บทที่ สามสิบสอง
เรื่องในครอบครัว
หลังออกจากห้องโถงต้อนรับสกุลฟ่านอากาศภายนอกเวลานี้เย็นสบายเตรียมเข้าฤดูสารทแสงตะวันยามบ่ายคล้อยทาบทอผ่านกิ่งไม้ พัดพาเงาไม้แกว่งไกวลงบนพื้นทางเดินหินที่ทอดยาวเชื่อมจากเรือนหลักไปสู่สวนฟ่านหนิงก้าวเดินมาพร้อมกับน้องชายคิดว่าอากาศเช่นนี้เหมาะน่าจะไปนั่งเล่นที่สวนเตรียมจะชวนฟ่านเฉิงในขณะที่น้องชายกลับยังคงครุ่นคิดเรื่องราวที่เพิ่งได้ยินในห้องโถงเรื่องที่มารดาสนทนากับองค์หญิงฉิง ใบหน้าที่ขาวผ่องมีแววสงสัยเต็มไปหมด
“พี่เหยาจู” ฟ่านเฉิงเอ่ยขึ้น เสียงใสปนจริงจัง “ข้าอยากรู้เรื่องพี่เหลียนตงเขาเก่งกาจถึงขนาดนั้นเชียวหรือขอรับ รู้ตำราสารพัน ทั้งยังจำได้ทั้งหมด...” ดวงตาของเด็กชายฉายแววอยากรู้อย่างแรงกล้า
ฟ่านหนิงที่กำลังเหม่อมองหมู่บุปผาผกาข้างนอกทางได้ยินน้องชายเรียกจ้าวจวิ้นหยางเช่นนั้นก็รีบหันมามองดวงตาคมกริบมองจ้องเด็กชาย “เจ้าห้ามเรียกเช่นนั้นนะฟ่านเฉิงต้องเรียกซื่อจื่อ อย่าเอ่ยเรียกด้วยนามรองออกมาอีก” น้ำเสียงนางทั้งดุทั้งจริงจัง
ฟ่านเฉิงกะพริบตาปริบๆ คล้ายไม่เข้าใจนัก “แต่ว่า... องค์หญิงฉิงก็กล่าวเองมิใช่หรือขอรับว่าพวกเราก็เหมือนคนครอบครัวเดียวกัน พี่เหยาจูจะห่วงทำไมเล่า?”
คำพูดนั้นทำให้ฟ่านหนิงยิ่งมุ่นหัวคิ้วแทบจะผูกเป็นปมนึกขัดหูรำคาญใจอย่างไรบอกไม่ถูก ที่แท้เรื่องโยงเครือญาติแบบไร้สาระเช่นนี้นางก็ไม่รู้ว่าองค์หญิงฉิงไปนำความคิดมาจากที่ใดบางทีอาจเป็นเพียงมารยาทเท่านั้นเอง นางจึงถอนหายใจแล้วเอ่ยเสียงอ่อนลง “เจ้าอย่าเรียกเลยจะดีกว่าถ้าไม่ใช่เจ้าตัวอนุญาตก็อย่าหาเรื่องใส่ตัว พวกเขามีทั้งเชื้อสายราชวงศ์และบรรดาศักดิ์ขั้นโหวไม่ใช่เรื่องของเราที่จะคิดไปเองได้”
ฟ่านเฉิงได้ยินก็เม้มปากแน่นอย่างไม่ค่อยพอใจนักแต่ก็พยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง “ก็ได้ขอรับ แต่เรื่องนั้นที่ท่านแม่กล่าว ซื่อจื่อเก่งขนาดนั้นจริงๆ หรือ ท่านอาจารย์เคยสอนข้าเป็นบทหนึ่งในห้าคัมภีร์ข้าว่ายากนัก แม้จะท่องจำได้ก็ยังเข้าใจไม่ถ่องแท้ทำไมซื่อจื่อถึงเข้าใจและจดจำได้หมด?”
ผู้เป็นพี่สาวยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องชายอย่างเอ็นดูความอบอุ่นแฝงอยู่ในรอยยิ้มอ่อน “เจ้ามิจำเป็นต้องเปรียบตนกับผู้อื่นยิ่งกับคนผู้นั้นที่เกิดมาเป็นพหูสูต...เสียก็แต่เลือกใช้ไม่เป็นหากมัวแต่เอาตัวเองไปเทียบ ก็มีแต่จะทำให้ทุกข์ใจฟ่านเฉิงของพี่เพียงตั้งใจทำส่วนของเจ้าให้ดี พี่ก็เห็นว่ายอดเยี่ยมที่สุดแล้ว”
ดวงตาของฟ่านเฉิงสว่างวาบขึ้นทันที เขารีบพยักหน้าแรง “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะทำตามคำสอนของพี่เหยาจู! แต่...ข้าขอมองเป็นต้นแบบได้หรือไม่ขอรับ?”
ฟ่านหนิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเบาๆ “ก็พอได้ หากมันทำให้เจ้ามีแรงก็ไม่ผิดอะไร”
เมื่อได้ยินคำตอบ ฟ่านเฉิงก็ยกมือกำหมัดแน่นแสดงความมุ่งมั่น “เช่นนั้นข้าจะไปอ่านตำราเพิ่มเดี๋ยวนี้เลย!” ว่าจบก็หมุนตัววิ่งออกไปอย่างร่าเริง
แต่เพียงที่เขายังไม่ทันพ้นลานกว้างก็ต้องหยุดฝีเท้าเมื่อเห็นบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาสวนทางชุดเต็มยศผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆวิจิตรสะท้อนแสงแดดกลิ่นเครื่องหอมบางเบาลอยมาตามลม ดวงหน้าคมคายแฝงรอยยิ้มบางแสดงถึงความมั่นใจผู้เป็นเจ้าของกายสูงสง่ามิใช่ใครอื่น หากแต่เป็นจ้าวจวิ้นหยางคนที่ถูกพูดถึงเมื่อครู่
ฟ่านหนิงมองเพียงแวบเดียวก็นิ่วหน้าทันทีสายตาของนางกวาดมองตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้าเดาได้ว่าเขาคงเพิ่งออกจากวังเนื่องจากเครื่องแต่งกายยังเป็นระเบียบกริบ
ด้านฟ่านเฉิงหันมองพี่สาวแวบหนึ่งก่อนรีบหันไปประสานมือทำความเคารพต่อหน้าบุรุษผู้นั้นด้วยท่าทีชื่นชม“ซื่อจื่อ!”เสียงเด็กชายเต็มไปด้วยความยกย่อง
จ้าวจวิ้นหยางผงกศีรษะลงเล็กน้อยสายตามองเด็กชายอ่อนลงกว่าเคย “ไม่ต้องทำความเคารพเต็มขั้นถึงเช่นนั้น” เขาเลิกคิ้วสูงอย่างจงใจ ก่อนถามต่อเสียงกลั้วหัวเราะ “แล้วเมื่อครู่...เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?”
ฟ่านเฉิงชะงักไปเล็กน้อย ไม่รู้ตัวเองทำอะไรผิดหรือไม่ แต่ก็ตอบตามจริง“ซื่อจื่อขอรับ”
ใบหน้าคมคายเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ทำไมต้องเรียกเช่นนั้นกันเล่าพวกเราก็เป็นคนกันเองไม่ใช่หรือ หรือมารดาข้ามิได้บอกเจ้าไว้?”
