เฉียวไป่ต้องไปกลับบ้านและสำนักศึกษาทุกวันระหว่างวันมีเพียงเฉียวซีอยู่ที่บ้านคนเดียว แต่นางก็ไม่ได้ว่างนางเริ่มลงมือปักงานปักชิ้นใหญ่ ตอนนี้กำลังเข้าฤดูใบไม้ผลิพอดี นางถือโอกาสปักลวดลายรับฤดูใบไม้ผลิเสียเลยถือว่าเข้ากับฤดูกาล
ตอนนี้นางวางแผนของตัวเองไว้แล้วช่วงเช้านางจะปักผ้า ช่วงบ่ายหลังจากที่พักผ่อนนางจะไปที่สวนพริกและแตงโมของนางใกล้จะเก็บได้แล้ว
คนที่จับตามองแตงโมอยู่ไม่ใช่แค่นางเพียงคนเดียวแต่ยังมีเฉียวไป่น้องชายของนางอีกคน มองดูมันค่อยๆ เปลี่ยนไปจากต้นอ่อนจนออกดอกตอนนี้ออกผล ใกล้เก็บเกี่ยวได้แล้ว
ผ่านไปไม่กี่วันวันนั้นเป็นวันที่เฉียวไป่พักผ่อนอยู่ที่บ้านพอดี ก่อนหน้าได้ยินพี่รองพูดว่าอีกสองวันก็เก็บแตงโมได้แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงตามเฉียวซีไปที่สวน
เฉียวซีพินิจดูและพบว่ามีส่วนหนึ่งที่สามารถเก็บได้แล้วจึงเก็บกลับไปลองชิมที่บ้าน 1 ลูก
เฉียวไป่ต้องการชิงแตงโมจากพี่สาวมาไว้กับตัวและเหตุใดเฉียวซีจะมองท่าทางของเฉียวไป่ไม่ออก “แตงโมลูกนี้หนักเกินไปเจ้าถือไม่ไหวหรอก ถ้าตกลงพื้นไปเจ้าจะไม่เสียดายหรือ” แม้แต่นางยังรู้สึกหนักเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงน้องชายของนางเลย
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้ ข้าขอกินเยอะๆ ได้ไหม”เฉียวไป่กำลังคิดคำนวณส่วนของตนเอง
“ได้สิ เหตุใดจะไม่ได้เล่าแต่เจ้าอย่ากินเยอะจนเกินไปนะ” ในเรื่องอาหาร นับตั้งแต่หาเงินได้เฉียวซีไม่เคยหวงเลย พวกเขายังเป็นเด็ก เป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตจะละเลยไม่ได้
“ข้าเข้าใจแล้ว พี่รองท่านว่าเราจะขายได้เท่าไร” ตอนนี้เขาถูกพี่สาวนำเรื่องเงินเข้ามาสู่สายตาของเขาแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ทำให้คิดถึงเรื่องเงินได้เสมอ
“ข้าก็ไม่รู้ แต่ราคาน่าจะไม่น้อยกระมัง”แตงโมนับว่าเป็นสิ่งที่หายากที่นี่ สิ่งที่หายากโดยปกติแล้วราคาก็ไม่ใช่ถูกๆยิ่งไปกว่านั้นแตงโมนี้เป็นแตงโมที่ได้รับพลังของนางรสชาติจึงต้องหวานอร่อยถูกปากแน่นอน “ชิมก่อนเถอะ หลังจากชิมแล้วค่อยมาคุยกัน”
เมื่อถึงบ้าน เฉียวซีนำแตงโมไปล้างน้ำทำความสะอาดหยิบมีดทำครัวขึ้นมาแล้วหั่นแตงโมเป็นชิ้นๆและสองพี่น้องก็กินแตงโมอยู่ในห้องโถงกลางบ้าน
พวกเขามีกันสองคน แตงโมหนึ่งลูกใหญ่เกินไปพวกเขากินไม่หมดเฉียวซีนำแตงโมส่วนหนึ่งใส่ในอ่างไม้ไปให้กับครอบครัวฮวาและครอบครัวหลี่เล็กน้อยแม้แต่ครอบครัวของเฉียวซื่อเหยฺนางก็ไม่ลืมเขาไปรับไปส่งน้องชายนางยามไปเรียนและยามเลิกเรียนทุกวันแม้ว่านางจะจ่ายเงินให้แล้ว แต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันในเมื่อความสัมพันธ์ก็ดีไม่ใช่น้อย ให้พวกเขาชิมเสียหน่อยคงไม่เป็นไรถือโอกาสขอยืมเกวียนวัวของเขาเข้าไปในเมืองในวันพรุ่งนี้ด้วย
เฉียวซื่อเหยฺมีอำนาจในหมู่บ้านเฉียวระดับหนึ่งเนื่องจากครอบครัวของพวกเขายังมีผู้อาวุโสอยู่
“ท่านปู่ แตงโมนี่หวานมาก”หลานคนสุดท้องของครอบครัวเฉียวซื่อเหยฺอยู่ข้างๆ เขา กินแตงโมไปด้วยพลางพูดและยิ้มตาหยีไปดัวย
“ใช่ ปู่ก็คิดว่าหวาน” ทั้งชีวิตของเฉียวซื่อเหยฺนี่คือครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสหวานของแตงโมเช่นนี้พี่น้องครอบครัวเฉียวช่างแตกต่างกับผู้อื่นจริงๆ
“ท่านปู่ทวด เหตุใดไม่กินแล้วเล่า”เฉียวเย่เหลนชายตัวน้อยหยิบแตงโมส่งปู่ทวดตรงหน้า
“เป็นเด็กดีมากเสี่ยวเย่ ทวดกินชิ้นเดียวก็พอแล้วที่เหลือพวกเจ้ากินเถอะ” ปู่ทวดเฉียวถึงแม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็ยังสุขภาพดีอยู่
“อาหลินข้าดูแล้วว่าสามพี่น้องตระกูลเฉียวในอนาคตจะต้องมีชีวิตที่ดีมากแน่ๆถ้าช่วยอะไรพวกเขาได้ พวกเราก็ช่วยเสีย”ปู่ทวดเฉียวเคยไปยังสถานที่ห่างไกลเมื่อครั้งยังหนุ่มเขามีความรู้มากกว่าคนในหมู่บ้านมาก ครอบครัวของพวกเขาถือว่าใช้ได้ทีเดียวแต่เมื่อเทียบกับสามพี่น้องบ้านเฉียวแล้วกลับสู้ไม่ได้ เด็กสามคนสองคนไปเรียนหนังสือ การศึกษาเล่าเรียนใช้เงินมากที่สุดแม้จะถูกคนดูถูกแต่สามพี่น้องกับไม่ปริปากพูดอะไรเลย ครอบครัวไหนไม่อยากจะมีชีวิตที่ดีทุกคนต่างก็อยากมีเงินเหลือกินเหลือใช้ทั้งสิ้น
“ท่านไม่พูดข้าก็จะทำเช่นนั้นข้าไม่ได้ใช้เกวียนวัวไปส่งเฉียวไป่ทุกวันหรือ ได้เงิน 20 อีแปะเชียวเมื่อเทียบกับกรรมกรเหล่านั้นแล้วข้าสบายกว่ามาก พวกเขาได้เงินมากสุดก็แค่ 30อีแปะต่อวัน ข้าทราบดี”ตอนนี้ใครจะไม่อิจฉาเขาที่มีการงานที่ดีทำเล่าในหนึ่งวันใช้เวลามากที่สุดแค่หนึ่งชั่วยามก็ได้เงิน 20 อีแปะอย่างสบายๆเวลาอื่นเขาก็สามารถดูแลบ้านได้ เฉียวซีกังวลว่าวันที่ฝนตกจะทำให้ลำบากยังสร้างเพิงให้กับเกวียนเทียมวัวของครอบครัวเขาเป็นพิเศษอีกด้วย
“เจ้ารู้ก็ดีแล้ว”เขารู้จักลูกของตัวเองดี เป็นคนที่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร
หลังจากที่ส่งน้องชายแล้วเฉียวซีก็ไปที่สวนเก็บแตงโมลูกใหญ่สิบลูก นำพวกมันที่ประตูรอเฉียวซื่อเหยฺกลับมานางเตรียมแตงโมลูกใหญ่เพื่อนำไปขายที่จวี้เซียนโหลว ตอนนี้ตั้งราคาไว้ที่ 300อีแปะ หากขายดีจะนำไปขายในเมืองใหญ่
รอบนี้แค่ทดลองดูก่อน จึงปลูกไม่เยอะแต่ผลที่ได้กลับไม่น้อยเลย และที่สวนก็ยังมีอีกเยอะมาก
“ท่านพี่ซู ท่านอาหยางอยู่ไหม” เมื่อมาถึงเฉียวซีตรงไปที่จวี้เซียนโหลว ผักขายได้ดีทีเดียว อาหยางเป็นผู้ที่มีความรู้มากต้องรู้จักแตงโมเป็นแน่ ดังนั้นนางจึงไม่กังวลเรื่องการขายแตงโมเลย
“อยู่ อยู่ที่ครัวด้านหลัง”ตอนนี้กิจการของจวี้เซียนโหลวกำลังไปได้ดีทุกวัน ทำให้ร้านอื่นๆในเมืองต่างจับตามอง แต่พวกเขาเหล่านั้นสืบถามข้อมูลไปก็ไม่ได้ข่าวอะไรสักอย่างน่าหดหู่ใจเป็นอย่างมาก “มา ข้าจะพาเจ้าไปเอง”
“ท่านพี่ซู ท่านเชิญอาหยางออกมาจะดีกว่าครั้งนี้ข้านำของดีมาด้วย ของทั้งมาก ทั้งหนักข้าไม่สามารถยกไปได้”นางชี้ไปยังแตงโมที่อยู่บนเกวียนนอกประตูร้าน
ซูเฉิงเดินมาตามมือของเฉียวซีเห็นวัตถุทรงกลมสีเขียววางอยู่บนเกวียนแค่เห็นโผล่มาเล็กน้อยเขาก็รู้ว่ามันใหญ่มากๆ ไม่แปลใจเลยที่นางบอกว่าหนักนางต้องเหน็ดเหนื่อยจริงๆ “เจ้ารอตรงนี้นะ”
“ท่านปู่หลิน”ท่านนำเกวียนไปเทียบด้านข้าง แล้วเข้ามานั่งพักข้างในสักครู่เถิด”
“ไม่ต้องหรอก ตรงนี้ดีแล้ว”เฉียวซื่อเหยฺโบกมือไปมาอย่างร้อนรน เขาไม่ได้สนิทสนมกับจวี้เซียนโหลวรออยู่ข้างนอกจะดีกว่า
“ข้างนอกนั้นหนาว เข้ามานั่งสักพักเถิด”วันนี้อากาศหนาว ไม่รู้ว่าจะต้องรอนานเท่าใด จะปล่อยให้ใครป่วยไปไม่ได้
“เช่นนั้น... ก็ได้” เฉียวซื่อเหยฺลงจากรถยกมือขึ้นมาตบฝุ่นบนร่างของตัวเอง จากนั้นจึงเดินเข้ามานั่งในจวี้เซียนโหลว
“แม่หนูซี ลมอะไรพัดเจ้ามาถึงที่นี่หรือ” หยางก่วงหยอกล้อเฉียวซีทันทีที่เขาออกมา
“ข้านำของดีมาให้ท่านท่านอยากไปดูสักประเดี๋ยวไหม” เฉียวซีเมินเฉยต่อคำหยอกล้อของหยางก่วงและพูดเรื่องอื่นขึ้นมาอย่างฉะฉาน
“ของดีหรือของดีอะไรกันที่ทำให้เจ้าต้องมาด้วยตนเอง ข้าต้องไปดูเสียแล้ว”
“นู่น ทั้งหมดอยู่บนเกวียนเจ้าค่ะ”เฉียวซีทำปากจู๋
หยางก่วงมองไปที่เกวียนวัวเขาตกใจเป็นอย่างมาก ขยี้ตาอย่างแรง และมองไปที่เฉียวซีอย่างไม่เชื่อสายตา“แม่หนูซี เจ้ารู้ใช่ไหมว่านี่คือสิ่งใด”
