“เทพหินเพลิงมีพลังมหาศาลก็จริง แต่เซียนเทียมเหล่านั้นใช่ว่าจะเป็นพวกกินพืช[1]เสียเมื่อไหร่”
หลี่ว์โฮ่วยิ้มเย็นกล่าว “เทพหินเพลิงคุ้นเคยกับการกดขี่ข่มเหงผู้อื่นเอาแต่ใจตนเองมาโดยตลอด การปิดล้อมเทือกเขาอู่อี๋เพื่อค้นหาโกฐเชอหม่าในครั้งนี้ก็ไม่ได้รับการยินยอมจากเซียนเทียมทั้งหลายเช่นกันกระทั่งบอกกล่าวสักนิดยังไม่มี ถือวิสาสะลงมือ เห็นได้ชัดเลยว่าจะเก็บไว้กินเอง”
หลี่ว์โฮ่วหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า “พฤติกรรมข้ามหัวและไม่เคยคิดคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นเช่นนี้ทำให้เหล่าเซียนเทียมโกรธเคืองมิใช่น้อยยามนี้พวกเขาดูเหมือนจะไม่เคลื่อนไหวอะไร แต่ความจริงแล้วกำลังแอบต่อต้านเทพหินเพลิงอยู่...”
“เหตุที่ยังไม่ลงมือเพราะพวกเขาต้องการรอให้โกฐเชอหม่าปรากฏขึ้นเสียก่อน จากนั้นค่อยลงมือชิงมา”
ดวงตาของหลี่ว์โฮ่วประกายไปด้วยแผนการ “เมื่อถึงคราวแย่งชิงสถานการณ์ต้องวุ่นวายแน่ ถึงยามนั้นก็เป็นโอกาสของพวกเราฉวยโอกาสตอนชุลมุนวุ่นวายต้องได้อะไรมาสักอย่างแน่นอน”
จะว่าไปแผนการนี้...เหมือนจะเข้าท่า
เซียวจิ่งหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่งทันใดนั้นดวงตาของเขาก็ตื่นตัวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง “เจ้าฉวยโอกาสตอนชุลมุนลงมือคนเดียวก็ได้เหตุใดต้องลากข้าไปด้วย สรุปแล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่ อยากให้ข้าเป็นตัวตายตัวแทนหรืออย่างไร”
“เอ่อ...”
หลี่ว์โฮ่วฝืนยิ้มขึ้นมาอย่างจำใจ “สหาย เจ้าระแวงมากเกินไปแล้วการฉวยโอกาสช่วงชุลมุนนั้นจะว่าไปก็ง่าย แต่ทำเข้าจริงช่างยากนัก นอกจากเทพหินเพลิงยังมีเซียนเทียมอื่นๆอีก ทุกคนล้วนเป็นผู้มากฝีมือทั้งสิ้น เพียงข้าคนเดียวเกรงว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะได้มันมา”
หลี่ว์โฮ่วพูดด้วยน้ำเสียงสัตย์จริง “หากสองคนร่วมมือกันย่อมเป็นไปได้มากกว่าแผนการมากมายที่วางไว้ก็จะดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์ก็ย่อมมากขึ้น”
“เหอะๆ”
เซียวจิ่งหยวนหัวเราะเย้ยหยันไม่ออกความเห็น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าก็สามารถหาคนอื่นมาร่วมได้ เหตุใดต้องเป็นข้า”
“ไม่ๆ ข้าไม่เชื่อใจผู้อื่น”
หลี่ว์โฮ่วหัวเราะ “อีกอย่าง เจอกันครั้งแรกเป็นคนแปลกหน้า เจอกันครั้งสองเป็นคนคุ้นเคยระหว่างข้ากับสหายมีเรื่องเข้าใจผิดกันมา แต่หลังจากปรับความเข้าใจกันแล้วก็สามารถยิ้มกลบความแค้นนั้นไปถือว่าเป็นมิตรภาพอย่างหนึ่ง เมื่อเทียบกันแล้ว สหายก็ควรค่าแก่การเชื่อใจ”
หลี่ว์โฮ่วกล่าวอย่างประจบประแจง “อย่างไรเสียคนเช่นสหายที่เห็นข้าลำบากแต่กลับไม่เพิกเฉยถือว่าหาได้ยากยิ่งเปรียบเสมือนขนหงส์เขากิเลนที่ล้ำค่า”
“ชิ...”
