กงเชาพานางไปเก็บผักสดที่แปลงด้านหลังที่เขากับซูเยว่ช่วยกันปลูกเอาไว้เขาสอนวิธีถอนต้นผักมิให้บอบช้ำและล้างผักให้สะอาด
“ศิษย์พี่รองให้ข้าหัดหั่นผักได้หรือไม่?”
“ได้สิเดี๋ยวข้าทำให้ดูเป็ตัวอย่าง เ้าหัวไวอยู่แล้ว สอนแป๊บเดียวก็เป็”
เสี่ยวหยี่เก่งกว่าที่เขาคิดเอาไว้นางหั่นผักขนาดเท่ากันและรวดเร็วกว่าที่กงเชาทำมาก
“เ้าเก่งกว่าข้าเสียอีกไหนบอกว่าไม่เคยทำครัว?”
“ข้าไม่รู้เหมือนกันศิษย์พี่รองรู้สึกว่าการจับมีดเป็เื่ที่ข้าทำมาตลอด”
กงเชามองเด็กหญิงอายุสิบสองเบื้องหน้าด้วยความประหลาดใจหากว่านางเป็หญิงสาวเขาก็อาจจะสงสัยว่านางอาจจะเป็แม่ครัวที่เก่งกาจแต่นี่งานบ้านนางก็ไม่เคยทำ งานครัวก็ไม่เคยจับแต่กลับใช้มีดได้อย่างคล่องแคล่ว
“ถ้าเ้าใช้มีดได้เก่งขนาดนี้ก็ช่วยข้าหั่นเนื้อหมูเป็ชิ้นขนาดเท่าลูกเท่าสักชามก็แล้วกัน ข้าจะได้ทอดไว้กินกับข้าวต้ม”
“ดีเ้าค่ะข้าชอบกินหมูทอด”
กงเชาหันมามองแล้วส่ายหน้า“ข้าว่าเ้าน่ะชอบทั้งเนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัวนั่นล่ะ เห็นกินจนเกลี้ยง”
“แหะๆศิษย์พี่รองรู้แล้ว”
“ข้าคอยสังเกตเ้าอยู่ตลอดจะไม่รู้ได้อย่างไร?”
เสี่ยวหยี่คิดว่าตนเองยังมีโชคที่ได้มาเจอกับกงเชาไม่เช่นนั้นก็ไม่แน่ว่านางจะได้กินอาหารพื้นๆ ที่รสชาติอร่อยอย่างนี้หรือไม่เด็กหญิงตั้งใจสังเกตขั้นตอนและท่าทางในการทำอาหารของศิษย์พี่รองอย่างสนอกสนใจ
“ดูเหมือนการทำอาหารก็ไม่ได้ยากนะเ้าคะ”
“คราวหน้าข้าจะให้เ้าได้ลองทำนะแต่ครั้งนี้ดูข้าทำไปก่อน”
เด็กหญิงรู้สึกอบอุ่นใจที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากกงเชานางรู้สึกคุ้นเคยว่ามีบุรุษผู้หนึ่งเคยดูแลนางเช่นนี้...
‘หรือว่า? ข้าจะมีพี่ชาย’
นางยืนนิ่งด้วยความหวังว่าจะนึกออกเผื่อตนมีพี่ชายจริงแต่ทุกอย่างกลับมืดมน กงเชาที่ง่วนกับการทำอาหารจนตักใส่จานเรียบร้อยก็รีบเรียกให้เสี่ยวหยี่เอาไปขึ้นโต๊ะ
หลังกินอาหารเช้าเสร็จนักพรตจูเิจึงหันไปมองกงเชาและเสี่ยวหยี่
“วันนี้อาจารย์อยากให้พวกเ้าไปด้วยหากเราไปหลายคนจะได้ขอค่าแรงเพิ่มขึ้น”
“ดีขอรับ ข้าอยากไปด้วย”
“ข้าก็เหมือนกันเ้าค่ะ”
“ได้ๆวันนี้ก็ไปด้วยกันทั้งหมดนี่ล่ะ”
แม้ว่าสภาพที่อยู่อาศัยของอารามเทพดูจะไม่เหมาะสมกับชื่อทว่าม้าทั้งสามตัวที่พวกเขาใหญ่กลับเป็ม้าพันธุ์ดีตัวใหญ่แข็งแรงนักเสี่ยวหยี่ขี่ม้าตัวเดียวกันกับกงเชา
เส้นทางลงเขาคดเคี้ยวและซับซ้อนจนนางไม่อาจจะจำได้กระทั่งมองเห็นป้ายไม้แกะสลักลวดลายโดยรอบงดงามเขียนคำว่าอารามเทพด้วยลายมือทรงพลัง นางจึงรู้ว่าถึงทางลงเขาแล้ว
“ศิษย์พี่รอง นี่เราพ้นจากค่ายกลแล้วใช่หรือไม่?”
“อีกครึ่งลี้ต่างหาก”
“ท่านบอกว่าคนที่มาเห็นแค่ป้ายอารามเทพก็รู้สึกเลื่อมใสแล้วพวกเขาผ่านค่ายกลเขาหงส์มาได้อย่างไร?”
“ท่านอาจารย์พามาน่ะสิ ผู้ใดที่อยากจะมาเห็นก็จะรวมกลุ่มพาเข้ามาเพียงครั้งเดียวแล้วก็พาออกไป”
“อ้าว!แล้วไม่พาพวกเขาขึ้นไปถึงอารามหรือเ้าคะ?”
“จะพาไปทำไมกัน?ขืนพวกเขาไปเห็นที่อยู่ของพวกเราซอมซ่อเช่นนั้นก็หมดศรัทธากันพอดีพามาดูแค่ป้ายอันยิ่งใหญ่สวยงามแล้วก็พาลงไป”
“อ้อ!”
เสี่ยวหยี่ได้แต่นึกในใจว่าสมแล้วกับที่เป็ลัทธิลวงโลกที่นางบอกว่าอยากเห็นการทำพิธีของนักพรตจูเิก็เพราะอยากรู้ว่าพวกเขาใช้วิธีการใดในการหลอกลวงชาวบ้าน
หลังจากเดินทางครึ่งชั่วยามก็มาถึงหมู่บ้านเป้าหมายซูเยว่รีบไปติดต่อบ้านหลังใหญ่ที่อยู่หลังแรกอวดอ้างว่าอาจารย์ของตนคือนักพรตเทพที่สามารถเรียกลมเรียกฝนได้บ่าวรับใช้ที่มาเปิดประตูถามไถ่ได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นเต้นบอกให้ซูเยว่รออยู่หน้าประตูใหญ่สักครู่
เกือบหนึ่งปีแล้วที่หมู่บ้านแถบนี้ต้องประสบภัยแล้งแม้พวกเขายังมีน้ำกินน้ำใช้ แต่ไม่อาจเพาะปลูกได้ตามที่้าสระน้ำและบ่อที่กักเก็บน้ำเอาไว้ก็หร่อยหรอเมื่อมีผู้วิเศษอวดอ้างตนว่าเรียกลมเรียกฝนได้พวกเขาก็ตื่นเต้นดีใจ
“ท่านนักพรตเทพท่านเรียกเมฆฝนได้จริงหรือขอรับ?”
นักพรตจูเิไม่ตอบคำถามนั้นยังทำทียืนนิ่งนับลูกปะคำไปเรื่อยๆ ด้วยอาการสงบและสำรวมปล่อยให้ซูเยว่ทำหน้าที่ติดต่อลูกค้า
“คารวะท่านผู้าุโข้าน้อยซูเยว่เป็ศิษย์ของท่านอาจารย์ เมื่อวานอาจารย์ข้าเพิ่งไปทำพิธีที่หมู่บ้านถัดไปพวกท่านไม่ได้ข่าวบ้างเลยหรือ?”
“ไอหยา! ที่แท้เป็ท่านนี่เองผู้วิเศษที่พวกเขาพูดถึง ข้านึกว่าจะเป็นักบวชที่อายุมากกว่านี้เสียอีก”เ้าของบ้านละสายตาจากซูเยว่หันไปมองนักพรตจูเิอีกครั้ง
“ทำไมหรือ? ท่านอาจารย์ของข้าดูไม่น่าเชื่อถือหรือไร?”
“มิได้ๆ ข้าเพียงแต่สงสัยว่าท่านดูยังหนุ่มยังแน่นไม่รู้ว่าจะเก่งกาจถึงปานนี้”
“ท่านอาจารย์ของข้ามีคาถาวิเศษมากมายทั้งปราบผีปราบภูตผีปีศาจ เชิญิญญา ทำพิธีติดต่อิญญา และยังเรียกลมเรียกฝนได้ลัทธิเทพตั้งอยู่บนเขาหงส์ ท่านไม่เคยได้ยินเลยหรือ?”
เ้าของบ้านโคลงศีรษะจะตอบว่าไม่รู้จักก็เกรงว่าตนเองจะดูไม่ฉลาดจึงได้ยิ้มแหยๆ“คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินอยู่นะ”
“ตกลงท่านสนใจจะทำพิธีเรียกฝนให้ตกในที่นาของตนหรือไม่?”
ครั้นเ้าของบ้านบอกขนาดของที่นาให้ทราบซูเยว่ก็รีบคำนวณราคาค่าจ้างในทันที
“หากว่าทำพิธีไม่สำเร็จพวกเราขอรับเพียงค่าตั้งแท่นพิธี”
“ดี! เช่นนั้นข้าตกลง”
คนกลุ่มใหญ่จึงพากันไปยังที่นาของเ้าของบ้านซึ่งอยู่นอกหมู่บ้านไปไม่ไกลนักเมื่อตั้งแท่นพิธีเสร็จ นักพรตจูเิก็เริ่มทำพิธีเพื่อให้ดูเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์เขาจึงไม่อาจนำเอาคัมภีร์ขึ้นมากางเพื่อท่องคาถาได้แต่กลับใช้วิธีคัดลอกใส่กระดาษเล็กๆ ซ่อนในแขนเสื้ออาศัยการเหลือบมองในยามที่ไม่มีผู้อยู่ใกล้
“ในยามทำพิธีไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามเข้าไปในเขตที่ข้าขึงเชือกเอาไว้”ซูเยว่ทำการปักไม้เป็อาณาเขตกว้าง
เสี่ยวหยี่กลับตาดีนางสังเกตว่านักพรตจูเิคอยเหลือบมองและเลื่อนแขนเสื้ออยู่เป็ระยะ จึงหันไปกระซิบกับกงเชา
“ข้าเห็นท่านอาจารย์แอบดูโพยที่เขียนคาถาเอาไว้นะเ้าคะ”
***************************

