สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 124 ไม่ได้

            ณ หน่วยทหาร

     

           ราวกับขุนนางฝ่ายบู๊จะกรูกันเข้าไปในห้องตำราของเฉินไจ่เหยียนจนหมดคนเหล่านี้เป็นทหารที่มีชื่อเสียงในแถบชายแดน พวกเขาไม่พูดอะไรเลยแม้แต่น้อยทว่ากลับใช้สายตาแสดงถึงความเกรี้ยวโกรธในใจ ขณะที่เฉินไจ่เหยียนรายงานเรื่องของใต้เท้าห่าวผิงอันในท้องพระโรงสำหรับทุกคนในหน่วยทหาร มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรับได้ ในสายตาของพวกเขาเฉินไจ่เหยียนก็เป็นแค่คนชั่วที่น่าสมเพชเท่านั้น

     

            เรื่องชมรมสี่ทิศถูกเก็บเป็นความลับฉะนั้นต่อให้จะเป็นแม่ทัพหรือทหารในหน่วยทหารก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ในที่นี้จึงมีเพียงหวังไคไท่และฟางเต้าจือเท่านั้นที่รู้เรื่องดีที่สุด

     

            “กลับไปเถอะ”

     

            หวังไคไท่ถอนหายใจ“เรื่องนี้พวกเจ้าไม่รู้เรื่อง ที่ใต้เท้าทำไปทั้งหมดก็เพราะความจำเป็นหากไม่ใช่เพราะจะทำให้คนจำนวนมากต้องตาย ใต้เท้าก็คงไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้...”

     

            เขายังอยากพูดต่อแต่กลับถูกฟางเต้าจือกระตุกแขนเสื้อเอาไว้ในห้องนี้ ไม่รู้ว่ามีใครที่เป็นคนของไทเฮาบ้าง ฉะนั้นพูดแค่นี้ก็เกินพอแล้ว เรื่องของชมรมสี่ทิศเพิ่งเกิดขึ้นช่วงกลางดึกเมื่อวานแต่รุ่งเช้าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายซูเม่าก็รู้เรื่องแล้ว หากไม่ใช่เพราะเฉินไจ่เหยียนแก้ไขสถานการณ์ได้ละก็ตอนนี้หน่วยทหารคงต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว

     

            เหล่าแม่ทัพต่างก็ไม่มีใครยอมกลับพวกเขารอฟังคำอธิบายจากเฉินไจ่เหยียนอยู่

     

            เฉินไจ่เหยียนยิ้มอย่างทุกข์ใจแต่เขากลับไม่ได้พูดอะไรออกมา

     

           ในที่สุดแม่ทัพเหล่านี้ก็ถูกหวังไคไท่และฟางเต้าจือไล่กลับแต่สายตาตอนที่พวกเขาจากไป ต่างมองมาที่เฉินไจ่เหยียนด้วยความแค้น ไม่มีใครสามารถแทนที่ใต้เท้าห่าวผิงอันในใจของทุกคนได้ห่าวผิงอันใช้ทั้งชีวิตทำเพื่อหน่วยทหาร ทำให้ทุกคนต่างเคารพรักเขาเป็นอย่างมาก

     

            หลังจากทุกคนจากไปสีหน้าของเฉินไจ่เหยียนก็ยังไม่ดีขึ้น “เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลคนที่รู้เรื่องนี้ก็มีเพียงไม่กี่คน แล้วจะถูกแพร่งพรายออกไปได้อย่างไร”

     

            หวังไคไท่พูดขึ้น “เป็นข้าเลอะเลือนเองหากตอนนั้นข้าไม่เอาตัวทุกคนเข้ามาในค่าย คาดว่าเรื่องนี้ก็คงไม่รั่วไหลออกไปเร็วขนาดนี้”

     

            ฟางเต้าจือเบ้ปาก “กลัวจะไม่เกี่ยวกับเจ้าน่ะสิต่อให้คนของไทเฮาเห็นเจ้าเอาตัวคนเหล่านั้นไปค่ายแล้วอย่างไรกันพวกเขาจะสามารถสืบเรื่องราวทั้งหมดได้ภายในสี่ชั่วโมงเลยหรือ?ฉะนั้นเรื่องนี้ ไม่มีทางรั่วไหลไปจากคนที่ไม่รู้เรื่องแน่นอน”

     

            หวังไคไท่มองไปที่เฉินไจ่เหยียน“ตอนนี้จะทำอย่างไรดี? ถึงแม้ทางด้านราชาจะยังยื้อเอาไว้ได้แต่ฝั่งไทเฮาต้องทรงหาทางสืบหน่วยทหารอย่างรวดเร็วแน่”

     

            เฉินไจ่เหยียนพูดขึ้น“ที่นึกได้ข้าก็ทำไปหมดแล้ว ฉะนั้นถึงให้ราชาเลื่อนการประชุมออกไปสองชั่วโมงเมื่อประตูเมืองฟางกู้ประตูแรกเปิดออก ข้าได้สั่งให้คนส่งตัวครอบครัวของท่านเสนาบดีคนเก่าออกนอกเมืองแล้วข้าแบ่งคนทั้งหมดออกเป็นหกกลุ่ม แต่ทั้งหกกลุ่มนี้ล้วนเป็นตัวปลอมต่อให้คนของไทเฮาจะตามจนเจอก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะที่จริงแล้วครอบครัวของท่านเสนาบดีคนเก่ายังอยู่ในเมือง”

     

            เขาไม่ได้พูดฉะนั้นหวังไคไท่และฟางเต้าจือก็ไม่ได้พูด นี่เป็นความลับสุดยอดยิ่งคนรู้น้อยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี หากคนในครอบครัวของท่านเสนาบดีคนเก่าตกอยู่ในมือไทเฮาเมื่อไหร่จุดจบจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครกล้าคิด

     

            “ที่โชคดีก็คือเมื่อคืนคนในชมรมสี่ทิศตายหมดแล้ว ฉะนั้นต่อให้ไทเฮาจะทรงสืบก็คงสืบไม่เจออะไรเมื่อคืนนี้จวงเฟยเฟยสั่งให้คนที่เชื่อถือได้ในโรงจวี้ฉ่างปลอมตัวเป็นคนของชมรมสี่ทิศคนพวกนี้ได้ให้ปากคำหมดแล้ว บอกว่าท่านเสนาบดีคนเก่าให้พวกเขาทำงานหาเงินมาช่วยทหารที่ยากลำบากนอกนั้นก็ไม่รู้อะไรอีก”

     

            เขามีเวลาแค่สองชั่วโมงแต่ก็สามารถจัดการเรื่องทั้งหมดนี้ได้แล้ว

     

            หวังไคไท่พูด“เรื่องนี้หากไม่ได้แพร่งพรายออกไปโดยคนที่ไม่รู้เรื่องมากพออย่างนั้นจะเป็นใครไปได้?”

     

            เฉินไจ่เหยียนส่ายหน้า “พวกเราไม่อาจสงสัยทุกคนที่อยู่ในตอนนั้นได้เพราะหากเราสงสัยเมื่อไหร่ มันก็เป็นเหมือนหายนะของหน่วยทหาร หากคนของหน่วยทหารไม่เชื่อใจกันมันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าศัตรูเสียอีก”

     

            ฟางเต้าจือพูด“แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนึ่งในนั้น...”

     

            เฉินไจ่เหยียนโบกมือ “อย่าพูดเชียวนะ!”

     

            ฟางเต้าจือชะงักไป จากนั้นก็ถอนหายใจ“ช่างเถอะ ในเมื่อใต้เท้าก็นึกได้เหมือนกัน อย่างนั้นข้าก็ไม่พูดแล้ว”

     

            “ตอนนี้พวกเจ้าช่วยข้าคิดหน่อยว่ายังมีเรื่องอะไรรั่วไหลไปอีก เกรงว่าอีกไม่นานคนของราชสำนักต้องมาสืบเรื่องนี้แน่ๆ ตอนนี้ยังมีข่าวดีอีกเรื่องก็คือ ราชาทรงมอบเรื่องนี้ให้หน่วยงานอื่นดูแลแทนเป็นคนในวังหลวงที่ถูกจัดขึ้นโดยเฉพาะคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ก็คือหลี่ชางหลี่ขันทีคนสนิทของไทเฮาและอันเฉิง อันเฉิงเป็นคนที่เชื่อใจได้ฉะนั้นหากมีเรื่องอะไรเขาจะคอยบอกเราก่อน”

     

            ฟางเต้าจือถามขึ้น“ตอนนั้นอันเฉิงเป็นคนที่ไทเฮาทรงส่งให้ไปดูแลราชาไม่ใช่หรือ?”

     

            เฉินไจ่เหยียนพยักหน้า“นี่เป็นหมากที่ไทเฮาทรงเดินผิดพลาดมากที่สุด พระนางไม่มีทางนึกถึงเลยว่าอันเฉิงจะอยู่ข้างราชา”

     

            ขณะเดียวกัน ณ สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์

     

            สถานที่จัดงานศพถูกเตรียมเสร็จแล้ว ชายร่างกำยำที่สวมชุดขาวแบ่งออกเป็นสองฝั่ง

     

            “จิงสานลิ้งไม่มีครอบครัว แต่พวกเราก็เป็นเหมือนครอบครัวเขา”

     

            อันเจิงมองจิงสานลิ้งที่นอนอยู่อย่างสงบนิ่ง“ตอนนั้นข้าพาเจ้าจากชายแดนมา ยังคุยกันไว้ดิบดีว่าจะทำการใหญ่ด้วยกัน ข้าขอสาบานนับจากวันนี้เป็นต้นไป คนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จะไม่มีใครต้องจากไปอีก”

     

            น้ำเสียงที่เขาพูดออกมาราวกับมีความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยาย

     

            “ตามหลักแล้วต้องรอให้ครบสามวันจึงจะนำไปฝัง”

     

            อันเจิงพูดกับคนในสำนัก“การทำพิธีต้องรอให้ทุกคนมากราบศพก่อน แต่คนใกล้ชิดของจิงสานลิ้งก็อยู่ที่นี่หมดแล้วฉะนั้นพวกเราก็ควรให้เขาได้พักผ่อนเร็วหน่อย”

     

            ชายร่างกำยำแปดคนยกโลงศพขึ้นจากนั้นก็นำร่างของจิงสานลิ้งวางลงไปในโลง พวกเขายกโลงศพขึ้นรถม้าจากนั้นก็เดินตามรถม้าจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไปอย่างสงบ

     

            อันเจิงเดินไปข้างโลงศพแล้วพูดเสียงเบา“พี่จิง ขอให้วิญญาณเจ้าจากไปอย่างสงบและปกป้องคนที่อยู่อีกหลายชีวิตให้ทุกคนมีชีวิตที่สงบสุขตลอดกาล”

     

            คนที่อยู่ข้างกายเขาได้ยินคำพูดเหล่านี้แต่กลับไม่มีใครเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในนั้น

     

            ขบวนขนศพค่อย ๆ เคลื่อนย้ายออกจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จากนั้นก็เดินไปตามทางออกนอกเมือง ผู้คนบนถนนหยุดชะงักฝีเท้าทันทีพวกเขาต่างกระซิบถามกันว่าใครตาย มีบางคนรู้ว่าเป็นขบวนจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ถึงแม้จะไม่รู้ว่าใครตาย แต่พวกคนที่เคยได้รับการช่วยเหลือจากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ต่างก็เข้าร่วมขบวนนี้เมื่อเดินไปถึงประตูเมือง ขบวนเคลื่อนย้ายศพก็มีคนเข้าร่วมประมาณพันกว่าคนแล้ว

     

            หลังจากที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มาถึงเมืองฟางกู้ประชาชนรอบด้านต่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขา บางคนรู้สึกขอบคุณแต่ก็เก็บไว้ในใจก็เหมือนกับประชาชนที่เดินตามขบวนเคลื่อนย้ายศพอย่างเงียบ ๆพวกเขาไม่รู้ว่าใครในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ที่จากไป แต่พวกเขาก็ยินดีจะเข้าร่วมขบวนส่งศพไปฝัง

     

            ประตูเมืองยามนี้มีการตรวจสอบที่เข้มงวดมากแน่นอนว่าต้องมีคนของไทเฮาจับตาดูอยู่ เพราะจู่ ๆ คนในครอบครัวของห่าวผิงอันก็หายไปเรื่องนี้ทำให้ไทเฮาทรงกริ้วอย่างมาก ทรงรับสั่งให้หาตัวคนพวกนี้มาให้ได้ฉะนั้นทุกคนที่อยู่ใต้อำนาจของไทเฮาจึงปรากฏตัวออกมาทั้งหมด

     

            ที่หน้าประตูเมือง ทหารเฝ้าประตูและคนของไทเฮาแยกออกเป็นสองฝั่งทั้งสองฝ่ายแบ่งแยกกันชัดเจน

     

            ถึงแม้ราชามู่ฉางเยียนจะไม่ได้ทรงสั่งการให้กรมราชทัณฑ์ลงมาดูแลเรื่องนี้แต่ถึงกระนั้น คนของกรมราชทัณฑ์ก็ได้รับคำสั่งมาจากไทเฮาคนที่สามารถออกมาจัดการเรื่องนี้ได้ก็ออกมากันหมด เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์สวมชุดทางการและตรวจสอบทุกคนที่ออกนอกเมืองส่วนทหารเฝ้าประตูเมืองก็ยืนมองด้วยสายตาที่เย็นยะเยือก

     

            “หยุดนะ!” เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เดินเข้ามาขวางขบวนส่งศพจากนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “พวกเจ้าเป็นใคร? จะไปไหน?”

     

            ตู้โซ่วโซ่วที่เดินอยู่หน้าสุดพูดขึ้น“พวกเจ้าดูไม่ออกรึ?”

     

            “ข้าถามเจ้า เจ้าก็ต้องตอบ”

     

            ตู้โซ่วโซ่วจ้องเข้าไปที่ดวงตาของเขาแล้วพูดขึ้นทีละคำ “เรียนใต้เท้า คนในครอบครัวข้าเสียชีวิต พวกข้ากำลังจะเอาไปฝังนอกเมือง”

     

            “ทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบก่อนต่อให้จะเอาคนตายไปฝังก็ไม่เว้น”

     

            เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คนนั้นโบกมือ เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ อีกกว่าสิบคนก็ล้อมเข้ามา จากนั้นเริ่มตรวจสอบทีละคน คนในครอบครัวห่าวผิงอันมีไม่มากได้แก่แม่ที่แก่ชรา ภรรยาของเขา และบุตรชายเพียงคนเดียวที่รับราชการอยู่ต่างแดน ฉะนั้นในเมืองหลวงจึงเหลือเพียงหญิงสองคนเท่านั้นเพราะระยะทางที่ไกลกัน ทำให้บุตรชายของห่าวผิงอันยังกลับมาไม่ถึง ตามหลักแล้วต่อให้จะเร่งเดินทางอย่างไรก็ต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็มจึงจะมาถึง และตั้งแต่ห่าวผิงอันตายจนถึงตอนนี้ยังไม่ถึงยี่สิบวันเลยด้วยซ้ำ

     

            แน่นอนว่าในขบวนไม่มีผู้ต้องสงสัยฉะนั้นต่อให้จะสืบอย่างไรก็ไม่เจออยู่ดี

     

            เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คนนั้นเดินมาหน้ารถที่วางโลงศพเขาจ้องอย่างละเอียด บนรถนอกจากโลงศพแล้วก็ไม่มีใครหรือของอะไรอีก

     

            “เปิดโลงให้ข้าดูหน่อย!”

     

            เขาโบกมือ“ต่อให้จะตายแล้วก็ต้องให้ข้าดูก่อน ถึงจะออกนอกเมืองได้”

     

            ตู้โซ่วโซ่วกระชากเสื้อของเขา“เจ้าอยากตายหรืออย่างไร? ข้าจะบอกให้ตัวเจ้าไม่มีค่าอะไรในสายตาข้าแม้แต่น้อย ข้ามีเป็นพันวิธีที่จะทำให้เจ้าตาย หากเจ้ากล้าแตะต้องโลงศพพี่ชายข้าละก็ข้าจะให้เจ้าไม่ได้ตายดี”

     

            เห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นถูกตู้โซ่วโซ่วขู่จนตกใจแต่ทว่าเขายังกัดฟันแล้วเชิดหน้าขึ้น “เจ้า...เจ้าคิดจะทำอะไร!กล้าสามหาวกลางวันแสก ๆ ไม่อยากมีชีวิตแล้วใช่หรือไม่!”

     

            ตู้โซ่วโซ่วพูดด้วยความโมโห “เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่?หากคนในบ้านเจ้าตายแล้วมีคนจะมาเปิดโลง เจ้าจะยอมหรือไม่? จะยอมหรือไม่?!”

     

            เจ้าหน้าที่คนนั้นตกใจจนหน้าขาวซีด“นี่...เป็นกฎที่เข้มงวดจากราชสำนัก ใครก็ห้ามฝ่าฝืน ข้าจะเตือนเจ้านะหากเจ้ายังทำแบบนี้ข้าจะชักมีดแล้วนะ”

     

            ตู้โซ่วโซ่วพูด “ข้ารับประกันว่าเจ้าจะตายก่อนได้ชักมีดออกมาแน่”

     

            เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ที่อยู่ด้านหลังพุ่งออกมาและคิดลงมือกับตู้โซ่วโซ่วแต่ทว่าทหารเฝ้าประตูรู้จักกับอันเจิง รู้ว่าอันเจิงเป็นคนของหน่วยทหารฉะนั้นทหารเฝ้าประตูก็พุ่งออกมาเช่นกัน พวกเขาเข้าไปล้อมคนของกรมราชทัณฑ์ไว้เดิมทีคนของกรมราชทัณฑ์ก็ไม่ได้มีความกล้าอะไร แค่ชายร่างกำยำในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์โมโหพวกเขาก็รู้สึกเกรงกลัวมากแล้ว ขณะนี้ทหารเฝ้าประตูยังพุ่งออกมาอีกพวกเขาจึงรู้ว่าเรื่องนี้เกินกำลังของตัวเอง

     

            “เปิดให้พวกเขาดู”

     

            อันเจิงเดินเข้ามาจากนั้นก็มองไปที่คนของกรมราชทัณฑ์ด้วยสายตาที่เย็นเฉียบ “เจ้าจำคำที่ข้าพูดในวันนี้เอาไว้...วินาทีที่เจ้าเปิดโลงออกพวกเจ้าทุกคนในที่นี้ก็ใกล้จะเข้าโลงแล้วเหมือนกัน”

     

            เจ้าหน้าที่เหล่านั้นตกใจจนร่างสั่นเทาจากนั้นก็โบกมือ “ไปเถอะ ๆ ข้าไม่ได้จงใจจะรังแกพวกเจ้าสักหน่อย มันเป็นคำสั่งจากราชสำนัก...คนตายเป็นเรื่องใหญ่งั้นข้าจะไม่ถือสาพวกเจ้าแล้วกัน”

     

            อันเจิงมองเขาแวบหนึ่งจากนั้นก็ก้าวเท้าไปด้านหน้า ขบวนเริ่มเคลื่อนที่อีกครั้งขณะนี้ผู้คนที่มามุงดูก็มากขึ้นเรื่อย ๆ

     

            ขบวนเพิ่งเริ่มเคลื่อนไปได้ไม่นาน ถีจี้ของกรมราชทัณฑ์ก็ตามมาพวกเขาพาคนมาไม่ต่ำกว่าร้อยคน

     

            ถีจี้ของกรมราชทัณฑ์มีความสามารถระดับสูงมีเพียงคดีใหญ่เท่านั้นทางกรมถึงจะให้ถีจี้เข้ามาช่วยตรวจสอบ

     

            ถีจี้จะขี่ม้าและสวมชุดทางการสีแดง ที่ไหล่มีผ้าคลุมขนาดใหญ่เมื่อถีจี้เคลื่อนตัว ราวกับพวกเขากำลังกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ด้านหน้า

     

            “ถีจี้ของกรมราชทัณฑ์กำลังตรวจสอบคดีขบวนด้านหน้าหยุดเดี๋ยวนี้!”

     

            มีเสียงดังขึ้นจากขบวนถีจี้พวกเขาขี่ม้ามาเป็นขบวน คนจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยคนขวางหน้าขบวนส่งศพไว้

     

            “หยุดเดี๋ยวนี้และยินยอมให้พวกข้าตรวจสอบ!”

     

            นายกองทหารของถีจี้มองอันเจิงและพวกก่อนจะยกมือคารวะ“ต้องขอโทษจริง ๆ ข้าไม่ควรมารบกวนคนตาย แต่เพราะได้รับคำสั่งมาจากกรมราชทัณฑ์ ถือว่าข้าล่วงเกินก็แล้วกัน”

     

            เขาคนนี้เป็นชายอายุประมาณยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปีมีหน้าตาหล่อเหลา ร่างกายที่ดูแข็งแรงบวกกับชุดทางการของถีจี้ทำให้ตัวเขาดูมีอำนาจไม่น้อย

     

            “เจ้าคืออันเจิงศิษย์สำนักวรยุทธ์ชางรึ?”

     

            นายกองทหารของถีจี้กระโดดลงจากหลังม้า“ข้าชื่อถางไทเช้อ นายกองทหารแห่งกรมราชทัณฑ์ ได้รับคำสั่งให้มาตรวจสอบคดีล่วงเกินแล้ว”

     

            อันเจิงเห็นเขาพูดจาดีมีมารยาทฉะนั้นจึงยกมือขึ้นคารวะ “คารวะท่านนายกองทหาร”

     

            ถางไทเช้อถามขึ้น “คนที่ตายคือใครกัน?”

     

            อันเจิงตอบกลับ “เป็นพี่น้องในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ขณะประลองไม่ได้ระวังจึงเสียชีวิต”

     

            การประลองระหว่างผู้ฝึกพลังวัตรเป็นเรื่องยากที่จะไม่เกิดการตาย ฉะนั้นเรื่องระหว่างผู้ฝึกพลังวัตร กรมราชทัณฑ์จะไม่เคยถามถึงแคว้นเยี่ยนมีหน่วยที่ดูแลคดีระหว่างผู้ฝึกพลังวัตรอยู่แล้ว ชื่อจงกวันซืออยู่ในการดูแลของตำหนักวิหารสวรรค์ ไม่ได้อยู่ในความดูแลของสำนักใด ๆ ทั้งนั้นฉะนั้นเมื่อผู้ฝึกพลังวัตรได้รับบาดเจ็บจากการประลอง คนของกรมราชทัณฑ์จึงไม่เข้ามาวุ่นวายแต่เพราะครั้งนี้เป็นคำสั่งมาจากไทเฮา จึงทำให้ถางไทเช้อไม่อาจฝ่าฝืนได้ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ชอบไทเฮาและรู้ว่านี่เป็นการรบกวนคนที่ตายไปแล้วก็ตาม

     

            “ต้องขอโทษด้วย ให้ข้าดูคนตายหน่อยได้หรือไม่?”

     

            ถางไทเช้อกล่าวขอโทษ “ข้ารู้ว่าเรื่องนี้ออกจะเกินไปหน่อยแต่ข้าไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ”

     

            อันเจิงส่ายหน้าแล้วตอบกลับเพียงคำเดียว“ไม่ได้”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน