ฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 56 สายฟ้าเทพหินเพลิง พลังงานลบแห่งแกนโลก!

    “เทพหินเพลิงมีพลังมหาศาลก็จริง แต่เซียนเทียมเหล่านั้นใช่ว่าจะเป็นพวกกินพืช[1]เสียเมื่อไหร่”

            หลี่ว์โฮ่วยิ้มเย็นกล่าว “เทพหินเพลิงคุ้นเคยกับการกดขี่ข่มเหงผู้อื่นเอาแต่ใจตนเองมาโดยตลอด การปิดล้อมเทือกเขาอู่อี๋เพื่อค้นหาโกฐเชอหม่าในครั้งนี้ก็ไม่ได้รับการยินยอมจากเซียนเทียมทั้งหลายเช่นกันกระทั่งบอกกล่าวสักนิดยังไม่มี ถือวิสาสะลงมือ เห็นได้ชัดเลยว่าจะเก็บไว้กินเอง”

            หลี่ว์โฮ่วหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า “พฤติกรรมข้ามหัวและไม่เคยคิดคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นเช่นนี้ทำให้เหล่าเซียนเทียมโกรธเคืองมิใช่น้อยยามนี้พวกเขาดูเหมือนจะไม่เคลื่อนไหวอะไร แต่ความจริงแล้วกำลังแอบต่อต้านเทพหินเพลิงอยู่...”

            “เหตุที่ยังไม่ลงมือเพราะพวกเขาต้องการรอให้โกฐเชอหม่าปรากฏขึ้นเสียก่อน จากนั้นค่อยลงมือชิงมา”

            ดวงตาของหลี่ว์โฮ่วประกายไปด้วยแผนการ “เมื่อถึงคราวแย่งชิงสถานการณ์ต้องวุ่นวายแน่ ถึงยามนั้นก็เป็นโอกาสของพวกเราฉวยโอกาสตอนชุลมุนวุ่นวายต้องได้อะไรมาสักอย่างแน่นอน”

            จะว่าไปแผนการนี้...เหมือนจะเข้าท่า

            เซียวจิ่งหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่งทันใดนั้นดวงตาของเขาก็ตื่นตัวเต็มไปด้วยความระแวดระวัง “เจ้าฉวยโอกาสตอนชุลมุนลงมือคนเดียวก็ได้เหตุใดต้องลากข้าไปด้วย สรุปแล้วเจ้าต้องการอะไรกันแน่ อยากให้ข้าเป็นตัวตายตัวแทนหรืออย่างไร”

            “เอ่อ...”

            หลี่ว์โฮ่วฝืนยิ้มขึ้นมาอย่างจำใจ “สหาย เจ้าระแวงมากเกินไปแล้วการฉวยโอกาสช่วงชุลมุนนั้นจะว่าไปก็ง่าย แต่ทำเข้าจริงช่างยากนัก นอกจากเทพหินเพลิงยังมีเซียนเทียมอื่นๆอีก ทุกคนล้วนเป็นผู้มากฝีมือทั้งสิ้น เพียงข้าคนเดียวเกรงว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะได้มันมา”

            หลี่ว์โฮ่วพูดด้วยน้ำเสียงสัตย์จริง “หากสองคนร่วมมือกันย่อมเป็นไปได้มากกว่าแผนการมากมายที่วางไว้ก็จะดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์ก็ย่อมมากขึ้น”

            “เหอะๆ”

            เซียวจิ่งหยวนหัวเราะเย้ยหยันไม่ออกความเห็น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าก็สามารถหาคนอื่นมาร่วมได้ เหตุใดต้องเป็นข้า”

            “ไม่ๆ ข้าไม่เชื่อใจผู้อื่น”

            หลี่ว์โฮ่วหัวเราะ “อีกอย่าง เจอกันครั้งแรกเป็นคนแปลกหน้า เจอกันครั้งสองเป็นคนคุ้นเคยระหว่างข้ากับสหายมีเรื่องเข้าใจผิดกันมา แต่หลังจากปรับความเข้าใจกันแล้วก็สามารถยิ้มกลบความแค้นนั้นไปถือว่าเป็นมิตรภาพอย่างหนึ่ง เมื่อเทียบกันแล้ว สหายก็ควรค่าแก่การเชื่อใจ”

            หลี่ว์โฮ่วกล่าวอย่างประจบประแจง “อย่างไรเสียคนเช่นสหายที่เห็นข้าลำบากแต่กลับไม่เพิกเฉยถือว่าหาได้ยากยิ่งเปรียบเสมือนขนหงส์เขากิเลนที่ล้ำค่า”

            “ชิ...”