“แตงโมเจ้าค่ะ อาหยางรู้จักหรือไม่”สายตาที่แสดงถึงความไม่อยากเชื่อสายตาตนเองของหยางก่วงไม่สามารถรอดพ้นจากสายตานางไปได้
“รู้สิ ข้ารู้”เป็นเพราะเขารู้จึงตกตะลึงถึงเพียงนี้ แตงโมถือเป็นของบรรณาการชั้นดีเป็นผลิตผลของรัฐหลัวซัว เขามีโอกาสได้เห็นจากเจ้านายของเขาแต่ไม่รู้ว่ามีรสชาติเป็นเช่นไร
ตอนนี้เขาอยู่ที่ดินแดนต้าเฉวียนของตนนึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นของที่เป็นถึงเครื่องบรรณาการในเมืองเล็กๆ เช่นนี้แตงโมมีเพียงคนในวังเท่านั้นจึงจะสามารถกินมันได้ เขาจะเป็นลมแล้ว ไม่ไหวแล้วจะเป็นลมจริงๆ แล้ว “เจ้าหนูซู รีบมาพยุงข้าไว้ที”
ซูเฉิงรีบเข้าไปพยุงเถ้าแก่หยางเอาไว้“เถ้าแก่ ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม”
“แม่หนูซีเจ้ามีความสามารถไม่น้อยทีเดียว” ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยปลูกมาก่อนเพียงแต่ว่าพวกเขาปลูกไม่ขึ้น
“ท่านอาหยางต้องการหรือไม่”เฉียวซีกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม
นางหัวเราะอยู่ในใจอาหยางผู้นี้ช่างน่าขันเสียจริง มันเป็นเพียงแตงโมเท่านั้นคาดไม่ถึงเลยว่าจะตกใจถึงเพียงนี้ แสดงท่าทางเกินจริงไปกระมัง
“ต้องการสิ ต้องการจะไม่ต้องการได้อย่างไร” ถึงแพงข้าก็ต้องการ
“ราคาชั่งละ 300 อีแปะขาดตัว”เฉียวซีกล่าว
“ตกลง เจ้าหนูซูให้คนไปชั่งเสีย”
“แม่หนู เจ้ามีเยอะหรือไม่” หากมีเยอะเขาสามารถนำเข้าไปในเมืองใหญ่ระดับอำเภอได้ ครั้งก่อนหลังจากที่เถ้าแก่หลิวได้ลองชิมผักเขาก็พูดว่าอยากได้ผักเช่นนี้อยู่ตลอดทั้งยังพยายามบังคับให้บอกว่าผู้ใดเป็นคนส่งผักให้ออกมาต้องอธิบายไปหลายครั้งกว่าเขาจะยอมล้มเลิกความคิดนั้นแต่ว่าครั้งนี้ให้เขาได้ลิ้มลองสักหน่อยจะดีกว่า
“พอสมควรเจ้าค่ะ เถ้าแก่หยางอยากได้มากเพียงใดหรือ”หากประมาณร้อยชั่งยังพอมี แต่อาหยางคงจะไม่ได้ต้องการทั้งหมดกระมัง
“เจ้ามีเท่าใดข้าก็เอาทั้งหมดพรุ่งนี้ข้าจะให้ซูเฉิงไปเอาสักเที่ยว” เถ้าแก่หยางกล่าว
“ตกลงเช่นนั้นข้าจะได้ไม่ต้องไปขายด้วยตัวเองแล้ว” เดินทีนางคิดว่าอาหยางจะไม่รับไว้ทั้งหมดหากเป็นเช่นนั้นนางจะนำไปขายในเมืองใหญ่ระดับอำเภอ
“ให้ข้าทั้งหมดก็พอ เจ้าไม่รู้อะไรผักของเจ้าเหล่านั้นหากเจ้าไม่จัดส่งให้ข้าที่นี่เพียงร้านเดียวร้านในเมืองใหญ่ก็คงมาแย่งไปแล้ว” อาหยางเอ่ยอย่างเอือมระอา
“จวี้เซียนโหลวในเมืองใหญ่?”
“ใช่แล้ว เรื่องผักจะให้พวกเขาไปไม่ได้ให้ได้เพียงแตงโมเท่านั้นแหละ” หากเขานำแตงโมงไปที่นั่นอีกประเดี๋ยวคนที่นั้นจะต้องตกตะลึงอย่างที่เขาเป็นเมื่อครู่เป็นแน่
“เป็นเช่นนี้นี่เองเวลานี้ข้ายังไม่ได้ปลูกผักเพิ่ม แต่หลังจากนี้ก็ไม่แน่”เวลานี้บ้านของนางเล็กเกินไป หากซื้อคนรับใช้มาก็ไม่มีที่ให้พักตอนนี้จึงต้องทำเพียงเท่านี้ไปก่อน
“ข้าก็เพียงพูดๆ ไปเท่านั้นแหละ”การที่มีผักมาส่งถึงพวกเขาได้ทุกวันนี้ก็เพราะเขาไปขอร้องนางถึงที่บ้านสถานการณ์ที่บ้านของนางเป็นเช่นไรเขาย่อมรู้ดี
“เถ้าแก่ ชั่งแตงโมเรียบร้อยแล้วขอรับทั้งหมด 50 ชั่ง”ซูเฉิงบอกน้ำหนักแตงโมกับเถ้าแก่หยาง
“แม่หนูรอก่อนนะ ข้าจะไปหยิบเงินให้เจ้า”เถ้าแก่หยางเดินไปหยิบเงินที่ตู้แล้วเดินกลับออกมาก่อนจะส่งเงินในมือของตนให้กับเฉียวซี
“ขอบคุณท่านอาหยาง”หลังจากรับเงินจากเถ้าแก่หยางนางก็ใส่พวกมันเข้ากระเป๋าเงินของตนเอง
“ไม่ต้องหรอก”ไม่เพียงแต่นางเท่านั้นที่จะได้กำไร เขาก็สามารถทำกำไรได้เช่นกัน
เฉียวซื่อเหยฺตกตะลึงตาค้างจนไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันอะไรแล้ว
สิ่งที่ครอบครัวของพวกเขากินเมื่อวานเรียกว่าแตงโมไม่นึกเลยว่าหนึ่งชั่งจะขายได้ 300 อีแปะดังนั้นยังพูดได้ว่าแตงโมหนึ่งลูกสามารถขายได้หนึ่งตำลึงเงินขึ้นไป เด็กดีเอ๋ยที่กินอยู่คือเงิน หาใช่แตงโมไม่
เฉียวซีขายไป 300 อีแปะต่อหนึ่งชั่งหากต้องการขายกับจวี้เซียนโหลว 500 อีแปะก็น่าจะสามารถขายได้เป็นราคาที่แพงมากทีเดียว
ไม่แปลกใจที่พี่ใหญ่เฉียวซงกับน้องสามเฉียวไป่สามารถไปเรียนได้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลย
“ท่านปู่หลิน พวกเราไปกันเถอะ”เฉียวซีเรียกเฉียวซื่อเหยฺผู้ที่ยังคงงุนงงอยู่
“โอ้ มาแล้วๆ” เฉียวซื่อเหยฺไม่กล้าคิดอีกต่อไปกลัวว่าจะทำให้ตัวเองตกใจจนเป็นลมไป
“ท่านปู่หลินข้าอยากไปซื้อของสักเล็กน้อย” กลับไปบ้านครั้งนี้อาจจะไม่ได้ออกมาอีกสักพักและหากออกจากบ้านก็คงไปที่เมืองใหญ่
“ไปสิ ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปเอง”