ฮูหยินผู้เฒ่ากับเย่าหลิงมองดูกุญแจคลังของจวนด้วยสายตาที่ไม่อยากเชื่อ
“ไม่ใช่ก่อนหน้านี้นังสารเลวเจียงเยว่เวยหาเื่ทะเลาะกับข้าแทบตายก็เพราะอยากจะได้อำนาจในการดูแลจวนกลับไปหรือ แล้วอยู่ๆ ทำไมนางถึงส่งหน้าที่นี้กลับมาให้ข้ากัน” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นถามอย่างไม่เข้าใจ
“อาจเป็เพราะก่อนหน้านี้นางมาหาเื่ท่านกับท่านพี่ เื่ก็เลยบานปลายจนทำให้แม่นมฉุยตาย นางก็เลยกลัวว่าพี่ใหญ่จะหย่ากับนางก็ได้นะเ้าคะ ท่านแม่ลืมไปแล้วหรือเ้าคะว่าพี่ใหญ่เคยบอกไว้ว่าถ้านางยังสร้างความวุ่นวายในจวนไม่หยุด พี่ใหญ่จะเขียนหนังสือหย่าแล้วยังจะไล่นางกลับสกุลเจียงอีก ต่อให้สตรีจะร้ายกาจขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องกลัวการหย่าร้างอยู่ดีเ้าค่ะ” เย่าหลิงบอก
“ถึงแม้ที่เ้าพูดมาจะมีเหตุผล แต่ข้าก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดี”
“ท่านแม่อย่าเพิ่งคิดเื่อื่นเลยเ้าค่ะ ในเมื่อเราได้อำนาจในการดูแลจวนกลับมาแล้ว สิ่งแรกที่เราควรทำคือตัดค่าใช้จ่ายและยกเลิกบ่าวรับใช้ทั้งหมดของบ้านสายหลักก่อนดีหรือไม่เ้าคะ” เย่าหลิงบอกแผนการ นางอยากจะเห็นว่าเมื่อไม่มีบ่าวรับใช้ไว้คอยใช้งาน เจียงเยว่เวยที่ชอบทำตัวสูงส่งผู้นั้นจะทำอย่างไร
“นั่นสินะ เมื่อก่อนนังสารเลวนั่นจำกัดค่าใช้จ่ายจนแม้แต่ปิ่นเงินราคาถูกข้ายังซื้อไม่ไหว ในเมื่อมีโอกาส ข้าก็จะตัดค่าใช้จ่ายเพื่อให้นังนั่นรู้ว่าการไม่มีเงินถืออยู่ในมือมันรู้สึกอย่างไร” ฮูหยินผู้เฒ่านึกไปถึงที่เจียงเยว่เวยเคยตัดค่าใช้จ่ายของนางจนเกลี้ยง ตอนนี้นางก็อยากจะดูว่าเจียงเยว่เวยจะมาคุกเข่าขอเงินจากนางอย่างไร
“ท่านแม่เ้าคะ ในเมื่อมีกุญแจคลังอยู่ในมือ เช่นนั้นเราไปตรวจดูสมบัติในคลังกันดีหรือไม่เ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่ามองเห็นสายตาแสนละโมบของสะใภ้รองก็แอบตำหนิอยู่ในใจ หากไม่รู้ว่าบิดาของสะใภ้รองเป็ขุนนางขั้นสี่ในกรมโยธา อีกทั้งมารดาของนางยังเป็เ้าของกิจการหลายอย่างในเมืองหลวง ฮูหยินผู้เฒ่าคงคิดว่าสะใภ้คนนี้คงเป็แค่หญิงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีฐานะเป็แน่
เย่าหลิงเห็นแม่สามีมองมาที่ตนด้วยใบหน้านิ่งเรียบ นางก็ไม่พูดอะไรอีกแต่ในใจนั้น ‘นังแก่เอ๊ย! พอข้าพูดถึงคลังสมบัติเข้าหน่อยก็ทำหน้าไม่พอใจ อยากฮุบสมบัติไว้คนเดียวล่ะสิ’
“เื่คลังสมบัติเ้าไม่ต้องรีบ เมื่อถึงเวลาหน้าที่นั้นข้าย่อมส่งต่อให้เ้าอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้เ้าไปจัดการขายบ่าวรับใช้ของบ้านสายหลักออกไปให้หมด แล้วเ้าอย่าลืมส่งคนไปบอกพวกเขาด้วยว่าต่อจากนี้ให้พวกเขาไปหาเงินและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง หากไม่พอใจก็ให้พวกเขาไปแจ้งกับผู้าุโประจำตระกูลได้เลย”
เย่าหลิงได้ยินก็ยิ้มอย่างดีใจ โดยเฉพาะประโยคที่ว่าในอนาคตแม่สามีจะมอบอำนาจดูแลจวนให้นาง ความไม่พอใจก่อนหน้านี้ก็เหมือนจะหายไปในพริบตา “เ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะไปจัดการให้เดี๋ยวนี้เลยเ้าค่ะ”
ณ เรือนเหม่ยหรง
หลังจากที่เจียงเยว่เวยได้พูดคุยถึงแผนการในอนาคตกับอนุและบุตรทั้งห้า เมื่อเห็นว่าเป็เวลาบ่ายแล้ว นางจึงขอตัวกลับมาพักผ่อนโดยให้เหตุผลกับทุกคนว่าร่างกายของนางยังไม่หายดี เมื่อทุกคนได้ยินเหตุผลก็ไม่รั้งให้นางอยู่ต่อ เสิ่นลู่หลินกับเสิ่นเถียนอวี้อาสาที่จะเดินมาส่งมารดากลับเรือน
“เ้าสองคนมาส่งข้าเพราะยังมีเื่ที่อยากถามใช่หรือไม่”
เสิ่นลู่หลินพยักหน้า “ข้าขอถามได้หรือไม่ขอรับว่าเหตุใดท่านพ่อกับท่านแม่ถึงไม่อยากอยู่ที่เมืองหลวง”
“ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากอยู่ แต่เ้าก็รู้ว่าก่อนที่ท่านพ่อของเ้าจะมารับตำแหน่งรองเ้ากรมอาญา เขาเคยเป็ถึงแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่และยังได้ชื่อว่าเป็แม่ทัพที่อายุน้อยที่สุดของแคว้น เขาใช้ชีวิตอยู่ตามชายแดนอย่างอิสระมานานขนาดนั้น เมื่อต้องมาทำงานภายใต้สายตาจับผิดของคนมากมาย เขาย่อมรู้อึดอัดเป็ธรรมดา ส่วนที่ว่าทำไมข้าถึงเห็นด้วยกับเขา” เจียงเยว่เวยยิ้มให้บุตรชายแล้วพูดต่อ
“เ้าก็ดูเอาสิ จวนสกุลเสิ่นของเราเวลานี้เป็อย่างไร ความปรองดองฉันท์พี่น้องแทบไม่มี ฮูหยินผู้เฒ่าก็ลำเอียงไปทางบ้านสายรองจนบ้านสายหลักของเราแทบไม่มีตัวตน อีกทั้งบ้านเดิมของข้าก็ไม่ได้คิดที่จะนับญาติกับข้าแล้ว เ้าลองนึกดูว่าเ้าโตมาจนอายุสิบสี่ปีแล้ว คนที่ได้ชื่อว่าท่านตาเคยเรียกเ้าไปพบหรือไม่
ข้ากับท่านพ่อของเ้าไม่ได้คิดแค่เื่ย้ายที่อยู่ แต่เรายังคิดไปถึงเื่ตัดสัมพันธ์ด้วย อย่างไรฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่ใช่มารดาแท้ๆ ของท่านพ่อพวกเ้า ส่วนมารดาของข้าก็จากไปนานแล้วเช่นกัน ในเมื่อไม่มีบิดามารดาให้ต้องแสดงความกตัญญู ไม่สู้ตัดสัมพันธ์แล้วแยกตัวออกไปสร้างครอบครัวใหม่ของเราเองไม่ดีกว่าหรือ”
“แม้เราจะตัดสัมพันธ์แล้วแยกตัวออกไปสร้างครอบครัวของเราเอง แต่ก็ไม่จำเป็ที่เราต้องย้ายออกจากเมืองหลวงไม่ใช่หรือเ้าคะ” เสิ่นเถียนอวี้ยังไม่เข้าใจ
“พวกเ้าร่ำเรียนที่สำนักศึกษามาหลายปีแล้วยังไม่เข้าใจหลักคำสอนถึงความกตัญญูอีกหรือ” เจียงเยว่เวยอธิบายให้บุตรทั้งสองฟังอย่างใจเย็น “แม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะเป็เพียงแม่เลี้ยง หรือท่านตาของพวกเ้าจะไม่รักบุตรสาวอย่างข้า แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ได้ชื่อว่าเป็บิดามารดา การตัดสัมพันธ์กับพวกเขาย่อมทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารย์ตามมา ข้ากับท่านพ่อของพวกเ้าจึงไม่อยากให้พวกเ้าต้องมาทนรับคำกับพูดไม่ดีพวกนั้น ย้ายออกไปจากเมืองหลวงสักพัก พอเรามีโอกาสได้ย้ายกลับมา ผู้คนก็คงจะลืมเื่พวกนี้ไปหมดแล้ว”
“ที่ท่านพ่อกับท่านแม่ตัดสินใจทำทั้งหมดก็เพราะเป็ห่วงกลัวว่าเราจะได้รับผลกระทบจากคำวิจารณ์เ่าั้ใช่หรือไม่ขอรับ” เสิ่นลู่หลินเข้าใจเหตุผลแล้ว “ข้าไม่เคยคิดถึงเหตุผลข้อนี้เลย ท่านแม่ขอรับ ข้าขออภัยที่ก่อนหน้านี้เคยสงสัยในการกระทำของท่าน แต่เวลานี้ข้าเข้าใจแล้วว่าที่ท่านแม่แสร้งทำตัวร้ายกาจก็เพราะ้าปกป้องครอบครัวสายหลักของเราใช่หรือไม่ขอรับ”
“เ้าคิดเช่นนั้นหรือ” เจียงเยว่เวยเลิกคิ้วถาม
เสิ่นเถียนอวี้กอดมารดาไว้แน่น “ท่านแม่เ้าคะ เมื่อก่อนข้าไม่ชอบที่ท่านมีอะไรก็เอาแต่ด่าเอาแต่อารมณ์เสีย หรือไม่ท่านก็เอาแต่ลงโทษน้องๆ ที่เกิดจากแม่รองแล้วก็อนุทั้งสอง ข้ากับพี่ใหญ่เคยบอกให้ท่านพ่อหย่ากับท่านไปเลยด้วยซ้ำ แต่ท่านพ่อกลับไม่ยอม ตอนนี้ข้ารู้เหตุผลแล้วว่าทำไมพวกท่านถึงไม่ยอมหย่ากัน ก็เพราะพวกท่านต่างปกป้องครอบครัวในแบบของตัวเองอยู่ใช่หรือไม่เ้าคะ”
เจียงเยว่เวยแอบยิ้มอยู่ในใจ ความร้ายกาจนั้นมันเป็นิสัยที่แท้จริงของเจียงเยว่เวยคนเก่าล้วนๆ ไม่ใช่การแสแสร้งแกล้งทำแต่อย่างใด แต่ในเมื่อความเข้าใจผิดของลูกทั้งสองเป็ผลดีกับนาง เช่นนั้นนางก็จะรับผลประโยชน์นั้นไว้เอง
“ถ้าข้ามัวแต่ทำตัวอ่อนแอ ป่านนี้ฮูหยินผู้เฒ่ากับบ้านสายรองคงกินพวกเราจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกแล้ว แต่ข้ายังขอย้ำว่าเื่ที่เราจะย้ายไปจากเมืองหลวง รวมถึงเื่ตัดสัมพันธ์กับครอบครัวเดิม พวกเ้าต้องเก็บเป็ความลับให้ดี ทางที่ดีก็ไปเตือนเ้าเด็กทั้งสามคนนั้นด้วย” เจียงเยว่เวยมองบุตรทั้งสองคนอย่างพอใจ “ลู่หลิน ในฐานะพี่ชายคนโตเ้าต้องดูแลน้องๆ ให้ดี อย่าให้ใครมารังแกพวกเขาได้ เถียนอวี้...ชิงฮวายังเด็กและไม่ค่อยทันคน เ้าต้องคอยดูแลและอย่าให้ใครมาหลอกนางได้ โดยเฉพาะสหายหญิงที่สำนักศึกษา ข้าได้ยินมาว่าพักนี้มีคนพยายามเข้ามาตีสนิทกับนางอยู่ไม่น้อย”
เสิ่นเถียนอวี้ได้ยินแล้วก็กลอกตา “จะเป็ใครเสียอีกเ้าค่ะ ถ้าไม่ใช่เสิ่นเลี่ยงหรูบุตรสาวของท่านอารองแล้วก็ซุนถิงถิงบุตรสาวของท่านน้า”
“ท่านน้า? เ้าหมายถึงเจียงลี่จูน้องสาวต่างมารดาของข้าน่ะรึ” เจียงเยว่เวยขมวดคิ้วคิด “นางให้บุตรสาวของนางมาตีสนิทกับชิงฮวาทำไม”
เสิ่นเถียนอวี้ถอนหายใจอย่างไม่พอใจ “ท่านแม่ลืมไปแล้วหรือเ้าคะว่าท่านน้ายังมีบุตรชายอีกคนหนึ่งชื่อซุนจื้อตง แล้วเ้าซุนจื้อตงคนนี้ยังเป็สหายสนิทของเสิ่นเลี่ยงหวงบุตรชายของท่านอารองด้วย พวกเขาสองคนได้ชื่อว่าเป็คนหน้าไหว้หลังหลอกที่สุดของสำนักศึกษา ยังไม่พอพวกเขายังขึ้นชื่อเื่ความเสเพลเป็ที่หนึ่ง
ถึงทุกคนจะรู้ว่าพวกเขานิสัยไม่ดีแต่ก็ไม่มีใครทำอะไรพวกเขาได้ เพราะเราต่างก็รู้ว่าบิดาของซุนจื้อตงเป็ถึงหัวหน้าองครักษ์ในวังหลวง ส่วนท่านอารองก็เป็คนของราชเลขาธิการเจียงถัง และที่พวกเขาส่งให้น้องสาวของพวกเขาเข้ามาตีสนิทกับชิงฮวาก็เพราะซุนจื้อตงอยากทาบทามให้ชิงฮวาไปเป็อนุเ้าค่ะ”
“ราชเลขาธิการเจียงถังกับหัวหน้าองครักษ์ซุนจื้อเฉียงเป็ท่านตากับท่านน้าเขยของเ้านะ ทำไมเ้าถึงเรียกพวกเขาได้ห่างเหินเช่นนั้นเล่า” เจียงเยว่เวยมองบุตรสาว “หรือว่านอกจากชิงฮวา พวกเขายังมาสร้างปัญหาให้เ้าด้วย”
“ไม่นับว่าเป็ปัญหาใหญ่ แค่รู้สึกรำคาญนิดหน่อยเท่านั้นเ้าค่ะ” เสิ่นเถียนอวี้ยักไหล่ “แต่ท่านแม่ไม่ต้องกังวลไปหรอกเ้าค่ะ วรยุทธ์ของข้ากับพี่ใหญ่ดีเยี่ยมขนาดนี้ เราไม่ปล่อยให้ใครมารังแกน้องๆ ได้หรอกเ้าค่ะ”
สามแม่ลูกยังอยากพูดคุยเื่ต่างๆ กันอีกสักพัก เพราะถือเป็ครั้งแรกที่เจียงเยว่เวยกับเด็กฝาแฝดทั้งสองจะพูดคุยกันได้อย่างราบรื่นและเต็มไปด้วยความเข้าใจ เพียงแต่ความสุขมักจะผ่านไปเร็ว เพราะพวกเขามองเห็นซิงเซียงเดินเข้ามาอย่างร้อนใจ
“เกิดอะไรขึ้นหรือ? ทำไมเ้าถึงมีท่าทางเช่นนี้” เจียงเยว่เวยถามทันทีโดยไม่รอให้ซิงเซียงรายงาน
“ฮูหยินของบ้านสายรองน่ะสิเ้าคะ นางสั่งให้บ่าวรับใช้ทั้งหมดของบ้านสายหลักไปนั่งอยู่กลางลาน จากนั้นนางก็เรียกพ่อค้าทาสมาพาพวกเขาทั้งหมดไป นางบอกว่าเป็คำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าที่สั่งห้ามไม่ให้บ้านสายหลักมีบ่าวรับใช้ นางยังบอกอีกว่า...” ซิงเซียงสังเกตสีหน้าเ้านายก่อนจะพูดต่อ “นางยังบอกอีกว่านับจากวันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจะตัดค่าใช้จ่ายทั้งหมดของบ้านสายหลักด้วยเ้าค่ะ”
เจียงเยว่เวยยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายไม่ใช่หรือ แล้วเ้าจะโมโหไปทำไม”
“แต่ฮูหยินเ้าคะ ถึงแม้เงินของนายท่านรวมถึงเงินเก็บของท่านจะมีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดของบ้านสายหลัก แต่การที่เราไม่มีบ่าวรับใช้มันเป็ไปไม่ได้นะเ้าคะ” ซิงเซียงกลัวว่าเ้านายจะไม่เข้าใจปัญหานางจึงอธิบาย
“พ่อค้าทาสพาบ่าวรับใช้พวกนั้นออกไปแล้วหรือยัง” เจียงเยว่เวยพูดสวน
“พาออกไปแล้วเ้าค่ะ” แต่ซิงเซียงยังอยากพูดอย่างอื่นต่อ
“ซิงเซียง เ้าอยู่กับข้ามาหลายปี ในเมื่อเห็นว่าข้ายังใจเย็นแล้วเ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือว่าข้าสามารถจัดการเื่นี้ได้”
“นายหญิงหมายความว่าอย่างไรเ้าคะ”
เจียงเยว่เวยเดินไปเปิดกล่องเก็บของแล้วเอาเงินหยวนเป่าก้อนสีทองมาวางไว้สามก้อน “เ้าเอาเงินพวกนี้ไปแล้วซื้อบ่าวรับใช้พวกนั้นกลับมา อ้อ...เ้าอย่าลืมคัดคนให้ดี ข้าอยากได้บ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์กับเราจริงๆ อย่าให้มีคนของฮูหยินผู้เฒ่ากับคนของเย่าหลิงปะปนมาเป็อันขาด”
“ฮูหยินจะซื้อบ่าวรับใช้คืนมาหรือเ้าคะ” ซิงเซียงถามย้ำ
“ก่อนหน้านี้สัญญาขายตัวของพวกเขาเป็ฮูหยินผู้เฒ่าที่เก็บไว้ ในเมื่อตอนนี้เราซื้อพวกเขากลับมาก็เท่ากับพวกเขาเป็คนของเรา ต่อไปนี้พวกเขาก็จะฟังแต่คำสั่งของเราเท่านั้น”
ซิงเซียงได้ยินก็ยิ้มกว้าง “หมายความว่าต่อจากนี้บ้านสายหลักกับบ้านสายรองจะเริ่มแยกตัวออกจากกันแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ”
“แน่นอนสิ ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งตัดเงินทั้งยังขายบ่าวรับใช้ของบ้านสายหลักของเราไปก็เท่ากับสองครอบครัวจะไม่ยุ่งเกี่ยวเื่ค่าใช้จ่ายของกันแล้ว ต่อไปนี้ไม่ว่าเราอยากทำอะไรก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรา ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าน่ะหรือ” เจียงเยว่เวยหัวเราะอย่างพอใจ “ปล่อยให้นางได้ใจแล้วนอนกอดกุญแจคลังที่ว่างเปล่าพวกนั้นไปเถอะ รอให้เถ้าแก่จากร้านค้าต่างๆ มาเรียกเก็บเงิน ถึงตอนนั้นจะเป็ใครที่ได้หัวเราะก็ไม่แน่”
ส่วนเย่าหลิงที่เห็นซิงเซียงวิ่งหายไปก็คิดว่าซิงเซียงคงไปตามเจียงเยว่เวย นางยืนรอเจียงเยว่เวยอยู่หน้าเรือนเพื่อที่จะเยาะเย้ยอีกฝ่าย แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นจะมีใครเดินออกมา ด้วยแดดที่ร้อนจัดนางจึงตัดสินใจเดินกลับไปที่เรือนของแม่สามี และเมื่อเห็นว่าบ้านสายหลักไร้ซึ่งบ่าวรับใช้ ความโมโหของนางก็เหมือนจะลดน้อยลง