ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 134 ความจริง (2)

            “มณฑลหลงซู่ถ้าจากภาพรวมของประเทศหวาซย่าถือว่าไม่ใช่พื้นที่ที่น่าจับตามองไม่ว่าจากมุมโลกของผู้ฝึกตนหรือมนุษย์ธรรมดา” จ้าวอู๋เย่กัดฟันพูด “ส่วนตระกูลจ้าวแห่งมณฑลหลงซู่ของพวกเราไม่ใช่ตระกูลใหญ่อะไรนักแต่ว่าพวกเราตระกูลจ้าวมีความสามารถพิเศษที่ตระกูลอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้...” 

            เขาหยุดชะงักถอนหายใจเฮือกใหญ่ สวีหยางอี้เอ่อยิ้ม วินาทีต่อมาแสงพลังปราณก็แทงทะลุแขนจ้าวอู๋เย่ทัน

            “นี่นาย!” จ้าวอู๋เย่รู้สึกวูบวาบระคนความเจ็บปวด คนๆ นี้ช่างวิปริต...หยุดพูดถอนหายใจไปแค่นี้ ถ้าเป็นคนปกติก็คงถามต่อว่า “ความสามารถพิเศษอะไร”แต่คนนี้กลับไม่เป็นไปตามครรลอง

            การกระทำของอีกฝ่ายตรงไปตรงมาจนเข้าขั้นดิบเถื่อน คนๆ นี้เบื่อหน่ายที่จะเอ่ยปากพูด

            สำหรับสวีหยางอี้ คงคิดว่าถ้าไม่พูดก็ไปตายซะ!

            “ตระกูลจ้าว...เป็นหนึ่งในสิบมหาตระกูลชั้นสูงที่เชี่ยวชาญศาสตร์ฮวงจุ้ยหามังกรชี้จุด[1]” จ้าวอู๋เย่บีบห้ามเลือดที่บาดแผลของตัวเองแน่น เม้มปากแน่นก่อนปริปากเอ่ย“บรรพบุรุษต้นตระกูลของพวกเราเป็นคนจากเมืองเจี้ยวคงสมัยโบราณพวกเรามีมุมมองและการวิเคราะห์เชิงลึกอันเป็นเอกลักษณ์ต่อโบราณวัตถุและมรดกตกทอดทางวัฒนธรรม...คุณเการู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้สามวัน...มีเหตุการณ์ใหญ่สะเทือนโลกเกิดขึ้นที่มณฑลหลงซู่?”

            “คุณน่าจะไม่รู้...” สวีหยางอี้ไม่มีความคิดจะตอบคำถามเขาจ้าวอู๋เย่จึงกัดฟันพูดขึ้นต่อ“เพราะว่าเรื่องนี้ถูกท่านอาวุโสระดับสูงอย่างผู้อำนวยการอวี๋ฟางถงจาก CSIB และผู้อำนวยการโหยวซงจากอวี้หลินเว่ยสาขาหลักปิดกั้นข้อมูลเอาไว้ในโลกผู้ฝึกตนตน ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ทั้งนั้น แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีก็ตาม!”

            “ไม่เพียงเท่านี้” เขามองตาสวีหยางอี้พูดเสียงขรึม“ลำพังแค่ท่านอาวุโสอวี๋ฟางถงกับท่านอาวุโสโหยวซงออกโรงเอง เกรงว่าคงจัดการเรื่องนี้ไม่ไหว...”

            ในที่สุดแววตาของสวีหยางอี้ก็เริ่มจริงจังขึ้นมาแล้ว

            แววตาของเขาไหวกระเพื่อม เริ่มสนใจสิ่งที่จ้าวอู๋เย่กำลังพูด

            เขาไม่อยากตายเร็ว ดังนั้นเขาจึงรวบรวมข้อมูลและตัวแปรทั้งหมดที่จะทำให้เขามีชีวิตรอดต่อไปยาวนาน

            “ราชาแห่งแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เจาของฉายา ‘เงาเหนือแสง’  ท่านบรรพชนกู่ซง หรือท่านกู่ซงเจินเหรินประมุขตัวจริงแห่งอวี้หลินเว่ยได้ไปที่เกิดเหตุด้วยตัวเองและทำการปิดกั้นพื้นที่ทั้งหมดของมณฑลหลงซู่ไว้ด้วยตัวเอง!”

            สวีหยางอี้แอบรู้สึกเย็บวูบวาบเล็กน้อย หัวใจกลางทรวงอกเต้นอึกทึกคึกโครม

            ไม่คิดว่า... ราชาแห่งแดนตะวันตกเฉียงเหนือจะออกโรงเอง!

            กู่ซงเจินเหริน อายุสามร้อยห้าสิบสามปีผู้นำสูงสุดและประมุขของอวี้หลินเว่ยตัวจริงในยุคสมัยปัจจุบันออกนั่งบัญชารักษาการที่พื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือด้วยตัวเอง!ต่อให้เป็นเหล่าผู้อำนวยการของ CSIB หรือผู้จัดการสาขาของตู้มหาสมบัติเพียงคำพูดคำเดียวของกู่ซงเจินเหริน ถ้าอยากให้พวกเขาตาย พวกเขาก็ไม่มีทางเลือก

            ตบะขั้นจินตันระดับกลาง ได้สังหารปีศาจขั้นจินตันหน้าใหม่ตายลง ณยอดเขาคุนหลุน ในสมัยสถาปนาก่อตั้งประเทศ ทำให้พื้นที่ในรัศมีพันลี้ตั้งแต่พื้นดินจรดผืนฟ้าไร้เดือนดาวใช่ว่าหายไปจนหมด เพียงแต่เดือนดาวทอแสงจางลงจนจืดสนิทประหนึ่งยอดเขาคุนหลุนถูกพลังระดับจินตันพรากห้วงรัตติกาลและลบเลือนความมืดผืนนั้นออกไป!

            ครั้นสมัยก่อตั้งประเทศหวาซย่าช่วงแรกๆ ...จินตันเจินเหรินชาวมนุษย์ทั้งเจ็ดได้ลงนามกับสามจินตันเหรินเจินแห่งเผ่าปีศาจในสนธิสัญญาเสินหนงเจี้ยเปิดศักราชใหม่จนเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ชื่อของกู่ซงเจินเหรินฉายาเงาเหนือแสงผู้นี้ถูกสลักชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของโลกผู้ฝึกตนประเทศหวาซย่า!

            การที่บุคคลระดับกู่ซงเจินเหรินออกโรงปิดข่าวและนั่งประจำการรักษาการที่มณฑลหลงซู่ด้วยตัวเองเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของทุกคนไปไกลมาก!

            “ต่อ” สวีหยางอี้เชิดคางพูด

            “เกรงว่านายน่าจะเดาอะไรบางอย่างได้ในใจแล้วใช่ไหม?” เลือดของจ้าวอู๋เย่หยุดไหลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาพูดขึ้นต่อ“คำต้องห้ามสำหรับผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่อย่างพวกเรา”

            เขาเผยอปากหมายจะพูด แต่กลับไม่มีเสียงเปล่งออกมาทว่าสวีหยางอี้เข้าใจเป็นอย่างดี

            แนวเสาระเบียงตำหนักเขาสายรุ้งแห่งหลงซู่!

            สวีหยางอี้ถอนหายใจเฮือกยาว

            ใช่แล้ว... ไม่ผิดแน่เกิดเรื่องสะเทือนยุคสมัยขึ้นที่หนึ่งในแปดสถานที่ต้องห้ามไม่งั้นราชาแห่งแดนตะวันตกเฉียงเหนือคงไม่ออกโรงควบคุมสถานการณ์เอง!

            สายตาของสวีหยางอี้มองจ้าวอู๋เย่อย่างเรียบนิ่ง แล้ว...เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับคนอย่างเขา?

            “แต่ว่านายน่าจะไม่รู้ กลุ่มคนที่พบเหตุการณ์เขย่าโลกผู้ฝึกตนนี้กลุ่มแรกไม่ใช่ CSIB หรืออวี้หลินเว่ยแต่เป็นตระกูลจ้าวของพวกเรา... ตระกูลจ้าวแห่งหลงซู่”จ้าวอู๋เย่สังเกตุสีหน้าของสวีหยางอี้ ภายในใจพลันผุดความคิดบางอย่างขึ้นมา

            เด็กคนนี้... มีพลังมากล้นยากจะหยั่งถึง! อย่างน้อยขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางที่คร่ำโลกอย่างตัวเองคงไม่ใช่คู่ต่อสู้เขาอย่างแน่นอนจ้าวอู๋เย่แอบนึกสงสัยว่าผู้นำตระกูลที่กำลังเข้าฌานเพื่อบรรลุระดับปลายของตระกูลตัวเองจะกำราบเจ้าเด็กคนนี้ได้หรือไม่

            อีกอย่าง... เส้นสายหนุนหลังของอีกฝ่ายก็ไม่ธรรมดา! อุปกรณ์พันมายาเป็นของล้ำค่าที่ผลิตมาปีละชิ้น!มีหลายตระกูลที่ไม่มีปัญญาซื้อ แต่ผู้ฝึกตนขั้นตบะต่ำสุดอย่างเขากลับซื้ออุปกรณ์เวทมนตร์ระดับนี้ได้

            พลังเวทของอีกฝ่ายหนึ่งกระบวนท่าสามารถรับมือกับพลังเวทประจำตระกูลจ้าวสามกระบวนท่าได้!แม้ไม่รู้ว่าพลังเวทอยู่ในระดับไหน แต่รับประกันได้เลยว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!

            พลังต่อสู้แข็งแกร่ง เส้นสายหนุนหลังไม่ธรรมดา มีความเป็นได้...หากตระกูลจ้าวจะร่วมมือกับเขา!

            ตำหนักภูผาสายรุ้งแห่งหลงซู่ หนึ่งในแปดสถานที่ต้องห้ามสถานที่ที่มีอันตรายรอบด้านแบบนี้ ย่อมเต็มไปด้วยของขวัญแห่งวาสนาหากตระกูลจ้าวของพวกเขาเข้าไปตามลำพังคงไม่รอด!

            ศัตรู ใช่ว่าจะเป็นศัตรูกันตลอดไป มีเพียงผลประโยชน์เท่านั้นที่เคียงคู่กันไปตลอดกาลครั้นความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นมา ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปและเริ่มอธิบายจริงจัง“วันนั้น ผู้อาวุโสแห่งตระกูลจ้าวคนหนึ่งได้นำเหล่าวัยรุ่นต้นกล้าที่เพิ่งฝึกดูดปราณอณูปราณเข้าร่างเดินทางไปพื้นที่ใกล้ๆตำหนักภูผาสายรุ้ง เพื่อชี้เตือนเหล่าเด็กๆ ถึงข้อระวังบางอย่างและผู้อาวุโสคนนั้นก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นด้วยตาของตัวเอง!”

            “มีกระแสน้ำไหลทะลักออกมาจากปากถ้ำหลายร้อยแห่งไหลคดเคี้ยวรวมตัวกันเป็นลวดลายขนาดใหญ่ภาพหนึ่ง และลวดลายภาพนั้น.... “สายตาของเขามองไปที่หน้าอกของสวีหยางอี้ด้วยแววตาเร้าร้อน ไม่ใช่เพราะพิศวาสแต่เป็นเพราะของที่อยู่เหน็บอยู่ด้านใน“ก็เป็นลวดลายแบบเดียวกันกับสิ่งของที่นายมีอยู่พอดี!”

            ดวงตาของสวีหยางอี้แวววาวรำไร

            “พูดต่อ”

            “อย่าเพิ่งรีบร้อน...” ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจจ้าวอู๋เย่คลี่ยิ้มอย่างหาดูยาก “นาฬิกาแดดที่ปรากฏเข็มเงาเฉพาะตอนเที่ยงตรงมีคำกล่าวที่ว่า ‘แดดเปลี่ยวไร้ยืนยง’ ...บางทีทั่วทั้งประเทศหวาซย่าอาจไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตำหนักภูผาสายรุ้งเลยทว่าตั้งแต่ฉันเห็นสิ่งของของนายฉันก็รู้ขึ้นมาทันทีว่าที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยเภทภัยอันตรายเหนืออื่นใด...สถานที่ที่มีพลังหยินเปี่ยมล้น นายเองก็น่าจะรู้ว่ามันเป็นสถานที่แบบไหน” 

            ไม่รอสวีหยางอี้เอ่ยปาก เขาก็ชิงตอบทันที “สุสาน...ความสามารถพิเศษของตระกูลจ้าวคือหามังกรชี้จุด ดังนั้นในมุมมองของฉันที่แห่งนี้... มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าจะเป็นสุสานของสุดยอดผู้ฝึกตนมือพระกาฬคนใดคนหนึ่ง!”

            “และ... ตอนที่คนๆ นี้ตาย ก็ฝังคนรับใช้กองกำลังของตัวเองลงหลุมฝังศพไปด้วย!อย่างน้อยต้องเป็นสุสานฝังศพไม่ต่ำกว่าหมื่นชีวิตอย่างแน่นอน!”เขามองดูสีหน้าของสวีหยางอี้ แต่น่าเสียดายที่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงพูดขึ้นต่อ“แต่นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเท่านั้น”

            “หากนายต้องการเข้าไปสำรวจสถานที่ที่อันตรายขนาดนี้ไม่ว่ากี่ชีวิตเข้าไปที่นั่น ก็เป็นแค่การเพิ่มจำนวนศพลงสุสานเสียเปล่าหากจะให้พูดแบบระคายหูหน่อย จินตันเจินเหรินเข้าไปจะมีชีวิตรอดออกมารึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ถ้าหากตระกูลจ้าวของพวกเราเข้าไปอย่างน้อยก็มีข้อได้เปรียบอยู่บ้าง”

            “ในบรรดากลุ่มว่าที่ผู้ฝึกตนวัยรุ่นวันนั้นมีเด็กชายคนหนึ่งชื่อว่าจ้าวเฟิงหลิน เขาเป็นคนที่มีเนตรปรภพติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดเขามักมองเห็นบางอย่างที่น่าสนใจกว่าคนอื่น...”เขาหยุดลงมองหน้าสวีหยางอี้ด้วยแววตาเป็นประกาย

            ในที่สุดสวีหยางอี้ก็คลี่ยิ้มเอ่ยถาม “เช่นอะไร?”

            “เช่น... ก่อนเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นเขามองเห็นคนยักษ์สูงพันเมตรกำลังใช้ขวานถางฟาดฟันตำหนักภูผาสายรุ้ง!”จ้าวอู๋เย่พูดต่อไม่เว้นช่วง “เรื่องนี้ทางตระกูลจ้าวคนอื่นๆก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นอะไรแบบนี้จริงๆ !”

            สวีหยางอี้เริ่มตระหนักถึงความอันตรายของที่แห่งนี้ขึ้นมาแล้ว

            ทุกคนต่างก็รู้ สถานที่ต้องห้ามทุกแห่งมีความลับระดับสวรรค์ซ่อนอยู่และทุกคนก็ยิ่งรู้ดีว่าหากต้องการลิ้มลองความลับพวกนี้ จำเป็นต้องแลกด้วยชีวิต!

            คนยักษ์พันเมตร กระแสน้ำหลายร้อยเส้นไหลเป็นรวมเป็นภาพลวดลาย...ตำหนักภูผาสายรุ้ง ล้วนเป็นปรากฏการณ์ประหลาดทั้งสิ้น

            “อยากร่วมงานกับฉัน คุณสมบัติของนายยังไม่พอ” หลังจากนั้นสักพักสวีหยางอี้ก็คลี่ยิ้มเอ่ย

            เจตนาของจ้าวอู๋เย่ที่สะท้อนออกมาจากแววตาชัดเจนยิ่งนักตระกูลจ้าวต้องการร่วมมือกับสวีหยางอี้โดยเฉพาะกลุ่มเส้นสายที่หนุนหลังสวีหยางอี้อยู่!เพื่อสำรวจขุดค้นความลับของตำหนักภูผาสายรุ้ง!

            ก่อนหน้านี้เขาไม่มีความคิดแบบนี้แม้แต่น้อย แต่ว่าจากการต่อสู้เป็นตายเมื่อครู่เขาเกิดคิดอยากร่วมมือกับคนๆ นี้ขึ้นมาทันที

            แม้จะยังไม่รู้ว่าลวดลายจากกระแสน้ำรอบตำหนักภูผาสายรุ้งหมายถึงอะไร แต่ในเมื่อมันปรากฏขึ้นมาแล้วไม่ว่าอย่างไรตระกูลพวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยโอกาสเข้าร่วมสำรวจหลุดมือไปอย่างแน่นอน!

            “เงื่อนไขการร่วมมือข้อแรก” สวีหยางอี้มองจ้าวอู๋เย่ชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว“คือความสื่อสัตย์”

            สวีหยางอี้ยิ้มเรียบนิ่ง “ความสื่อสัตย์ของนายยังไม่มากพอ”

            จ้าวอู๋เย่หาได้ไม่พอใจไม่ ภายในใจกลับปลื้มปริ่มเพราะการที่อีกฝ่ายพูดแบบนี้ แสดงว่าตัวเขาก็พอมีหวังขึ้นมาบ้างแล้ว!

            “ถ้านายอยากรู้อะไร ฉันจะบอกที่ฉันรู้ให้หมดเปลือก” เขาคลี่ยิ้มประจบ“นายก็รู้แล้วว่าตระกูลจ้าวเชี่ยวชาญด้านโบราณวัตถุหลิ่วซู่เหรินเป็นพวกชอบถกหารืออย่างเอิกเกริก แต่ฉันชอบวิจัยอยู่เงียบๆ เบื้องหลัง”

            “ตอนที่เขาโพสต์รูปนั้นลงกลุ่ม ฉันก็นึกว่าตัวเองตาฝาดไปพอแน่ใจก็รีบลบโพสต์ของเขาทันที และปิดกั้นรหัส IP เครื่องเขาไม่ให้เข้ามาถกเถียงหารือในเพจได้อีกจากนั้นก็รีบบึ่งมาที่นี่ทันที... ถ้าฉันเคลื่อนไหวช้ากว่านี้ถ้าไม่ใช่เพราะฉันรู้เรื่องนี้พอดี เกรงว่าคนที่นายต้องได้เจอวันนี้อาจจะไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่อย่างฉันก็ได้”

            แววตาของสวีหยางอี้ไหวกระเพื่อม ในที่สุดก็ประสานมือ“งั้นฉันต้องขอขอบใจสหายจ้าวด้วยแล้วกัน”

            ภายในใจจ้าวอู๋เย่ลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่

            คนอื่นอาจไม่รู้ ตลอดเวลาที่อยู่ตรงนี้... สวีหยางอี้ไม่ยอมปลดจิตสังหารลงแม้แต่น้อยจนกระทั่งอีกฝ่ายเปลี่ยนคำสรรพนามเรื่องว่า ‘สหายจ้าว’ ภายในใจเขาประหนึ่งก้อนนิ่วแห่งความกลัวตายก็ค่อยๆ สลายหายไป

            “แต่ว่าแค่นี้ยังไม่พอ”

            ดวงตาจ้าวอู๋เย่เปล่งประกายอย่างต่อเนื่อง ปากพลันระบายยิ้มร่า“แน่นอนว่าไม่พอ...แต่พวกเราตระกูลจ้าวยังมีชุดข้อมูลสำคัญชุดหนึ่งแนบมาด้วย...”

            เขาเปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ปัดนิ้วเลื่อนหารูปภาพและยื่นให้สวีหยางอี้ดู

            สวีหยางอี้รับมาไว้ในมือ เพียงเห็นแวบเดียวก็กำโทรศัพท์แน่นหลายนาที!

            นี่มัน...ภาพลวดลายที่เกิดขึ้นจากกระแสน้ำหลายร้อยสายที่ไหลทะลักออกมาจากปากถ้ำหลายร้อยแห่งรอบตำหนักภูผาสายรุ้ง!

            และเหนือผิวน้ำ... มีสองสิ่งที่ตรึงความสนใจของสวีหยางอี้ได้อยู่หมัด!

            เกล็ดปลาขนาดเท่าตัวคน... กลีบดอกบัวมหาศาล!

            มือข้างหนึ่งที่ไพร่หลังอยู่กำหมัดแน่น!

            นี่มัน... ทะเลผืนบัว? ! 

            ดูเหมือนเบาะแสมากมายที่ต้องการค้นหาก่อนหน้านี้ บัดนี้เจอที่ลงแล้ว!

            ปริศนาที่หมิงเสินหอบไปให้ปี้ปัวเจินเหรินไขปริศนาให้ที่บึงบงกชจตุทิศภาพบนม้วนหนังแกะผืนนั้นก็คือทะเลผืนบัว

            ปรากฏการณ์ที่ตำหนักภูผาสายรุ้งกลีบบัวมหาศาลและเกล็ดปลาเขียวมรกตที่ไหลตามกระแสน้ำออกมาก็คือ... ทะเลผืนบัว!

            สถานที่แรกที่อาวุธจุติราชันย์หรือนาฬิกาแดดเปลี่ยวไร้ยืนยงอะไรนั่นชี้ให้เขาก็คือทะเลผืนบัว!

            บางทีที่นี่อาจไม่ใช่ทะเลผืนบัวที่มีแค่เกล็ดปลากับกลีบบัว เสี้ยวพริบตาเขาก็ตัดสินใจขึ้นทันทีเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร!

            เปลือกตาทั้งสองข้างปิดลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือกพยายมสงบสติอารมณ์และลมหายใจอันแปรปรวนลง

            ไม่นึกว่า... ทะเลผืนบัวที่คล้ายความฝันในครั้งนั้น... มีอยู่บนโลกจริงๆ !

            สถานที่ของมันก็คือ... แนวเสาระเบียงตำหนักภูผาสายรุ้งแห่งหลงซู่หนึ่งในแปดสถานที่ต้องห้าม!

            จากที่เคยไปในครั้งนั้น ที่นั่นไร้ลม ไร้พรมแดน ไร้ขอบเขต ไร้อณูปราณ...

            ที่นั่นมีเพียงทะเลผืนบัวที่แผ่ขยายไปจรดเส้นขอบฟ้ากับ...ใต้น้ำที่มีปีศาจยักษ์ดึกดำบรรพ์น่าสะพรึงกลัวหนึ่งตัว!


    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] หามังกรชี้จุดเป็นการค้นหาลักษณะภูมิประเทศที่มีลักษณะมังกร และจุดรวมรวมพลังงานที่ดีหรือสถานที่ที่มีลักษณะฮวงจุ้ยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนหรือสุสานต่างๆ