เด็กชายเบิกตากว้าง ดวงตาเป็นประกายทันทีคล้ายได้รับของขวัญล้ำค่าแต่ยังไม่ทันกล่าวอะไร ฟ่านหนิงก็รีบก้าวมาข้างหน้า มุ่นคิ้วแน่นใจเต้นระส่ำด้วยความไม่พอใจ คำพูดของเขาช่างเจตนากระทบหูนางชัดๆ
“องค์หญิงฉิง...กล่าวขอรับ” ฟ่านเฉิงรีบตอบแต่ปลายเสียงแผ่วลงเพราะเห็นสีหน้าพี่สาวตึงเครียด
จ้าวจวิ้นหยางยิ้มมุมปาก ยิ่งเห็นท่าทางนั้นยิ่งได้ใจ “เช่นนั้นก็เรียกเหลียนตงเถิด” เขาว่าพลางยักคิ้วให้อย่างเล่นหูเล่นตา
ฟ่านเฉิงดวงตาสุกใสเต็มไปด้วยความยินดียิ้มกว้างจนแก้มแดงเรื่อ “ขอรับ...พี่เหลียนตง!”น้ำเสียงเรียกออกมาเต็มเปี่ยมด้วยความสุขสิ้นคำเขาก็โค้งคำนับเล็กน้อยแล้วรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วครานี้ก้าวเท้ายิ่งกว่าลมพัดเพราะในอกเต็มไปด้วยแรงใจ
จ้าวจวิ้นหยางยืนมองตามแผ่นหลังเล็กของฟ่านเฉิงที่วิ่งหายลับตาไปอย่างร่าเริงเขาส่ายหน้าเบาๆ แต่เมื่อหันกลับมาก็ไม่พบหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงนั้นเมื่อครู่แล้ว ฟ่านหนิงที่คลาดสายตาเขาไปก็หมุนกายหลบเลี่ยงอย่างว่องไวราวกับรู้ว่าจุดหมายต่อไปของเขาคือการตรงเข้าหานาง นางจึงจงใจเร่งฝีเท้าราวกับจะตัดขาดไม่ให้ตนถูกตามได้ทัน
แต่แน่นอนชายหนุ่มไม่ยอมปล่อย เขาขยับก้าวกว้างๆ ตามหลังทันทีเสียงเอ่ยทักดังชัด “คุณหนูใหญ่ฟ่าน” น้ำเสียงหนักแน่นแต่หญิงสาวก็ยังเดินตรงต่อไปไม่แม้จะหันเหมือนไม่ได้ยินถ้อยคำของเขา
“คุณหนูใหญ่ฟ่าน!” คราวนี้เขายกเสียงสูงขึ้นกว่าเดิมจนสะท้อนทั่วลานคนสวนสองสามคนพากันหยุดมือจากการกวาดใบไม้แล้วมองเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทำให้ฟ่านหนิงจำใจต้องหยุดก้าว หันกายกลับมาช้าๆสีหน้าของนางเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ดวงตาคู่คมสบเขาอย่างหงุดหงิด นางคิดในใจ ‘คนผู้นี้ไม่รู้จักเกรงใจฐานะตนเองเอาเสียเลยเป็นถึงซื่อจื่อยังทำตัวเหลวไหลอยู่ได้’
นางจึงย่อตัวคำนับอย่างเสียมิได้ “คำนับซื่อจื่อเจ้าค่ะ” เสียงราบเรียบไม่มีความนอบน้อมสักนิด
จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะหึเบาๆ ตอบกลับ “อ้าวเจ้าเองก็ด้วย ทำไมเรียกเช่นนั้นด้วยเล่า”
ฟ่านหนิงเบ้ปากทันควัน พลางตอบตามตรง “อย่ามาหว่านล้อมข้าเสียให้ยากพวกเราไม่ใช่ญาติกันเสียหน่อย”
บุรุษร่างสูงยกคิ้ว ยิ้มบางๆ อย่างเป็นต่อ “แต่ว่าก็ไม่ต่างเท่าไร...”
หญิงสาวขบกรามแน่นเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยเสียงขุ่น “ข้าไม่อาจล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ได้ก่อนนั้นฮ่องเต้อยู่ในความดูแลของเสียนไท่เฟยท่านป้าของข้าก็จริงแต่เป็นลูกเลี้ยงมิใช่สายตรง ซื่อจื่อก็เป็นเชื้อพระวงศ์และมีบรรดาศักดิ์ ข้าไม่กล้าถือตัวเรียกท่านเป็นญาติหากใครได้ยินเข้ามิพาลเป็นเรื่องใหญ่หรือ?”
“อืมๆคุณหนูฟ่านคิดรอบคอบนัก” จ้าวจวิ้นหยางมองใบหน้าบึ้งตึงนั้นแล้วหัวเราะพอใจเขารู้ดีว่าไม่มีทางใดที่นางจะยอมเรียกเขาด้วยนามรองอย่าง ‘เหลียนตง’ ได้ง่ายๆ เพราะชื่อรองเช่นนี้แม้แต่สหายสนิทก็ยังไม่กล้าเรียก เว้นเสียแต่คนในครอบครัวจริงๆแต่แทนที่เขาจะโกรธกลับยิ่งสนุกเสียมากกว่า ก็ตลอดทางกลับแคว้นนางหลบเลี่ยงเขาอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงอยากแสดงให้เห็นว่าต่อให้นางพยายามหนี แต่ตนก็ยังมีวิธีนับไม่ถ้วนที่จะเฝ้าจับผิดนางได้เสมอทั้งน้องชายของนาง ทั้งมารดาของนาง ล้วนถูกเขาใช้เป็นข้ออ้างได้ทั้งสิ้น
ครู่หนึ่งเขาจึงเปลี่ยนหัวข้อไม่คิดจะรบเร้าต่อ “แล้วท่านแม่ของข้าอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?” คำถามนั้นเขารู้อยู่แล้วคิดไว้แต่แรกถึงได้เลือกแวะมาที่สกุลฟ่านหลังจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้แต่แสร้งถามทำทีเป็นไม่แน่ใจเท่านั้นเอง
ฟ่านหนิงจึงตอบเสียงเรียบ “ใช่เจ้าค่ะองค์หญิงฉิงกำลังสนทนากับท่านแม่อยู่”
จ้าวจวิ้นหยางพยักหน้าช้าๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง “อืม...ข้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่แคว้นมู่ก่านให้ท่านแม่ฟังแล้วนางก็เลยคงเป็นห่วงเจ้า คิดว่าคงอยากมาเห็นด้วยตาตัวเองว่าเจ้าบัดนี้หายดีแล้ว” ว่าจบสายตาคมก็เลื่อนมองหน้าผากขาวเนียนของหญิงสาวที่กลับมาเรียบนวลราวไม่เคยมีบาดแผลมาก่อน
ฟ่านหนิงยกยิ้มจางๆ เอ่ยเสียงเบา “นั้นก็เพราะยาของซื่อจื่อ”
เขาหัวเราะสั้นๆ “อืม ตอนแรกก็นึกว่าเจ้าอาจไม่ใช่เสียแล้วแต่พอเห็นแผลสมานเรียบร้อยเช่นนี้ก็...”
ขณะที่อีกฝ่ายกำลังพร่ำไปเรื่อย หญิงสาวก็เหลือบมองไปรอบๆราวหาที่หลบเลี่ยงและให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้ยินว่านางได้ยาไร้รอยมาจากเขา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้พอจึงตอบอย่างไม่ยี่หระ“แน่นอน ได้ยามาแล้วจะปล่อยให้เสียเปล่าไปทำไมไม่มีแผลย่อมดีกว่ามีแผล”
จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะหึในลำคออีกครั้งเขาชอบถ้อยคำที่ตรงไปตรงมานั้นของนางเหลือเกิน นางไม่เคยยกยอทั้งยังตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม “นั้นสินะจนแผลหายดีแล้วเจ้าก็ยังไม่เอ่ยคำขอบคุณ เจ้าติดหนี้ข้ากี่ครั้งแล้วนะ?” เสียงทุ้มเอ่ยหยอกเย้า “รวมครั้งก่อนๆที่ข้ายอมหลับตาปล่อยให้เจ้าหลบหนีและแกล้งผู้อื่น น่าสามสี่ครั้งได้แล้วกระมัง”
“แต่ข้าก็ตอบแทนซื่อจื่อไปแล้วโดยหนังสือประพันธ์ความรักสี่เล่มหรือซื่อจื่ออยากได้เพิ่ม?ข้าจะให้คนไปหามาเพิ่มสักสิบเล่มก็ได้ไม่ใช่ปัญหา” ว่าจบนางก็ยิ้มกลับให้อย่างเป็นต่อ เพราะนานๆครั้งนางจะอยู่เหนือบุรุษผู้นี้
ขณะที่จ้าวจวิ้นหยางชะงักไปเพราะความทรงจำถูกขุดขึ้นมาตีพร้อมๆกัน นางนับสิ่งของพวกนี้เป็นของขวัญของกำนัลที่มอบให้ผู้อื่นได้หรือมันไม่แม้แต่จะสร้างความจรรโลงใจให้ผู้อ่าน ทั้งนางทำให้เขาขยาดการอ่านหนังสือประพันธ์เรื่องความรักมาถึงตอนนี้ทั้งที่แต่ก่อนเขาชอบอ่านมาเสมอ
แต่ในจังหวะนั้นเองบ่าวสองพี่น้องของคุณหนูใหญ่ฟ่านก็รีบก้าวเข้ามาคำนับก้มรายงานเสียงแผ่วข้างๆ หูของฟ่านหนิงเพราะเห็นว่ามีผู้อื่นอยู่ด้วย “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ คุณหนูรองกำลังโวยวายเรื่องอาจารย์สอนพิณอยู่ยกใหญ่บ่าวไม่กล้าไปรายงานฮูหยินเพราะเวลานี้กำลังสนทนากับองค์หญิงฉิงจึงรีบมากราบเรียนคุณหนูใหญ่แทนเจ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงขมวดคิ้วทันที “นางก่อเรื่องอะไรอีกเล่า” น้ำเสียงปนเหนื่อยหน่าย
หวังจิ้งเหมยรีบตอบ “เห็นว่าท่านอาจารย์ตำหนิท่าทีของคุณหนูรองที่ไม่ตั้งใจเรียนคุณหนูรองเลยปัดพิณล้มลง พวกบ่าวที่เฝ้าอยู่ด้วยตกใจมากเจ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงกดขมับถอนหายใจพลางหันไปทางร่างสูงที่ยืนนิ่งๆไม่ได้มีท่าทางใส่สิ่งที่พวกนางกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่แล้วจึงโค้งกายเล็กน้อยกล่าวลา “ฟ่านหนิงมีเรื่องต้องไปจัดการขอตัวก่อน” แล้วนางก็หันไปสั่งบ่าวคนสนิทต่อ “เจ้าไปจัดเตรียมน้ำชาของว่างมารับรองซื่อจื่อส่วนหวังจิ้งหยูรีบไปตามจางไป๋ซินให้ตามไปที่เรือนรองด้วย”
หลังจากที่ฟ่านหนิงขอตัวไปจ้าวจวิ้นหยางยังคงยืนอยู่กลางลานหินอ่อน มองตามเงาหญิงสาวที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆแขนยาวประสานไพล่หลังพลางก้าวช้าๆ ไปที่ศาลาเงียบๆ สายตาคมกริบเต็มไปด้วยรอยคิดคำพูดหลายประโยคที่นางกล่าวเมื่อครู่ยังดังก้องในหัวเขาแต่กลับมีเพียงคำพูดที่นางหันไปเอ่ยน้องชายของนางเองที่ติดหูที่สุดประโยคที่เขาเผอิญได้ยินตอนเดินเข้ามาในบริเวณสวนก่อนจะปรากฏตัว “เกิดมาเป็นพหูสูต เสียก็แต่เลือกใช้ไม่เป็น”
ทางด้านฟ่านหนิง นางก้าวออกจากลานหน้าสวนด้วยสีหน้าเรียบเฉยปลายกระโปรงแพรไหมสะบัดไปตามแรงก้าวย่างที่เร่งกว่าปกติเส้นผมครึ่งหนึ่งที่ปล่อยแผ่สยายที่หลังปลิวไปตามลม ปิ่นระย้าแกว่งไกวสะท้อนรับแดดให้แวววาวและในขณะที่นางเดินไปยังเรือนรองโดยความเร่งรีบ เสียงติ๊งของระบบก็ดังขึ้นในหู
【ภารกิจ : เปิดตัวพระรองให้ได้พบนางเอก】
ภารกิจประกาศไม่รู้เวล่ำเวลาอีกแล้วแม้ความจริงนางจะไม่ได้ตกใจแต่ฟ่านหนิงก็เผลอหยุดฝีเท้าเล็กน้อยใบหน้าเรียวหันขวับไปด้านหลังที่บุคคลนั้นนั่งอยู่แม้จะไม่เห็นเงาแล้วแต่นางก็เบ้ปากใส่ นี่มันหมายถึงการทำภารกิจให้จ้าวจวิ้นหยางได้พบกับถังหลันชิงน่ะหรือ? นี่แสดงว่าทั้งสองยังไม่เคยเผชิญหน้ากันอย่างเป็นทางการเลยสักครั้งงั้นสิ
นางแค่นหัวเราะเบาๆ อยู่ในลำคอ ‘เปิดตัวช้าขนาดนี้ยังจะหวังชนะใจนางเอกได้หรือ’กว่าสองคนนั้นจะพบหน้าสบตารู้ชื่อกันตัวเอกฝ่ายหญิงก็คงหัวใจเอนเอียงไปทางหานอี้เหอเสียแล้วแต่แบบนี้บุรุษน่ารำคาญผู้นี้ก็จะได้ทิ้งการมาวุ่นวายกับนางเสียแล้วหรือไม่ใช่? เพราะเขาก็คงไปวุ่นวายกับถังหลันชิงแทนมุมปากที่ยกเยาะคล้ายกำลังหัวเราะผู้อื่นกลับแข็งค้างโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบเข้ามาในใจ
แต่ความคิดเมื่อครู่ก็อยู่ได้ไม่นาน จางไป๋ซินที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินตามมาทันเมื่อเห็นเงาคุณหนูใหญ่ก็เอ่ยเรียกให้ฟ่านหนิงออกจากความคิดของตัวเอง
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ!” จางไป๋ซินก็รีบย่อตัวเคารพแล้วเอ่ยขึ้นดึงฟ่านหนิงออกจากความคิดที่พันวนอยู่กับภารกิจ “จะให้บ่าวจัดการอย่างไรดีเจ้าคะ?”
นางจึงหันไปมองสาวใช้คนสนิท แววตาสว่างขึ้นเล็กน้อยจากนั้นก็ถอนหายใจยาวแล้วตอบ “ตามข้ามาก่อนก็พอไปดูก่อนว่าน้องสาวคนนี้ก่อเรื่องอะไร เรื่องจัดการไว้ทีหลัง”
ฟ่านหนิงเดินนำหน้าจางไป๋ซินตรงไปยังเรือนรองดวงหน้าสงบแต่ในดวงตากลับฉายแววเย็นชา สาวใช้คนสนิทเดินตามมาติดๆเมื่อถึงลานหน้าเรือนรอง เสียงโวยวายก็ดังออกมาให้ได้ยินชัดฟ่านลี่กำลังตวาดเสียงแหลม "ข้าไม่เรียนแล้ว! ฝีมือข้าไม่ดีเพราะอาจารย์ผู้นี้ต่างหาก หาอาจารย์ใหม่มาให้ข้าเดี๋ยวนี้! ทำไมทุกสิ่งต้องเป็นฟ่านหนิงที่ได้คนดีๆ ไปทั้งหมดข้าก็บุตรสาวท่านพ่อเหมือนกันมิใช่หรือ!"
จบคำตวาดลั่นอาจารย์พิณผู้สูงวัยที่รับหน้าที่สอนฟ่านลี่หน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นกลัวว่าแรงโทสะของสตรีผู้นี้จะฟาดมาโดนตัวเอง ก่อนจะรีบเดินออกจากเรือนมาด้วยท่าทางลนลานพอออกมาก็เห็นฟ่านหนิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเรือนพอดีนางก็รีบคำนับพลางเอ่ยเสียงหนักใจ "คุณหนูใหญ่ข้ามิอาจสอนต่อได้แล้วเจ้าค่ะ คุณหนูรอง...กิริยารุนแรงเช่นนี้ ข้าไร้ปัญญาจริง" ผู้เป็นอาจารย์พิณส่ายหน้าเบาๆ อย่างอ่อนใจ
ฟ่านหนิงจึงยกมือขึ้นประสานคำนับกลับ ดวงหน้ายังคงเรียบสุภาพ "ท่านอาจารย์ โปรดอย่าได้หุนหันถือว่าเป็นความบกพร่องของบ้านข้าที่ดูแลน้องไม่ดี ข้าขออภัยแทนนางด้วย" นางหันไปสั่งสาวใช้ทันที "ไปส่งท่านอาจารย์กลับถึงที่พักอย่าให้ต้องเสียหน้าไปมากกว่านี้"