ตอนที่ 41
ผืนหนังเก้านิรนาม
หยางอี้ที่เร่งฝีเท้าสุดชีวิตจากจุดอับหนึ่ง ไปยังจุดอับอีกแห่ง โดยไม่คิดหลบสายตาผู้ใดอีก แม้ปรากฏเสียงตะโกนไล่หลังบ้างเป็นระยะแต่เพราะยามห้อตะบึงสุดแรง ลมไหลผ่านหูจนอื้ออึง เมื่อฟังมิได้ศัพท์จึงไม่คิดใส่ใจเพียงมุ่งหน้าสู่จุดหมายเป็นพอ สุดท้ายหอบเหนื่อยแทบขาดใจค่อยมาถึงจุดอับหน้าประตูใหญ่ทางเข้าตึกสุสานบรรพชน
หยางอี้เพิ่งมาถึง แต่ไม่คิดเร่งร้อนเข้าไปภายในด้วยปรากฏเสียงผู้คนโหวกเหวกไล่หลัง จนเสียงนั้นเคลื่อนห่างจึงค่อยออกจากสถานที่ซุกซ่อน ออกแรงเปิดประตูใหญ่ ทางเข้าสุสานบรรพชนตระกูลหยางให้แง้มออกพอเป็นช่อง จากนั้นค่อยแทรกตัวเข้าภายใน
สุสานบรรพชนแม้มืดค่ำแต่ภายในยังปรากฏแสงไฟจากโคมที่แขวนติดข้างผนัง เรียงเป็นแถวยาวตรงไปยังโต๊ะตั้งป้ายบูชาวิญญาณบรรพชนหยางอี้ทุกปีต้องเข้ามายังที่แห่งนี้เพื่อกราบไหว้ จึงพอจดจำตำแหน่งคร่าว ๆ ออกไม่รีรอ ทะยานตรงไปยังโต๊ะตั้งป้ายบูชาวิญญาณบรรพชน ลงมือปีนขึ้นด้านบนก่อนจะมุดเข้าไปด้านในหลังผ้าม่าน
...ในที่สุดข้าก็มาถึงแล้ว
หยางอี้คิดในใจพลางเรียกศิลาวิเศษที่เป่าซิงมอบให้ออกมาบีบทำลาย เมื่อนั้นดวงไฟสีทองพลันทะยานพุ่งออกมาจากมิติเวิ้งว้างตรงหน้า แต่เพราะเวลากระชั้นอีกทั้งหยางอี้ไม่มั่นใจเรื่องราวของซุนก่าง จึงไม่คิดสนทนายืดยาว “เป่าซิงเร่งตรวจดูภาพวาดเทพปกปักษ์สุสานผืนนั้น คือ...แผ่นหนังเก้านิรนามใช่หรือไม่”
เป่าซิงเห็นท่าทางร้อนรนของหยางอี้รับรู้สถานการณ์ไม่ปกติ จึงไม่คิดเอ่ยทักทาย ทะยานสูงขึ้นไปสำรวจดูภาพวาดหยดหมึกโลหิตเทวะลงไปหนึ่งหยด แผนภาพพลันส่องแสงเจิดจ้า ภาพวาดกลายเป็นเลือนลางค่อยปรากฏตัวอักษร...เก้านิรนาม ที่ใจกลางขึ้นแทนที่ “ใช่แล้ว เจ้านี่ละ...”
ฟุบ !!!
หยางอี้ไม่รอให้เป่าซิงเอ่ยจนจบคำกระโดดขึ้นสูง ลงมือกระชากภาพวาดลงโดยแรง ด้วยหยางอี้มั่นใจว่าหากเป็นแผ่นหนังจริงแท้ คงไม่ฉีกขาดโดยง่าย แต่ยังไม่ทันได้เก็บสิ่งของซุกซ่อนประตูไม้ใหญ่ด้านหน้า พลันเปิดกว้างออก ผู้คนอันคุ้นตาหยางอี้เดินทางมายังสุสานแห่งนี้ยามวิกาล พร้อมบ่าวไพร่ถือเครื่องเซ่นไหว้ตามหลัง
...หยางตงฉวน
หยางอี้หันไปเห็น ก็จจำออกทันทีว่าผู้ที่มาคือ...หยางตงฉวน อดีตผู้นำตระกูลหยาง และบิดาของหยางอวี่ถง แต่ไม่ทันซ่อนตัวกลับถูกพบเห็นเข้าเสียก่อน
.
.
กลุ่มจารชนสามคนของหลิวอาน หนึ่งใช้ควันพรางตาปาเข้าไปภายในโถงหารือของหยางอวี่ถง พริบตาควันขาวฟุ้งทั่ว อีกหนึ่งลงมือยิงทะลวงด้วยหน้าไม้สาดเข้าไปก่อน หวังให้ผู้คนทะยานออกมาหรืออย่างน้อยก็หลบฉากไปอยู่ในมุมด้านที่ตนต้องการ เมื่อเปาหมายมิได้กระโจนออกมาตามที่คาด สุดท้ายจึงตามหลังด้วยการพุ่งทะลวงเข้าไปลอบสังหาร
ส่วนกลุ่มที่เหลือภายนอก ล้วนลงมือสอดประสานจู่โจมป้องกันผู้คนที่อยู่ด้านนอกเข้าไปช่วยเหลือ จนเสียงตะโกน…คนร้าย คนร้าย !!! ดังวุ่นวายไปทั่ว
หลิวอานและสมาชิกฝีมือสูงสุดอีกสามคนยืนเฝ้าคุมเชิงอยู่ภายนอกจากมุมสูง หมายมั่นหากปรากฏ...หยางอวี่ถงทะลวงออกจะได้ลงมือกระหนาบสังหารได้ทันที
ทุกอย่างล้วนกระทำด้วยความรวดเร็วไม่ติดขัดหมายมั่นประสบผลเกินกว่าเจ็ดส่วน แต่ร้อยถี่ยังมีห่าง ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อนว่าจางหยวนก่อนจาก ยังเอ่ยกระซิบคำ ให้หยางอวี่ถงเน้นป้องกันตนเองด้วยตัวมันรู้ดีว่าจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลหยาง คือตัวของหยางอวี่ถงเองจางหยวน จึงสั่งให้ซุกซ่อนยอดฝีมือเอาไว้ภายในโถงแห่งนี้ตั้งแต่ต้น
ทำให้ทันทีที่ควันขาวปรากฏห่าธนูรุกไล่ตามหลัง หยางอวี่ถงจึงมิคิดหลบหลีก แต่กลับลงมือด้วยอำมหิตเปิดใช้ค่ายกลกับดัก ออกไปทันทีที่ได้ยินเสียงผู้คนพุ่งเข้ามาจนห่าธนูเหล็กหมาดนับร้อยดอก พุ่งทะลวงทั้งคนร้ายและเหล่ากุนซือของตนจนได้รับบาดเจ็บไปตามกัน แต่ยังมิสิ้นสุดเพียงนี้เมื่อตาข่ายถักสานที่ซุกซ่อนเบื้องสูง หล่นลงพันธนาการทั้งคนร้ายและคนของตนเอาไว้รวมกัน หมายเก็บเกี่ยวหลักฐาน ตามคำบอกกล่าวแต่ต้นของจางหยวน
กลุ่มของหลิวอานที่กำลังลงมือขับไล่ผู้คนอยู่ด้านนอก พอดีสังเกตเห็นความผิดปกติจึงหันกลับไปมองยังหลิวอาน ผู้อาวุโสกัดฟันกรอดด้วยแผนการทั้งหมดตนเองล้วนกระทำเกินเลย หลงลืมจุดมุ่งหมายหลักแต่ต้น ซึ่งหลานสาว...หลิวซีอิ๋ง กำชับหนักหนาก่อนเดินทางจากมา ว่า... “การลอบสังหารถือเป็นงานหลักหัวใจสำคัญของภารกิจนี้ก็จริงแต่ท่านอารองโปรดจดจำให้ขึ้นใจว่า ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือห้ามให้ผู้คนของตระกูลหลิวถูกจับได้ หาไม่แล้วต่อให้แผนการสำเร็จยังยากปัดสวะพ้นมือ...” เมื่อนึกถึงคำก็นี้ออก ก็รู้ตัวว่าคงสายเกินไปเสียแล้วเมื่อนั้นไม่มีทางเลือก ได้แต่เดินหน้าเต็มกำลังสั่งทั้งหมดโหมบุกเข้าภายในพร้อมกัน แบ่งแยกปกปักษ์ทางออก เส้นทางหลบหนีเน้นช่วยเหลือผู้คนเป็นอันดับแรก สังหารเป้าหมายเป็นรอง
หยางอวี่ถงได้ยินเสียงโหวกเหวกภายนอกมั่นใจว่าคนร้ายมิได้มีแค่ที่จับได้เมื่อนั้นจึงสั่งให้นักรบที่ซุ่มซ่อนทั้งสี่ปรากฏตัวพอดีกลุ่มจารชนตระกูลหลิวที่เหลือกระโจนเข้า การปะทะดุเดือดจึงเริ่มต้นหลิวอานฝีมือสูงที่สุดในห้องโถง ทางหนึ่งรุกไล่หวังเข้าประชิดหยางอวี่ถงโดยเร็วที่สุด อีกทาง เร่งเอ่ยสั่งการช่วยเหลือผู้คนแถมก่อนบุกเข้ามา กำชับเด็ดขาด รักษาสภาวะไม่สุ่มเสี่ยง หากมีจังหวะเหมาะทั้งหมดเร่งหลบหนีพร้อมกัน ด้วยป้องกันเหตุลุกลามภายหลัง
แต่แรกทะยานเข้า สถานการณ์คนมากกว่าย่อมได้เปรียบ แต่เมื่อไม่มีผู้คุ้มกันภายนอกนักบู๊ทั้งหลายจึงพยายามกันกรูเข้ามาที่ประตูหน้า แม้ฝีมือไม่อาจต้านทานกลุ่มจารชนแต่เกะกะมือเท้า เคลื่อนไหวลำบาก กลายเป็นสถานการณ์พลิกกลับ ยังดีเวลานี้ช่วยเหลือสหาย ซึ่งติดกับดักก่อนหน้า ออกมาหมดสิ้นแม้ทั้งสามมีอาการบาดเจ็บติดตัว แต่ไม่ร้ายแรง ยังสามารถเดินเหินหลบหนี
แต่สถานการณ์ยิ่งเนิ่นช้ายิ่งเกิดผลเสียต่อกลุ่มจารชนตระกูลหลิว พอดีฟากฟ้าด้านนอกมืดค่ำปรากฏพลุสัญญาณฉุกเฉินถูกยิงสว่างจ้า คำสั่งซึ่งสำคัญที่สุด ซึ่งถูกกำชับให้รับรู้กันในทุกกลุ่มที่ร่วมลงมือ...ถอนกำลังหลบหนีทั้งหมด
เรื่องราวยิ่งมายิ่งหวาดเสียวบังเอิญหลิวอานลงมือติดพัน ด้วยเวลานี้ ตนฝีมือสูงกว่าทุกคนในห้อง ไล่ตามติดจู่โจมรัวไวจนหยางอวี่ถง ลมปราณคุ้มกันแตกสลาย เข่าอ่อนทรุดติดผนังด้านหนึ่งกลายเป็นสิ้นหนทางถอยหนี เมื่อนั้น ในใจของหลิวอานคิดเพียงแทงออกหนึ่งกระบี่ตัดขั้วหัวใจ ภารกิจนี้แม้ปั่นป่วนผิดแผนไปบ้างแต่สุดท้ายตนยังกระทำลุล่วง
ถอนทัพ !!!
หลิวอานปากตวาดถอนทัพแต่ท่าเท้ากระโจนเข้าสังหารผู้คน คมกระบี่จ่อประชิดจี้ห่างไปเพียงไม่กี่หุนจะทะลุเลือดเนื้อหยางอวี่ถง
.
.
