ชายแดนเชิงเขาทมิฬ เมืองไผ่แดง
“หลานรัก เ้าอยู่ที่นี่ต้องดูแลตัวเองเชื่อฟังพ่อบ้านหวังนะรู้ไหม”
ชายชราหนวดยาวขาวดูราวกับเทพเซียนลูบหัวหลานชายวัย 7ขวบอันเป็ที่รักด้วยสายตาที่อาลัยอาวรณ์ แม้ใบหน้าจะดูยิ้มแย้มแต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาดูร
“ท่านปู่จะไม่อยู่ที่นี่กับข้าหรือ ?” หลานชายวัย 7ขวบถามด้วยความสงสัย นับั้แ่เกิดมาเขาก็มีเพียงปู่เป็ญาติมิตรเพียงคนเดียวเขาสูญเสียพ่อแม่ไปั้แ่ยังไม่ลืมตาดูโลกด้วยซ้ำเป็ธรรมดาที่เขาจะเกิดความเศร้าใจเมื่อท่านปู่ของเขากำลังจะจากเขาไป
“ปู่ยังมีเื่สำคัญที่ต้องกลับไปจัดการที่วิหารไว้ปู่จะเขียนจดหมายมาหาบ่อยๆ” ชายชรายิ้มพร้อมกับโอบกอดหลานชายอันเป็ที่รัก
แม้จะเ็ปที่ต้องทิ้งหลานชายเพียงคนเดียวให้อยู่ไกลตัวแต่ชายชราก็ไม่ได้แสดงท่าทีเศร้าใจให้หลานชายได้เห็น หากไม่จำเป็จริงๆ เขาไม่มีทางพาหลานชายมาอยู่ไกลบ้านแบบนี้
“ท่านปรมาจารย์หนิงหวง เื่นายน้อยหนิงหลงข้าจะดูแลเป็อย่างดีท่านไม่ต้องเป็ห่วง” พ่อบ้านหวังโค้งตัวคำนับกล่าวกับชายชราหนวดยาวขาวด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ราวกับบุคคลตรงหน้าคือเทพเซียนอย่างไงอย่างงั้น
“พาเขาเข้าบ้านเถอะ ข้าต้องไปแล้ว”ชายชราผู้ที่ได้ชื่อว่าปรมาจารย์หนิงหวงโบกมือเรียกพ่อบ้านหวังให้พาหลานชายของตนเข้าบ้าน
“ไปกันเถอะนายน้อยท่านปรมาจารย์เตรียมสิ่งที่ท่านโปรดปรานไว้ให้เต็มบ้านเลย” พ่อบ้านหวังจูงมือเด็กหนุ่มวัย7 ขวบด้วยท่าทีนอบน้อม
ในขณะที่ปรมาจารย์หนิงหวงกำลังจะจากไป คำพูดประโยคหนึ่งก็ดังเข้าหูทำเอาชายชราหลั่งน้ำตาแห่งความโศกเศร้าออกมา
“ข้าจะต้องเป็ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่มีศิษย์มากมายดั่งเช่นท่านให้ได้” เสียงเด็กหนุ่มวัย 7ขวบผู้เป็หลานชายะโสัญญา
“ปู่รู้...หลานรัก เ้าต้องทำได้แน่ ถึงแม้ชาตินี้เ้าจะฝึกยุทธไม่ได้แต่ด้วยจิตแห่งปราชญ์ เ้าจะกลายเป็อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ได้ในสักวัน….น่าเสียดายที่ปู่คงไม่มีวันได้อยู่ดูเ้าเติบโต” ปรมาจารย์หนิงหวงหลั่งน้ำตากล่าวกับตัวเองในใจเงียบๆก่อนจะหายวับไปราวกับเขาไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
เด็กหนุ่มตัวน้อยยืนมองท่านปู่ของเขาจากไปด้วยสายตาโศกเศร้าหนิงหลงเป็เด็กฉลาด เรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยากเป็ธรรมดาที่เขาจะมองออกถึงความจำเป็ที่ปู่ต้องพาเขาจากบ้านมาไกลถึงเพียงนี้ เพราะที่ที่เขาเคยอยู่เกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างรุนแรงมีการแย่งชิงอำนาจกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา ด้วยความเป็ห่วงหลานชายเพียงคนเดียวที่เกิดมาพร้อมกับร่างกายที่อ่อนแอั้แ่กำเนิดไม่สามารถบ่มเพาะปราณได้ปรมาจารย์หนิงหวงจึงไม่มีทางเลือกต้องพาหนิงหลงหนีออกมาจากวงจรการแย่งชิงอำนาจแน่นอนว่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นหนิงหลงรู้ดี เขาจึงไม่โทษที่ปู่พาเขามาทิ้งไว้แบบนี้
หลังจากปรมาจารย์จากไป หนิงหลงก็ตามพ่อบ้านหวังเข้าไปในบ้านทันทีที่เปิดประตูเข้าไป เด็กหนุ่มตัวน้อยก็ตาลุกวาวราวกับเห็นของเล่นใหม่
“ท่านปู่ใจดีที่สุด” หลิงหลงรู้สึกอบอุ่นหัวใจเมื่อได้เห็นภายในบ้านของเขามีชั้นหนังสือสูงติดหลังคาบ้านเรียงยาวหลายสิบแถวรวมๆแล้วคงมีหนังสือตำราไม่ต่ำกว่าหมื่นเล่ม หนิงหลงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเดินไปสำรวจ
แม้จะเป็เพียงเด็กหนุ่มอายุ 7 ปี แต่ลักษณะการเดินและการวางตัวของเขานั้นดูราวกับบุรุษหนุ่มผู้มากด้วยความรู้
“ทั้งหมดนี้เป็หนังสือส่วนตัวตกทอดของตระกูลหนิง” พ่อบ้านหวังยิ้มก่อนจะกล่าวเพิ่มเติม “ท่านปรมาจารย์ทราบว่านายน้อยโปรดปรานหนังสือเหล่านี้จึงได้ย้ายทั้งหมดมาไว้ให้นายน้อยได้อ่าน”
หนิงหลงแม้จะเกิดมามีร่างกายอ่อนแอ ฝึกการบ่มเพาะลมปราณไม่ได้แต่เขาก็เกิดมาพร้อมกับจิตแห่งปราชญ์ เรียนรู้ทุกอย่างได้ไวเกินคนมีความสามารถในการวิเคราะห์ที่ลึกล้ำเกินยากหยั่งถึง ย้อนไปเมื่อวัยเพียง 6 ขวบหนิงหลงก็สามารถแก้ไขปรับปรุงวิชาระดับมนุษย์ 1 ดาราให้กลายเป็ระดับ 3ดาราได้ด้วยการอ่านเพียงไม่กี่ครั้ง
แม้จะมีความสามารถลึกล้ำเกินคนทั่วไปจะเข้าใจแต่ก็ไม่เคยมีใครได้รับรู้นอกจากปรมาจารย์หนิงหวงผู้เป็ปู่ด้วยร่างกายที่อ่อนแอไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ของหนิงหลง ปรมาจารย์หนิงหวงเกรงว่าหากผู้อื่นได้รับรู้จะเป็การนำภัยพิบัติมาสู่หลานชายของตนจึงได้เก็บเงียบไว้ไม่บอกใครและการนำหนิงหลงมาอยู่ที่ชายแดนแห่งนี้ก็เพื่อให้หลานเขาได้อยู่ไกลหูไกลตาผู้มีอำนาจเพราะตัวปรมาจารย์เองก็ชราภาพมากแล้วไม่มีทางอยู่ปกป้องหลานชายเพียงคนเดียวของเขาได้ตลอดไป
ผ่านไป 9 ปี 4เดือนนับั้แ่จากบ้านเกิดมาอยู่ที่ชายแดนเชิงเขาทมิฬ เมืองไผ่แดงก็เข้าสู่ฤดูหนาว ตลอดทั่วทั้งเมืองล้วนปกคุมไปด้วยหิมะขาวโพลนเด็กหนุ่มตัวน้อยที่จากบ้านมาไกลก็เติบโตได้มีอายุ 16 ปี หนิงหลงไม่ใช่เด็กหนุ่มตัวน้อยอีกต่อไปแล้ว
บัดนี้เขาได้กลายเป็ชายหนุ่มสูงโปร่ง ผมดำยาวเหยียดตรงไปครึ่งหลัง ใบหน้าก็เรียวยาวดูงดงามราวหยกชั้นดีพร้อมด้วยดวงตาลึกล้ำดูเ็าประดับออยู่บนใบหน้าเขามีรูปร่างบอบบางราวอิสตรี มักจะถือหนังสืออ่านอยู่ตลอดเวลาลักษณะท่าทางของเขาแทบจะไม่ต่างจากเทพเซียนในภาพวาด แม้ทุกอย่างโดยรวมจะดูดีแต่ด้วยผิวพรรณที่ซีดขาวเพราะร่างกายอ่อนแอ ทำให้เขาดูเหมือนคุณชายขี้โรคความสง่าผ่าเผยที่พึงมีจึงไม่มี
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหนังสือหลายหมื่นเล่มภายในบ้านก็ถูกหนิงหลงอ่านจนครบทุกเล่มไม่เพียงแต่อ่านจนหมดแต่ยังถูกอ่านซ้ำอีกหลายรอบ หลักการ แิความรู้ต่างๆหรือแม้แต่ทักษะยุทธหลายร้อยวิชาก็ถูกเขาวิเคราะห์จนหมดสิ้นทั้งยังแก้ไขปรับปรุง เขียนวิชายุทธใหม่ขึ้นมาอีกนับ 10 ทักษะแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีหนังสืออีกเล่มที่เขาไม่สามารถทำความเข้าใจได้ทั้งหมดมันเป็หนังสือเก่าๆเล่มหนึ่งหน้าปกว่างเปล่าแต่เนื้อหาข้างในกลับซับซ้อนลึกล้ำยากเกินจะเข้าใจได้ทั้งหมด ยิ่งดูยิ่งรู้สึกแปลกใหม่ยิ่งอ่านหนิงหลงก็ยิ่งได้แิใหม่ๆมันจึงเป็หนังสือเล่มเดียวที่เขาไม่เคยวางห่างจากตัวเลยหนิงหลงมักจะถืออ่านอยู่เป็ประจำ หรือเรียกได้ว่าถืออ่านอยู่ตลอดเวลาด้วยซ้ำ
“นายน้อย จดหมายจากทางสถาบันไผ่แดง” พ่อบ้านหวังยื่นม้วนกระดาษขาวประทับตราสถาบันไผ่แดงให้หนิงหลงด้วยความเคารพ
เขาดูไม่ค่อยแก่ตัวลงเลยนับั้แ่วันนั้น แม้จะอายุ 50กว่าปีแล้วก็ตาม ด้วยการชี้แนะจากหนิงหลง เขาเริ่มชี้แนะแนวทางให้พ่อบ้านหวังหลังจากเก็บตัวอ่านหนังสือในบ้านนานกว่า5 ปี อ่านตำราทั้งหมดจบไป 4 รอบ หนิงหลงก็เริ่มชี้แนะพ่อบ้านหวังจนก้าวหน้าด้านการฝึกยุทธ ตลอด 4 ปี จากผู้ฝึกยุทธขั้น 3ก็กลายเป็จอมยุทธขั้น 2 ได้โดยการดูดซับปราณจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
หากว่าพ่อบ้านหวังมีทรัพยากรที่เพียงพอและสถานที่ปราณหนาแน่นกว่าที่นี่ ด้วยการชี้แนะของหนิงหลงพ่อบ้านหวังอาจทะลวงระดับจอมยุทธขั้น 2 ได้ภายใน 1- 2 ปีเพราะเหตุนี้พ่อบ้านหวังจึงเคารพบูชาหนิงหลงราวกับปรมาจารย์
หนิงหลงรับม้วนจดหมายมาเปิดดูโดยไม่ได้พับหนังสือที่กำลังอ่านลงด้วยซ้ำเขาเหลือบมองครู่เดียวก่อนจะวางม้วนจดหมายลง
พ่อบ้านหวังดูกระวนกระวายเกรงว่าทางสถาบันจะไม่ตอบรับ เพราะนี่เป็สถาบันสุดท้ายแล้วในเมืองแห่งนี้ที่หนิงหลงไปเข้าสอบเป็อาจารย์ผู้ฝึกยุทธด้วยความที่เมืองไผ่แดงเป็เมืองระดับล่าง อีกทั้งยังเป็เมืองเล็กๆที่อยู่ติดชายแดนมีอาณาเขตไม่กว้างใหญ่มากนักทำให้มีสถาบันเปิดสอนเพียง 3 แห่ง และ 2 แห่งแรกก็ตอบปฏิเสธทั้งหมดด้วยความอายุน้อย และไร้วรยุทธ ทำให้ถูกปฏิเสธทันที แม้จะสอบเข้าด้วยคะแนนเต็ม แต่ทั้งสองสถาบันต่างก็มองว่าไม่มีวรยุทธจะเป็อาจารย์สอนยุทธได้อย่างไรจึงเหลือเพียงสถาบันไผ่แดงแห่งสุดท้ายเท่านั้น พ่อบ้านหวังจึงอดกระวนกระวายแทนนายน้อยของเขาไม่ได้
“ไม่ต้องห่วง นายน้อยของท่านได้เป็อาจารย์แล้วล่ะ” เห็นท่าทีของพ่อบ้านหวังหนิงหลงก็เอ่ยขึ้นลอยๆ
พ่อบ้านหวังยิ้มอบอุ่น เขาดีใจที่มีสถาบันเห็นความสามารถนายน้อยของเขาสักทีถึงจะพูดอย่างงั้นก็เถอะ ก่อนหน้าหนิงหลงเคยเสนอตัวชี้แนะพ่อบ้านหวังฝึกยุทธพ่อบ้านหวังก็ยังมีท่าทีไม่ยอมรับไม่อยากจะฝึกตาม เพราะไม่เปิดใจยอมรับ สอนให้ตายก็ไม่เข้าใจเป็ใครก็ไม่คิดว่าคนไร้วรยุทธอย่างหนิงหลงจะฝึกสอนผู้ฝึกยุทธได้ดูยังไงก็เป็ไปไม่ได้ ทั้งที่ไม่เคยฝึกยุทธมาก่อนจะเข้าใจแนวทางคนฝึกยุทธได้อย่างไรแน่นอนว่าคำถามนี้ย่อมเกิดขึ้นภายในใจทุกคน
แต่ด้วยความที่พ่อบ้านหวังเป็เพียงคนรับใช้จึงต้องฟังคำสั่งหนิงหลงเป็ธรรมดาไม่นานพอเริ่มเปิดใจรับฟัง เพียงเริ่มชี้แนะไม่กี่ประโยคพ่อบ้านหวังถึงกับอึ้งจนจมดิ่งอยู่กับคำสอนของนายน้อยของเขาอยู่นานแสนนานนับจากวันนั้นพ่อบ้านหวังก็เคารพนับถือหนิงหลงอย่างสุดหัวใจ
“ข้าไปเป็อาจารย์สอนพื้นฐาน ไม่ได้ไปเป็อาจารย์ใหญ่ของสถาบันเสียหน่อย”หนิงหลงอดแซวท่าทีดีใจของพ่อบ้านหวังไม่ได้
แม้หนิงหลงจะแสดงท่าทีไม่ใส่ใจกับการสอบเป็อาจารย์ผ่านแต่ในใจลึกๆเขาก็แอบดีใจอยู่ไม่น้อยหนิงหลงยังคงจำสัญญาที่ให้ไว้กับท่านปู่ได้เป็อย่างดีว่าจะเป็ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่และมีลูกศิษย์เยอะๆดั่งเช่นท่านปู่ของเขา ถึงแม้การเป็ปรมาจารย์จะอยู่อีกไกลแต่พรุ่งนี้ไปหนิงหลงก็จะมีลูกศิษย์เป็ของตัวเองแล้ว
“ท่านปู่...” หนิงหลงเอ่ยแ่เบาพลางมองไปยังทิศทางที่ท่านปู่เขาจากไป
วันรุ่งขึ้นหลังจากได้รับจดหมายตอบรับหนิงหลงก็แต่งตัวดูเรียบง่ายในชุดขาวสะอาดในมือยังคงถือหนังสือเล่มโปรดเดินอ่านตามทางระหว่างมุ่งหน้าไปสถาบันไผ่แดง สถาบันไผ่แดงจัดเป็สถาบันระดับต่ำสุดของเมืองแม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังดั่งเช่นสถาบันอื่น แต่ก็มีลูกศิษย์ไม่น้อยที่เข้ามาศึกษาเพราะค่าเล่าเรียนที่นี่จัดว่าถูกที่สุดในเมืองผู้มาจากครอบครัวปานกลางสามารถเข้าเรียนได้อย่างสบายใจ โดยที่ไม่ต้องเป็ห่วงเื่ค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากรฝึกยุทธ
ระหว่างทางเข้าประตูสถาบัน เด็กอายุราวๆ 14-15 ปีต่างก็รีบมุ่งหน้าเข้าประตูกันอย่างเร่งรีบ บางก็เดินชนหนิงหลงจนแทบจะล้ม
“นี่ ! ทำไมไม่สวมเสื้อคลุมสถาบันไม่รู้หรือไงมันผิดกฎ” ขณะกำลังก้าวเข้าประตูสถาบัน หนิงหลงก็ถูกหยุดไว้โดยชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมสีเทาปักอักษรคำว่าอาจารย์ไว้เด่นชัดตรงอกซ้าย
“ข้าน้อยไม่ใช่ศิษย์ของที่นี่” หนิงหลงพับหนังสือในมือลงก่อนจะตอบเสียงเรียบเฉย
“ถ้าไม่ใช่ก็ไปเล่นที่อื่น ที่นี่สถาบันฝึกยุทธไม่ใช่สนามเด็กเล่น” ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว
ต่างเป็ที่รู้กันดีว่าทุกสถาบันล้วนมีกฎเหล็กห้ามคนนอกเข้าไปยุ่มย่ามภายโรงเรียนหากไม่ได้รับอนุญาตนั่นก็เพื่อป้องกันการฝึกฝนของทางสถาบันรั่วไหล จึงเป็ธรรมดาที่ชายวัยกลางคนจะไม่พอใจหนิงหลง
“ข้าน้อยหนิงหลงเป็อาจารย์ของที่นี่ มาสอนเป็วันแรก ฝากท่านช่วยชี้แนะ”หนิงหลงประสานมือกล่าวแนะนำตัว
“อะ อ อาจารย์ใหม่รึ ? เ้าล้อข้าเล่นหรือไง” ชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมอาจารย์ยิ่งขมวดคิ้วหนักเข้าไปอีก ดูแล้วอายุก็ไม่เกิน16-17 ปี จะเป็อาจารย์ได้อย่างไร
เขาเพ่งััดูวรยุทธของเด็กหนุ่มผิวซีดตรงหน้าก่อนจะพ่นลมหายใจอย่างไม่พอใจ ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายลมปราณ ดูแล้วก็ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธแล้วจะมาสอนคนอื่นฝึกยุทธได้อย่างไรกัน
“เ้าคิดจะหลอกข้างั้นรึ หัดดูตัวเองหน่อยไอ้หนู อายุแค่นี้ทั้งวรยุทธก็ไม่มี แกคิดจะไปสอนใครได้” ชายวัยกลางคนยิ่งโมโหเดือดดาลเมื่อคิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าตั้งใจมาเพื่อกวนประสาท
“เอ่อ อ....” หนิงหลงเองก็ไม่รู้จะอธิบายกับอีกฝ่ายยังไงจึงหยิบม้วนกระดาษจดหมายของทางสถาบันส่งให้ชายวัยกลางคน
ไม่แปลกที่คนอื่นจะรู้สึกกับเขาแบบนี้ ด้วยวัยเพียง 16 ปีใครที่ไหนจะมาเชื่อว่าเขาเป็อาจารย์ ฝึกยุทธก็ไม่ได้ ทั้งอายุยังน้อยพอๆกับลูกศิษย์คนอื่นๆ
ชายวัยกลางคนรับม้วนจดหมายมาเปิดอ่านก่อนจะเก็บอารมณ์เดือดดาลไว้แต่สายตายังคงไม่พอใจ “ทางสถาบันนึกบ้าอะไรอยู่ถึงได้รับเอาเด็กไม่มีวรยุทธมาสอนที่โรงเรียน” เขาพึมพำในใจ
“เชิญ”
ชายวัยกลางคนยื่นม้วนจดหมายคืนก่อนจะเดินนำหนิงหลงไปอาคารกลางสถาบันซึ่งเป็ตึกของผู้ดูแลสถาบันโดยมีหนิงหลงเดินตามไปติดๆ
“อาจารย์เฉิง ท่านรับคนไม่มีวรยุทธเข้ามาเป็อาจารย์ได้ยังไง ลูกศิษย์ที่ไหนจะมารับฟังเด็กอายุเพียงแค่นี้”ชายวัยกลางคนรีบเข้าไปโวยวายกับชายชราตัวเล็กหน้าตาดูใจดี
“ใจเย็นๆ อาจารย์จาง เื่นี้ข้าได้ปรึกษากับท่านอาจารย์ใหญ่แล้วอีกอย่างเ้าหนุ่มนั่นก็เป็เพียงอาจารย์สอนพื้นฐานไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร”อาจารย์เฉิงกล่าวอย่างใจเย็นไม่ได้สนใจท่าทีเดือดดาลของอีกฝ่ายเลยสักนิด
ภายในระบบสถาบันนั้น ระดับอาจารย์สอนยุทธจะแบ่งออกเป็ 2 ระดับคืออาจารย์ระดับล่าง ซึ่งมีหน้าที่คอยสอนพื้นฐานการฝึกยุทธขั้นเริ่มต้นอีกทั้งยังมีสถานะต่ำต้อยที่สุดในสถาบัน ผู้รับหน้าที่อาจารย์ระดับล่างเหล่านี้พวกเขาจะไม่มีลูกศิษย์เป็ของตัวเอง มีหน้าที่แค่คอยสอนพื้นฐานการฝึกให้กับศิษย์ของสถาบันที่สนใจอยากเข้าไปฟังเท่านั้นต่างจากอาจารย์ระดับสูง ซึ่งจะมีลูกศิษย์เป็ของตัวเอง มีสถานะภายในสถาบันสูงส่งเป็ที่เคารพของศิษย์สถาบันทุกคน
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ท่านคิดว่าอายุแค่นี้จะสอนใครได้ศิษย์คนไหนจะไปเชื่อฟังเขา”แม้จะได้ฟังคำอธิบายของอาจารย์เฉิงไปแล้วก็ตามอาจารย์จางก็ยังไม่พอใจอยู่ดี
“ท่านก็รู้นี่ว่าสถาบันไผ่แดงไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังการจะจัดหาคนมารับหน้าที่อาจารย์ระดับล่างในสถาบันระดับต่ำเช่นนี้มันยากเย็นแค่ไหนหรืออาจารย์จางอยากจะรับหน้าที่สอนพื้นฐานแทน” อาจารย์เฉิงยังคงกล่าวอธิบายต่อช้าๆอย่างใจเย็น
เมื่อได้ยินว่าจะให้เขาไปรับหน้าที่สอนพื้นฐานแทนอาจารย์จางก็รีบกลืนความไม่พอใจของตัวเองลงทันที
“ท่านอยากรับเ้าหนุ่มนี่ก็ตามใจท่านแล้วกันข้าขอตัวก่อน” อาจารย์จางรีบกล่าวลาก่อนจะเดินออกจากอาคารไป
เขาเป็ถึงอาจารย์ระดับสูงของสถาบันไผ่แดงต่อให้บ้าแค่ไหนก็ไม่มีทางทิ้งตำแหน่งนี้ไปเป็อาจารย์ระดับล่างเด็ดขาดยิ่งกับสถาบันระดับต่ำแบบนี้ จะเดินไปทางไหนก็ไม่มีใครมองเห็นหัว ใครมันจะบ้าเป็
“เ้าเองก็ไปรับเสื้อคลุมอาจารย์กับหยกสถานะ อาคารที่เ้าต้องดูแลอยู่ทางตะวันตก” อาจารย์เฉิงยิ้มเป็มิตรพร้อมกับบอกทางไปรับเสื้อคุมกับหยกสถานะ
“ขอบคุณอาจารย์เฉิง” หนิงหลงประสานมือโค้งตัวก่อนจะเดินจากไป
“ช่างเป็เด็กหนุ่มที่มีความรู้มากมาย น่าเสียดายที่ไม่มีวรยุทธ” อาจารย์เฉิงบ่นกับตัวเองในใจ
ความรู้ลึกซึ้งด้านการฝึกยุทธของหนิงหลงเขาได้เห็นมากับตาตัวเองหลังจากทดสอบความรู้ด้านการฝึกยุทธขั้นพื้นฐานอยู่หลายรอบตัวเขาเองยังไม่มีความรู้ขั้นพื้นฐานลึกซึ้งขนาดนี้หาไม่แล้วเขาคงไม่มีทางขอร้องอาจารย์ใหญ่ให้รับเด็กหนุ่มผิวซีดอย่างหนิงหลงมาเป็อาจารย์แน่ๆ
ในการสอบเพื่อเข้าเป็อาจารย์ หนิงหลงทำคะแนนได้เต็มจนน่าใด้วยความที่เขาอายุน้อย จึงถูกเรียกไปสอบปากเปล่าอีกครั้งผลปรากฏคือทำให้อาจารย์เฉิงกับอาจารย์ใหญ่อึ้งจนพูดไม่ออกซึ่งคำถามในการสอบล้วนมีแต่เื่เกี่ยวกับการฝึกตนขั้นพื้นฐาน แน่นอนว่าหนิงหลงต้องตอบได้อย่างง่ายดายด้วยความเป็อัจฉริยะั้แ่กำเนิดทั้งยังคลั่งไคล้การอ่านหนังสือราวกับคนบ้าแม้แต่ปรับปรุงตำรายุทธระดับต่ำให้เป็ระดับสูงเขายังทำได้แล้วนับประสาอะไรกับความรู้พื้นฐานอย่างการฝึกตนขั้นเริ่มต้น