ตอนที่ 33 พูดกันด้วยเหตุผล
ตอนที่ 33 พูดกันด้วยเหตุผล“ลูกสาวบ้านอื่นคงจะไม่มาโวยวายที่ข้างล่างบ้านพวกเราดึกดื่นแบบนี้ ลูกจะต้องไปทำเรื่องอะไรผิดมาแน่นอน ถึงได้ทำให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น ทำไมเหรอ ที่ตีลูกไปหนึ่งที ทำให้ในใจลูกรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมใช่ไหม?” หวังจวนมองดูรอยฝ่ามือสองรอยที่แดงฝาดบนหน้าของหวังซิน ก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย แต่ว่าท่าทีของลูกชายในตอนนี้ก็ได้ทำให้เธอไม่พอใจเล็กน้อยเช่นกัน“แม่ครับ แต่แม่ก็ไม่สามารถที่จะเอาความโกรธมาลงกับลูกโดยตรงสิครับ พวกพ่อแม่เดินไปส่งเธอมารอบหนึ่ง คงจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว ถ้างั้นเรื่องนี้จริง ๆ แล้วผมทำผิดอะไรเหรอครับ?” หวังซินไม่ให้โอกาสพ่อแม่ได้พูด ก็พูดขึ้นอีกว่า: “วันนี้นอกจากผมจะไปหาแม่ของเธอที่บ้านเธอรอบหนึ่งแล้ว ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย แม้แต่หน้าของเธอก็ยังไม่ได้เจอเลย จะไปทำให้เธอโมโหได้ยังไงกันล่ะครับ” “ไอ้ลูกไม่รักดี ก็เพราะว่าแกไปที่บ้านของเธอมาแล้วทำเรื่องไม่สำเร็จไงถึงได้เกิดเรื่องขึ้นตอนนี้ แกว่าถ้าวิธีที่แกใช้วิธีการจัดการเรื่องให้นิ่มนวลกว่านี้หน่อย จะเกิดเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นได้ยังไงกัน!” หวังเป่าหลงพูด พร้อมทั้งลูบหัวของหวังซินเล็กน้อยหวังซินหมดคำพูดแล้ว และนึกไม่ถึงเลยว่าที่หัวหน้าร้องไห้ฟูมฟาย ก็คาดไม่ถึงด้วยว่าจะเป็นเพราะเรื่องเมื่อตอนกลางวัน! แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวัน ก็เห็นได้ชัดว่าตัวเองมีเจตนาดีที่จะช่วยแม่ของเธอ ทำไมถึงได้เกิดปัญหาขึ้นมาล่ะ“เอาล่ะ ลูก แม่รู้ว่าในใจลูกโมโหอยู่ แต่ว่าสภาพเมื่อสักครู่นั้น ถ้าแม่ไม่ตีลูก แล้วจะให้แม่มาตำหนิเธองั้นเหรอ จะว่าไปแล้ว ลูกก็เป็นเด็กผู้ชาย จะต้องมองเหตุการณ์ให้ลึกหน่อย ถ้าเมื่อสักครู่แม่ไม่ตีลูกล่ะก็ จะแก้ไขเรื่องนี้ได้ไหมล่ะ?” หวังจวนมองหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เป็นธรรมของลูกชาย แล้วจึงรีบแยกแยะเรื่องราวในนั้นหวังซินทำไมจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้กันล่ะ? แค่คิดว่านับตั้งแต่ที่ได้กลับมาเกิดใหม่ การโดนตบเข้าไปครั้งหนึ่งโดยไม่รู้สาเหตุ ในใจก็ยังรู้สึกอึดอัดใจ จึงพูดว่า: “งั้นมีความจำเป็นต้องตีผมด้วยเหรอครับ? จะเปลี่ยนเป็นวิธีที่อ่อนโยนกว่านี้หน่อยไม่ได้เลยเหรอครับ?” “พอได้แล้ว นั่นไม่ใช่ทำเพราะให้เด็กผู้หญิงคนนั้นดูหรอกเหรอ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับเธอ หากมีเรื่องขึ้นมาจริง