            เซียวจิ่งหยวนพ่นลมหายใจเย้ยหยัน “พูดความจริงมา”

            “ข้าก็พูดความจริงอยู่” หลี่ว์โฮ่วพูดออกมาอย่างจริงใจ “สหายนี่คือสิ่งที่ข้ากล่าวจากก้นบึ้งของหัวใจเลยนะ...”

            ทันใดนั้นเซียวจิ่งหยวนก็หันหลังกลับและจากไปในทันที

            “เดี๋ยวก่อน...”

            หลี่ว์โฮ่วฝืนยิ้มออกมาในใจอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดเซียวจิ่งหยวนจึงมองเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้

            ใช่แล้ว แม้สิ่งที่เขาพูดจะเป็นความจริงแต่เขาก็ยังปิดบังบางอย่างไว้...

            “ก็ได้ ข้าจะพูดความจริง”

            หลี่ว์โฮ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมประนีประนอมและพูดไปตามตรง“สหายตกอยู่ภายใต้การระเบิดของมุกสายฟ้าแม่เหล็กแต่กลับหนีออกมาได้อย่างปลอดภัยไม่เป็นอะไร สันนิษฐานว่าบนตัว...น่าจะมีวิธีหลีกเลี่ยงสายฟ้าฟาดใช่หรือไม่”

            “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เซียวจิ่งหยวนสีหน้าเปลี่ยนทันที แสงจางกลมๆ ปรากฏขึ้นด้านหลังเขา

            “สหายโปรดอย่าเข้าใจผิด”

            หลี่ว์โฮ่วรีบกล่าว “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะสอดแนมเจ้า ข้าเพียงจะบอกสหายว่าวิธีการที่ร้ายกาจที่สุดของเทพหินเพลิงคือการใช้เวลาหลายทศวรรษในการบำเพ็ญอย่างหนักเพื่อควบแน่นหินวิญญาณไฟที่สะสมไว้เมื่อหลายพันปีก่อนใต้พิภพและใจกลางภูเขาให้กลายเป็นสมบัติล้ำค่า”

            “สมบัตินี้เขาตั้งชื่อให้มันว่าสายฟ้าเทพหินเพลิง สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วปฐพีภูเขาถล่มแผ่นดินทลาย”

            ดวงตาของหลี่ว์โฮ่วจริงจังพร้อมกล่าวว่า “พูดอีกอย่างคือพลังของสายฟ้าเทพหินเพลิงนี้เทียบเท่ากับมุกสายฟ้าแม่เหล็กไม่แน่อาจจะดีกว่า และน่ากลัวกว่าด้วย...”

            “แล้วอย่างไรต่อล่ะ” เซียวจิ่งหยวนพอจะเข้าใจแล้ว

            “สหายเป็นคนฉลาดน่าจะเข้าใจความหมายของข้าแล้ว”

            เมื่อถึงจุดนี้ หลี่ว์โฮ่วไม่มีอะไรต้องปิดบังแล้วเขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ในเมื่อสหายมีวิธีหลีกเลี่ยงสายฟ้าฟาดอย่างนั้นสายฟ้าเทพหินเพลิงที่ร้ายกาจของเทพหินเพลิงนี้คงไม่คณามือเจ้านี่คือการรับประกันและการเพิ่มโอกาสสำเร็จ”

            หลี่ว์โฮ่วกล่าวอย่างตื่นเต้น “หากดวงดีไม่แน่อาจจะได้โกฐเชอหม่ามาด้วยจะได้แบ่งสันปันส่วนกันได้ง่าย”

            “เหอะๆ !”

            เซียวจิ่งหยวนหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดเพ้อฝันเกินไปแล้ว...สุดท้ายก็ยังใช้ข้าเป็นเกราะกำบังอยู่ดีเรื่องนี้อันตรายเกินไป ข้าไม่ทำ ให้คนอื่นทำเถอะ”

            ในระหว่างที่พูดเขาก็หนีไปทันทีไม่เปิดโอกาสให้หลี่ว์โฮ่วได้ตั้งตัว

            หลี่ว์โฮ่วที่ไม่ยอมก็ตามไปและพูดพล่ามต่ออยู่ข้างหลังเกลี้ยกล่อมเขาว่า “สหายเจ้าต้องรู้ก่อนว่าความมั่งคั่งอยู่ในความเสี่ยงเสมอ หากพวกเราได้โกฐเชอหม่ามาต่อให้เป็นโกฐชั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินเท่าใดก็ทำให้เป็นเซียนได้”

            “โกฐเชอหม่าอันเดียวมีค่าเท่ากับการบำเพ็ญถึงร้อยปี”

            หลี่ว์โฮ่วเต็มไปด้วยความทึ่งและเพ้อฝัน “ขอเพียงได้กินโกฐเชอหม่าข้ารับประกันได้ว่าพวกเราจะรอดพ้นจากหายนะและกลายเป็นเซียนได้ภายในสามสิบปี”

            เซียวจิ่งหยวนไม่ไหวติง เป็นเซียนน่ะหรือ...แน่นอนว่าต้องอยากเป็นสิ

            แต่ปัญหาคือ หากชีวิตน้อยๆ ไม่เหลือแล้วจะเป็นเซียนได้อย่างไร แม้แต่จิตวิญญาณต้นกำเนิด[2] ก็ยังฝึกบำเพ็ญออกมาไม่ได้คุณสมบัติการเป็นผียังไม่มีด้วยซ้ำ

            หากฟังคำเกลี้ยกล่อมของหลี่ว์โฮ่วไปต่อสู้กับเซียนเทียมและสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์นั่นเพื่อแย่งชิงโกฐเชอหม่ามาแล้วโดนผู้มากฝีมือเหล่านั้นตบตายขึ้นมาเช่นนั้นคงดูไม่จืด

            ต้องรู้ก่อนว่าเขาใช้เวลากว่าสิบปีกว่าจะสร้างรากฐานสู่เต๋าได้เพิ่งเหยียบย่ำเข้ามาในโลกแห่งการบำเพ็ญอย่างแท้จริงไม่นานนี้เอง

            ความรู้สึกหน้าใหม่แบบนี้ยังไม่ทันหายไปเขาทำใจไม่ได้ที่จะเอาชีวิตน้อยๆ ของเขาไปแลก

            อย่างไรเสียด้วยการบำเพ็ญของเขายามนี้อยู่ไปอีกร้อยปีได้สบายๆ ไม่มีปัญหาแน่นอน เวลายังอีกยาวไกล ช่วงเวลาดีๆอีกมากมายเขายังไม่ได้เพลิดเพลินกับมันเลยดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่เขาไม่ต้องการจะเสี่ยง

            ดังนั้นไม่ว่าหลี่ว์โฮ่วจะพูดจาหว่านล้อมจนลิ้นพันกันอย่างไรพูดจนน้ำไหลไฟดับเช่นไร เขาก็แค่ทำเป็นหูทวนลม แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินใจเย็นเหมือนน้ำที่นิ่งสงบเข้าสู้

            หลี่ว์โฮ่วไม่พอใจและก็ไม่คิดยอมแพ้ง่ายๆยังคงพร่ำเพ้อพรรณนาถึงอนาคตที่งดงามต่อ...

            ตูม!

            ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนอันรุนแรงเป็นระลอกราวกับคลื่นลมก็เคลื่อนตัวเข้ามาทำให้ทั้งสองตกใจหยุดลอยอยู่กลางอากาศในทันที

            “เกิดเรื่องแล้ว...”

            ปฏิกิริยาของหลี่ว์โฮ่วนั้นเร็วมากเขารีบปรี่ลงมาที่ภูเขาเพื่อหลบอยู่ในดงไม้ หลังจากนั้นก็กวักมือเรียก

            “สหาย รีบลงมาเร็วเข้าสิ ระวังศัตรูเข้าโจมตี!”

            เซียวจิ่งหยวนเหาะตามมาลงบนกองก้อนหินแล้วสังเกตสถานการณ์รอบๆ อย่างระแวดระวัง

            ไม่ไกลนักมียอดเขาที่สวยสง่างามยอดหนึ่งบนหน้าผาแสนสวยงามนั้นมีดอกไม้ประหลาดและต้นสนเก่าแก่ผุดเรียงรายเต็มไปหมดดอกไม้สีแดงอมม่วงส่งกลิ่นหอม ต้นสนต่างเขียวขจีหน้าผาฝั่งตรงข้ามมีเนินขนาดใหญ่แซมประปรายด้วยดอกท้อ ลูกบ๊วยและดอกบ๊วยนับพันอยู่ท่ามกลางต้นหญ้าอันอุดมสมบูรณ์ในที่ราบกว้าง

            ยามนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนมีดอกไม้ประดับประดาส่งกลิ่นหอม มีเสียงนกร้องโบยบินเป็นระยะๆ บนหน้าผามีน้ำตกกับน้ำพุไหลมาบรรจบกันเป็นลำธารเล็กๆก้อนหินสีขาวใสบริสุทธิ์ น้ำใสสะอาดมองเห็นก้นลำธาร

            สายน้ำไหลลงมาอย่างเอื่อยเฉื่อยตกกระทบกันเป็นคลื่นเพียงได้ฟังก็รู้สึกสบายใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

            ทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของทั้งสองคือคนสองคนที่ต่อสู้กันอย่างไม่ลดละอยู่บนยอดผาต่างหากเซียวจิ่งหยวนเพ่งสมาธิมองจากการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและรูปร่างเห็นเป็นบุรุษกับสตรีสองคนรางๆ

            “สืออวี้!”

            มองแวบแรก เซียวจิ่งหยวนก็จ้องด้วยสีหน้าโกรธเคือง

            ดังคำกล่าวที่ว่าเมื่อเจอคนที่ไม่ชอบก็จะเหม็นขี้หน้าเป็นธรรมดา

            สืออวี้ผู้นี้เดิมทีต้องการฆ่าเขาให้ตายแล้วยังทำให้เขาต้องเข้ามาติดกับในค่ายกลนี้จนไม่อาจหนีออกไปได้

            ความแค้นนี้ใหญ่หลวงนักใหญ่กว่าที่เขามีกับหลี่ว์โฮ่วเสียอีก

            อย่างไรเสียหลี่ว์โฮ่วก็ทำเพียงเพื่อป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์ไม่มีเจตนาทำร้ายเขาโดยตรง ต่อมาก็ล้วนเป็นความเข้าใจผิดจึงกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดฆ่าเขา ถือว่าไม่ได้มีเจตนาร้าย

            แต่สืออวี้นั้นแตกต่าง อยากทำร้ายเขาจากก้นบึ้งหัวใจไม่อาจให้อภัยได้

            ทว่าเซียวจิ่งหยวนไม่ได้แสดงท่าทีบุ่มบ่ามต่อหน้าศัตรูอย่างไรเสียฝีมือของเขายังห่างชั้นจากสืออวี้อยู่มาก หากบุ่มบ่ามไปแก้แค้นเกรงว่าผลที่ได้จะตรงข้ามกับที่หวัง

            “อัปลักษณ์สืออวี้”

            ทันใดนั้นหลี่ว์โฮ่วก็เข้ามาด้านข้างของเซียวจิ่งหยวนอย่าไม่ให้สุ้มให้เสียงแล้วกล่าวเบาๆ ว่า “เจ้านั่นเป็นสาวกสายตรงของเทพหินเพลิงว่ากันว่าเป็นเชื้อสายเดียวกันกับเทพหินเพลิงและได้รับความโปรดปรานเป็นอย่างมากอีกด้วยปกติแล้วเขาจะอาศัยว่าตนเป็นที่โปรดปรานของเทพหินเพลิงเที่ยวใช้อำนาจบาตรใหญ่กลั่นแกล้งผู้อ่อนแอทำเรื่องเลวทรามไว้ไม่น้อย เพราะเทพหินเพลิงให้ท้ายจึงไม่มีใครกล้าขัดได้แต่หน้าชื่นอกตรม ทำอะไรเขาไม่ได้”

            หลี่ว์โฮ่วพูดอย่างฉะฉาน “บนกายของเขามีถุงวิญญาณไฟที่เทพหินเพลิงกลั่นเองกับมือในถุงบรรจุไฟแห่งจิตวิญญาณของเทพหินเพลิงที่รวบรวมมาจากแกนกลางของโลกหากปล่อยออกมาแล้วจะรุนแรงราวกับทะเลเพลิง สามารถแผดเผาภูเขาทั้งลูก ลามทุ่งหญ้าจนมอดไหม้เป็นพลังที่ร้ายกาจมาก”

            หลี่ว์โฮ่วกล่าวเตือนว่า “นอกจากนี้สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดน่าจะเป็นพลังงานลบของเขาเพราะนั่นคือพลังงานลบจากแกนกลางโลก มีพิษสงร้ายกาจ หากคนธรรมดาโดนแม้แต่นิดเดียวก็จะหายไปไม่เหลือแม้กระดูกเทพเซียนก็ไม่อาจช่วยได้”

            “พลังงานลบดำจากแกนโลก!”

