เออร์วินมองซ้ายขวาแต่สุดท้ายเขาเลือกจะสรุปว่ามันเป็นแค่ความคิดไปเอง
“ช่างเถอะครับมาทานอาหารต่อดีกว่า”
คาทาริน่าที่ตอนนี้เธอไม่ยอมทานอาหารง่ายๆเพราะว่านี่เป็นโอกาสดีที่เธอจะได้พูดกับเขาเนื่องจากไม่มีผ้าปิดปาก
“เธอหมายความว่าทุกครั้งที่เจอทางแยกเธอจะอาศัยเคาะส้อมเสียงเพื่อให้เสียงวิ่งไปกระทบกับวัตถุ ซึ่งตอนนั้นเธอก็จะเงี่ยหูฟังไปด้วยแล้วดูว่าควรจะไปทางไหนสินะ”
“ใช่ครับ”
คราวนี้คาทาริน่าถามเรื่องที่เราสงสัยทุกครั้งที่เขาทำเวลาที่เจอทางแยก ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่าเออร์วินจะหยิบแท่งเหล็กที่เขาเรียกว่าส้อมเสียงออกมาเคาะแล้วก็หลับตาเงี่ยหูฟังเพื่อรอดูว่าเสียงจากส้อมเสียงพุ่งไปกระทบทำให้สามารถประเมินได้ว่าทางข้างหน้าเป็นยังไงโดยที่ยังไม่ต้องเดินไป คาทาริน่าที่ได้ฟังคำอธิบายก็ได้แต่ทำหน้างง เพราะนี่เป็นเรื่องที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน
“เสียง? ทำแบบนี้ได้ด้วย” คาทาริน่าถามขึ้นด้วยความรู้สึกไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่
“ทำได้สิครับแต่ส่วนหนึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับการฝึกฝนด้วย”
คาทาริน่ามองหน้าเขาเธอรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องเหลือเชื่ออีกอย่างที่เธอได้ยินจากเขา มันไม่ใช่ทั้งเวทมนต์หรืออาร์ติแฟกต์ ตอนแรกที่เธอเห็นเขาเคาะส้อมเสียงเธอก็สงสัยอยู่แล้วเชียว ตอนแรกเธอคิดว่ามันเป็นอาร์ติแฟกต์หรืออุปกรณ์เวทย์มนต์ที่มีส่วนช่วยในการเดินทาง แต่เพราะเธอไม่สามารถรับรู้ได้ถึงการไหลเวียนของมานาจากส้อมเสียงนั้นเธอจึงคิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลอื่น แต่เมื่อได้ฟังคำอธิบายเธอกลับยิ่งรู้สึกไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ คาทาริน่าจึงถามเขาไปว่า
“เสียงมันสามารถกระทบกับวัตถุและสะท้อนกลับมาได้หรอ”
“ได้สิครับผมว่าคุณน่าจะเคยเล่นนะครับเวลาอยู่บนหน้าผาหรือหุบเหว พอลองตะโกนอะไรสักอย่างแล้วจะได้ยินเสียงตัวเองสะท้อนกลับมานั่นก็เป็นหลักการเดียวกันแหละครับ”
คาทารู้สึกคล้ายเข้าใจแต่ก็คล้ายไม่เข้าใจ
“ถ้าเป็นแบบนั้นทำไมเธอต้องเคาะเจ้าส้อมเสียงนั่นด้วยล่ะ ใช้การตะโกนเอาก็ได้นี่”
“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอครับเพราะเสียงตะโกนของคนมันมีหลายคลื่นความถี่มันเลยไม่แม่นยำเท่ากับเสียงจากส้อมเสียงที่มีคลื่นความถี่เดียว”
“คลื่นความถี่”
“อันดับแรกผมต้องถามคุณก่อนว่าเสียงคืออะไรทำงานยังไงแล้วพวกคุณได้ยินกันได้ยังไง”
คาทาริน่าที่ได้ยินคำถามก็ถึงกับต้องใบ้กินทันที เธอไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ เด็กคนนี้ถึงถามแบบนี้ แน่นอนว่าเธอย่อมรู้จักเสียงเพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่เธอก็ไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถอธิบายได้
เออร์วินที่เห็นสีหน้าของเธอก็อธิบายว่า
“เลยคุณต้องเข้าใจก่อนครับว่าเสียงคือการสั่น”
“การสั่น?”
“ใช่ครับเสียงคือการสั่นและเวลามันมันเดินทางมันไม่ได้เดินทางจะจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งโดยตรงแต่มันเดินทางเดินส่งต่อการสั่นครับ และแน่นอนว่ามันเป็นการสั่นมันจะต้องมีตัวกลาง ซึ่งตัวกลางที่ว่านี้ก็คืออากาศครับ”
คาทาริน่าทำหน้าเหมือนเข้าใจเหมือนไม่เข้าใจเพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน เออร์วินก็อธิบายต่อว่าและ
“แน่นอนว่าเมื่อเป็นการสั่นมันจึงมีสถานะเป็นคลื่นและพอมันเป็นคลื่นมันจึงมีหลายระดับ”
คาทาริน่าที่คิดว่าเธอเริ่มเข้าใจนิสัยแปลกๆ ที่ชอบพูดคำศัพท์แปลกๆ ของเด็กคนนี้มาบ้างแล้วแต่หมาเหล่านี้เธอถึงกับแทบจะตามเขาไม่ทัน
“เธอบอกว่าเสียงไม่ได้เดินทางด้วยตัวมันเองแต่มันทางโดยส่งต่อการสั่นใช่ไหม”
“ใช่ครับ” เออร์วินพยักหน้า
“แล้วเธอรู้ได้ไงว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงโดยเฉพาะไอ้เรื่องการสั่นนั่นน่ะ”
“คุณน่าจะเคยเห็นเครื่องดนตรีประเภทสายนะครับ คุณเคยสังเกตไหมครับเมื่อสายสั่นมันจะเกิดเสียงแต่เมื่อคุณจับสายให้มันหยุดนิ่งเสียงจะหายไป หรือเปลวไฟบนเทียนก็ได้ครับเพราะเมื่อคุณจุดไฟมันเทียนแล้วตะโกนใส่มันควรจะสังเกตได้ว่าเปลวเทียนมันสั่นครับ นี่ก็เป็นหลักฐานการบ่งบอกว่าเสียงคือการสั่นรูปแบบหนึ่ง”
คาทาริน่านึกภาพตามก่อนจะถามว่า
“เธอบอกว่าเสียงตะโกนของคนมันมีหลายคลื่นความถี่ ผิดจากเสียงของส้อมเสียงที่มีคลื่นความถี่เดียว ดังนั้นเธอจึงใช้สัอมเสียงนั่นเพราะมันชัดเจนกว่าใช่ไหม”
เออร์วินพยักหน้า
“แล้วทำไมเธอต้องหลับตาขณะฟังเสียงด้วยล่ะเธอใช้แค่หูไม่ใช่หรอ”
“เพราะการหลับตาขณะฟังเสียงมันจะทำให้ประสาทสัมผัสทั้งหมดเพ่งไปที่การฟังอย่างเดียวและจะไม่ถูกประสาทสัมผัสอันอื่นบิดเบือนครับ”
คาทาริน่าทำหน้างงอีกครั้งเรื่องประสาทสัมผัสอะไรนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เธอไม่เคยได้ยินเหมือนกัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะในโลกใบนี้ที่ให้ความสำคัญกับเวทย์มนต์ ต่อให้ฝึกฝนเรื่องเหล่านี้ไว้มากมายแค่ไหนเมื่อเจอกับเวทย์มนต์ที่ทรงพลังล้วนแต่ไร้ความหมาย เธอเคยคิดแบบนี้จนกระทั่งมาเจอเจ้าเด็กตัวแสบตรงหน้าเธอนี้ หาที่เธอกำลังคิดเช่นนี้เด็กตัวแสบก็ยังพูดอีกว่า
“แล้วเพราะคุณพึ่งพาแต่การมองเห็นอย่างเดียวนั่นแหละครับก็เป็นปัจจัยอีกอย่างนึงที่ทำให้ผมอยู่ไล่ต้อนคุณได้”
คาทาริน่าที่ได้ฟังดังนั้นก็รีบเถียงกลับทันที
“ไม่ถึงขนาดไล่ต้อนซะหน่อยและอีกอย่างก็เป็นเพราะตระกูลของแม่เธอต่างหาก ถ้าไม่ใช่ว่าฉันเห็นตรากุหลาบสีทองในมือเธอล่ะก็ เธอไม่วันยืนคุยอยู่แบบนี้หรอก”
เออร์วินที่เห็นท่าทางของคาทาริน่าก็ยิ่งรู้สึกสงสัยถึงความเป็นมาของตระกูลแม่เขา แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะถามเธอออนในเมื่อมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแม่เขาดังนั้นก็ขอทราบจากปากของแม่เขาเองดีกว่า
“คุณหวาดกลัวตระกูลของแม่ผมขนาดนั้นเลย”
“ไม่ได้หวาดกลัวหรอกแค่ว่าถ้าจัดการไม่ดีมันจะมีปัญหายุ่งยากตามมา”
“แล้วตกลงไอ้ของชิ้นนั้นที่คุณตามหามันคืออะไรกันแน่ครับทำไมมันถึงมีความสำคัญขนาดนั้น”
คาทาริน่ายิ้มหวานให้เออร์วินก่อนจะพูดว่า
“แก้มาให้ฉันสิแล้วฉันจะบอกทุกอย่างเลย”
เออร์วินมองหน้าเธอก่อนจะตอบว่า
“ผมว่าปล่อยมันนอนอยู่ก้นถุงมิติเทียมไปแบบนั้นก็ไม่เสียหายอะไรหรอกนะครับ เพราะถึงยังไงผมก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับผมอยู่แล้ว” ก่อนจะยื่นส้อมที่จิ้มสเต็กหมูมาที่ปากของคาทาริน่า “รีบกินนะครับผมอุตส่าห์ทำสุดฝีมือเลยนะครับ”
คาทาริน่านิ่งค้างไปทันทีเมื่อได้ยินคำตอบของเด็กชาย
“นี่เธอไม่อยากรู้หรอว่าของชิ้นนั้นคืออะไรกันแน่”
“ไอ้อยากรู้มันก็อยากรู้แหละครับแต่พอดีผมกลัวตายมากกว่า”
“กลัวตาย?” คาทาริน่าทวนคำก่อนจะนึกออกว่าเขาหมายถึงในกรณีที่ถ้าแก้มัดเธอจนเธอเป็นอิสระ พูดถึงตอนนั้นเธออาจจะสังหารเขาได้ คาทาริน่าเจ้ามองเด็กชายตรงหน้าที่ยอมรับว่าตัวเองกลัวตายได้อย่างหน้าตาเฉย “ดูจากสิ่งที่เธอได้ทำนี่ไม่น่าใช้คำว่ากลัวตายได้เลยนะ”
เออร์วินพูดพร้อมกับรอยยิ้มว่า
“พูดอะไรออกมาน่ะครับคุณคาทาริน่าเด็กผู้ชายตัวน้อยๆ ทั้งยังมีพลังเวทย์อ่อนด้อยไม่มีพิษมีภัยอย่างผมก็ต้องกลัวตายเป็นธรรมดาสิครับ”
คาริน่าเกือบจะเผลอกัดลิ้นเมื่อตอนที่ได้ยินคำว่าเด็กผู้ชายตัวน้อยๆ ไม่มีพิษมีภัย เธอถลึงตามองเขาพร้อมกับคิดในใจว่า ‘ถ้าอย่างเธอเรียกว่าไม่มีพิษมีภัยในโลกนี้ก็ไม่มีใครเหมาะสมกับคำว่าปีศาจน้อยแล้ว’ แต่ปากกลับพูดออกไปว่า
“เด็กขี้ขลาดตาขาวเป็นลูกผู้ชายซะเปล่า” เธอพูดออกไปด้วยหวังว่าเขาจะมีปฏิกิริยากับคำเหล่านี้ทว่า ปฏิกิริยาการตอบสนองของเออร์วินมีแค่ยิ้มเล็กน้อยเหมือนปกติ
“ใช่ครับผมมันขี้ขาดตาขาวไม่ได้เรื่องได้ราว”
คาทาริน่าไม่ยอมแพ้พูดว่า
“ยอมรับได้อย่างหน้าไม่อายเลยนะนี่เธอยังเป็นผู้ชายอยู่ไหมนี่”
แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ
“ก็ต้องยังเป็นผู้ชายอยู่สิครับจะดูไหมล่ะครับเดี๋ยวถอดกางเกงให้ดู”
“ไม่ต้อง! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“เอ๊ะ?”
“ยังจะมาเอ๊ะอีกนี่เธอเป็นเจ้าชายนะไม่รู้จักทำตัวให้เป็นสุภาพบุรุษต่อหน้าสตรีหรือไง”
คนทาริน่าบ่นออกมายังเหลืออด ไม่รู้ทำไมยิ่งเธอรู้สึกต่อปากต่อคำกับเจ้าเด็กตรงหน้านี้เท่าไหร่ เธอก็ยังรู้สึกเหมือนถูกปั่นหัวยังไงไม่รู้ แต่ทั้งคำพูดและกิริยาที่เธอแสดงออกมานี้กลับเป็นสิ่งที่เธอแทบจะไม่เคยเผยให้ใครได้เห็นมาก่อน ถ้าใครได้ไปเห็นก็คงไม่เชื่อว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่มักสง่างามอยู่เสมออย่างเธอในเวลานี้กับแทบไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงที่รับมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งไม่ได้
เออร์วินที่ตอนนี้ยังยื่นส้อมที่มีชิ้นส่วนสเต็กเสียบไว้ให้เธอ
“ทานสิครับเดี๋ยวมันจะเย็นชืดไปมากกว่านี้”
คาทาริน่าถลึงตาใส่ก่อนจะอ้าปากจัดชิ้นส่วนสเต็กนั้น ทันทีที่เธอรับรู้ถึงรสชาติของสเต็กดวงตาทั้งสองของเธอก็เบิกโพลงด้วยความไม่น่าเชื่อ เธอเคี้ยวอยู่สักพักก่อนจะกลืนลงคอแล้วถามว่า
“นี่เธอทำเองเลยหรอ”
เออร์วินยิ้ม
“อร่อยไหมล่ะครับนี่ผมก็ทำสุดฝีมือเลยนะครับ”
คาทาริน่าพยักหน้าก่อนจะตอบว่า
“อร่อยมากเลยล่ะดูถ้าเธอจะชอบทำอาหารมากเลยสินะ”
“ครับ เพราะอาหารมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ครับการที่ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องร้ายๆ มากมายขนาดไหน แต่บางครั้งแค่อาหารอร่อยๆ เพียงแค่มื้อเดียวมันก็ทำให้โลกดูสดใสขึ้นมาได้ทันที” เออร์วินพูดออกมากรุงเทพใบหน้าของเขานั้นคล้ายกับอะไรไม่ถึงอะไรบางอย่างในอดีต
คาทาริน่าที่ได้เห็นใบหน้าของเขาในตอนนี้บางส่วนในใจเธอรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของเขา ในวินาทีนั้นเธอรู้สึกว่าเด็กตรงหน้าเธอนี้มีอะไรมากกว่าที่เธอเห็น และเธอยังรู้สึกว่าในวินาทีนี้เขาไม่เหมือนกับเด็ก 10 ขวบ แต่เหมือนกับคนที่ผ่านและรู้เห็นโลกมามาก
ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอยู่อย่างนั้นเออร์วินก็รีบปั้นสีหน้ากลับพร้อมรอยยิ้มเช่นทุกที
“คุณเองก็รู้สึกเหมือนกันใช่ไหมครับคุณคาทาริน่า”
คาทาริน่าจ้องมองเขาก่อนจะยิ้มเล็กน้อยและพยักหน้าให้เขา ไม่แน่ใจเธอจะอยากรู้ว่าเด็ก 10 ขวบอย่างเขาผ่านอะไรมาบ้าง แต่เธอกลับรู้สึกว่าในเวลานี้การเงียบแล้วไม่พูดอะไรคือตัวเลือกที่ดีที่สุด
หลังจากนั้นเออร์วินก็ป้อนอาหารให้คาทาริน่าจนเสร็จแล้วจึงเอาผ้าปิดปากคาทาริน่า ก่อนจะเริ่มลงมือทานอาหารของตัวเองต่อ คาทาริน่าที่ตอนนี้ถูกมัดและถูกปิดปากอีกครั้งกำลังนั่งพิงผนัง สายตาของเธอจ้องมองไปยังร่างเตี้ยเล็กนี่กำลังทานอาหารของตัวเองอยู่ เธอมองเขาอยู่แบบนั้นโดยที่ไม่รู้สึกเบื่อก่อนจะเริ่มหลับตาแล้วพยายามสัมผัสถึงกระดาษแผ่นนั้นที่เธอซ่อนไว้ ซึ่งความรู้สึกนั้นมันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ค่ำวันนั้นภายในห้องนอนของพระราชาอัลเฟรด บนเตียงสี่เสาขนาดใหญ่ ได้มีสองร่างในสภาพเปลือยเปล่าอยู่บนเตียง ราชินีเอลิเซียกับลาน่าทั้งสองหันหน้าเข้าหากันและแลกลิ้นกันอย่างดูดดื่ม แม้ว่าอากาศตอนนี้จะไม่ร้อนมากนักแต่ร่างกายของพวกเธอทั้งสองกลับชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเป็นมันวาวราวกับชโลมน้ำมัน
ทั้งสองจูบปากแลกลิ้นกันก่อนจะผละจากกันแล้วมองตากัน สิ่งที่เห็นในแววตาบ่งบอกถึงความรู้สึกรักใคร่และความเสน่หาที่มีให้กัน ก่อนจะเป็นลาน่าที่ลงมือจู่โจมปทุมถันคู่งามของราชินี เธอทั้งบีบเค้นจนมันบิดเบี้ยวผิดรูปเมื่อปล่อยมือมันก็กลับสู่รูปทรงเดิมบ่งบอกถึงความเต่งตึงสู้มือ
ส่วนปากของลาน่าก็ทั้งดูดและขบกัดปลายถัน จนทำเอาราชินีเอลิเซียต้องทำหน้าเคลิ้มปนบิดเบี้ยวด้วยความกระสันที่คนรักของเธอมอบให้ ส่วนร่างกายนั้นก็แอนสู้คล้ายต้องการเสนอปทุมถันคู่งามให้อีกฝ่ายจัดการให้เต็มที่ ส่วนดอกไม้ของเธอนั้นตอนนี้ก็ชุ่มไปด้วยน้ำหวานจากอารมณ์ที่เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ลาน่าละริมฝีปากจากปทุมถันคู่งามนั้นก่อนจะทำการผลักราชินีเอลิเซียให้เอนตัวลงบนเตียง แล้วจับขาของราชินีให้อ้ากว้างเผยให้เห็นดอกไม้คู่งาม ทันทีที่ได้เห็นมันลาน่าก็รู้สึกลำคอแห้งผาก ในใจเธอปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพูดที่นี่และทารุณมันเพื่อจะได้เห็นท่าทีร้อนร่านและเสียงกรีดร้องด้วยความน่าเวทนาของคนรักของเธอ ลาน่าไม่รอช้าก้มหน้าลงไปเพื่อจู่โจมดอกไม้ของคนรักริมฝีปากของเธอทำการบดเบียดเสียดดอกไม้อันงดงามนั้นลิ้นของเธอตวัดไปมา ราชินีเอลิเซียถึงกลับต้องแต่งกายรับพร้อมกับร้องครวญคราง แรงอารมณ์ที่โหมกระพือทำให้ร่างกายของราชินีเอลิเซียสั่นสะท้าน มือเรียวบางจิกลงบนหมอนจนยับย่นเมื่อปลายลิ้นของลาน่ารุกรานจุดอ่อนไหวอย่างหนักหน่วง เสียงครางสั่นพร่าดังระงมไปทั่วห้องบรรทม ลาน่าเงยหน้าขึ้นมองสบตาที่ปรือปรอยของราชินี มุมปากของเธอหยักลึกเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความกระหายในการครอบครอง เธอไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา แต่แววตาและการกระทำนั้นประกาศกร้าวว่าคืนนี้เธอคือผู้ควบคุม
ลาน่าขยับกายขึ้นมาทาบทับร่างที่บิดเร้าของเอลิเซีย ก่อนจะคว้าเรียวขาข้างหนึ่งของราชินีให้ยกขึ้นพาดบ่า ท่าทางที่เปิดเปลือยและล่อแหลมนี้ทำให้เอลิเซียหายใจติดขัด ผิวเนื้อที่ชุ่มเหงื่อของทั้งคู่เสียดสีกันจนเกิดเสียงเฉอะแฉะ ลาน่าขยับสะโพกเข้าหา ดันใจกลางความสาวที่ฉ่ำเยิ้มของตนเองเข้าบดเบียดกับดอกไม้งามของราชินีโดยไร้สิ่งกีดกั้น
"อ๊ะ... ลาน่า..." เอลิเซียหลุดเสียงเรียกชื่อคนรักออกมาอย่างแผ่วเบา เมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวที่รุกคืบเข้ามา
ลาน่าเริ่มขยับโยกสะโพกอย่างเป็นจังหวะ เน้นย้ำให้จุดกึ่งกลางของเธอและเอลิเซียเสียดทานกันอย่างรุนแรง เม็ดทับทิมสีหวานของทั้งสองบดเบียดสลับกันไปมา ความเสียวซ่านแล่นริ้วจู่โจมโสตประสาทจนราชินีผู้สูงศักดิ์ต้องแอ่นกายรับแรงอารมณ์นั้น ลาน่ากดน้ำหนักลงไปเพิ่มขึ้น ใช้ความเปียกชื้นเป็นตัวหล่อลื่นในการบดขยี้จุดยุทธศาสตร์ของกันและกัน
ทุกครั้งที่ลาน่าโยกกายเบียดเสียด ความซาบซ่านก็ยิ่งทวีคูณ เธอโน้มตัวลงไปงับติ่งหูของเอลิเซียเบาๆ ขณะที่ช่วงล่างยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องและดุดัน เอลิเซียพยายามจะส่งเสียงประท้วงแต่กลับกลายเป็นเสียงครางที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ร่างกายของเธอสั่นกระตุกตามแรงบดเบียดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งความเสียวซ่านไต่ระดับขึ้นไปถึงจุดสูงสุด
ลาน่าเร่งจังหวะสะโพกครั้งสุดท้าย บดเน้นเม็ดทับทิมเข้าหากันอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง จนในที่สุดราชินีเอลิเซียก็เกร็งกระตุกไปทั้งร่าง เสียงครางยาวเหยียดดังก้องพร้อมกับหยาดยาดน้ำหวานที่รินไหลออกมามากกว่าเดิม ลาน่าซบหน้าลงกับซอกคอของคนรัก สัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวแรงของกันและกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเสน่หา
หลังพายุโหมกระหนํ่าสตรีทั้งสองนอนกอดกันบนเตียงโดยที่ราชินีเอลิเซียซบกับไหล่ของลาน่า ส่วนลาน่านั้นก็ลูบศีรษะของราชินีเอลิเซียด้วยความรักใคร่
“ลาน่าเรามีความสุขมากเลยรักลาน่าที่สุด”
“หม่อมฉันเองก็รักองค์ราชินีมากเพคะ”
ราชินีเอลิเซียเงยหน้ามองลาน่าหน้าด้วยดวงตาที่กลมโตของเธอพร้อมกับพูดด้วยท่าทีที่แง่งอนว่า
“องค์ราชินีอะไรกันตอนนี้เราทั้งคู่เป็นคนรักกันนะ”
ลาน่ายิ้มเล็กน้อยก่อนจะใช้ปลายนิ้วแตะปลายคางของราชินีเอลิเซียและพูดกับเธอว่า
“นั่นสินะเพคะเพราะว่าตอนนี้เราทั้งคู่ต่างก็เป็นของกันและกัน ใช่ไหมเอลิเซียน้อยของฉัน”
ลาน่าพูดพูดจบราชินีเอลิเซียก็ประกบริทฝีปากของเธอเข้ากับริมฝีปากของลาน่าแล้วจูบกันอย่างดูดดื่มอยู่อย่างนั้น เมื่อราชินีละริมฝีปากอิกมาก็มองลาน่าด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเปลี่ยนไปด้วยความเสน่หา
“รักลาน่าที่สุดเลย”
“ฉันก็รักเธอเช่นกันเอลิเซีย” จากนั้นผู้หญิงทั้งสองก็มองหน้ากันในแววตาของทั้งสองเผยให้เห็นถึงความรักออกมาอย่างหมดใจ แต่ลาน่ากลับพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่า
“แต่ว่าเจ้าชายจะไม่เป็นไรหรอเพคะที่ปล่อยให้เขาอยู่กับผู้หญิงคนนั้น”
ราชินีเอลิเซียรู้สึกไม่พอใจที่ลาน่ายังใช้คำแบบพิธีการกับเธอในเวลาเช่นนี้ แต่เธอก็เข้าใจเพราะอีกฝ่ายนั้นเป็นห่วงลูกชายของเธอจริงๆ เธอจึงตอบไปว่า
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลไปหรอกดีซะอีกที่จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นตกบ่วงเออร์วิน”