ใช่ว่าจะจางหายไป “ข้าเพียงแค่แตะดาบแต่ก็มาที่นี่ได้...”
    “เจ้าคนเขลา” เทพมารกดเสียงต่ำ หัวเราะในลำคออย่างถูกใจราวกับเจอศัตรูที่ไม่ได้เก่งไปกว่ามดปลวก “จะมาปราบข้าแต่ยังมิรู้จักมิติแห่งนี้ ที่นี่เป็นสถานที่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้กักขังข้า เป็นมิติที่อยู่ลึกไปในจิตใจของดาบ หากเจ้ามีความปรารถนามากพอ ก็จะได้พบเขอกับข้าเช่นในตอนนี้”
    เสียงของเทพมารดังไปทั่วห้องที่ถูกปิดตาย หนี่เหยาเจ็บใจที่ถูกเรียกเช่นนั้น เพียงครู่ร่างของเทพมารก็ปรากฏเบื้องหน้าต่อสายตาของหนี่เหยา รูปร่างใหญ่โตพร้อมทั้งผิวกายแข็งดั่งเหล็กกล้า กล้ามมัดแข็งแรงทั้งยังดวงตาวาวโรจน์ดุดัน อีกทั้งเขาทั้งสองที่ประดับอยู่บนหัวก็ดูใหญ่กว่าตัวของเขาหลายเท่านัก เทพมามีรูปร่างคล้ายมนุษย์หากแตใหญ่โตกว่า
    หนี่เหยาเดินถอยห่าง แม้ร่างกายจะยังสถิตย์อยู่ในห้องเก็บดาบแต่เขาสามารถรู้สึกถึงลมวูบหนึ่งยามเมื่อเทพมารเหวี่ยงมือไปมาบนอากาศราวกับจะคว้าร่างของเขาเอาไว้ หนี่เหยากระโดดหลบทันทำให้สัมผัสเพียงลมรุนแรง
    “หนี่เหยา” เทพมารเอ่ยเรียก เยื้องย่างขาที่เหมือนกับเท้าแพะมาหาหนี่เหยาอย่างเชื่องช้า ในมือของเขาพลันปรากฎขวานใหญ่ที่ล้อมด้วยไฟกาลป์ “ข้าจะให้โอกาสเจ้าติตรอง”
    “ท่านหมายถึงอะไร” หนี่เหยาขมวดคิ้ว มองขวานที่ถูกสร้างขึ้นจากเปลวเพลิงนั้นไม่วางตา ความร้อนมหาศาลแผ่ออกมาจนเขาต้องปาดเหงื่อที่ไหลออกมา ไม่รู้ว่าด้วยความร้อน...หรือเพราะความหวาดกลัวกันแน่ ความกดดันขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย หากเขาไม่หลบดีๆ คงจะถูกบั่นคอตกตายในเพียงเสี้ยววินาที
    “ระดับพลังเช่นเจ้าไม่ใช่คนที่จะมาปราบข้าได้” เทพมารที่ยอมเผยร่างของตนเองสะบัดขวานออกข้างกาย สะเก็ดไฟลุกแวววาวท่ามกลางลานกว้างที่ว่างเปล่า “คนที่ทำข้ามีบาดแผลได้มีเพียงหนิง หลี่เฟิงโจวชิงเหอเท่านั้น”
    “ข้าไม่รู้จักเขา หากแต่วันนี้ข้าจะปราบเจ้าลง” หนี่เหยาเปลี่ยนสรรพนามทันที อาจหาญยกนิ้วขึ้นชี้เทพมารอย่างไม่คิดห่วงชีวิต เทพมารคำราม เสียงของเขาเหมือนกับมังกรที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ยามเมื่อมือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บทุบอกอย่างโกรธาก็เกิดเสียงดังจนแก้วหูของหนี่เหยาแทบพัง
    “เจ้าคนเขลาเช่นเจ้าไม่มีวันทำอะไรข้าได้” เทพมารบอกกลับไป กำขวานไฟในมือไว้แนบแน่น “ข้ามีเมตตาให้เจ้าคิดว่าจะกลับไปตอนนี้ทั้งที่มีชีวิตหรือจะให้ข้าส่งเจ้าไปยังปรโลก”
    หนี่เหยารวบรวมความกล้า เสียอย่างไรตอนนี้เขาก็ไม่มีอะไรต้องเสียอีกต่อไปแล้ว บ้านเมืองของเขากำลังตกที่นั่งลำบาก หากไม่มีดาบเล่มนี้หวังพึ่งพิงแต่เพียงพลังของตนเกรงว่าจะไม่พอต้านทานจอมโจรนั่น
    “ข้าไม่ต้องการความหวังดีของเจ้า เสียอย่างไรวันนี้ข้าก็จะถือดาบศักดิ์สิทธิ์กลับไป” สิ้นเสียงหนี่เหยาก็ใช้พลังจากภายในของตน กลั่นกรองมันออกมาทางจิตใจ ใช้พลังที่หลับใหลอยู่ด้านในสร้างดาบขึ้นมาเล่มหนึ่ง ดบนั้นสร้างจากจิตใจของเขา เมื่อหนี่เหยารู้ว่าตนทำได้เขาก็เข้าใจที่ชิว เหวินเจี้ยนพูดทันที
    “หากคิดว่าจะรอดชีวิตไปได้ก็ลองดู!” เทพมารกระแทกสันขวานลงกับพื้น พลันลานกว้างก็สั่นสะเทือนเลือนลั่น เศษหินแตกละเอียดด้วยแรงมหาศาล เทพมารแสยะยิ้ม ยกขวานขึ้นควงเหนือหัวก่อนจะพุ่งเข้าหาหนี่เหยาที่ตัวเล็กกว่าหลายเท่า
    “ตายเสียเถอะเทพมาร!!!” หนี่เหยาตะโกนลั่น จิตใจที่ร่ำร้องถึงชัยชนะของเขาแข็งแกร่งยิ่งนัก ในมิติที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขังเทพมารเช่นนี้ทำให้เขาสามารถสร้างอาวุธได้ดั่งใจ เหมือนกับที่ชิว หวินเจี้ยนบอกให้เขารู้ด้วยตนเองหลังจากเข้ามาแล้ว การจะปราบเทพมารลงได้อีกครั้ง เขาเพียงแค่ต้องทำให้เทพมารตรงหน้าสยบยอม เป็นพลังให้เขาเท่านั้น
    หนี่เหยาเบี่ยงหลบขวานไฟที่ถูกจามลงมาที่พื้น ชายหนุ่มดีดตัวเองให้กระโจนไปตามเศษหินที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศอย่างน่าตกใจ เขาใช้ดาบเข้าฟาดฟันต้นขาที่เหมือนแพะนั้นอย่างรวดเร็ว เขตพลังที่มากทำให้ดาบที่สร้างขึ้นสามารถสร้างความรำคาญแก่เทพมารได้ไม่น้อย
    “เจ้าช่างดื้อดึง น่ารำคาญเสียจริง หากเจ้าไม่สามารถกำราบข้าไปได้ ข้าก็จะออกจากผนึกไปทำลายร่างต้นของเจ้าเสียให้สิ้น” เทพมารใช้มือเพียงข้างเดียวขว้างขวานตามหนี่เหยาที่กำลังลอยอยู่บนอากาศเพราะเทพมารเอาแต่โจมตีไปทั่ว
    “อึก” หนี่เหยาร้องในลำคอตอนที่เศษหินจากพื้นลานกว้างที่ลอยตัวกันขึ้นราวกับไร้น้ำหนักกระแทกไปตามร่างของเขา เทพมารกระโจนตามไปใช้มือใหญ่โตคว้าร่างของหนี่เหยาไว้ในมืออย่างง่ายดาย ชายหนุ่มแทงดาบเข้าที่เนื้อหนังนั้นก่อจะหลุดจากการจับกุมมาได้
    “เจ้าคิดผิดแล้วที่เข้ามายังมิติแห่งนี้!” เทพมารตะโกนลั่น ใช้ขวานไล่ฟันหนี่เหยาที่เอาแต่หนีเพราะไม่สามารถหาจุดอ่อนและกำจัดเทพมารได้ในทันที เขาจึงกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบและต้องเอาแต่หนีอยู่ร่ำไป
    เหมือนรอบด้านจะสิ้นหนทางสำหรับหนี่เหยา เขาพยายามใช้ดาบเข้าโรมรัน ในการจ่อสู้ของห้วงจิตใจแค่เพียงแวบคิดว่าจะพ่ายแพ้นั่นก็หมายถึงตนได้แพ้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง หนี่เหยายกมือขึ้นป้องใบหน้าของตนตอนที่เทพมารทำทีจะเหวี่ยงขวานหากแต่กลายเป็นหลบใบดาบและหมุนตัวอ้อมแรงใช้มือยักษ์นั่นกระแทกแผ่นหลังของเขาจนเต็มแรง
    หนี่เหยาร้องลั่น รู้สึกเหมือนกระดูกแหลกเป็นเสี่ยงๆ ตอนที่ร่างตัวเองลอยหวือไปกระแทกกำแพง เทพมารหัวเราะอย่างสนุกปากกระโดดตามร่างของหนี่เหยาพร้อมเงื้อแขนขึ้นสุดแรง หวังที่จะสะบั้นร่างของหนี่เหยาให้ขาดครึ่งในทีเดียว


    ขอโทษที่หายไปนาน ติดงานนิดหน่อย กลับมาอัพแล้วนะคร่าบ

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2) ที่คุณอ่าน