อู๋เสี่ยวหรันไม่สนใจพวกนางอีก นางหันไปออกคำสั่งให้ค้นหาและนำเอาสมบัติทั้งหมดออกมากองรวมกันไว้ของพวกนี้นางจะให้นำกลับไปที่เมืองที่ผ่านมาก่อนหน้าเพื่อฝากไว้กับหอเทียนเซี่ยเพราะเมืองถัดไปไม่มีสาขาที่นั่นเพื่อความปลอดภัยและลดความยุ่งยากการส่งไปให้หอเทียนเซี่ยดูแลจะดีที่สุด
อีกส่วนหนึ่งนางต้องการจะมอบให้กับหญิงสาวและเชลยที่นี่นำไปเป็นทุนรอนสำหรับตั้งตัว หรือไม่ก็เพื่อเดินทางกลับบ้านเกิด ตามแต่ใจพวกนาง
นางยืนมองการทำงานขององครักษ์ทหารและเชลยที่ออกมาช่วยงานอยู่ไม่นานหลี่จวิ้นก็เดินมาหานาง
“คุณชาย”
เสียงของหลี่จวิ้นแหบแห้ง แต่เขาก็ดูอาการดีขึ้นมากกว่าตอนที่ออกมาจากห้องขัง
“ตรงนั้นเป็นคอกม้าและลาสมบัติพวกนี้เยอะมากแบ่งให้เชลยบางส่วนส่วนที่เหลือข้าต้องการให้ขนย้ายออกไปทั้งหมด ให้ลู่หมิงหลันเป็นผู้ดูแลส่วนนี่เป็นยาที่จะช่วยลดความปวดได้ชะงัดนัก”
หลังจากอู๋เสี่ยวหรันบอกความต้องการให้เขาฟังแล้วและยื่นขวดยาให้กับเขา เป็นยาที่เหลียนฮวาเตรียมไว้ให้เมื่อเกิดอาการบาดเจ็บ
หลี่จวิ้นรับขวดยานั้นไปและคุกเข่าลงหนึ่งข้างลงตรงหน้านางท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองมา แต่ก็ละสายตากลับไปทำงานในมือของตนอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณที่มาช่วยขอรับ”
“ข้ารับคำขอบคุณจากเจ้าแต่ข้ายังต้องคิดบัญชีที่เจ้าทิ้งข้าไว้ที่หมู่บ้านภายหลังลุกขึ้นเถิดขืนคุกเข่านานกว่านี้เจ้าจะเสียการปกครองได้”
“ขอบคุณขอรับ”
หลี่จวิ้นก้มหัวรับคำนางแล้วลุกขึ้นไปจัดการเรื่องสมบัติตามที่นางต้องการ
หลังจากที่เขาเดินออกไปหญิงสาวที่ได้รับการบอกกล่าวว่าจะได้รับสมบัติแล้วให้ไปใช้ชีวิตอย่างอิสระก็มารวมตัวกันมาคุกเข่าลงตรงหน้าของอู๋เสี่ยวหรันแล้วเริ่มร้องไห้บางคนก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาแต่ก็มีอยู่หนึ่งคนที่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตานางตรง ๆ
“ขอบคุณคุณชายที่ให้การช่วยเหลือพวกเราเจ้าค่ะเอ่อ...พวกเราบางคนรวมถึงข้าเองมีเรื่องที่อยากขอร้องท่าน”
พูดจบนางก็หลุบตาลงอู๋เสี่ยวหรันเห็นดังนั้นจึงถามออกไป
“บอกความต้องการของพวกเจ้ามาเถิดหากข้าช่วยได้ก็พร้อมจะช่วยเต็มที่”
น้ำเสียงของนางอ่อนลงอย่างชัดเจนด้วยความสงสารชะตาชีวิตของพวกนางจริง ๆ
“พวกเราล้วนเป็นหญิงที่มีมลทินไม่สามารถกลับไปอยู่กับครอบครัวเดิมได้อีกแล้วเจ้าค่ะ พวกเราเพียง …เพียงขอสถานที่ที่จะให้พวกเราไปให้ไกลจากที่นี่ และเริ่มต้นชีวิตใหม่เจ้าค่ะสมบัติทั้งหลายพวกเราไม่ต้องการ”
