หลินกั๋วผิงอดคิดไม่ได้ว่าการที่จู่ๆ หลิวกุ้ยหลานจะมาพาลูกสาวไปอยู่ด้วย ย่อมต้องมีเบื้องลึกเื้ับางอย่างซ่อนอยู่แน่ ไม่ว่าเหตุผลแท้จริงจะเป็อะไร เขาจะไม่มีวันยอมยกลูกสาวให้ เว้นเสียแต่ว่าเสียวเสวี่ยจะเต็มใจไปเอง
หลินกั๋วผิงลูบศีรษะเล็กๆ ของเสียวเสวี่ยอย่างอ่อนโยน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ตราบใดที่เสียวเสวี่ยไม่เต็มใจไปกับเขา พ่อจะไม่ยอมให้เขาพาหนูไปเด็ดขาด เสียวเสวี่ยสบายใจได้ พ่อจะทำงานหนักเพื่อให้หนูมีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้”
เสียวเสวี่ยยิ้มหวานให้หลินกั๋วผิง “หนูเชื่อว่าพ่อจะทำให้หนูมีชีวิตที่ดีได้แน่นอนค่ะ ต่อให้ต้องตามพ่อไปขอข้าวกินทุกวันหนูก็ยอม แค่ได้อยู่กับพ่อและคุณอาสามหนูก็มีความสุขมากแล้ว หนูจะรีบโตเร็วๆ จะได้ดูแลพ่อกับคุณอาสามให้ดีๆ แล้วจะช่วยคุณอาสามหาภรรยาสวยๆ ด้วยค่ะ”
ลูกสาวช่างรู้ความเช่นนี้ทำให้หลินกั๋วผิงรู้สึกตื้นตันใจเป็อย่างยิ่ง ทว่าในขณะเดียวกัน มันก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดในใจ ที่เขาไม่อาจมอบชีวิตที่สุขสบายกว่านี้ให้แก่ลูกสาวได้
คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบสงบ ไม่ทันไรก็เข้าสู่เช้าวันรุ่งขึ้น
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ เสียวเสวี่ยก็ตามหลินกั๋วอันขึ้นเขาไปด้วยความกระตือรือร้น เธอสะพายตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กและถือจอบเล็กติดตัวไปด้วย หลินกั๋วอันเห็นเด็กหญิงเตรียมของพวกนี้มาก็รีบทักว่า “เสียวเสวี่ย ฤดูนี้บนเขาไม่มีผักป่าให้ขุดแล้วนะ หนูจะเอาตะกร้ากับจอบมาทำไม?”
เสียวเสวี่ยรีบอธิบาย “ถึงแม้ว่าฤดูนี้จะขุดผักป่าไม่ได้แล้ว แต่เราก็ขุดอย่างอื่นได้นี่คะ พอไปถึงบนเขาเดี๋ยวคุณอาสามก็รู้เองค่ะ”
เมื่อเห็นหลานสาวทำท่าทีลึกลับ หลินกั๋วอันก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่ลูบหัวเธออย่างเอ็นดู แล้วก็แย่งของในมือเธอมาถือไว้ให้
หลินกั๋วผิงกลัวว่าลูกสาวจะหิวระหว่างทาง จึงยัดขนมปังกรอบครึ่งห่อใส่ไว้ในตะกร้าไม้ไผ่ใบเล็กของเธอ
ลักษณะภูมิประเทศของหมู่บ้านต้าเหอส่วนใหญ่เป็ที่ราบ ถึงแม้จะมีูเาอยู่บ้าง แต่ก็เป็ูเาเตี้ยๆ คล้ายเนินดิน ส่วนูเาที่อาสามพาเสียวเสวี่ยไปนั้นอยู่ในเขตหมู่บ้านซงหยวน หมู่บ้านเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน ซึ่งมีูเาสูงตระหง่านและป่าสนหนาทึบ
หมู่บ้านซงหยวนรายล้อมไปด้วยขุนเขา ยอดที่สูงที่สุดมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณเจ็ดถึงแปดร้อยเมตร บนูเามีป่าสนกว้างใหญ่ไพศาลราวมหาสมุทร ต้นไม้ใบหญ้าอุดมสมบูรณ์เขียวชอุ่ม
บนูเาแห่งนี้ไม่ได้มีแค่กระต่ายป่าหรือไก่ป่า แต่ยังมีพังพอน แมวป่า และสัตว์อื่นๆ อาศัยอยู่ชุกชุม ได้ยินว่าเมื่อก่อนเคยมีสุนัขจิ้งจอกและหมาป่าด้วย แต่ไม่รู้ว่าทำไมพักหลังๆ สัตว์นักล่าพวกนี้ถึงค่อยๆ หายหน้าหายตาไป
คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า ชาวบ้านซงหยวนในสมัยก่อน หรือ่ก่อนยุคที่ 70 80 หลายคนเคยเห็นหมาป่าสีเทาตัวใหญ่... ที่น่าขนลุกกว่านั้นคือ บางทีตอนกลางคืนเดินอยู่บนถนนเปลี่ยว อาจจะมีหมาป่าตาสีเขียวเดินสะกดรอยตามหลังมาเงียบๆ ก็เป็ได้
หมู่บ้านซงหยวนมีูเาเยอะ จึงมีฟืนให้เก็บเยอะตามไปด้วย ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงหลายแห่งจึงมักจะมาเก็บฟืนที่นี่ และแน่นอนว่า ถ้าอยากจะหาของป่าประทังความหิว ก็ต้องดั้นด้นมาที่นี่เช่นกัน
เสียวเสวี่ยเดินต้อยๆ ตามหลังหลินกั๋วอัน ่แรกเธอก็ยังพอเดินตามทัน แต่พอเดินไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ขาเล็กๆ ก็เริ่มก้าวไม่ออก ร้องโอดโอยขอพักเหนื่อยก่อนแล้วค่อยเดินต่อ
เดินๆ หยุดๆ อยู่อย่างนั้นร่วมชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดก็ถึงยอดเขา
หลินกั๋วอันตรงไปดูกับดักกระต่ายสองสามอันที่เขาดักทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ แน่นอนว่าเขาหวังจะให้เ้ากระต่ายตัวอ้วนๆ หลงมาติดกับดักสักตัว จะได้เอาไปทำอาหารมื้ออร่อยให้ครอบครัวกิน
เส้นทางบนูเาเดินค่อนข้างลำบาก มีหญ้าขึ้นรกทึบ ป่าสนหนาแน่น ทางเดินใต้ฝ่าเท้าบาง่ก็ราบเรียบ บาง่ก็สูงชันขรุขระ
“เสียวเสวี่ย ทางเดินไม่ค่อยดี ให้อาอุ้มหนูไปดีกว่า” หลินกั๋วอันพูดพลางย่อตัวลง “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณอาสาม หนูเดินเองได้ ถ้าเจอทางที่เดินยากหนูจะจับแขนคุณอาไว้ค่ะ”
เสียวเสวี่ยเดินตามหลังคุณอาสามต้อยๆ ไปดูกับดักกระต่าย ระหว่างทางเธอก็มองซ้ายมองขวาอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่เพื่อชมวิวทิวทัศน์ แต่เพื่อสอดส่องหาของที่ตัวเอง้า
หลินกั๋วอันวางกับดักกระต่ายไว้หลายจุด แต่น่าเสียดายที่ไม่มีกระต่ายหลงกลมาติดบ่วงเลยสักตัว จนกระทั่งมาถึงจุดวางกับดักอันสุดท้าย เขามองเห็นก้อนสีดำๆ อยู่ไกลๆ “เสียวเสวี่ย! กระต่ายติดกับแล้ว! พวกเรามีเนื้อกินแล้ว!”
เสียวเสวี่ยมองตามนิ้วที่หลินกั๋วอันชี้ ก็เห็นก้อนสีดำๆ อยู่จริงๆ แต่อยู่ไกลเกินไปจนมองไม่ชัด รู้แต่ว่าเป็สัตว์แน่ๆ
เสียวเสวี่ยรีบจ้ำอ้าวตามหลินกั๋วอันไป กับดักวางอยู่ใต้ต้นสนแก่ต้นหนึ่ง และมีสัตว์ติดอยู่จริงๆ แต่มันไม่ใช่กระต่ายป่าตัวอ้วนพี... ทว่ากลับเป็สุนัขตัวหนึ่ง
สุนัขตัวนี้หนักประมาณสิบกว่าชั่ง หน้าตาน่าเอ็นดู ขนสีดำขลับ แต่ไม่ได้ดำปลอดทั้งตัว บริเวณอุ้งเท้า ปลายหาง และกระจุกขนที่คอเป็สีขาว จัดว่าเป็สุนัขลายดำขาวพันธุ์ทางธรรมดาๆ แม้จะผ่านไปอีกยี่สิบสามสิบปี สุนัขในชนบทส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็พันธุ์ทางแบบนี้ สุนัขพันธุ์ดีแสนบอบบางพวกนั้น เหมาะสำหรับคนในเมืองที่มีเงินเหลือเฟือและเวลาว่างคอยประคบประหงมมากกว่า การเลี้ยงสุนัขพันธุ์ทางในชนบทดูจะสมบุกสมบันและเหมาะสมกว่าเยอะ
เ้าหมาน้อยตัวนี้ดูอ่อนแรงเต็มที คาดว่าน่าจะติดกับดักอยู่นานมากแล้ว
หลินกั๋วอันประเมินน้ำหนักของมันแล้วพึมพำว่า “ในเมื่อไม่ได้กระต่าย งั้นก็เอาหมาตัวนี้กลับไปตุ๋นกินแทนแล้วกัน เนื้อหมาแช่เย็นก็อร่อยดีเหมือนกันนะ”
เสียวเสวี่ยได้ยินคุณอาสามจะจับเ้าหมาน้อยไปลงหม้อก็รีบห้ามเสียงหลง “คุณอาสามคะ! หมากินไม่ได้นะคะ! หมาเป็เพื่อนที่ซื่อสัตย์ เป็เพื่อนที่ดีของมนุษย์ มันช่วยเฝ้าบ้านได้... กินไม่ได้นะคะ! คุณอาสามรีบปล่อยหมาน้อยน่าสงสารตัวนี้ไปเถอะค่ะ”
“โอเคๆ อาเชื่อฟังเสียวเสวี่ย พวกเราจะไม่กินหมาตัวนี้” หลินกั๋วอันรีบปลดบ่วงที่รัดตัวหมาออก เ้าหมาน้อยเป็อิสระแล้ว แต่มันยังไม่ยอมหนีไปไหน ดวงตาที่เปียกชื้นจ้องมองผู้ช่วยชีวิตตาแป๋วอย่างน่าสงสาร
เสียวเสวี่ยเดาว่าเ้าหมาน้อยคงจะหิวโซ จึงรีบควานหาขนมปังกรอบในตะกร้าออกมา หักชิ้นหนึ่งวางไว้ตรงหน้ามัน “เ้าหมาน้อย รีบกินสิ กินอิ่มแล้วก็กลับไปหาเ้าของซะนะ ต่อไปอย่าวิ่งซนจนหลงมาติดกับดักอีกรู้ไหม”
เมื่อเห็นหลานสาวแบ่งขนมปังกรอบให้หมาจรจัดกิน แถมยังเป็หมาป่าที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า หลินกั๋วอันก็อดบ่นไม่ได้ “เสียวเสวี่ย! ทำไมหนูถึงเอาขนมปังกรอบให้หมากินล่ะ? เดี๋ยวกลับไปอาจะฟ้องพ่อหนู คอยดูซิว่าพ่อหนูจะตีหนูหรือเปล่า”
เสียวเสวี่ย “…”
“หนูรู้ว่าคุณอาสามรักหนูที่สุด ใจดีกับหนูที่สุดในโลก คงไม่ใจร้ายไปฟ้องพ่อหนูหรอก... ใช่ไหมคะ?” เสียวเสวี่ยรีบเกาะแขนหลินกั๋วอันแล้วอ้อนทันที ได้ผลชะงัด... “เฮ้อ... เด็กคนนี้นี่ อาเอาชนะหนูไม่ได้จริงๆ”
เสียวเสวี่ยหัวเราะคิกคัก เมื่อเห็นเ้าหมาน้อยกินขนมปังกรอบจนเกลี้ยง แล้วยังคงเงยหน้ามองเธอตาละห้อย ลิ้นสีแดงเล็กๆ แลบออกมาเลียปากแผล็บๆ ดูท่าจะยังไม่อิ่ม เสียวเสวี่ยจึงแบ่งให้มันอีกสองชิ้น “เ้าหมาน้อย ฉันให้เธอกินแค่นี้นะ ถ้าให้มากกว่านี้คุณอาสามของฉันจะตีฉันจริงๆ แล้ว”
เ้าหมาน้อยดูเหมือนจะฟังรู้เื่ มันผงกหัวหงึกหงักอย่างว่าง่าย แล้วก็กระดิกหางดุ๊กดิ๊กให้เธอเป็การขอบคุณ
ทันใดนั้นสายตาของหลินกั๋วอันก็เหลือบไปเห็นไก่ป่าตัวหนึ่ง ดวงตาของเขาเป็ประกายวาววับทันที “เสียวเสวี่ย! หนูรออยู่ที่นี่นะ อย่าไปไหนล่ะ! อาจะไปไล่จับไก่ป่าตัวนั้น!”
เสียวเสวี่ยเองก็เห็นไก่ป่าตัวนั้นที่บินถลาลงมาจากเนินเขาฝั่งตรงข้าม มันเป็ไก่ป่าตัวผู้ขนสีแดงสด ตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์น่ากินมาก
สิ้นเสียงสั่ง หลินกั๋วอันก็พุ่งตัววิ่งไล่กวดไก่ป่าตัวนั้นไปทันที เ้าไก่ป่าวิ่งเร็วปานลมกรด แต่หลินกั๋วอันก็สับขาไล่ตามไปติดๆ ด้วยความเร็วที่ไม่แพ้กัน