เซียวจิ่งหยวนพ่นลมหายใจเย้ยหยัน “พูดความจริงมา”
“ข้าก็พูดความจริงอยู่” หลี่ว์โฮ่วพูดออกมาอย่างจริงใจ “สหายนี่คือสิ่งที่ข้ากล่าวจากก้นบึ้งของหัวใจเลยนะ...”
ทันใดนั้นเซียวจิ่งหยวนก็หันหลังกลับและจากไปในทันที
“เดี๋ยวก่อน...”
หลี่ว์โฮ่วฝืนยิ้มออกมาในใจอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดเซียวจิ่งหยวนจึงมองเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้
ใช่แล้ว แม้สิ่งที่เขาพูดจะเป็นความจริงแต่เขาก็ยังปิดบังบางอย่างไว้...
“ก็ได้ ข้าจะพูดความจริง”
หลี่ว์โฮ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมประนีประนอมและพูดไปตามตรง“สหายตกอยู่ภายใต้การระเบิดของมุกสายฟ้าแม่เหล็กแต่กลับหนีออกมาได้อย่างปลอดภัยไม่เป็นอะไร สันนิษฐานว่าบนตัว...น่าจะมีวิธีหลีกเลี่ยงสายฟ้าฟาดใช่หรือไม่”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เซียวจิ่งหยวนสีหน้าเปลี่ยนทันที แสงจางกลมๆ ปรากฏขึ้นด้านหลังเขา
“สหายโปรดอย่าเข้าใจผิด”
หลี่ว์โฮ่วรีบกล่าว “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะสอดแนมเจ้า ข้าเพียงจะบอกสหายว่าวิธีการที่ร้ายกาจที่สุดของเทพหินเพลิงคือการใช้เวลาหลายทศวรรษในการบำเพ็ญอย่างหนักเพื่อควบแน่นหินวิญญาณไฟที่สะสมไว้เมื่อหลายพันปีก่อนใต้พิภพและใจกลางภูเขาให้กลายเป็นสมบัติล้ำค่า”
“สมบัตินี้เขาตั้งชื่อให้มันว่าสายฟ้าเทพหินเพลิง สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วปฐพีภูเขาถล่มแผ่นดินทลาย”
ดวงตาของหลี่ว์โฮ่วจริงจังพร้อมกล่าวว่า “พูดอีกอย่างคือพลังของสายฟ้าเทพหินเพลิงนี้เทียบเท่ากับมุกสายฟ้าแม่เหล็กไม่แน่อาจจะดีกว่า และน่ากลัวกว่าด้วย...”
“แล้วอย่างไรต่อล่ะ” เซียวจิ่งหยวนพอจะเข้าใจแล้ว
“สหายเป็นคนฉลาดน่าจะเข้าใจความหมายของข้าแล้ว”
เมื่อถึงจุดนี้ หลี่ว์โฮ่วไม่มีอะไรต้องปิดบังแล้วเขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ในเมื่อสหายมีวิธีหลีกเลี่ยงสายฟ้าฟาดอย่างนั้นสายฟ้าเทพหินเพลิงที่ร้ายกาจของเทพหินเพลิงนี้คงไม่คณามือเจ้านี่คือการรับประกันและการเพิ่มโอกาสสำเร็จ”
หลี่ว์โฮ่วกล่าวอย่างตื่นเต้น “หากดวงดีไม่แน่อาจจะได้โกฐเชอหม่ามาด้วยจะได้แบ่งสันปันส่วนกันได้ง่าย”
“เหอะๆ !”
เซียวจิ่งหยวนหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดเพ้อฝันเกินไปแล้ว...สุดท้ายก็ยังใช้ข้าเป็นเกราะกำบังอยู่ดีเรื่องนี้อันตรายเกินไป ข้าไม่ทำ ให้คนอื่นทำเถอะ”
ในระหว่างที่พูดเขาก็หนีไปทันทีไม่เปิดโอกาสให้หลี่ว์โฮ่วได้ตั้งตัว
หลี่ว์โฮ่วที่ไม่ยอมก็ตามไปและพูดพล่ามต่ออยู่ข้างหลังเกลี้ยกล่อมเขาว่า “สหายเจ้าต้องรู้ก่อนว่าความมั่งคั่งอยู่ในความเสี่ยงเสมอ หากพวกเราได้โกฐเชอหม่ามาต่อให้เป็นโกฐชั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินเท่าใดก็ทำให้เป็นเซียนได้”
“โกฐเชอหม่าอันเดียวมีค่าเท่ากับการบำเพ็ญถึงร้อยปี”
หลี่ว์โฮ่วเต็มไปด้วยความทึ่งและเพ้อฝัน “ขอเพียงได้กินโกฐเชอหม่าข้ารับประกันได้ว่าพวกเราจะรอดพ้นจากหายนะและกลายเป็นเซียนได้ภายในสามสิบปี”
เซียวจิ่งหยวนไม่ไหวติง เป็นเซียนน่ะหรือ...แน่นอนว่าต้องอยากเป็นสิ
แต่ปัญหาคือ หากชีวิตน้อยๆ ไม่เหลือแล้วจะเป็นเซียนได้อย่างไร แม้แต่จิตวิญญาณต้นกำเนิด[2] ก็ยังฝึกบำเพ็ญออกมาไม่ได้คุณสมบัติการเป็นผียังไม่มีด้วยซ้ำ
หากฟังคำเกลี้ยกล่อมของหลี่ว์โฮ่วไปต่อสู้กับเซียนเทียมและสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์นั่นเพื่อแย่งชิงโกฐเชอหม่ามาแล้วโดนผู้มากฝีมือเหล่านั้นตบตายขึ้นมาเช่นนั้นคงดูไม่จืด
ต้องรู้ก่อนว่าเขาใช้เวลากว่าสิบปีกว่าจะสร้างรากฐานสู่เต๋าได้เพิ่งเหยียบย่ำเข้ามาในโลกแห่งการบำเพ็ญอย่างแท้จริงไม่นานนี้เอง
ความรู้สึกหน้าใหม่แบบนี้ยังไม่ทันหายไปเขาทำใจไม่ได้ที่จะเอาชีวิตน้อยๆ ของเขาไปแลก
อย่างไรเสียด้วยการบำเพ็ญของเขายามนี้อยู่ไปอีกร้อยปีได้สบายๆ ไม่มีปัญหาแน่นอน เวลายังอีกยาวไกล ช่วงเวลาดีๆอีกมากมายเขายังไม่ได้เพลิดเพลินกับมันเลยดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เขาไม่ต้องการจะเสี่ยง
ดังนั้นไม่ว่าหลี่ว์โฮ่วจะพูดจาหว่านล้อมจนลิ้นพันกันอย่างไรพูดจนน้ำไหลไฟดับเช่นไร เขาก็แค่ทำเป็นหูทวนลม แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินใจเย็นเหมือนน้ำที่นิ่งสงบเข้าสู้
หลี่ว์โฮ่วไม่พอใจและก็ไม่คิดยอมแพ้ง่ายๆยังคงพร่ำเพ้อพรรณนาถึงอนาคตที่งดงามต่อ...
ตูม!
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงเป็นระลอกราวกับคลื่นลมก็เคลื่อนตัวเข้ามาทำให้ทั้งสองตกใจหยุดลอยอยู่กลางอากาศในทันที
“เกิดเรื่องแล้ว...”
ปฏิกิริยาของหลี่ว์โฮ่วนั้นเร็วมากเขารีบปรี่ลงมาที่ภูเขาเพื่อหลบอยู่ในดงไม้ หลังจากนั้นก็กวักมือเรียก
“สหาย รีบลงมาเร็วเข้าสิ ระวังศัตรูเข้าโจมตี!”
เซียวจิ่งหยวนเหาะตามมาลงบนกองก้อนหินแล้วสังเกตสถานการณ์รอบๆ อย่างระแวดระวัง
ไม่ไกลนักมียอดเขาที่สวยสง่างามยอดหนึ่งบนหน้าผาแสนสวยงามนั้นมีดอกไม้ประหลาดและต้นสนเก่าแก่ผุดเรียงรายเต็มไปหมดดอกไม้สีแดงอมม่วงส่งกลิ่นหอม ต้นสนต่างเขียวขจีหน้าผาฝั่งตรงข้ามมีเนินขนาดใหญ่แซมประปรายด้วยดอกท้อ ลูกบ๊วยและดอกบ๊วยนับพันอยู่ท่ามกลางต้นหญ้าอันอุดมสมบูรณ์ในที่ราบกว้าง
ยามนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนมีดอกไม้ประดับประดาส่งกลิ่นหอม มีเสียงนกร้องโบยบินเป็นระยะๆ บนหน้าผามีน้ำตกกับน้ำพุไหลมาบรรจบกันเป็นลำธารเล็กๆก้อนหินสีขาวใสบริสุทธิ์ น้ำใสสะอาดมองเห็นก้นลำธาร
สายน้ำไหลลงมาอย่างเอื่อยเฉื่อยตกกระทบกันเป็นคลื่นเพียงได้ฟังก็รู้สึกสบายใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของทั้งสองคือคนสองคนที่ต่อสู้กันอย่างไม่ลดละอยู่บนยอดผาต่างหากเซียวจิ่งหยวนเพ่งสมาธิมองจากการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและรูปร่างเห็นเป็นบุรุษกับสตรีสองคนรางๆ
“สืออวี้!”
มองแวบแรก เซียวจิ่งหยวนก็จ้องด้วยสีหน้าโกรธเคือง
ดังคำกล่าวที่ว่าเมื่อเจอคนที่ไม่ชอบก็จะเหม็นขี้หน้าเป็นธรรมดา
สืออวี้ผู้นี้เดิมทีต้องการฆ่าเขาให้ตายแล้วยังทำให้เขาต้องเข้ามาติดกับในค่ายกลนี้จนไม่อาจหนีออกไปได้
ความแค้นนี้ใหญ่หลวงนักใหญ่กว่าที่เขามีกับหลี่ว์โฮ่วเสียอีก
อย่างไรเสียหลี่ว์โฮ่วก็ทำเพียงเพื่อป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์ไม่มีเจตนาทำร้ายเขาโดยตรง ต่อมาก็ล้วนเป็นความเข้าใจผิดจึงกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดฆ่าเขา ถือว่าไม่ได้มีเจตนาร้าย
แต่สืออวี้นั้นแตกต่าง อยากทำร้ายเขาจากก้นบึ้งหัวใจไม่อาจให้อภัยได้
ทว่าเซียวจิ่งหยวนไม่ได้แสดงท่าทีบุ่มบ่ามต่อหน้าศัตรูอย่างไรเสียฝีมือของเขายังห่างชั้นจากสืออวี้อยู่มาก หากบุ่มบ่ามไปแก้แค้นเกรงว่าผลที่ได้จะตรงข้ามกับที่หวัง
“อัปลักษณ์สืออวี้”
ทันใดนั้นหลี่ว์โฮ่วก็เข้ามาด้านข้างของเซียวจิ่งหยวนอย่าไม่ให้สุ้มให้เสียงแล้วกล่าวเบาๆ ว่า “เจ้านั่นเป็นสาวกสายตรงของเทพหินเพลิงว่ากันว่าเป็นเชื้อสายเดียวกันกับเทพหินเพลิงและได้รับความโปรดปรานเป็นอย่างมากอีกด้วยปกติแล้วเขาจะอาศัยว่าตนเป็นที่โปรดปรานของเทพหินเพลิงเที่ยวใช้อำนาจบาตรใหญ่กลั่นแกล้งผู้อ่อนแอทำเรื่องเลวทรามไว้ไม่น้อย เพราะเทพหินเพลิงให้ท้ายจึงไม่มีใครกล้าขัดได้แต่หน้าชื่นอกตรม ทำอะไรเขาไม่ได้”
หลี่ว์โฮ่วพูดอย่างฉะฉาน “บนกายของเขามีถุงวิญญาณไฟที่เทพหินเพลิงกลั่นเองกับมือในถุงบรรจุไฟแห่งจิตวิญญาณของเทพหินเพลิงที่รวบรวมมาจากแกนกลางของโลกหากปล่อยออกมาแล้วจะรุนแรงราวกับทะเลเพลิง สามารถแผดเผาภูเขาทั้งลูก ลามทุ่งหญ้าจนมอดไหม้เป็นพลังที่ร้ายกาจมาก”
หลี่ว์โฮ่วกล่าวเตือนว่า “นอกจากนี้สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดน่าจะเป็นพลังงานลบของเขาเพราะนั่นคือพลังงานลบจากแกนกลางโลก มีพิษสงร้ายกาจ หากคนธรรมดาโดนแม้แต่นิดเดียวก็จะหายไปไม่เหลือแม้กระดูกเทพเซียนก็ไม่อาจช่วยได้”
“พลังงานลบดำจากแกนโลก!”
เซียวจิ่งหยวนสีหน้าท่าทีจริงจังเคร่งขรึม เขาเคยเห็นมาก่อนย่อมรู้ดีว่าพลังงานลบนั้นน่ากลัวเพียงใดทว่าสิ่งที่เขาแปลกใจก็คือ
“รู้ลึกถึงเพียงนี้ เจ้าเคยต่อสู้กับเขาหรือ”
“เปล่า...”
หลี่ว์โฮ่วส่ายศีรษะด้วยท่าทีโอ้อวด “สหาย พวกเราอยู่ในยุทธภพไม่จำเป็นต้องมีฝีมือมากอะไรหรอก แต่จะต้องมีอุบายไว้บ้างเพื่อแยกแยะผู้คน”
“พลังอำนาจของแต่ละฝ่ายหน้าตาเป็นเช่นไร มีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไรต่อให้ไม่รู้จักไปเสียทั้งหมดก็ต้องรู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่มิเช่นนั้นหากไปมีเรื่องกับคนที่ไม่สมควรมีเรื่องด้วยคงยุ่งยากน่าดู”
หลี่ว์โฮ่วถอนหายใจเบาๆ “เส้นทางที่พวกเราเดินนั้นเรียกได้ว่าจะต้องระมัดระวังทุกย่างก้าวราวกับเดินบนพื้นน้ำแข็งบาง ประมาทไม่ได้เป็นอันขาด”
เส้นทางนี้ เส้นทางใด การหลอกลวงน่ะหรือ
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกรังเกียจขยะแขยง เบะปากกลอกตาก่อนจะถามว่า “ข้ารู้จักสืออวี้แล้วก็รู้จักความเก่งกาจของเขาด้วย แต่คนที่ประมือกับเขาล่ะเป็นใคร มาจากไหน”
แม้ด้วยรูปร่างจะสามารถตัดสินได้ว่าคนที่ประมือกับสืออวี้เป็นแม่นางผู้หนึ่งแต่ปัญหาคือร่างนั้นถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงห้าสี ดูงดงามราวผ้าไหมแสงที่งดงามราวกับก้อนเมฆหลากสีปกคลุมจนยากที่จะมองรูปร่างหน้าตาของนางได้ชัด
“ไหนข้าดูซิ...”
ดวงตาของหลี่ว์โฮ่วเป็นประกาย กล่าวพึมพำว่า “อืมที่มาของคนผู้นี้...ข้าไม่ค่อยแน่ใจนัก ทว่าข้ารู้จักที่นี่ว่าคือสถานที่แบบใด...”
“ที่ใดหรือ” เซียวจิ่งหยวนประหลาดใจเล็กน้อย
“หากข้าดูไม่ผิด...ที่นี่น่าจะเป็นทุ่งร้อยดอกยอดเขาไต้อวิ๋น”
หลี่ว์โฮ่วกล่าวด้วยความมั่นใจ “ในทุ่งร้อยดอกมีเซียนเทียมผู้หนึ่งอาศัยอยู่อย่างสันโดษมีชื่อว่าแม่เฒ่าหงฮวานางถือเป็นผู้อาวุโสมากฝีมือและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเขาอู่อี๋
ฟิ้ว!
หลังจากได้ฟัง เซียวจิ่งหยวนก็พุ่งออกไปทันทีโดยไม่พูดไม่จา!
[1] กินพืช เป็นคำเปรียบเปรยหมายถึง กระจอก อ่อนแอ
[2] จิตวิญญาณต้นกำเนิด คือวิญญาณของผู้ที่บำเพ๊ญตบะจนแก่กล้าเมื่อสิ้นชีวิตสละร่างเนื้อ วิญญาณจะคงความศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นวิญญาณต้นกำเนิดคงตัวตนตั้งเดิมไว้ได้