            เซียวจิ่งหยวนสีหน้าท่าทีจริงจังเคร่งขรึม เขาเคยเห็นมาก่อนย่อมรู้ดีว่าพลังงานลบนั้นน่ากลัวเพียงใดทว่าสิ่งที่เขาแปลกใจก็คือ

            “รู้ลึกถึงเพียงนี้ เจ้าเคยต่อสู้กับเขาหรือ”

            “เปล่า...”

            หลี่ว์โฮ่วส่ายศีรษะด้วยท่าทีโอ้อวด “สหาย พวกเราอยู่ในยุทธภพไม่จำเป็นต้องมีฝีมือมากอะไรหรอก แต่จะต้องมีอุบายไว้บ้างเพื่อแยกแยะผู้คน”

            “พลังอำนาจของแต่ละฝ่ายหน้าตาเป็นเช่นไร มีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไรต่อให้ไม่รู้จักไปเสียทั้งหมดก็ต้องรู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่มิเช่นนั้นหากไปมีเรื่องกับคนที่ไม่สมควรมีเรื่องด้วยคงยุ่งยากน่าดู”

            หลี่ว์โฮ่วถอนหายใจเบาๆ “เส้นทางที่พวกเราเดินนั้นเรียกได้ว่าจะต้องระมัดระวังทุกย่างก้าวราวกับเดินบนพื้นน้ำแข็งบาง ประมาทไม่ได้เป็นอันขาด”

            เส้นทางนี้ เส้นทางใด การหลอกลวงน่ะหรือ

            เซียวจิ่งหยวนรู้สึกรังเกียจขยะแขยง เบะปากกลอกตาก่อนจะถามว่า “ข้ารู้จักสืออวี้แล้วก็รู้จักความเก่งกาจของเขาด้วย แต่คนที่ประมือกับเขาล่ะเป็นใคร มาจากไหน”

            แม้ด้วยรูปร่างจะสามารถตัดสินได้ว่าคนที่ประมือกับสืออวี้เป็นแม่นางผู้หนึ่งแต่ปัญหาคือร่างนั้นถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงห้าสี ดูงดงามราวผ้าไหมแสงที่งดงามราวกับก้อนเมฆหลากสีปกคลุมจนยากที่จะมองรูปร่างหน้าตาของนางได้ชัด

            “ไหนข้าดูซิ...”

            ดวงตาของหลี่ว์โฮ่วเป็นประกาย กล่าวพึมพำว่า “อืมที่มาของคนผู้นี้...ข้าไม่ค่อยแน่ใจนัก ทว่าข้ารู้จักที่นี่ว่าคือสถานที่แบบใด...”

            “ที่ใดหรือ” เซียวจิ่งหยวนประหลาดใจเล็กน้อย

            “หากข้าดูไม่ผิด...ที่นี่น่าจะเป็นทุ่งร้อยดอกยอดเขาไต้อวิ๋น”

            หลี่ว์โฮ่วกล่าวด้วยความมั่นใจ “ในทุ่งร้อยดอกมีเซียนเทียมผู้หนึ่งอาศัยอยู่อย่างสันโดษมีชื่อว่าแม่เฒ่าหงฮวานางถือเป็นผู้อาวุโสมากฝีมือและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเขาอู่อี๋

            ฟิ้ว!

            หลังจากได้ฟัง เซียวจิ่งหยวนก็พุ่งออกไปทันทีโดยไม่พูดไม่จา!


     


    [1] กินพืช เป็นคำเปรียบเปรยหมายถึง กระจอก อ่อนแอ

    [2] จิตวิญญาณต้นกำเนิด คือวิญญาณของผู้ที่บำเพ๊ญตบะจนแก่กล้าเมื่อสิ้นชีวิตสละร่างเนื้อ วิญญาณจะคงความศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นวิญญาณต้นกำเนิดคงตัวตนตั้งเดิมไว้ได้

    คล้ายกับเรื่องฝืนชะตาท้าสามภพ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน