หลายวันต่อมา บรรยากาศภายในจวนเจ้าเมืองก็ตกอยู่ในความเงียบงันที่เยียบเย็นและหนักอึ้ง
นายพลโบมินและนายทหารชิตไม่ได้จากไปไหน พวกเขาพักอยู่ในโรงเรือนสำหรับแขกที่ท่านเจ้าเมืองจัดให้ โดยให้เหตุผลว่าจะรอจนกว่า "แม่หญิงดาว" จะพร้อมเดินทาง แต่การมีอยู่ของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับเงาแห่งความตายที่คอยวนเวียนสร้างแรงกดดันให้แก่ตานดาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ความสัมพันธ์ระหว่างคำอินทร์และตานดาได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง สวนหย่อมที่เคยเป็นดั่งสวรรค์บนดินของคนทั้งสอง บัดนี้กลับกลายเป็นพื้นที่แห่งความอึดอัดใจ พวกเขายังคงพบเจอกัน แต่บทสนทนากลับขาดหายไป เหลือเพียงสายตาที่ส่งผ่านความเจ็บปวด ความไม่เข้าใจ และความเศร้าสร้อยให้แก่กัน
คำอินทร์พยายามจะคาดคั้นหาความจริงจากแววตาของนาง แต่นางก็เอาแต่หลบสายตาและปิดกั้นตนเอง ส่วนตานดานั้น ทุกครั้งที่นางมองใบหน้าของเขา นางก็ยิ่งรู้สึกผิดและละอายใจในคำโกหกของตนเองมากขึ้นเท่านั้น
คำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ว่าจะปกป้องนาง บัดนี้มันได้กลายเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการนางไว้กับความหลอกลวง
ในที่สุด...วันที่นางหวาดกลัวที่สุดก็มาถึง
นายพลโบมินได้เข้าพบเจ้าหญิงตานดาอีกครั้ง
นายพลโบมินไม่ได้อ้อมค้อมอีกต่อไป เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าตานดา สร้างความตกตะลึงให้แก่เจ้าหญิงเป็นอย่างยิ่ง
เขาไม่ได้เรียกนางว่าแม่หญิงดาวอีกต่อไปแล้ว แต่เขากลับเรียกนางด้วยพระยศที่แท้จริง
“ องค์หญิงตานดา...บัดนี้สถานการณ์ในอังวะกำลังระส่ำระสายอย่างหนัก การสิ้นพระชนม์ของแม่ทัพใหญ่เนเมียวสีหบดีได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วราชสำนัก เหล่าขุนนางต่างแก่งแย่งชิงอำนาจกัน พระบิดาขององค์หญิงทรงพระประชวรหนักลงทุกวัน และทรงมีรับสั่งให้กระหม่อมนำตัวองค์หญิงกลับไปให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะการปรากฏพระองค์ขององค์หญิง คือความหวังเดียวที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพของราชวงศ์และแผ่นดินไว้ได้
ทุกถ้อยคำของนายพลโบมิน เป็นดั่งคมหอกที่พุ่งเข้าแทงหัวใจของตานดาจนพรุน
มันไม่ใช่คำขอร้องอีกต่อไป...แต่มันคือ "หน้าที่"
หน้าที่ของเจ้าหญิง หน้าที่ของราชธิดา หน้าที่ต่อแผ่นดินเกิด หน้าที่ที่นางไม่มีวันจะปฏิเสธได้
น้ำตาของนางไหลรินออกมาอย่างเงียบงัน นางรู้แล้วว่าช่วงเวลาแห่งความสุขในฐานะ "ดาว" หญิงสาวชาวบ้านธรรมดาได้จบสิ้นลงแล้ว
"ข้า...ข้าเข้าใจแล้ว" นางตอบกลับไปด้วยเสียงที่สั่นเครือและแตกสลาย "เตรียมการเดินทางเถิด...ข้า...จะกลับไปกับพวกท่าน"
ค่ำคืนนั้น...คือค่ำคืนสุดท้ายของพวกเขา
ตานดาเดินมาหาคำอินทร์ที่สวนหย่อมแห่งเดิม เขากำลังนั่งเหม่อมองดวงจันทร์อยู่บนม้านั่งหินอ่อนตัวเก่าเพียงลำพัง ราวกับจะรับรู้ได้ถึงการมาของนาง
"ข้า...ต้องไปแล้ว" นางเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ
คำอินทร์หันมามองนางช้าๆ แววตาของเขาดูสงบนิ่ง แต่ลึกๆ แล้วตานดาสัมผัสได้ถึงพายุอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน
"นั่นคือสิ่งที่เจ้าต้องการจริงๆ หรือ" เขาถามเสียงเรียบ
ตานดากลั้นน้ำตาเอาไว้สุดความสามารถ นางต้องโกหกเขาเป็นครั้งสุดท้าย "ใช่...ข้าต้องกลับไป...กลับไปดูแลครอบครัวของข้า...มันเป็นหน้าที่"
คำอินทร์มองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง...เขารู้...เขารู้ว่านางกำลังโกหก แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา เพราะเขารู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ที่จะเหนี่ยวรั้งนางไว้ เขามันเป็นใครกัน เป็นเพียงเด็กหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้าที่บังเอิญไปช่วยชีวิตนางไว้เท่านั้น
เขาทำได้เพียงแค่ยอมรับ ยอมรับการตัดสินใจของนาง แม้ว่ามันจะทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดราวกับถูกบีบคั้น
"จะเดินทางเมื่อไหร่"
"พรุ่งนี้...ยามรุ่งอรุณ"
แล้วความเงียบก็เข้าครอบงำอีกครั้ง...มีเพียงเสียงของแมลงกลางคืนที่กรีดร้องราวกับจะรับรู้ถึงความโศกเศร้าของคนทั้งสอง
ตานดาค่อยๆ ยื่นห่อผ้าเล็กๆ ห่อหนึ่งให้แก่เขา "ข้า...ไม่มีสิ่งใดจะมอบให้ท่าน เพื่อเป็นการขอบคุณมีเพียงเครื่องรางชิ้นนี้ที่ข้าทำขึ้นเองระหว่างที่อยู่ที่นี่ ข้าหวังว่า มันจะช่วยคุ้มครองให้ท่านปลอดภัย"
คำอินทร์รับห่อผ้านั้นมา เมื่อเปิดออกก็พบว่าเป็นถุงเครื่องหอมที่ทำจากผ้าปักลายดอกไม้เล็กๆ ภายในบรรจุไว้ด้วยหญ้าหอมและดอกไม้อบแห้งนานาชนิด มันมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ทำให้นึกถึงนาง
เขากำเครื่องรางนั้นไว้แน่นแล้วล้วงหยิบมีดสั้นออกมา เขาเดินไปที่กิ่งของต้นจำปี แล้วบรรจงแกะสลักไม้นั้นอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว ไม่นานนัก นกไม้ตัวเล็กๆ ที่ดูงดงามราวกับมีชีวิตก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
"ข้าก็ไม่มีสิ่งใดจะให้เจ้าเช่นกัน" เขายื่นนกไม้ตัวนั้นให้นาง "ข้าขอให้มัน นำพาอิสรภาพและความสุขไปให้แก่เจ้า ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใดก็ตาม"
ตานดารับนกไม้ตัวนั้นมา น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลทะลักออกมาอีกครั้ง นางกำนกไม้ไว้แน่น ราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต
"ข้า..." นางพยายามจะพูด แต่ก็พูดไม่ออก
คำอินทร์ค่อยๆ ยกมือขึ้นใช้นิ้วหัวแม่มือปาดน้ำตาออกจากแก้มของนางอย่างแผ่วเบาที่สุด สัมผัสของเขาทั้งอบอุ่นและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน มันคือสัมผัสแรก และอาจจะเป็นสัมผัสสุดท้าย
แล้วเขาก็ชักมือกลับ แล้วหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้นางยืนร้องไห้อยู่กลางสวนแต่เพียงลำพัง เพราะเขารู้ดีว่า หากเขายังคงอยู่ที่นั่นต่อไป เขาอาจจะทำในสิ่งที่ทำให้ตนเองต้องเสียใจไปตลอดชีวิต นั่นคือการอ้อนวอนให้นางอยู่ต่อ
รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงพร้อมกับแสงสีเทาหม่นที่ดูเศร้าสร้อย
ที่หน้าประตูเมือง ขบวนเดินทางของตานดาพร้อมแล้ว นายพลโบมินและทหารชิตยืนรออยู่ข้างรถม้าที่ดูธรรมดาแต่แข็งแรง เจ้าพระยาเพชรพิไชยมายืนส่งนางด้วยตนเอง
คำอินทร์ยืนมองอยู่ห่างๆ ปะปนไปกับเหล่าชาวบ้าน เขาไม่ได้เข้าไปร่ำลา
ตานดาในชุดเดินทางที่ทะมัดทะแมง เดินออกมาจากประตูเมือง นางกล่าวคำอำลาและขอบคุณท่านเจ้าเมืองอย่างเป็นทางการ จากนั้น...นางก็หันมา สายตาของนางกวาดมองไปทั่ว เพื่อค้นหาร่างของเขา
แล้วสายตาของพวกเขาก็สบกัน
แม้จะอยู่ห่างไกลแต่ทั้งสองกลับรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบเหลือเพียงแค่เราสองคน ไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงแววตาที่สื่อสารทุกความรู้สึกความรัก ความโศกเศร้า ความเสียใจและคำอำลา
ตานดาฝืนยิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย เป็นรอยยิ้มที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต นางหันหลังกลับอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วก้าวขึ้นรถม้าไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ค่อยๆ หายลับไปจากสายตา
คำอินทร์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองตามขบวนรถม้านั้นไปจนมันกลายเป็นเพียงจุดเล็กๆแล้วหายไปจนสุดขอบฟ้า
สายลมที่เคยอ่อนโยน บัดนี้กลับพัดพาเอาความอบอุ่นสุดท้ายในชีวิตของเขาจากไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
เขากำเครื่องรางหอมในมือแน่น กลิ่นของมัน คือสิ่งเดียวที่ยังคงยืนยันว่า นางเคยมีตัวตนอยู่จริง
เจ้าพระยาเพชรพิไชยเดินเข้ามาตบ่าเขาเบาๆ เป็นการปลอบใจที่ไร้คำพูด
คำอินทร์ไม่ได้มองไปทางทิศตะวันตกอีกต่อไป เขาหันหน้าแล้วมองไปยังทิศเหนือ ทิศทางสู่ล้านนา
เมื่อความสุขได้จากไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงหนี้แค้นที่ต้องชำระและอดีตที่ต้องตามหา เส้นทางของเขาบัดนี้ชัดเจนอีกครั้ง แต่มันจะเป็นเส้นทางที่ปูด้วยหยาดน้ำตาและความเจ็บปวดหรือไม่
เขาไม่อาจคาดเดา
-----------
ถ้าชอบผลงานนี้รบกวนรีวิวคะแนนสูงสุดให้หน่อยนะครับ ขอบคุณครับ