ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่504 คนตระกูลวัง เคลื่อนไหว

       ภายในพระราชวังจักรพรรดิอี้เทียนหรงยามนี้ ไม่ได้มีแค่เขาเป็นจักรพรรดิชราเพียงพระองค์เดียวอีกต่อไป ด้านข้างที่นั่งบัลลังก์สีทองที่น่าคร้ามเกรง กลับมีบุรุษหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา อายุราวๆ 18ปี สวมใส่อาภรณ์สีฟ้าคราม มงกุฎบนหัวบ่งบอกได้ถึงฐานันดรของเขาในทันที ทว่าดวงตาของชายหนุ่มกับแฝงไว้ด้วยความสุขุมนุ่มลึก ดูผ่านโลกมายาวนาน ไม่ต่างอะไรไปจาก คนเฒ่าคนชรา มาพร้อมบุตรชายทั้งสามของเขา ที่ไม่อ่อนด้อยไปกว่าผู้ใด เขาก็คือจ้าววังมังกร ศัตรูในอดีต ของตระกูลอี้ ที่เคยแย่งชิงการขึ้นเป็นจักรพรรดิในยามอดีต




       ทว่าทั้งสองจักรพรรดิ ต่างก็มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่ได้แสดงอาการแต่อย่างใด ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ดูน่าอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ก่อนชายชราอี้เทียนหรงที่นั่งบนบัลลังก์จะกล่าวพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เมื่อเห็นบุตรสาวอี้ฟางหรง สืบเท้ามานั่งอีกฝั่งหนึ่งของคนตระกูลวัง ถูกบุรุษหนุ่มจ้องตาเป็นมัน "ข้าสัมผัสได้ในยามที่เจ้าข้ามผ่าน มหันตะสายฟ้า จ้าววังมังกร เกรงว่าเจ้าคงจะแลกเปลี่ยนของล้ำค่ากับกลุ่มคนดินแดนจักรพรรดิสินะ ราคาที่เจ้าต้องจ่ายคงจะไม่ใช่ น้อยๆ"

 


      ครั้นคำพูดนั้นของจักรพรรดิอี้เทียนหรงดังขึ้นมา บุตรชายทั้งสามของเจ้าวังมังกรต่างก็พากันเดือดดาล "เจ้าแก่ช่างโอหัง อย่างที่พ่อข้าบอกกล่าว" ด้านอี้ฟางหรงได้ยินถลึงตามองด้วยความดุร้ายในทันใด

 


      ทว่าฉับพลัน น้ำเสียงของ จ้างวังมังกร แค่นเสียงดุเอ่ยเตือนลูกๆ ของเขาในทันควัน "หานลี่ เทียนซง วังจิน พวกเจ้าสงบปากสงบคำเสีย ข้าขอโทษแทนบุตรชายเลือดร้อนของข้าด้วย คนหนุ่มย่อมเลือดร้อนเป็นธรรมดา หวังว่าจักรพรรดิอี้เทียนหรงจะไม่ถือสา ที่ข้ามาในวันนี้ ก็เนื่องมาจากคำสัญญาแห่งพันธ ใกล้จะสิ้นสุดลง กลุ่มคนเบื้องสูงของดินแดนจักรพรรดิ เองก็เป็นกังวลกันไม่น้อย จึงให้ข้ามาเป็นกำลังเสริม หวังว่าท่านจะน้อมรับไมตรี"

 


      จักรพรรดิอี้เทียนหรง เขาตอบตกลงอย่างไม่ลังเล "ดี ดี ย่อมเป็นเรื่องที่ดีในยามนี้" แม้จะรู้ว่ากลุ่มคนตระกูลวัง พร้อมกับคนดินแดนจักรพรรดิจะเข้าแทรกแซงดินแดนเทพก็ตาม ทว่ายามนี้ดินแดนเทพกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทางเลือกเองก็มีไม่มาก

 


     "เมื่อใดที่ท่านเรียกรวมกำลังพล ข้าจะพากลุ่มคนของข้ามาอย่างแน่นอน เช่นนั้นพวกข้าขอตัว" สิ้นเสียงคำพูดของจ้าววังมังกร ฝ่ามือของเขาก็แหวกห้วงมิติจนเกิดช่องว่างใหญ่ พาบุตรชายทั้งสามจากไปในทันที

 


      บุตรชายคนเล็กที่ออกจากการจำศีลเป็นเวลานาน ไต่ถามท่านพ่อของเขาในทันใด ในระหว่างที่เดินทาง"ท่านพ่อเหตุใดเราไม่ชิงอำนาจ จากเจ้าแก่นั้นมาเลยเล่า"

 


      "ยังก่อน ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาวังจิน พ่อไม่อยากได้ดินแดนที่ไม่สงบสุขไว้ในครอบครองในยามนี้" ทว่าอีกอย่างที่เขาไม่ได้ลงมือเนื่องด้วยไม่รู้ พลังการสู้รบของจักรพรรดิอี้เทียนหรง แต่ยังจดจำในยามอดีตที่รุ่งโรจน์ของชายแก่ได้ดี เขาจึงไม่กล้าทำอะไรที่บุ่มบ่าม ในยามนี้

 


        ด้านอี้ฟางหรง ไต่ถามท่านพ่อของนางด้วยความไม่สบอารมณ์ "ท่านพ่อก็น่าจะรู้ไม่ใช่หรือว่าพวกเขา ไม่ได้คิดจะช่วยเหลือคนตระกูลอี้ของเรา มีพวกเขาไว้ข้างกาย มันจะไม่กลายเป็นหอกข้างแคร่หรือ"

 


        ชายชราได้บินน้ำเสียงบุตรสาวเขาได้แต่ส่ายหัว ทว่าได้ยินอีกประโยคหนึ่งของอี้ฟางหรง มันก็ทำให้ชายชรายกยิ้มขึ้นมาในใจได้ เขาไม่คิดว่าเพียงเวลา10ปี หลานเหลนของเขาจะรุดหน้าไปมากถึงเพียงนี้

 


       "ท่านพ่อ อี้เฉินเปิดเส้นลมปราณเซียนในตำนานสำเร็จแล้ว" ครั้นสิ้นคำพูดของนางหญิงสาวก็สืบฝีเท้าจากไปในทันที ปล่อยให้ชายชรามีสีหน้าครุ่นคิดอยู่เช่นนั้น ไม่ได้กวนท่านพ่อของนางอีกต่อไป

 


*****

 


       ภายในสงครามเทพพันปี อี้เฉินเดินสืบเท้าแหวกห้วงมิติ ไปอยู่หลายชั่วอึดใจ เขาก็มาหยุดอยู่ที่เกาะแก่งภายในเขตบึงน้ำมืด ห่างจากเกาะร้างที่เขาจากมา ไม่น้อย มองสตรีที่อยู่ในอ้อมแขนอยู่เล็กน้อย กล่าวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา "เจ้าบาดเจ็บไม่น้อยเลยนะเมี่ยนจือ"

 


       หญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนครั้นได้ยินเสียงชายหนุ่ม นางเบ้ปากในทันที แต่เมื่อเห็นบุรุษหนุ่ม จ้องมองเรือนร่างภายใต้อ้อมแขนชายหนุ่ม อย่างไม่วางตา ใบหน้าเมี่ยนจือแดงน้อยกล่าวด้วยใบหน้าขี้เล่นในทันที "ข้าบอกเจ้าตามตรงอี้เฉิน ข้าเห็นสภาพของเจ้ายามนี้ ทำให้ข้าไม่มีอารมณ์ เจ้าเองก็เลิกมอง เสื้อผ้าส่วนที่ขาดของข้าได้แล้ว"

 


อี้เฉินได้ยินเขายิ้มเจื่อน "ข้าก็แค่ตรวจดูบาดแผลของเจ้า เจ้าพูดเช่นนั้น เดี๋ยวข้าก็คิดไปไกลหรอก"

 


        เมี่ยนจือครั้นได้ยิน คำพูดยอกย้อนของอี้เฉิน นางที่เตรียมจะตบฝ่ามือใส่ใบหน้าชายหนุ่มที่ซูบผอม แต่นางต้องหยุดชะงักโดยพลัน เมื่อรับรู้ถึงเลือดที่หลั่งไหลบริเวณแขนของอี้เฉิน แปรเปลี่ยนไปมากในยามนี้ แม้มันจะยังเป็นสีแดงฉาน ทว่ากลับมีสีทองปะปนอยู่เล็กน้อย

 


       เมี่ยนจือที่จ้องมองแขนที่มีเลือดหลั่งไหลของอี้เฉินอย่างไม่วางตา เอื้อมริมฝีปากแดงน้อย ฝังคมเขี้ยว ชิมเลือดอี้เฉินในทันใด ฉับพลันที่นางดูดหยดเลือดอี้เฉินเข้าไปภายในร่าง กายาของนางก็ราวกับถูกขัดเกลา ผิวกายร้อนผ่าวขึ้นมาจนแดงฉาน ใบหน้าแดงปลั่งในทันใด หญิงสาวไม่รอช้า กดฝังคมเขี้ยวเข้าไปจนมิด รับรู้ได้ในทันทีว่าเลือดอี้เฉิน ถูกขัดเกลา จนยกระดับไปอย่างมากมาย

 


      อี้เฉินที่รับรู้ถึงริมฝีปากของหญิงสาว กัดเข้ามาบริเวณแขนจนรู้สึกเจ็บขึ้นมา อี้เฉินเองก็ตกตะลึงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน รีบวางเมี่ยนจือ งัดริมฝีปากนางออกในทันใด


"โอ๊ยๆ เจ้ากัดแขนข้าทำไมเมี่ยนจือ หรือชาติที่แล้วเจ้าเป็นสัตว์อสูรมีเขี้ยวกัน" อี้เฉินกล่าวถลึงตาไปที่นางในทันที เมื่อเห็นแขนของเขามีรอยเขี้ยวของหญิงสาวอยู่ ก่อนอี้เฉินจะเอ่ยพึมพำออกมา "หวังว่าข้าจะไม่ติดโรคบ้าจากเจ้านะ"

 


       ทว่าเมี่ยนจือยามนี้ นางตาลอยล่อง มองอี้เฉินเป็นของล้ำค่าไปเสียแล้ว เพียงเลือดอี้เฉินไม่กี่หยดก็สามารถขัดเกลา กายา นางได้มากขนาดนี้ กายาที่แดงฉานหญิงสาว ส่งสายตาเว้าวอนในทันที "คมเขี้ยวของข้าสะอาดมากพอ มาให้ข้าดูดเลือดของเจ้าเสียดีดี" ครั้นหญิงสาวเอ่ยเสร็จสิ้น ฟันเขี้ยวของนางที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดก็คลี่ยิ้มยิงฟัน ออกมากว้าง

 


       อี้เฉินที่เห็นภาพเขาหนังตากระตุกถี่ยิบ รู้สึกหวาดกลัวเมี่ยนจือ ขึ้นมาโดยพลัน กล่าวพูดตัดบทในทันใด "ไม่! ไม่! เมี่ยนจือ! เลือดของข้า ใช้เวลายาวนานกว่าจะขัดเกลาจนมาถึงจุดนี้ได้ อย่างไรข้าก็ไม่ยินยอมให้เจ้าเป็นอันขาด" สิ้นคำพูดอี้เฉิน เขาแบมือออกกว้างในทันที

 


       หญิงสาวหน้างอคอตกอยู่เล็กน้อย "เจ้าช่างขี้งกเสียจริงอี้เฉิน แค่โลหิตเจ้าไม่กี่10หยด เจ้าก็ไม่ให้ข้า แถมยังมาทวง ของล้ำค่าคืนข้าอีก" ก่อนเมี่ยนจือ จะส่งแหวนมิติที่ใส่ชุดเกาะสีทองลวดลายแดงคืนให้อี้เฉิน

 


        ทว่านางไม่จำยอมที่จะมอบ ดาบสีดำสนิทมีแต้มเลือดให้อี้เฉิน รับรู้ว่ายามนี้ นางไม่อาจแย่งชิงอาวุธ ระดับ จักรพรรดิ จากอี้เฉินมาได้ เนื่องด้วยพลังของอี้เฉินในยามนี้ เหยียบเท้าไปอยู่ในขั้นพลังเซียนสวรรค์แล้วก้าวหนึ่ง อี้เฉินในยามนี้จึงสามารถเรียนรู้ห้วงมิติได้ระดับหนึ่ง ซึ่งนางในยามนี้ไม่อาจต่อกรอี้เฉิน ได้อีกต่อไป กล่าวคำพูดมัดมือชก อี้เฉินในทันใด "ดาบ ระดับเซียน เล่มนี้เป็นของข้าแล้วกัน ในเมื่อเจ้าไม่คืน อาวุธ ระดับ จักรพรรดิ ของข้า"

 


      อี้เฉินครั้นได้ยินเขาถึงกับส่ายหัว แต่เมื่อเห็นดาบดำมีรอยแต้มแดง เข้ากับเมี่ยนจือไม่น้อย เขาไม่ได้เอ่ยค้านคำพูด ของนางแต่อย่างใด ครั้นที่เตรียมจะนั่งลงปิดขั้นพลังเมื่อรับรู้ว่า เส้นลมปราณเซียน ที่ก่อร่างขึ้นมา มีอยู่แค่แขนข้างขวาเท่านั้น มันก็ทำให้อี้เฉินรู้สึกประหลาดใจ เอ่ยพูดพึมพำออกมา"หรือว่าเส้นลมปราณเซียน มันยังไม่สมบูรณ์"

 


      เมี่ยนจือที่เห็นว่าอี้เฉินคิดจะปิดขั้นพลังอีกครา นางไต่ถามอี้เฉินด้วยใบหน้าประหลาดใจในทันที "อี้เฉินไม่ใช่ว่า เจ้าเปิดเส้นลมปราณเซียน ในตำนานสำเร็จแล้วหรอกหรือ? เหตุใดเจ้ายังต้องปิดขั้นพลังอยู่อีกเล่า"

 


      อี้เฉินส่งรอยยิ้มทอประกายให้นางโดยพลัน ก่อนขับเคลื่อนเส้นลมปราณเซียน ขึ้นมาให้เมี่ยนจือตรวจดูในทันที ..เมี่ยนจือที่เรียนรู้ด้านการรักษา รู้จุดต่างๆ ภายในร่างกายเป็นอย่างดี คลี่ยิ้มออกมากว้างในทันที เมื่อนางส่งสายตาตรวจสอบร่างกายอี้เฉินอย่างละเอียดถี่ถ้วน






****หมายเหตุ  บ ว ม อ ว ม ผมไม่ได้พิมพ์เด้อ มันมาจากเว็บเอง

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน