ตะขอเหล็กที่ถูกมัดด้วยใยสีขาวถูกโยนขึ้นไปบนกำแพงต่อกันเป็นทอดๆ มนุษย์แมงมุมหลายพันคนไต่ขึ้นไปบนใยเส้นบางอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับขว้างหอกในมือเข้าใส่ศัตรูในเวลาเดียวกัน
ไม่น่าเชื่อว่าเส้นใยสีขาวบางๆจะสามารถรับน้ำหนักของมนุษย์แมงมุมที่รูปร่างใหญ่โตได้หลายร้อยคนในเวลาเดียวกัน บ่งบอกได้ว่ามันมีความเหนียวแค่ไหน
แต่มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย
"ใช้ไฟเผาใยทิ้งเดี๋ยวนี้ อย่าให้พวกมันขึ้นมาได้!"ดูเหมือนว่าทหารชาวเมืองผิวสีทองแดงจะศึกษาศัตรูมาเป็นอย่างดีทำให้พวกเขาสามารถหาทางรับมือได้ในระยะเวลาสั้นๆ
ใยสีขาวที่เหนียวจนยากจะฉีกขาดเพียงสัมผัสโดนเปลวไฟก็ลุกพริบดังเชื้อเพลิงชั้นดี!มนุษย์แมงมุมกรีดร้องเสียงหลงขณะร่วงหล่นไป
อย่างไรก็ตามก็มีมนุษย์แมงมุมอีกหลายร้อยคนที่ขึ้นมาบนกำแพงได้สำเร็จ
เพียงขึ้นมาได้พวกเขาก็ลงมือเข่นฆ่าศัตรูที่อยู่รอบตัวอย่างบ้าคลั่ง ทั้งอาวุธในมือและขาที่แหลมคมทั้ง 8 สะบัดไปทั่วทิศทางตัดร่างศัตรูให้กลายเป็นชิ้นเนื้อ
"ผลักพวกมันลงไป อ๊ากกกก!"ทหารชาวเมืองผิวสีทองแดงคนหนึ่งแผดเสียงร้อง สาเหตุเพราะท้องของเขาได้ถูกขาแหลมเจาะทะลุผ่านไป ดวงตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์พลันหม่นหมองไร้ประกาย
ร่างไร้ลมหายใจถูกกระชากลงมาจากกำแพงสูงกระแทกพื้นเสียงดังจนร่างกายบิดงอผิดรูป ก่อนที่จะถูกฝ่าเท้าจำนวนมหาศาลเหยียบย่ำจากลายเป็นเศษเนื้อที่ยากจะแยกแยะว่าเป็นใคร“รีบมาช่วยพวกข้าเร็ว! เราจะต้องยึดกำแพงเมืองให้ได้เร็วที่สุด!”มนุษย์แมงมุมคนหนึ่งตะโกนลั่นขณะที่ใช้ขาแหลมแทงเข้าที่ลำคอของศัตรู
หึ่งๆๆๆ
เสียงกระพือปีกดังถี่รัวพร้อมกับที่น่านฟ้าถูกปกคลุมด้วยมนุษย์ปีกแมลงจำนวนมาก
“พวกข้ามาช่วยแล้ว!”มนุษย์ปีกแมลงหลายคนกวาดตาลงมองเบื้องล่าง ก่อนจะพุ่งถลาลงมาอย่างไม่เกรงกลัวห่าฝนธนูที่พุ่งสวนขึ้นมา
พวกเขานำโล่ออกมาป้องกันตัวเอง
ตึกๆๆๆๆๆ
เสียงปลายลูกธนูกระแทกเข้าที่โล่ดังไม่ขาดสายเสมือนเสียงฝนที่ตกลงบนหลังคา
แต่ลูกธนูเหล่านี้กลับไม่อาจฝ่าทะลุโล่ของพวกเขามาได้ เพราะโล่เหล็กนี้ทั้งหนาและหนักเพราะคงไม่มีใครที่ใช้โล่เบาและบางในการพุ่งฝ่าอากาศลงมาอย่างนี้เพราะมันจะต้องเผชิญกับแรงต้านของลมอย่างรุนแรง
ปุ๊ๆๆๆ!
แต่ก็ใช่ว่ามนุษย์ปีกแมลงจะสามารถฝ่าลงมาได้ง่ายๆ!
“เล็ง…ยิง!”นายทหารชาวเมืองผิวสีทองแดงระดับสูงคนหนึ่งตะโกนสั่งการดังลั่น พร้อมกับทหารหลายร้อยนายที่ควบคุมอาวุธที่คล้ายกับบาลิสต้าที่ปล่อยลูกศรที่มีขนาดไม่ต่างจากหอกพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้า
ครานี้แม้กระทั่งโล่หนาก็ไม่สามารถป้องกันได้อยู่ มนุษย์ปีกแมลงจำนวนมากล่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าราวกับแมลงที่ขาดปีกครึกๆๆๆ!
เสียงขาจำนวนนับไม่ถ้วนดังถี่ยิบฟังดูน่าสยดสยอง ต้นเสียงมาจากมนุษย์ตะขาบที่พากันไต่ขึ้นมาบนกำแพงดินโดยไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ช่วย
“พวกเราไม่ยอมน้อยหน้าหรอกน่า!”มนุษย์ตะขาบคนหนึ่งตะโกนขึ้นอย่างฮึกเหิมนับว่าโชคดีที่กำแพงของเมืองนี้ก่อขึ้นจากดินหยาบๆ มันจึงไม่ได้ราบเรียบและเต็มไปด้วยรอยตะปุ่มตะป่ำมากมายทำให้ขาที่เหมือนตะขาบของพวกเขาสามารถปีนขึ้นมาได้
แต่หนทางไม่ได้ง่ายเช่นนั้น ทหารชาวเมืองผิวสีทองแดงก็มีวิธีป้องกันการมาของเหล่ามนุษย์ตะขาบ
ไม้กลิ้งที่หนาและหนักจำนวนมากถูกนำออกมาจากในถุงมิติ และปล่อยให้กลิ้งลงไปบนกำแพงเมืองกวาดมนุษย์ตะขาบให้ตกลงไปกองเป็นเศษเนื้อ
มีเพียงมนุษย์ตะขาบที่แข็งแกร่งเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นที่ยังบุกทะลวงฝ่าไม้กลิ้งขึ้นไปอย่างไม่เกรงกลัว พวกเขาใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งทำลายไม้กลิ้งเป็นชิ้นๆก่อนจะฝ่าขึ้นไป
พวกเขารับหน้าที่เป็นหัวหอกพาทัพมนุษย์ตะขาบบุกทะลวงขึ้นไปบนกำแพงเมือง
สมรภูมิบนกำแพงเมืองทวีความดุเดือดขึ้นทุกขณะ ฝ่ายหนึ่งพยายามป้องกันสุดใจ อีกฝ่ายหนึ่งก็เร่งมือเข่นฆ่าอย่างดุร้าย
ถ้านับในด้านฝีมือในด้านการต่อสู้และความหลากหลาย ฝ่ายกองทัพผู้รุกรานค่อนข้างได้เปรียบ แต่ด้านทหารชาวเมืองผิวสีทองแดงก็มีจำนวนทหารที่มากกว่า ทำให้สถานการณ์สงครามค่อนข้างก้ำกึ่ง ในตอนที่การต่อสู้บนกำแพงเมืองกำลังเป็นไปอย่างดุเดือด ณ ที่ใจกลางเมืองก็มีสภาพของไม่ต่างกัน กองทัพผู้รุกรานได้บุกเข้ามาในเมืองด้วยความช่วยเหลือจากสกิลผู้ใช้มิติของวาส แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะชิงความได้เปรียบมากมายนัก เพราะการที่พวกเขามาโผล่อยู่ที่ใจกลางเมืองก็เท่ากับว่าพวกเขาได้มาอยู่กลางวงล้อมของศัตรู กองทัพของผู้รุกรานถูกขนาบโจมตีจากทุกทิศทาง ทำให้ยากที่จะรุกคืบไปที่ไหนได้ อีกทั้งสถานการณ์ยังเลวร้ายกว่านั้นเพราะว่าตำแหน่งที่พวกเขากำลังอยู่นั้นคือบริเวณที่นักรบกลายพันธุ์กว่า 6 คน กำลังต่อสู้กันอยู่! เปรี้ยง! ลูกหลงจากสกิลของนักรบกลายพันธุ์ได้ทำให้เกิดหลุมลึกยาวไปเป็นระยะทางไกล พร้อมกับซากศพของทหารทั้งสองฝ่ายที่ตายกันเป็นเบืออยู่รอบข้าง แต่นักรบกลายพันธุ์ที่กำลังประชันฝีมือกันอยู่กลับไม่มีใครคิดจะหันมาเหลียวแล บางทีสำหรับพวกเขา คนที่ตายก็คงมีค่าไม่ต่างจากมดที่บังเอิญโดนพวกเขาเหยียบอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ทว่าถึงแม้กองทัพผู้รุกรานที่อยู่ใจกลางเมืองจะถูกกองทัพศัตรูโอบล้อมไปทุกด้าน แต่พวกเขากลับไม่ได้มีความเสียเปรียบมากนัก
สาเหตุหลักนั้นมาจาก....
“อ๊ากกกกก...ตายไปสักทีสิโว้ย!!”ทหารชาวเมืองผิวสีทองแดงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ดาบแหลมคมในมือจ้วงแทงเข้าใส่ที่บริเวณท้องของร่างในชุดคลุมหลายสิบครั้ง แต่แทนที่ร่างในชุดคลุมจะหมดลมหายใจกลับพุ่งกระโจนเข้าใส่เข้าอย่างบ้าดีเดือดก่อนจะตวัดมีดในมือบั่นศีรษะของเขาให้หลุดลอยไป
“ไม่!...ไอ้สารเลว!...ทุกคนรุมฆ่ามัน!!!”ทหารชาวเมืองผิวสีทองแดง4-5คนต่างรู้สึกโกรธแค้นที่เห็นสหายของตนตายต่อหน้าต่อตา พวกเขาละความสนใจจากคู่ต่อสู้ที่ละมืออยู่ก่อนจะระดมฟาดฟันอาวุธในมือเข้าใส่ร่างในชุดคลุมนั้น
แขนขาของทหารชุดคลุมถูกตัดออกอย่างเลือดเย็น เหลือทิ้งไว้เพียงร่างที่นอนดิ้นพล่านๆอยู่บนพื้น
“ดูซิว่าเจ้าจะทำอะไรได้อีก...อ๊ากกกก!”พูดไม่ทันขาดคำ ร่างไร้แขนขาของทหารชุดคลุมที่ดิ้นพล่านอยู่ก็ดีดกายขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ก่อนจะอ้าปากกว้างเผยให้เห็นฟันสีเหลืองซีดงับเข้าไปที่ลำคอของทหารชาวเมืองผิวสีทองแดงผู้หนึ่งแล้วกระชากออกทำให้เลือดสีแดงก่ำพุ่งกระฉูดออกมากับน้ำตก
“นะ...นี่แกเป็นตัวอะไรกันแน่!”เมื่อถึงตอนนี้เหล่าทหารชาวเมืองผิวสีทองแดงก็เริ่มมีอาการหวาดผวากันบ้างแล้ว ดูอย่างไรทหารชุดคลุมที่ตรงหน้าของพวกเขาก็ไม่คล้ายว่าเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกับพวกเขา
สุดท้ายการที่จะสังหารทหารชุดคลุมก็มีทางเดียวคือทำลายศีรษะหรือบั่นคอของพวกเขาซะ
แต่กว่าที่จะทำได้เช่นนั้นก็เรียกได้ว่าหืดขึ้นคอ!
เพราะด้วยวิธีการต่อสู้ของเหล่าทหารชุดคลุมที่เรียกได้ว่าไม่กลัวความตาย จึงมีแต่ทหารที่ไม่ห่วงชีวิตเท่านั้นที่จะสามารถสู้กับพวกเขาได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ!
“พวกแกมันบ้าไปแล้ว”ทหารชาวเมืองผิวสีทองแดงที่เป็นนายทหารระดับสูงคนหนึ่งโบกกระบองที่ลุกเป็นไฟของเขา ฟาดเข้าที่ใบหน้าของทหารชุดคลุมคนหนึ่งอย่างแรง
ไฟจากกระบองลุกโชนขึ้นช่วงเวลาหนึ่งแผดเผาชุดคลุมที่ปกปิดใบหน้าให้กลายเป็นขี้เถ้า
แต่เมื่อใบหน้าที่แท้จริงของทหารชุดคลุมถูกเปิดเผยก็ทำให้ผู้คนรอบๆสะท้านเฮือกใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่เหล่ามนุษย์แมงมุม มนุษย์ปีกแมลง มนุษย์ตะขาบที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน
ใบหน้าของทหารชุดคลุมไม่สมควรเรียกว่าใบหน้าด้วยซ้ำเพราะมันเหมือนถูกแผดเผาหรือราดด้วยน้ำร้อนจนทำลายโฉมหน้าทั้งหมดตั้งแต่กลางศีรษะจรดปลายคาง อีกทั้งใบหน้าครึ่งบนก็มีแผ่นเหล็กหนาถูกเชื่อมไว้กับเนื้อโดยตรง กระทั่งหูทั้ง2ข้างก็ถูกตัดออกเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
“นี่เจ้าทำบ้าอะไรกับใบหน้าตัวเอง!”ทหารชาวเมืองผิวสีทองแดงแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพื่อความมั่นใจเข้าจึงหวดกระบองไฟเข้าใส่ที่ศีรษะของทหารชุดคลุมอีกหลายสิบคนที่อยู่ใกล้ๆ แต่สิ่งที่เห็นก็คือใบหน้าที่ที่ถูกทำลายแบบเดียวกันเป๊ะ มีเพียงโครงหน้าและรูปร่างที่แตกต่างกัน
“พะ..พวกเจ้ามันพวกวิปลาส!”ทุกคนต่างพากันรู้สึกขนพองสยองเกล้า พวกเขาไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสพบเจอกับอะไรที่น่าขนหัวลุกอย่างนี้
เพียงแค่คิดว่าทหารชุดคลุมทุกคนต่างมีลักษณะแบบเดียวกันหมดก็ทำเอาพวกเขารู้สึกเข่าอ่อน
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกองกำลังทหารชุดคลุมถึงไม่กลัวความตาย ขอเพียงแค่กล้าทำลายใบหน้าของตัวเองขนาดนี้ยังจะมีสิ่งใดที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวได้อีก
หรือว่านี่จะเป็นวิธีการสร้างกองทัพทหารผู้ไม่หวาดกลัวความตายแบบใหม่กัน?
และไม่ใช่แค่เหล่าทหารทุกคนเท่านั้นที่ตกใจ กระทั่งนักรบกลายพันธุ์ที่สู้กันอยู่ก็อดสูดลมหายใจหนาวเหน็บเข้าลึกๆคราหนึ่งไม่ได้
“ไอ้พวกกลุ่มทหารรับจ้างนักขนศพมันเป็นพวกโรคจิตจริงๆด้วย”เบกก์แอบพึมพำเสียงสั่น เวลานี้เขาเริ่มที่จะรู้สึกเสียใจมากกว่าเดิมแล้วที่ตัดสินใจยกศพของเผ่าพันธุ์ตัวเองให้กับวาส
ในระหว่างที่ทั้งเมืองตกอยู่ความวุ่นวาย ก็มีเงาดำเงาหนึ่งแล่นวูบวาบผ่านไปยังสมภูมิต่างๆทั่วเมือง บางครั้งเงานั้นจะหักเลี้ยวด้วยความเร็วสูงก่อนจะคว้าบางอย่างเข้าปากของตัวเองอย่างรวดเร็ว
สิ่งมีชีวิตประหลาดตัวกลมขนปุกปุยคล้ายว่ารู้สึกได้ถึงภยันอันตราย มันเร่งฝีเท้าดีดตัวพยายามหายไปในความมืดของบ้านเรือน แต่สายไปแล้ว ภายในเวลาเสี้ยววินาทีมือสากหนาข้างหนึ่งได้คว้าหมับมันไว้แน่นก่อนจะจับมันโยนเข้าปาก
เพียงฟันกรามนั้นขบลงมาภูติสงครามขนปุกปุยก็ร้องออกมาเสียงสั้นๆก่อนที่ร่างจะระเบิดสลายเป็นหมอกควันและถูกเจ้าของร่างดูดซึมพลังงานไปทั้งหมด
วาสรับรู้ถึงความร้อนที่แล่นวูบวาบอยู่ทั่วร่าง ก่อนที่จิตสำนึกของเขาจะได้ยินเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า
-ท่านได้ผ่านเงื่อนไขกลืนกินภูติสงครามจำนวน 100 ตัว--ยกระดับการกลายพันธุ์สู่ระดับ แม่ทัพ!-