ๆ ล่ะก็ มันจะไม่ใหญ่ไปยิ่งกว่าเดิมเหรอ?” หวังจวนได้ชายตาสังเกตมองหวังซิน แล้วพูดว่า: “ปกติแล้วลูกออกจะเป็นเด็กที่ฉลาดหลักแหลม ทำไมถึงคิดเรื่องนี้ไม่ได้ล่ะ” หวังซินในตอนนี้ยังต้องการที่จะคัดค้าน แต่หวังจวนกลับพูดกับหวังซินต่ออีกว่า: “แม่ถามลูกหน่อย หัวหน้าห้องสวยไหม?” “สวยครับ” “ใบหน้าของหัวหน้าห้องนุ่มไหม?” “นุ่มครับ” “ผิวหน้าของหัวหน้าห้องคนสวยนุ่มขนาดไหนกัน?” “นุ่มเหมือนเต้าหู้อ่อนครับ” “หน้าลูกนุ่มไหม?” “นุ่มครับ” “อย่ามาโกหก หนาเหมือนกำแพงน่ะสิ” หวังจวนรีบแย้งคำตอบของหวังซินหวังซินรู้สึกกลุ้มใจขึ้นมา ก็เพิ่งจะคุยเรื่องเมื่อสักครู่อยู่เลย ทำไมถึงได้โยงมาถึงเรื่องใบหน้าของหัวหน้าห้องที่นุ่มไม่นุ่มได้ล่ะ? แม่นี่เปลี่ยนหัวข้อเรื่องไปไกลกว่าเรื่องเดิมเยอะเกินไปแล้วนะ“ถ้ามีเรื่องอะไร จะให้หน้าของหัวหน้าห้องที่นุ่ม ๆ มารับหน้าแทน หรือจะให้คนที่หน้าหนาเหมือนกำแพงแบบลูกมารับหน้ากันล่ะ?” เมื่อหวังซินได้ยินที่แม่พูด ก็คิดแล้วคิดอีก แล้วนับว่ายังมีเหตุผลอยู่มากปกติแล้วแม้ว่าหัวหน้าห้องจะดูเย็นชามากเวลาที่อยู่ในห้องเรียน แต่นั่นก็เป็นแค่สิ่งที่เขาแสร้งทำเท่านั้น ตอนที่เข้าเรียนปกติก็จะจดบันทึกเนื้อหาพวกนั้น ซึ่งพอมาคิดต่อในช่วงหลายวันมานี้ที่หัวหน้าห้องตามหาตัวเอง จึงได้รู้ว่าหัวหน้าห้องเตรียมที่จะจดบันทึกให้กับตัวเอง เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความกระตือรือร้นแบบนี้ เมื่อความเข้มแข็งทั้งหมดที่มีถูกทำลายลง หลังจากด้านที่บอบบางที่สุดในใจเธอได้ถูกตัวเขาเองเห็นหมดแล้ว ต่อให้ตัวเองไปยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้วบอกว่าจะช่วยเขาด้วยท่าทีที่ใจกว้าง แบบนั้นเธอจะไม่เสียใจก็แปลกแล้วล่ะแม้ว่าตัวเองเตรียมจะช่วยเหลือหยางเจียอิ่งอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่ว่าเรื่องทั้งหมดพวกนี้ที่ตัวเองได้ทำลงไปในสายตาของหยางเจียอิ่งนั้น ทั้งหมดก็คือความน่าเวทนาหัวหน้าห้องที่หยิ่งยโสแม้ว่าจะมีฐานะยากจน ก็ไม่ได้ต้องการให้ตัวเองมาเห็นใจแบบนี้เมื่อเข้าใจในจุดนี้แล้วหวังซินก็คิดได้ว่า ทำไมพอพ่อแม่กลับมาถึงได้พูดว่าตัวเองได้ทำเรื่องดี ๆ เรื่องหนึ่งให้แย่ลง“เข้าใจแล้วใช่ไหม? เข้าใจแล้วก็ไปนอนเถอะ หลังจากนี้จะทำอะไรก็ใช้สมองคิดให้เยอะหน่อย ด้านการจัดการปัญหากับคน ต้องเรียนรู้ให้เยอะอีกหน่อย ลูกยังอ่อนหัดเกินไป” เมื่อหวังจวนและหวังเป่าหลงพูดจบ ทั้งสองคนก็มองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาหวังซินที่ง่วงนอนมาก่อนหน้านั้นแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะว่าอยากถกปัญหาเรื่องนี้กับหวังจวนล่ะก็ เกรงว่าตอนนี้เขาจะหลับไปตั้งนานแล้วเมื่อกลับมาถึงห้องของตัวเอง หวังซินก็รู้สึกว่ามีตรงไหนที่ไม่ชอบมาพากลอยู่ จึงบ่นพึมพำว่า: “ไม่ใช่สิ ทำไมรู้สึกแปลก ๆ กันนะ? ดูเหมือนว่าจะถูกละเลยเข้าแล้วสินะ” หวังซินพูดกับตัวเองด้วยเสียงที่ค่อนข้างดัง และดังจนถึงข้างนอก ซึ่งหวังจวนและหวังเป่าหลงก็ได้ยินเข้าให้แล้ว “เอ๊ะ ใช่สิ น้องสาวคนนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับฉันเลยแม้แต่นิดเดียว เรื่องอะไรฉันต้องมารับผิดชอบเรื่องของเธอด้วยล่ะ? นี่เป็นเหตุผลแบบไหนกัน!” เมื่อหวังซินได้สติขึ้นมา หวังเป่าหลงและหวังจวนที่อยู่ห้องข้าง ๆ ก็ได้หัวเราะขึ้นมาทันที ในเวลานี้ท่าทางที่โก๊ะ ๆ ของหวังซิน ทำให้สองคนนั้นรู้สึกว่าหวังซินน่าสนใจมาก ตั้งแต่วันตรุษจีนเป็นต้นมา เรื่องที่หวังซินทำ เดิมทีก็ดูไม่เหมือนว่าเป็นวัยที่เขาจะสามารถคิดออกมาได้ ท่าทางที่โก๊ะ ๆ ของหวังซินในตอนนี้ต่างหาก ถึงจะปกติเมื่อหวังจวนได้ยินลูกชายที่พูดกับตัวเองอย่างน่าสนใจ ก็นึกถึงเมื่อสักครู่ที่ตบหน้าลูกชายไปสองครั้งข้างนอก จึงอดไม่ได้ที่จะปวดใจเล็กน้อย ในเวลานี้ก็แอบเสียใจทีหลังเล็กน้อยแล้วพูดว่า: “คุณหวัง เมื่อครู่นี้ไม่ควรตีลูกชายไปแบบนั้นใช่ไหม ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด นี่ตีเขาจนเจ็บตัวไปแล้วแน่เลย?” “เฮ้อ การตีเขาไม่มีปัญหาแน่นอน ต่อให้ไม่ได้ทำผิด ผมก็จะตีเขาแบบนี้ นี่ยังน้อยไป การที่พ่อแม่ตีเขาไปครั้งหนึ่งนั้นเหตุผลของเขาก็ยังจะเยอะมากอีกด้วย จะตีเขาก็จำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยงั้นเหรอ?” หวังจวนได้ยินหวังเป่าหลงพูดแบบนี้ ก็หมดคำพูดในทันที จากนั้นจึงดึงเนื้อของหวังเป่าหลงแล้วก็บิดไปหนึ่งที “ดูสิคุณพูดอะไรน่ะ ตีลูกแบบไร้สาเหตุ คุณนี่ก็มีเหตุผลซะเหลือเกินเลยนะ!” “ในสถานการณ์เมื่อสักครู่นั้น แน่นอนว่าจะต้องตีเขา จะว่าไปแล้ว ก็อดห่วงลูกไม่ได้ จะพาลูกสะใภ้มาก็ไม่ได้ เดี๋ยวกลับไปผมจะจัดการเรื่องงานของแม่เด็กผู้หญิงคนนั้นสักหน่อย เอาโควต้าการทำงานโอนกลับมา แล้วค่อยยื่นเรื่องขอห้องพักข้าราชการหนึ่งห้อง เอาที่อยู่ตรงข้ามกับห้องพวกเราเลย คุณว่าเป็นยังไง?” ตอนที่ไปส่งหยางเจียอิ่งกลับบ้านเมื่อตอนดึก หวังเป่าหลงและหวังจวนก็ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ที่บ้านของหยางเจียอิ่ง ซึ่งเป็นเพราะสภาพความเป็นอยู่ที่บ้านของหยางเจียอิ่งจึงทำให้ทั้งสองคนที่เห็นแล้วรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันทีแม่ของหยางเจียอิ่งก็ได้เลี้ยงดูหยางเจียอิ่งคนเดียว กว่าจะเลี้ยงหยางเจียอิ่งได้โตขนาดนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตอนนี้ในมือของตัวเองก็มีโควตาที่ว่างอยู่ จะจัดการให้แม่หยางเจียอิ่งสักครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร“เฮ้อ คุณว่าฐานะทางบ้านของหยางเจียอิ่งที่ลำบากขนาดนั้น แต่ว่าการเรียนก็กลับต้องพยายามขนาดนั้นด้วย ช่างโหดร้ายกับเขาจริง ๆ เลย” หวังจวนที่นึกถึงสภาพความเป็นอยู่ทางบ้านของหยางเจียอิ่ง ก็อดไม่ได้ที่จะเห็นใจเล็กน้อยเมื่อตอนนี้ได้ยินสามีพูดเรื่องโควตาการทำงาน ก็เห็นด้วยขึ้นมาทันที “ก็ไม่รู้ว่าหยางเจียอิ่งนั้นจะยินยอมหรือเปล่า เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่ต้องเข้มแข็งคนหนึ่ง ไม่อย่างงั้นตอนเย็นก็คงจะไม่มาด่าลูกชายหรอก” เมื่อไปที่บ้านหยางเจียอิ่งมารอบหนึ่ง หวังเป่าหลงและภรรยาก็เข้าใจถึงสถานการณ์ที่หยางเจียอิ่งมาโวยวายเพียงแต่ว่าเจ้าเด็กหนุ่มหวังซินมันทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ไปจัดการเรื่องแม่หยางเจียอิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นก็คือทำให้แม่ของหยางเจียอิ่งเข้าใจผิดไปอีก คำพูดเขาก็ไม่ได้พูดชัดเจน ที่ทำให้แม่หยางเจียอิ่งเข้าใจว่าหยางเจียอิ่งมีความรักในวัยเรียน กลับบ้านมาก็อบรมหยางเจียอิ่งไปหนึ่งรอบ หยางเจียอิ่งที่โมโหมาก จึงได้มาด่าหวังซินที่บ้านตอนดึกดื่นนี้“เมื่อตอนที่ไปมาเมื่อสักครู่นี้พวกเราก็ได้พูดถึงเรื่องโควตาการทำงานนี้ไปแล้ว แม่ของเด็กผู้หญิงคนนั้นก็เหมือนว่าจะไม่ตอบตกลงอะไร คุณว่าเธอจะปฏิเสธไหม?” หวังจวนได้ปรึกษากับหวังเป่าหลง ซึ่งสิ่งนี้ไม่สามารถทำสำเร็จได้โดยฝ่ายเดียว ถ้าจะให้ทางหวังเป่าหลงเข้าไปช่วยเหลือ แต่ทางแม่หยางเจียอิ่งนั้นไม่ตอบตกลง ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นผลดีต่อทางแม่หยางเจียอิ่งนั้น แต่ว่าพวกเขาแม่ลูกก็ดูออกแล้ว ซึ่งนิสัยหยางเจียอิ่งแม่ลูกทั้งสองคนนั้นก็เข้มแข็ง ไม่ใช่คนประเภทที่ยอมรับความช่วยเหลือจากคนอื่นมาง่าย ๆ “เรื่องนี้เร่งไม่ได้ ให้หวังซินค่อย ๆ ไปคุยกับหยางเจียอิ่งก่อน วันนี้พวกเราทั้งสองครอบครัวก็ถือว่าได้รู้จักกันแล้ว หลังจากนี้ถ้าหวังซินจะไปที่นั่นเพื่อพูดเรื่องนี้ ขอแค่ควบคุมท่าทีให้ดี ก็น่าจะได้แล้ว เฮ้อ เด็กคนนั้นก็ใช้ชีวิตมาอย่างลำบากจริง ๆ ผมทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว” แม้ว่าหวังเป่าหลงจะมีนิสัยที่ตรงไปตรงมา แต่ลึก ๆ ในใจแล้วกลับใจดีมากการพาแม่หยางเจียอิ่งเข้ามาในองค์กร ถึงแม้ว่าจะขัดกับหลักเกณฑ์ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร และก็ไม่มีใครพูดอะไรได้วันต่อมา หวังซินได้ตื่นนอน แล้วรอยฝ่ามือบนหน้าก็จางลงไปบ้างแล้ว หวังซินที่เดิมนั้นได้พักการเรียนไปแล้ว แต่วันนี้ก็ได้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งกลับมาที่นั่งของตัวเอง หยางเจียอิ่งก็ไม่มองหวังซินแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มหวังซินคนนี้กลับพูดอยู่ข้าง ๆ ว่า: “หยางเจียอิ่ง มีเรื่องจะคุยกับเธอน่ะ” “เฮ้ ฉันว่าเธอกลั้นหายใจอยู่นะ! เสียงลมหายใจก็ยังไม่ได้ยิน จะเงียบใส่ฉันงั้นเหรอ?” หยางเจียอิ่งยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดใดตอบโต้“เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ เธอพูดหน่อยไม่ได้เหรอ?” “พี่หยางคนสวย เธอมองฉันสักหน่อยเถอะนะ ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ” “……” หวังซินได้พูดอยู่ข้าง ๆ นานพอสมควร แต่หยางเจียอิ่งก็ยังไม่สนใจหวังซิน นี่จึงทำให้หวังซินรู้สึกโมโหมาก“เมื่อวานฉันมีเจตนาดีจริง ๆ นะ ทำไมตอนนี้เธอยังโกรธอยู่เลยล่ะ?” เมื่อได้ยินหวังซินพูดถึงเรื่องเมื่อวาน หยางเจียอิ่งถึงได้หันหัวมามองหวังซินด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์แต่ว่าจากใบหน้าที่เย็นชาของหยางเจียอิ่งแล้ว หวังซินก็มองเห็นความซาบซึ้งเล็กน้อยที่อยู่ลึกลงไปในแววตาของเธอ“แหะแหะ ในที่สุดเธอก็สนใจฉันแล้ว!” เมื่อเห็นหยางเจียอิ่งหันหัวมา หวังซินก็ฉีกยิ้ม แสดงฟันที่ขาวสะอาดแล้วยิ้มให้กับหยางเจียอิ่ง“มีอะไรก็รีบ ๆ พูดมา ไม่ต้องมาทำตัวออดอ้อนเหมือนผู้หญิง” ประโยคนี้ของหยางเจียอิ่งทำให้หวังซินตะลึงจนพูดไม่ออกนึกไม่ถึงว่าหยางเจียอิ่งยังจะผ่อนคลายได้ขนาดนี้ จึงได้รีบพูดไปทันทีว่า: “ทางเรื่องของผู้กำกับหลินนั้น เธอจะไม่พิจารณาดูสักหน่อยจริง ๆ เหรอ?” “เรื่องนี้อีกละ?” หยางเจียอิ่งขมวดคิ้วเธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพ่อแม่ของหวังซินทำงานอะไร ดังนั้นหลังจากที่รู้ว่าหวังซินไปหลอกลวงแม่ของตัวเองในตอนนั้น จึงรู้สึกโมโหมากตอนที่มาบ้านของหวังซิน บริเวณบ้านพักของสถานีเคเบิลเมืองซีจิงนี้ก็ธรรมดามาก ซึ่งดูไม่ออกว่าหวังเป่าหลงและภรรยาได้ทำงานอะไร มีแค่ตอนท้ายที่ได้พาตัวเองไปส่งที่บ้าน หวังเป่าหลงก็เอ่ยถึงเรื่องที่เคยจัดการโควต้าการทำงานให้กับแม่ ถึงได้รู้สถานะของหวังเป่าหลงตอนนี้หวังซินก็ยังจะให้ตัวเองไปถ่ายละครอีก ดูท่าทางแล้วน่าจะใช้ความเกี่ยวข้องของพ่อ ได้ขอร้องผู้กำกับ ถึงจะทำให้ตัวเองผ่านเข้าไปได้เธอไม่อยากให้คนอื่นต้องมาเป็นธุระให้ตัวเองมากมายขนาดนี้ ในโลกนี้น้ำใจคนเป็นสิ่งที่คืนยากที่สุด ได้ยินหวังซินเสนอความเห็นมาอีกครั้ง เธอก็ยังเตรียมที่จะส่ายหัว “อย่าพึ่งส่ายหัว เรื่องนี้หากเธอตอบตกลงแล้ว จะไม่มีผลร้ายใดใดต่อเธอเลย” หวังซินเหมือนกับจะเดาคำตอบของหยางเจียอิ่งออก ประโยคนี้จึงได้หยุดคำพูดที่หยางเจียอิ่งต้องการจะพูด...