ด้วยเรื่องราวถักสานเชื่อมต่อ จำต้องเล่าย้อนความกลับมาถึงหยางอี้ในจังหวะเดียวกับที่หลิวอานสั่งคนบุกเข้าคราแรก พอดีหยางอี้ถูกพบเห็นแวบแรกแตกตื่นตกใจ คิดเล่นละครตบตาแต่หลักฐานขโมยสิ่งของยังค้างคาอยู่ในมือไม่อาจสลัดหลุด บ่าวไพร่รับใช้ของหยางตงฉวนวางของเซ่นไหว้ กระจายล้อมปิดทางมิให้เด็กน้อยหลบหนีส่วนผู้เฒ่ายืนขวางหน้าประตูใหญ่ พยายามจดจ้องใบหน้าเด็กน้อย ด้วยรู้สึกคุ้นตาพิกลจึงเอ่ยคำกังวานออกไป ด้วยลมปราณสะกดข่ม หมายให้เด็กน้อยยอมจำนนค่อยจับกุมมาสอบถาม
หยางอี้เพิ่งเข้าสู่เส้นทางฝึกตนแรกเริ่มไม่อาจต้านลมปราณกดดันของหยางตงฉวน สองขาตกวูบกลายเป็นไร้เรี่ยวแรงแม้สองมือยังคงกำแผ่นหนังเอาไว้แน่น แต่ยามเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงเส้นทางตีบตันผู้คนรุมล้อม กลายเป็นทุกอย่างเสมือนจะล้มเหลวในชั่วอึดใจสุดท้าย
แต่แล้วเหตุการณ์พลิกเปลี่ยนไม่สิ้นสุดจู่ ๆ หน้าประตูใหญ่พลันปรากฏลมหอบหนึ่งพัดเข้าร่างวูบไหวราวภูตผีเคลื่อนผ่านหยางตงฉวนมายังใจกลางราวกับอีกฝั่งเป็นเพียงขอนไม้ไร้ชีวิต เสียงเท้าของผู้มายามกระทบแตะพื้นไร้เสียงสัมผัสให้สืบจับ ชุดที่สวมใส่ของผู้มา ล้วนไม่แตกต่างจากผู้คนตระกูลหยางชายเสื้อยาวยังคงสะบัดพลิ้วตามลมไม่ตกลงแต่ชีวิตบ่าวไพร่ของหยางตวงฉวนทั้งหกหาได้คงอยู่ พริบตาที่วูบผ่านก่อนหน้ามันล้วนสังหารผู้อ่อนแอจนสิ้น กลายเป็นบ่าวไพร่ตกตายอย่างเลอะเลือน
“เจ้า...เจ้าคือ...” หยางตงฉวนหลังจากถูกบุตรชายยึดอำนาจ ก็กลายเป็นท้อแท้ ละทิ้งเรื่องราวของตระกูลหยางไว้เบื้องหลังแถมนานวันความเศร้าเสียใจกัดกิน กลายเป็นความทรงจำเลอะ ๆ เลือน ๆยามนี้พยายามเพ่งมองคนร้าย แต่กลับนึกไม่ออกว่าคือผู้ใด เช่นเดียวกับที่นึกไม่ออกว่าเด็กน้อยหัวขโมยที่ห่างออกไปนั้น...คือใคร
หยางอี้เห็นโอกาสน้อยนิดเปิดแง้ม หากไม่เสี่ยงฉกฉวยหนทางข้างหน้า มีเพียงคำ...ตาย สถานเดียวเท่านั้นที่รออยู่
...เอาละ ไม่อาจเก็บออมเรี่ยวแรงอีกแล้วคงต้องเสี่ยงดู
หนึ่งเท้าที่อ่อนล้ากลับปรากฏเรี่ยวแรงหนักหน่วงกดลงพื้นแข็ง ทั่วทั้งร่างของหยางอี้กลายเป็นเบาโหวงลมปราณในร่างกลายเป็นบิดเบี้ยว เพราะสิ่งที่ใช้ออก มิใช้ลมปราณมาตฐานทั่วไปแต่เป็นลมปราณเฉพาะของเกาะประตูนรก
...เจ้าใช้ท่าร่างเงาอสูรเข้ามาได้ข้าก็จะมันใช้หลบออกไปได้เช่นกัน
หยางอี้กะจังหวะรอคอย จน...ซุนก่าง (เฉินตงลู่แห่งเกาะประตูนรก) เอ่ยคำ “ข้าคือพ่อบ้านใหญ่ซุน...”จึงค่อยใช้ออกด้วยท่าร่างดุจเดียวกับมัน คิดทะยานฝ่าหลบหนีออกไปแม้ไม่รู้ว่าต้องใช้กี่ย่างก้าว และตนจะหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่ย่างก้าวใดแต่ในเมื่อหนทางตีบตันเช่นนี้ คงได้แต่สุ่มเสี่ยงดู หากผิดพลาด ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามแต่ฟ้าลิขิตแล้ว