อนุสาวรีย์สามกษัตริย์สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงกษัตริย์ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ทั้งสามพระองค์ได้แก่ พญามังราย พญางำเมือง และพญาร่วงหรือพ่อขุนรามคำแหงทางฝั่งซ้ายของอนุเสาวรีย์จัดซุ้มไม้ไผ่มุงหลังคาด้วยผ้าใบสีขาว เอวาเห็นชาวบ้านต่างถือผ้าตุงผืนยาวหลากสีสันต่างลวดลายแขวนเข้ากับไม้เรียวยาวเพื่อเกี่ยวตุงขึ้นไปแขวนเหนือไม่ไผ่อีกทีเธอจึงเดินไปหยิบไม้ยาวอันหนึ่งก่อนกวักมือเรียกนาชาญ
นาชาญยื่นผ้าตุงให้เอวาหยิบไปแขวนทีละผืนจนครบทั้งสิบสองผืนเอวาชวนนาชาญเดินไปยกมือสักการะอนุเสาวรีย์สามกษัตริย์หลังจากยกมือไหว้อธิษฐานเสร็จแล้วเธอก็หันไปถามนาชาญ
“แล้วอันที่เป็ธงเล็กๆ ล่ะ จะวางไว้ที่ไหน”
“ป้าหลินบอกให้เอาไปปักบนเจดีย์ทรายแถวนี้เหมือนจะไม่มีนะ” นาชาญกล่าวพลางหันซ้ายขวาแต่มองไม่เห็นสิ่งที่น่าจะเรียกว่าเจดีย์ทรายเลยทว่าจำนวนคนที่มาแขวนตุงก็ยังคึกคักอยู่ เขาจึงอดพูดขึ้นมาไม่ได้“หลังสงกรานต์คนก็ยังเยอะอยู่นะเนี่ย”
“นั่นสิตอนแรกนายบอกว่าจะเอาตุงมาแขวนวันสงกรานต์วันสุดท้ายไม่ใช่หรือมาหลังสงกรานต์แบบนี้จะไม่เป็ไรแน่นะ”
“ไม่เป็ไรหรอก ตามวัดยังมีการจัดงานบุญอยู่ก็ยังไม่ถือว่านอกเทศกาล”
เอวาได้ยินก็ชั่งใจอยู่พักใหญ่ก่อนตัดสินใจถามขึ้น“การทำบุญด้วยการถวายตุงนี่ เพื่ออุทิศให้พ่อของนายใช่มั้ย”
นาชาญเหลือบมองเอวาทำให้เธอชะงักนิดหนึ่งเพราะคิดว่าอาจเป็เื่ที่ไม่ควรถามเธอจึงกล่าวเสียงแ่
“ขอโทษนะ”
“ถามได้ ฉันไม่ได้โกรธ” นาชาญตอบน้ำเสียงเรียบ “เพราะมีบางตำรากล่าวไว้ว่าการตานตุงอาจช่วยดึงคนที่มีบาปติดตัวจนต้องตกนรกหลังจากตายไปแล้วขึ้น์ได้กรณีของพ่อไม่ใช่การทำบาปด้วยเจตนาร้ายที่ทำตานตุงทุกปีก็ได้แต่หวังว่ามันจะช่วยพ่อได้จริงๆ ”
เอวาพยักหน้ารับรู้ก่อนจะพยายามเปลี่ยนเื่คุยเพื่อลดบรรยากาศตึงเครียด
“ที่จริงฉันอยากลองไปที่วัดอินทขีลสะดือเมืองดูบ้างเห็นในข่าวแล้ววัดสวยมากๆ เลย”
“ถ้าอยากเห็นก็ลองไปดูสิ วัดอินทขีลเดินไปอีกแค่ร้อยกว่าเมตรเองชาวบ้านนิยมก่อเจดีย์ทรายกันที่นั่นด้วย”
นาชาญกล่าวก่อนเดินไปเปิดประตูหลังรถเพื่อหยิบตุงช่อน้อยออกมาเขาเห็นท่าทางผ่อนคลายของเอวาก็เลยไม่อยากขัด เอวายิ้มออกรีบเดินนำไปบนถนนปกเกล้าก่อนจะเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนอินทรวโรรสเมื่อเดินมาได้สักพักจึงมาถึงหน้าอุโบสถหลังใหญ่ทาสีดำตัดลวดลายไทยสีทองอร่ามรอบขอบหลังคาและประตูของอุโบสถซุ้มประตูไม้ที่เป็ทางเข้าวัดด้านข้างเต็มไปด้วยผ้าตุงสีสันและรูปร่างต่างกันที่ชาวบ้านนำมาแขวนไว้
บันไดทางเข้าอุโบสถมีรูปปั้นพญานาคขนาบสองข้างทางเอวารู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไรเมื่อมองเห็นพญานาค แต่เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาจึงมองเห็นพื้นปูกระเบื้องสีน้ำตาลและเสาทรงกลมที่วาดลวดลายสีทองวิจิตรงดงามตรงกลางอุโบสถเป็ที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่ซึ่งเด่นสง่าที่สุดล้อมด้วยพระพุทธรูปขนาดกลางสีขาวและสีทองแม้แต่ใต้หลังคาอุโบสถก็มีเชือกขึงไว้สำหรับแขวนตุงด้วยหลังเทศกาลสงกรานต์ยังคงมีผู้คนเดินทางมาที่วัดอินทขีลไม่ขาดสาย เอวาจึงไม่ได้คุกเข่าแต่ยืนยกมือขึ้นนมัสการและอธิษฐานต่อพระพุทธรูปแทน
นาชาญที่พึ่งปักตุงช่อน้อยลงบนเจดีย์ทรายที่อยู่ด้านนอกอุโบสถเสร็จแล้วเดินเข้ามาทีหลังเอวาเมื่อเห็นเธอกำลังอธิษฐานต่อพระพุทธรูปเงียบๆ เขาก็เดินเข้าไปยืนยกมือนมัสการข้างๆ เธอบ้างแต่กลับไม่มีเื่ที่อยากอธิษฐานมากนัก
หลังจากเดินออกจากอุโบสถเอวากำลังจะเดินไปสำรวจรอบๆ วัดแต่เสียงเตือนสายเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขัดขึ้นเสียก่อนเอวาหยิบโทรศัพท์ออกมาดูบนจอก็พบว่าชื่อของเอ็มม่าเป็คนโทรเข้า เธอจึงกดรับสาย
“สวัสดีค่ะ”
“งานศพของปลายฟ้าเป็ยังไงบ้าง”
“เรียบร้อยดีค่ะตอนนี้เรากำลังจะกลับกรุงเทพแล้ว”
“ฉันมีข่าวดีจะบอกนะพวกเธอไม่ได้หยุด่สงกรานต์เลยทางมูลนิธิก็เลยอนุญาตให้พวกเธอหยุดเพิ่มอีกสามวันเพื่อชดเชยน่ะ”
“จริงหรือคะ”น้ำเสียงของเอวาแสดงความยินดีอย่างออกนอกหน้า
“จริงสิ สามวันแล้วก็ติดเสาร์อาทิตย์พอดีหยุดยาวขนาดนี้ก็พักผ่อนไปก่อนได้เลยนะ อาทิตย์หน้าค่อยเจอกัน”
“ขอบคุณค่ะพี่เอ็มม่า”
เอวากล่าวเสียงดังก่อนจะกดวางสาย นาชาญเห็นท่าทางของเธออารมณ์ดีก็อดถามขึ้นไม่ได้
“ท่าทางจะเป็ข่าวดีสินะ”
“เราได้หยุดยาวเพิ่มอีกสามวันไปหาที่เที่ยวกันต่อได้เลยนะ”
“แล้วตั๋วเครื่องบินล่ะเราจองเที่ยวบินกลับวันนี้ไม่ใช่หรือ”
“จริงด้วย” เอวาหุบยิ้มก่อนจะกล่าวน้ำเสียงแ่ “หรือว่าจะยกเลิกแล้วเปลี่ยนเที่ยวบินไปเลยดีแต่แบบนั้นต้องจ่ายเงินเองน่ะสิ”
“ฉันยังไงก็ได้ ไม่ได้รีบร้อนอะไร”
“ถ้างั้นฉันจะโทรขอเปลี่ยนเวลาเที่ยวบินกลับนะ”
“แล้วเธอไม่ต้องกลับไปเจอพ่อกับแม่หรือ นานๆทีพวกท่านถึงจะกลับบ้านไม่ใช่หรือ”
เอวามองหน้านาชาญนิ่งเหมือนพึ่งนึกเื่สำคัญได้“ฉันว่าจะพาพวกท่านไปเที่ยวเสาร์อาทิตย์นี้ ลืมไปเลย”
“ถ้าต้องรีบกลับไปเตรียมตัวก็กลับตามกำหนดการเดิมเถอะ”
“นั่นสินะ” เอวากล่าวก่อนจะยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา“ยังไงวันนี้ก็พอมีเวลา เราไปเที่ยวกันต่ออีกหน่อยเถอะ”
หลังจากเดินหาร้านอาหารเพื่อรับประทานมื้อกลางวันใกล้บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์แล้วเอวากับนาชาญก็ขับรถกลับไปยังสนามบินเพื่อเตรียมเดินทางกลับกรุงเทพ
หลังจากผ่าน่หยุดชดเชยวันสงกรานต์มาแล้วเอวาก็กลับมาทำงานอีกครั้งในวันจันทร์ ทันทีที่ก้าวผ่านประตูอาคารสำนักงานเข้ามาเอ็มม่าก็เดินตรงเข้ามาลากแขนเธอเข้าไปในห้องครัวเอ็มม่าหยิบกล่องชาสองกล่องยื่นให้เอวาก่อนจะกล่าวกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานชอบกล
“นี่เป็ชาพรีเมี่ยมเลยนะ ฉันไปไร่ชาของญาติที่เชียงรายมาก็เลยเอามาฝาก”
เอวามองดูกล่องชา เธอก็ดีใจอยู่หรอกที่ได้รับของฝากแต่ท่าทางของเอ็มม่ามีพิรุธเกินไปเธอจึงกล่าวถามตรงๆ “พี่เอ็มม่ามีเื่อะไรหรือเปล่าคะ”
เอ็มม่าเหมือนจะสะดุ้งนิดหนึ่งไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้ทันในที่สุดเธอก็ยอมรับออกมา “คือว่า... ในระหว่างที่ทีมของเธอหยุดยาวมันมีคำร้องเข้ามาที่มูลนิธิน่ะสิ”
“คำร้องเื่อะไรคะ”
“ที่จริงมันควรต้องให้ทีมของเธอที่ถนัดเื่ความเชื่อไปช่วยตรวจสอบแต่พวกเธอหยุดยาว ฉันก็เลยให้ทีมของออลันด์กับธนันต์ไปช่วยดูให้แทนแต่จนป่านนี้สองคนนั่นยังไม่กลับมาเลย”
“นานแล้วหรือคะ”
“ั้แ่วันศุกร์แล้ว แถมยังติดต่อไม่ได้เลยด้วยพวกเธอช่วยไปตามสองคนนั้นกลับมาให้ทีสิ”
“มันก็ได้อยู่หรอกค่ะ ว่าแต่พวกนั้นไปที่ไหนหรือคะ”
“โรงงานร้างที่อำเภอป่าซางจังหวัดลำพูนเดี๋ยวฉันจะส่งรายละเอียดทั้งหมดเข้าไปในอีเมล์เธอช่วยเอาเื่ไปปรึกษากับนาชาญทีสิ ฉันเป็ห่วงสองคนนั้น”
“ก็ได้ค่ะ งั้นฉันขึ้นไปที่ห้องทำงานก่อนนะ”เอวากล่าวท่าทางยังงุนงงแต่ก็ยอมรับปากไปก่อน
เอวาขึ้นบันไดมาเปิดประตูเข้าห้องทำงานเธอเดินไปเปิดสวิตซ์ไฟก่อนด้วยความเคยชินนาชาญกำลังอ่านบางอย่างบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยสีหน้าเครียด เอวาจึงเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์ของตนเองบ้างในระหว่างรอเครื่องทำงานเธอก็กล่าวทักทายนาชาญ
“วันเสาร์อาทิตย์ได้ไปเที่ยวนครนายกด้วย ที่พักแถวน้ำตกอากาศดีมาก”
นาชาญละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ขึ้นมาคุยกับเธอ“ฉันก็พาแม่ไปไหว้พระที่จังหวัดอยุธยา ขนาดเลย่เทศกาลมาแล้วคนก็ยังเยอะอยู่เลย”
“ยังไงก็ดีกว่าอยู่บ้านนะ”เอวากล่าวพลางเปิดอีเมล์ที่เอ็มม่าส่งมาให้แต่ยังไม่ทันได้อ่านเธอก็หยิบกล่องชาพรีเมี่ยมที่เอ็มม่าฝากมายื่นให้นาชาญที่โต๊ะแล้วบ่นให้ฟัง“เมื่อกี้พี่เอ็มม่าเอาชาพวกนี้มาให้เป็ค่าจ้างต่างหากด้วย บอกให้ช่วยไปดูทีมของออลันด์กับธนันต์ให้หน่อยพวกนั้นขาดการติดต่อไปั้แ่วันศุกร์แล้ว”
“เมื่อกี้ฉันเห็นอีเมล์จากคุณเอ็มม่าแล้วล่ะ”
“ที่จริงต้องส่งทีมพวกเราไปแต่ทีมเราหยุดก็เลยส่งพวกนั้นไปแทน”
นาชาญอ่านอีเมล์ให้เอวาได้ยินด้วย “พวกนั้นไปตรวจสอบโรงงานร้างใกล้แม่น้ำปิงชาวบ้านบางคนบอกว่าได้ยินเสียงครวญครางของคนจำนวนมากดังออกมาจากอาคารนั่นฉันว่าเป็เสียงลมหรือเปล่า”
เอวาเดินไปอ่านอีเมล์ที่เครื่องตนเองบ้างแล้วจึงกล่าวตอบ“แต่มีพยานที่เคยขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปใกล้โรงงานตอนกลางคืนเห็นว่าจะเข้าไปถ่ายวีดีโอทำคลิปผีลงโซเชียลเรียกยอดคนดูแต่พอเข้าไปข้างในเขาบอกว่าเห็นเงาคนเป็สิบยืนหันหน้ามาทางเขา”
“แต่พวกนั้นก็ไม่เห็นนี่ว่าสภาพเงาที่ว่าเป็ยังไงตายยังไง”
“เขาเห็นแค่เงาก็วิ่งออกมากันแล้วใครจะไปยืนรอสังเกตล่ะ นายนี่ประหลาดจริง”
“งั้นเราคงต้องไปดูที่นั่นเองตอนกลางคืนแล้วไม่มีเบาะแสอะไรเลย” นาชาญกล่าวก่อนจะนึกเื่สำคัญขึ้นมาได้ “ว่าแต่ทำไมถึงส่งนักประวัติศาสตร์ไปดูล่ะทีมของออลันด์ถนัดเื่นั้นไม่ใช่เื่ความเชื่อนะ”
เอวาเปิดเอกสารแนบในอีเมล์ขึ้นมาอ่าน แล้วเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย“มีชาวบ้านเห็นสะเปาขนาดใหญ่ลอยมาตามแม่น้ำปิงเกือบยี่สิบกระทงทั้งที่ไม่ใช่วันยี่เป็งนี่แปลกมั้ย เกี่ยวกันหรือเปล่า”
“ลอยสะเปานอกเทศกาลยี่เป็งงั้นหรือ”
เอวากระพริบตาก่อนถามขึ้นตรงๆ “อะไรคือสะเปาและอะไรคือยี่เป็ง”
นาชาญเหลือบตาหันมามองเอวาที่กำลังคาดหวังคำตอบจากเขาแล้วจึงเริ่มอธิบายอย่างเสียไม่ได้ “สะเปาเป็กระทงที่ทำเป็รูปเรือแล้วเอาไปลอยน้ำในวันยี่เป็ง วันยี่เป็งก็คือ่เดียวกับวันลอยกระทงนั่นแหละ”
“งั้นทำไมต้องเป็กระทงใหญ่ด้วยแล้วทำไมถึงเอาไปลอยน้ำทั้งที่ไม่ใช่วันลอยกระทง”
“ทำไมงั้นหรือ” นาชาญพึมพำพลางใช้ความคิด“ตามตำนานั้แ่สมัยหริภุญชัยบอกว่าประเพณีนี้เริ่มมาจากการอพยพของชาวมอญเพราะโรคอหิวาตกโรคระบาดพวกเขาอพยพไปอยู่ที่เมืองหงสาวดีที่พม่าราวๆ หกปี ตอนหลังเมื่อเื่สงบแล้วชาวหริภุญชัยที่อพยพไปจึงกลับมายังถิ่นเกิด แต่ก็มีญาติพี่น้องบางคนที่ไม่ได้กลับมาด้วยพวกเขาก็เลยสร้างสะเปาเพื่อเอาไว้ใส่ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆและอาหารลอยไปตามแม่น้ำปิงในวันยี่เป็งเพื่อระลึกถึงญาติที่ยังอยู่หงสาวดีสะเปาตามประเพณีของชาวมอญจึงมีขนาดใหญ่กว่ากระทงในปัจจุบัน”
“งั้นก็เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์น่ะสิ”
นาชาญย่นคิ้วสีหน้าไม่เห็นด้วยสักเท่าใดนักเขากล่าวตอบเธอ“ตำนานเล่าว่าในสมัยโบราณจังหวัดลำพูนอยู่ในอาณาเขตของเมืองหริภุญชัยส่วนใหญ่หลักฐานที่พบจะเป็หลักฐานทางวรรณคดีหรือนิทานไม่ใช่จดหมายเหตุหรือบันทึกจากบุคคลในประวัติศาสตร์ก็เลยยังพิสูจน์ได้ไม่แน่ชัดแต่ถ้าเป็บันทึกเื่พิธีลอยโขมดของชาวบ้านหนองดู่อันนั้นก็เป็ยุคใหม่ขึ้นมาหน่อยแต่ยังไงก็ไม่น่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ฉันก็เลยแปลกใจว่าทำไมให้ทีมที่ถนัดประวัติศาสตร์ไปตรวจสอบน่ะสิ”
“ก็ทีมเราได้รับวันหยุดชดเชยยาวไงแต่ทีมของออลันด์ว่างอยู่พอดี”
“แล้วพวกนั้นได้อะไรมาบ้างมั้ย”
“เื่นี้แหละ” เอวาถอนหายใจยาว“เห็นว่าหลังจากไปที่โรงงานก็หายตัวไปทั้งสองคน ตอนนี้ยังติดต่อไม่ได้เลย”
“ฮะ” นาชาญเอ่ยปากอย่างคาดไม่ถึง“งั้นงานครั้งนี้ก็คือให้ไปช่วยพาสองคนนั้นกลับมางั้นหรือ”
เอวายิ้มเจื่อนแล้วกล่าวตอบสั้นๆ “ใช่เลย”
“พวกนั้นเล่นอะไรกันอยู่เนี่ย”
“พี่เอ็มม่าส่งตั๋วเครื่องบินแล้วก็รายละเอียดการจองรถกับที่พักมาให้ด้วยเดินทางพรุ่งนี้”
“ทำไมทุกอย่างมันเร่งรีบไปหมด”นาชาญถอนหายใจยาวทำได้แค่ยอมรับเงียบๆ “ตามนั้นแหละพรุ่งนี้มาที่สำนักงานก่อนค่อยขับรถไปสนามบิน”
เอวายิ้มขำกับท่าทางที่เหมือนจะไม่สบอารมณ์แต่ก็ไม่ปฏิเสธของอีกฝ่ายก่อนจะหันกลับไปนั่งทำงานเงียบๆ