หญิงสาวที่เป็นผู้พูดนี้ดูแล้วน่าจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะดีดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ กิริยามารยาทตามแบบฉบับของชนชั้นกลางที่แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวและไม่ต้องเสแสร้งทำ
“ข้ารับปากว่าจะหาที่อยู่ใหม่ให้กับพวกเจ้าแต่หากใครต้องการเงินเพื่อออกไปตั้งตัวก็บอกได้ ข้าไม่บังคับใด ๆ ทั้งสิ้นเอาล่ะใครที่ยังพอมีแรงก็ไปช่วยคนของข้าขนย้ายของ หากยังมีเพื่อนที่ป่วยอยู่อีกก็ช่วยกันพามาอยู่ที่เรือนนี้ก่อนก็แล้วกัน พรุ่งนี้เช้าตอนลงเขาจะมีหมอหญิงมาช่วยดูอาการให้”
อู๋เสี่ยวหรันชี้ไปที่เรือนของหัวหน้าโจร
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวทยอยมาขอบคุณและแยกย้ายกันไป
เมื่อรุ่งเช้ามาเยือนแสงแดดสาดส่องผ่านหมู่แมกไม้ลงมา เสมือนเป็นสัญญาณการเริ่มต้นใหม่ และการเดินทางอีกครั้งระหว่างที่กำลังหาของกินง่าย ๆ เรียบร้อยแล้ว ลู่หมิงหลันก็ขึ้นมาสมทบกับพวกนางโดยมีซุนหนี่และเหลียนฮวาตามมาดูอาการคนบาดเจ็บด้วย ทิ้งให้ลู่เจินกับหลันฮวารออยู่ที่ตีนเขากับทหารบาดเจ็บ
หลังจากช่วยกันขนย้ายสมบัติลงในรถม้าทั้งหมดแล้วก็เดินทางลงจากหุบเขา โดยไม่ลืมที่จะจุดไฟเผาผลาญทั้งซากศพและรังโจรให้มอดไหม้ไปพร้อมกับการปิดตำนานจอมโจรแห่งหุบเขาหลงซานลง
เมื่อมีคนเพิ่มและคนที่มาเพิ่มมายังเป็นคนบาดเจ็บและหญิงสาวที่อ่อนแอทำให้การเดินทางล่าช้าออกไปอีก จากเดิมที่จะใช้เวลาเพียงครึ่งวันเพื่อออกจากหุบเขาตอนนี้ต้องใช้หนึ่งวันเต็ม ๆ จึงจะมาถึงกำแพงเมือง
เมื่อมีหลี่จวิ้นมาด้วยการเดินทางเข้าเมืองจึงง่ายดายขึ้นมากเพราะเขาเคยผ่านมาหลายครั้งและใช้ตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ตำหนักอ๋องเพื่อความสะดวกรวดเร็ว
เมืองท่าแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่มากนักแต่มีทุกอย่างครบครัน เพราะเป็นทางผ่านระหว่างหุบเขาและที่ตั้งของค่ายทหารพ่อค้าที่ทำอาชีพค้าขายระหว่างแคว้นก็จะเลือกที่นี่เป็นจุดพักระหว่างทาง
“สามสิบเจ้าล่วงหน้าไปหาเช่าเรือนเอาที่ขนาดใหญ่หน่อยและเช่าเป็นเวลาสามเดือน หากไม่มีให้เช่าก็ซื้อไว้เลือกพื้นที่ที่ใกล้กับทางออกอีกด้าน ส่วนเหลียนฮวากับหลันฮวาไปร้านขายเสื้อผ้าหาผ้าสำเร็จรูปมาให้ทุกคนได้ผลัดเปลี่ยน” อู๋เสี่ยวหรันหันไปสั่งการสองคนสนิท
ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามสามสิบก็สามารถหาที่พักให้กับทุกคนได้แต่เพราะเรือนไม่ใหญ่มากเขาจึงได้ซื้อไว้สองหลังติด ๆ กันเรือนหนึ่งให้เชลยที่ช่วยมาเข้าพัก อีกเรือนเป็นที่พักส่วนตัวของพวกนางเอง
หลังจากได้อาบน้ำชำระร่างกายเปลี่ยนมาสวมชุดใหม่และกินอาหารที่สั่งมาจากภัตตาคารในเมืองเรียบร้อยแล้วอู๋เสี่ยวหรันก็ต้องการที่จะเข้านอนทันทีเพราะนางใช้พลังงานไปมากเหลือเกินในช่วงสองวันนี้
ซุนหนี่ที่สังเกตเห็นว่านางดูเซื่องซึมจึงได้ตามนางไปที่ห้องพักเพื่อตรวจร่างกายให้
“อาหนี่หากเจ้าเหนื่อยก็ไปพักผ่อนเถิดไม่ต้องตามมาดูแลข้า”
“เรียกข้าว่าเจินเจินก็ได้เจ้าค่ะเป็นชื่อเล่นของข้าเอง ข้ายังไหวเจ้าค่ะจับชีพจรให้ท่านเสร็จข้าก็จะไปนอนเช่นกัน”
“เจินเจินงั้นหรือ อืม ๆ ชื่อนี้ก็ดูเหมาะกับเจ้าดี”
อู๋เสี่ยวหรันเดินตรงไปนั่งบนโต๊ะน้ำชาในห้องนอนแล้ววางแขนให้ซุนหนี่ได้จับชีพจร
“ข้าว่าแล้วเชียวถึงแม้ว่าจะกินยาถอนพิษป้องกันแล้วแต่ท่านก็ยังได้รับผลกระทบอยู่ดี เพราะท่านสูดควันพิษมากเกินไปทำให้หายใจติดขัดข้าจะจัดยาให้ท่านดื่มสักสองเทียบ เพื่อขจัดความอ่อนล้า ท่านรอข้าสักครู่นะเจ้าคะ”
แล้วซุนหนี่ก็ออกไปจัดการต้มยาทันทีไม่นานนางก็กลับมาพร้อมกับถ้วยยาร้อน ๆ
“ท่านต้องดื่มให้หมดนะเจ้าคะมันจะทำให้ท่านหลับสบาย”
“ขอบใจมากเจินเจินเมื่อใดที่ไปถึงหัวเมืองต่อไปข้าจะเลี้ยงอาหารอร่อย ๆ ให้เจ้ากินจนพอใจ” อู๋เสี่ยวหรันพูดยิ้ม ๆ
“ท่านพูดแล้วนะเจ้าคะข้าขอตัวไปจัดยาให้พวกองครักษ์ของท่านก่อน ขอตัวล่ะเจ้าค่ะ”
อู๋เสี่ยวหรันพยักหน้าให้นางจากนั้นก็ยกถ้วยยาค่อย ๆ ดื่มลงไป และหยิบตะเกียงมาวางข้าง ๆ เตียงและปีนขึ้นไปแต่นางยังไม่หลับในทันที อู๋เสี่ยวหรันดึงเอาแท่งไม้ที่ไม่ได้ดูจะมีอะไรพิเศษออกมา
แท่งไม้มีขนาดเท่าฝ่ามือของนางมันเป็นแท่งไม้ที่ดูธรรมดาเป็นอย่างมากหากมันอยู่บนถนนก็อาจจะไม่มีใครสนใจจะเก็บมันขึ้นมาดูด้วยซ้ำ
แต่เมื่ออยู่ในมือของอู๋เสี่ยวหรันนางจำมันได้ทันทีเพราะมันเป็นไม้เลือดมังกรที่เมื่อใดได้รับแสงจันทร์มันจะโปร่งใสจนเห็นหยกอีกแท่งที่บรรจุอยู่ด้านใน
ถึงแม้ว่าหากมีคนที่บังเอิญเห็นมันยามที่ต้องแสงจันทร์แต่ไม่รู้วิธีเอาออกมา หรือหากพวกเขาใช้การทุบทำลายหรืองัดแงะไม้ด้านนอกก็จะทำให้หยกที่อยู่ด้านในถูกทำลาย จนเสียมูลค่าไปทั้งหมด
แต่เมื่อมันมาอยู่ในมือของคนที่รู้ก็จะเป็นอีกเรื่อง
“กึก!”
เสียงไม้ลั่นเบา ๆ จากการที่อู๋เสี่ยวหรันกดตรงกลไกได้อย่างถูกต้อง เมื่อเลื่อนไม้ออกไปก็เผยให้เห็นหยกด้านในที่เป็นสีขาวปนเขียว และมีลวดลายสลักเป็นสีแดงสลับคำว่า ‘ตี้อีเทียนเสี่ย’ คำนี้มีความหมายว่า ‘ที่หนึ่งในใต้หล้า’ ส่วนอีกด้านสลักเป็นรูปกิเลน
“หึ ๆ ไม่ว่าเจ้าสิ่งนี้จะมาอยู่ในรังโจรได้อย่างไรแต่ข้าต้องขอขอบคุณผู้ที่นำมันมาและสวรรค์ที่ส่งมาถึงมือข้า”
นางพึมพำกับหยกในมือเบา ๆ จากนั้นก็เก็บมันลงในกล่องไม้เลือดมังกรเช่นเดิมเมื่อจิตใจผ่อนคลายมีเรื่องน่ายินดี ความง่วงก็เริ่มถาโถมเข้ามาจนอู๋เสี่ยวหรันทนไม่ไหวจำ ต้องปล่อยให้ตนเองเข้าสู่นิทรา
เช้าวันรุ่งขึ้นนางตื่นขึ้นมาพร้อมกับร่างกายที่เบาหวิวอาการหายใจติดขัดปวดเนื้อปวดตัวล้วนหายไปทั้งหมด ยาที่ซุนหนี่นำมาให้นางดื่มนั้นราวกับเป็นน้ำทิพย์บำรุงร่างกายจริง ๆ
เหลียนฮวาเป็นผู้ที่เข้ามาปรนนิบัติยามเช้าอู๋เสี่ยวหรันสอบถามถึงลู่หมิงหลันที่นำสมบัติของโจรไปฝากไว้ที่หอเทียนเซี่ย ปรากฏว่าเขายังไม่กลับมานางจึงต้องยกเลิกการเดินทางวันนี้เพื่อรอให้ลู่หมิงหลันและองครักษ์กลับมาสมทบกับนางก่อน
“ลู่หมิงหลันเขาไม่ได้เอาสมบัติหนีไปแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”
เหลียนฮวาถามด้วยความสงสัย
“โอ๊ย! พระชายาตีหัวบ่าวทำไมเจ้าคะ”
“สมควรแล้วถึงเจ้าจะไม่เชื่อใจเขา แต่ต้องเชื่อใจข้าสิข้ามองคนไม่ผิดหรอกอีกอย่างลู่เจินกับอี้เอ๋อร์ก็อยู่ที่นี่ เจ้าว่าเขาจะทิ้งพวกนางได้ลงคอเลยหรือ”
อู๋เสี่ยวหรันยื่นมือออกไปจะเคาะลงหัวนางอีกที
“เชื่อแล้ว ๆ ท่านอย่าตีบ่าวอีกเลยนะเจ้าคะเดี๋ยวบ่าวจะโง่ไปกว่านี้อีกเท่านี้อาจารย์ฉางก็เอาข้าไปเทียบกับเจินเจินจนข้าแทบไม่มีที่ยืนแล้ว” เหลียนฮวายกมือขึ้นกุมหัววิ่งออกไปให้ห่างจากอู๋เสี่ยวหรัน
ว่ากันว่าเมืองท่าแห่งนี้จะมีพ่อค้าและขบวนคุ้มกันสินค้ามาแวะพักตลอดทั้งปี แม้กระทั่งฤดูหนาวก็ยังมีคนเดินทางอยู่ตลอดถึงจะไม่มากเท่ากับฤดูกาลอื่น ๆ ก็ตาม
ช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้หลังจากพักร่างกายรักษาร่างกายจนรู้สึกดีมากแล้วอู๋เสี่ยวหรันจึงออกไปนั่งอยู่ที่โรงน้ำชา เพื่อฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้คนนำมาพูดคุยกันว่ากันว่าข่าวจากโรงน้ำชานี่แหละที่จะมีมูลความจริงมากที่สุด
โดยผู้ที่ติดตามนางออกไปก็มีเหลียนฮวาและซุนหนี่แต่ซุนหนี่ได้ขอแยกตัวออกไปเพื่อเดินสำรวจเมืองและนางยังต้องการจะไปดูสมุนไพรแปลกๆ ใหม่ ๆ ของเมืองท่าแห่งนี้ด้วยอู๋เสี่ยวหรันจึงให้เงินนางไปเกือบร้อยตำลึงเพื่อให้นางได้ใช้จ่าย
“ท่านใจดีกับเจินเจินมากเกินไปแล้วนะเจ้าคะบ่าวกลัวว่านางจะเสียคนเพราะท่านจริง ๆ”
เหลียนฮวาบ่นอุบอิบ ความจริงแล้วเหลียนฮวาเองนางก็อยากจะไปเดินสำรวจสมุนไพรเพื่อนำมาทำยาพิษที่นางชื่นชอบด้วยเช่นกันอาการเช่นนี้มีหรือที่อู๋เสี่ยวหรันจะดูไม่ออก
“เจ้าอยากไปดูสมุนไพรเหมือนกับนางก็บอกมาตรงๆ ไปเถิดหาซื้อให้มากหน่อย เผื่อว่าพวกเราต้องใช้อีกครั้งในการเดินทาง”
“แต่ว่าไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนท่านเลยนะเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไรข้าจะอยู่ที่โรงน้ำชาแห่งนี้แหละพวกเจ้าไปเดินให้ทั่วแล้วค่อยกลับมาหาข้าที่นี่”
พูดจบอู๋เสี่ยวหรันก็ดันตัวของเหลียนฮวาให้เดินออกไปส่วนตัวนางเองก็เดินเข้าไปในโรงน้ำชาหา ที่นั่งเหมาะ ๆ และเริ่มจับตาดูเงี่ยหูฟังรอบๆ ตัว
เรื่องที่นางได้ฟังก็ดูจะเป็นเรื่องฝนฟ้าอากาศทั่วๆ ไป เรื่องที่น่าสนใจเป็นพิเศษคงจะเป็นเรื่องของเซี่ยวอ๋องที่เป็นอ๋องต่างแซ่เขาถูกแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพรักษาดินแดนฝั่งตะวันตกซึ่งก็คือชายแดนที่อยู่ติดกับฮุ่ยหลง แคว้นที่นางอยู่นี่เอง
และก็มีเรื่องเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองการแต่งตั้งฮองเฮาองค์ใหม่ของต้าเลี่ยด้วยแต่ก็เป็นเพียงการพูดถึงเท่านั้นไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากมายนักส่วนเรื่องที่เฉิงอ๋องได้รับบาดเจ็บกลับไม่มีใครพูดถึงเลยแสดงว่าพวกเขาปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับได้เป็นอย่างดี