หนึ่งพฤกษาหมื่นกระบี่ (一木化万剑 - Yī Mù Huà Wàn Jiàn)

    ตอนที่ 180: สนทนาใต้ฟ้าดาวพร่างพราย และปณิธานมุ่งสู่เบื้องหน้า

    ตอนที่ 180: สนทนาใต้ฟ้าดาวพร่างพราย และปณิธานมุ่งสู่เบื้องหน้า

    หลังจากที่เจี้ยนหลิน (剑林) และศิษย์พี่หญิงเยว่ชิงหลิง (月清灵) ก้าวตาม "ขาวน้อย" (小白) ออกจากทางเดินเร้นลับที่ซ่อนอยู่หลังม่านเถาวัลย์ พวกเขาก็พบว่าตนเองได้ทะลุออกมาสู่บริเวณที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทางเดินนั้นนำพาพวกเขาไต่ระดับขึ้นมาจากส่วนลึกของหุบเขาบุปผาเร้นลับ (隐花幽谷) จนกระทั่งมาปรากฏตัวบนขอบของที่ราบสูงกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งยังคงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตหุบเขาเร้นเมฆา (隐云谷) อันไพศาล ทว่าบรรยากาศ ณ ที่แห่งนี้แตกต่างออกไป ลมพัดแรงกว่าและอากาศก็เบาบางกว่าเบื้องล่างที่พวกเขาจากมามากนัก

    เมื่อมองย้อนกลับไป พวกเขาสามารถเห็นทางลงสู่หุบเขาบุปผาเร้นลับเป็นเพียงช่องทางเล็กๆ ที่ถูกบดบังด้วยเงาผาและพืชพรรณหนาทึบ ส่วนเบื้องหน้าคือทัศนียภาพอันกว้างไกลของที่ราบสูงซึ่งทอดยาวออกไปจรดแนวเขาสูงชันที่ตั้งตระหง่านอยู่ลิบๆ ที่ราบสูงแห่งนี้มีชื่อว่า "ที่ราบสูงเมฆาสถิต" (云栖高原) ตามที่พวกเขาเคยได้ยินจากคำบอกเล่า เป็นที่รู้จักจากทัศนียภาพอันงดงามและท้องฟ้ายามค่ำคืนที่กระจ่างใสเป็นพิเศษ

    เมื่อดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลับขอบฟ้า ความมืดเริ่มโรยตัว หมู่ดาวก็เริ่มทยอยปรากฏกายขึ้นทีละดวงสองดวงบนผืนฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำหมึก ทั้งสองจึงตัดสินใจหาทำเลที่เหมาะสมเพื่อพักแรมในค่ำคืนนี้ เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางที่ต้องเร่งรัดยิ่งขึ้นในวันรุ่งขึ้น เพื่อมุ่งหน้าออกจากอาณาเขตหุบเขาเร้นเมฆาแห่งนี้โดยเร็วที่สุด

    พวกเขาเลือกชะง่อนผาเรียบกว้างที่ยื่นออกมาจากหน้าผาของที่ราบสูงเมฆาสถิตเป็นที่พักพิง จากจุดนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพของหุบเหวเบื้องล่างที่จมอยู่ในเงามืด และหมู่ดาวพร่างพรายบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจนไร้สิ่งบดบัง

    ค่ำคืนบนที่ราบสูงเมฆาสถิตนั้นเงียบสงัดและเยือกเย็นกว่าที่ใดๆ ท้องฟ้าเบื้องบนปราศจากม่านเมฆบดบัง เผยให้เห็นดวงดาวนับล้านดวงที่ส่องแสงระยิบระยับพร่างพรายราวกับอัญมณีที่ถูกโปรยปรายไว้บนผืนผ้ากำมะหยี่สีนิล แสงจันทร์นวลกระจ่างสาดส่องอาบไล้สรรพสิ่งจนกลายเป็นสีเงินยวงงดงาม สร้างบรรยากาศที่ทั้งสงบ ลึกลับ และโอฬารอย่างหาที่เปรียบมิได้

    เจี้ยนหลินนั่งลงอย่างเงียบๆ มองดู "ขาวน้อย" ที่บัดนี้ขดตัวหลับอย่างสบายอารมณ์อยู่บนตักของเขาหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน เขาใช้หลังมือลูบขนนุ่มๆ ของมันเบาๆ เยว่ชิงหลิงนั่งอยู่ข้างๆ ไม่ไกลกันนัก นางกำลังเพ่งพิจารณา "ไข่แห่งวายุบรรพกาล" (太古风暴之卵) ในมืออย่างใส่ใจ ไอพลังงานธาตุลมที่แผ่ออกมาจากไข่ยังคงบริสุทธิ์และเข้มข้น มันสั่นไหวเล็กน้อยเป็นจังหวะ ราวกับกำลังซึมซับพลังงานจากแสงดาวและแสงจันทร์บนฟากฟ้าที่สาดส่องลงมาอย่างไม่ขาดสาย

    "ดวงดาวที่นี่...งดงามเหลือเกิน" เยว่ชิงหลิงกล่าวขึ้นเบาๆ เป็นคนแรก ทำลายความเงียบสงบที่โรยตัวอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของนางทอประกายระยับยามจับจ้องไปยังหมู่ดาวบนท้องฟ้า "ข้าไม่เคยเห็นดาวมากมายและชัดเจนเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต"

    เจี้ยนหลินพยักหน้ารับ เขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ความกว้างใหญ่ไพศาลของจักรวาลเบื้องบน ทำให้เขารู้สึกถึงความเล็กน้อยของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็จุดประกายความปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างเงียบงัน เพื่อที่จะสามารถหยัดยืนอยู่ภายใต้ท้องฟ้าแห่งนี้ได้อย่างมั่นคง และปกป้องสิ่งที่สำคัญสำหรับเขาได้

    "ที่นี่สูงและอากาศบริสุทธิ์มากขอรับศิษย์พี่หญิง" เขาตอบ "การผจญภัยในหุบเขาเร้นเมฆา แม้จะเต็มไปด้วยอันตราย แต่ก็ทำให้พวกเราได้พบเห็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเช่นกัน ทั้งสุสานกระบี่ไร้นาม ทั้งไข่ใบนี้ และ...ผลึกหยาดน้ำค้างทิพย์ในหุบเหวบุปผาเร้นลับ ทุกสิ่งล้วนเหนือความคาดหมาย"

    เยว่ชิงหลิงถอนหายใจเบาๆ "นั่นสินะ..." นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวล "ข้ายังคงเป็นห่วงสหายร่วมสำนักที่พลัดหลงไปในตอนนั้น ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นเช่นไรบ้าง ชะตากรรมของพวกเขาเป็นสิ่งที่ข้ามิอาจปล่อยวางได้เลย"

    เจี้ยนหลินนิ่งเงียบไป เขาเข้าใจความรู้สึกของนางดี "เมื่อพวกเรากลับถึงสำนักกระบี่เมฆาพิสุทธิ์ (云清剑宗) ได้แล้ว คงต้องรีบรายงานเรื่องนี้ให้ผู้อาวุโสทราบโดยเร็วที่สุด บางทีอาจจะมีการจัดตั้งทีมค้นหาและช่วยเหลือพวกเขาก็เป็นได้"

    "ข้าก็หวังเช่นนั้น" เยว่ชิงหลิงกล่าว ดวงตาของนางมองไปยังความมืดมิดเบื้องล่างอย่างมีความหมาย "การเดินทางกลับสำนักฯ ของเราคงต้องเร่งรัดขึ้นแล้วจริงๆ ข้าไม่อาจปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนานกว่านี้ได้อีกต่อไป ยิ่งมีไข่ใบนี้อยู่กับตัว ข้ายิ่งต้องระมัดระวังศัตรูที่อาจจะตามรอยพวกเรามา โดยเฉพาะคนจากสำนักอัคคีเมฆาโลหิต (血云火宗) พวกมันคงไม่ยอมรามือโดยง่ายเป็นแน่"

    เจี้ยนหลินเห็นด้วยอย่างยิ่ง "ขอรับศิษย์พี่หญิง พรุ่งนี้เช้า เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณมาถึง เราจะเร่งเดินทางตามทิศทางที่เจ้าขาวน้อยยังคงนำทางพวกเรามา บางทีมันอาจจะนำพาพวกเราไปสู่เส้นทางที่ปลอดภัยเพื่อออกจากหุบเขาแห่งนี้ได้ในที่สุด" เขาสัมผัสได้ถึง "พลังงานลึกลับ" ภายในกายที่ยังคงสั่นสะเทือนและตอบสนองต่อประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มันเป็นความรู้สึกที่บอกเขาว่าเส้นทางสู่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงนั้นยังอีกยาวไกลนัก แต่เขาก็พร้อมที่จะก้าวเดินไปบนเส้นทางนั้นอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะต้อง "เก็บงำประกาย" ความสามารถที่แท้จริงของตนเองไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมก็ตาม

    "เจี้ยนหลิน" เยว่ชิงหลิงหันมามองเขา แสงจันทร์อาบไล้ใบหน้าของนางจนเห็นเค้าโครงที่งดงามและแววตาที่ซับซ้อนซึ่งเจือด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง "ขอบคุณเจ้ามากสำหรับทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ผ่านมา...หากไม่มีเจ้า ข้าคง..."

    "ศิษย์พี่หญิงอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลยขอรับ" เจี้ยนหลินกล่าวขัดขึ้นอย่างสุภาพ ทว่าน้ำเสียงแฝงความจริงใจ "พวกเราต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามคับขัน หากไม่มีศิษย์พี่หญิงนำทางและคอยช่วยเหลือ ข้าเองก็คงมิอาจรอดพ้นจากอันตรายต่างๆ ในหุบเขาแห่งนี้มาได้เช่นกัน"

    เยว่ชิงหลิงแย้มยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งและงดงามจับใจยิ่งนักภายใต้แสงจันทร์ "เช่นนั้น...พวกเราก็ถือว่าเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันแล้วสินะ"

    เจี้ยนหลินรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจอย่างประหลาด เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบอย่างหนักแน่น "ขอรับ...สหายร่วมเป็นร่วมตาย"

    ‘สหายร่วมเป็นร่วมตาย...’ เจี้ยนหลินทวนคำนั้นในใจเงียบๆ ขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปยังดวงดาวพร่างพรายเบื้องบน ทว่าบัดนี้ ดวงดาวเหล่านั้นกลับดูเหมือนจะส่องประกายงดงามและมีความหมายยิ่งกว่าเดิมเป็นร้อยเท่าพันทวี หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันเป็นความยินดีปรีดาที่เอ่อล้นจนแทบจะเก็บงำไว้ไม่อยู่ ความรู้สึกที่ได้ใกล้ชิดกับนาง...ศิษย์พี่หญิงเยว่ชิงหลิง...ผู้ที่เขาเฝ้ามองและชื่นชมในความสง่างามและความแข็งแกร่งของนางมาเนิ่นนานนับตั้งแต่ยังเป็นเพียงศิษย์นอกที่ไม่มีใครเหลียวแล นางคือแสงสว่างอันไกลโพ้นที่เขาไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เข้ามาสัมผัสใกล้เพียงนี้ คำว่า "สหายร่วมเป็นร่วมตาย" จากริมฝีปากของนางนั้น ช่างหอมหวานและล้ำค่ายิ่งกว่าโอสถทิพย์ใดๆ ในโลก มันเป็นดั่งหยาดน้ำค้างที่ชโลมลงบนจิตใจที่เคยแห้งแล้งของเขา ให้กลับมามีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยความหวังอีกครั้ง ค่ำคืนนี้ แม้จะเหน็บหนาวเพียงใด แต่หัวใจของเขากลับอบอุ่นราวกับมีดวงตะวันดวงเล็กๆ ส่องสว่างอยู่ภายใน เขาปรารถนาเหลือเกินที่จะหยุดเวลาไว้ ณ ขณะนี้...ขณะที่ได้นั่งอยู่เคียงข้างนาง ใต้ฟ้าดาวพร่างพรายเช่นนี้ไปตราบนานเท่านาน’

    ทั้งสองต่างเงียบไปอีกครั้ง ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับหมู่ดาวบนท้องฟ้าเบื้องบน ความเหนื่อยล้าจากการผจญภัยและความกังวลถึงอนาคตยังคงอยู่ แต่ในค่ำคืนนี้ ท่ามกลางความสงบและยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ พวกเขากลับรู้สึกถึงความหวังและสายใยบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นระหว่างกันอย่างเงียบงัน และเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

    แสงดาวพร่างพรายยังคงส่องสว่างนำทาง ราวกับจะอวยพรให้การเดินทางครั้งใหม่ของพวกเขาราบรื่นและปลอดภัย เจี้ยนหลินมองไปยังเส้นทางที่ทอดหายไปในความมืดเบื้องหน้าด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและแน่วแน่ ‘สำนักกระบี่เมฆาพิสุทธิ์...ข้ากำลังจะกลับไป!’ ปณิธานที่จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าใครยังคงลุกโชนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ การผจญภัยในหุบเขาเร้นเมฆาได้มอบบทเรียนและพลังอันล้ำค่าให้แก่เขา และบัดนี้ ก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องนำพาสิ่งเหล่านั้นกลับไป "หยั่งราก" และ "เติบโต" ในสถานที่ที่เขาจากมาอย่างรวดเร็วที่สุด

    รุ่งอรุณของวันใหม่ใกล้จะมาถึงแล้ว การเดินทางครั้งสำคัญเพื่อออกจากหุบเขาแห่งนี้ กำลังจะเริ่มต้นในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า

    (จบตอนที่ 180)

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งพฤกษาหมื่นกระบี่ (一木化万剑 - Yī Mù Huà Wàn Jiàn) ที่คุณอ่าน