เทพยุทธ์มารสยบเทพ

    เล่มที่ ๕ บทที่ ๑๐ งานเลี้ยงสี่ตระกูล กลาง

    บทที่ ๗๖


            ทั่วทั้งบริเวณต่างหมอบกราบไม่ว่าจะสูงยศ อหังการเจ้ายุทธอย่างหยางต้าหยวน บัดนั้นต่างก้มหน้าไม่ไหวติงเพราะตอนนี้เบื้องหน้าพวกมันนั้นคือผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดของแผ่นดินจักรพรรดิองค์ที่สามแห่งราชวงศ์ ‘ถังเกาจง’


            หลังจากที่เงียบไปอึดใจใหญ่เสียงหัวร่อของชายผู้ที่เต็มไปด้วยอำนาจก็ดังซ่านขึ้น“ฮ่าๆ อะไรกันๆ ลุกขึ้นพวกเจ้ามาชุมนุมจะมามัวนั่งคุกเข่าอยู่ได้อย่างไร”สิ้นคำเสียงโดยพร้อมเพรียงก็แว่วตัดมา


            “พะยะค่ะ”


            ทั้งหมดต่างลุกขึ้นโดยพร้อมหยวนกหลี่ตามององค์ฮ่องเต้แห่งต้าถังครู่หนึ่งก่อนจะหลบสายตาออกไปทั้งสี่ตระกูลใหญ่และตระกูลอื่นๆที่เข้าร่วมพลันนิ่งเงียบไม่อาจจะขยับตัวเพราะตัวตนอย่างองค์จักรพรรดิแล้วแม้แต่สี่ตระกูลหลักยังนับว่าหากจะเข้าเฝ้าต้องเป็นตัวตนสูงส่งของตระกูลพวกสาขารองนะหรือ เลิกฝันไป แต่วันนี้องค์ถังเกาจงพลันปรากฏกายพวกตระกูลเล็กทั้งหลายนับแต่เกิดมาบางคนยังไม่อาจเห็นพระพักตร์แต่วันนี้กลับห่างไกลเพียงไม่กี่วา


            หวังจวินทอดสายตามองลงมาอย่างประหลาดใจชายหนุ่มไม่นึกว่าองค์ถังเกาจงจะมาด้วยตนเองขนาดนี้


            “ดูเหมือนงานเลี้ยงครั้งนี้จะน่าสนใจไม่น้อยเลยนะเจ้าสาม” หวังจวินพำพำยิ้มแย้มดูแล้วท่าทีของชายหนุ่มหาได้สั่นสะท้านเลยแม้แต่น้อย


            “นายท่านจะเข้าร่วมจริงหรือขอรับถ้ามีองค์เกาจงอยู่ร่วมเช่นนี้ อย่าว่าแต่เข้าร่วมเดินเฉียดเพียงห้าสิบก้าวพวกเราก็อาจจะถูกจับกุม”


            “ไม่ต้องห่วงเจ้าสามเรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง”ว่าแล้วหวังจวินก็เดินทอดน่องกลับเข้าไปด้านในห้องโดยไม่ได้สนใจเรื่องราวอีกเจ้าสามจ้ององนายของมันจนปิดประตูแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เข้าใจเรื่องราวที่อยู่ในหัวของหวังจวินอยู่ดี


            หลังจากที่การมาของฮ่องเต้บรรยากาศที่เกิดขึ้นก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหยางต้าหยวนที่แข็งกร้าวบัดนี้ดูนิ่งงันและอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่งหยวนไห่ที่ปากไม่ดีบัดนี้ได้แต่เงียบงัน


            ทั้งหมดนั่งก้มลงไม่อาจเอ่ยวาใดเล็ดรอดออกมาจากปากตระกูลเล็กใหญ่ตอนนี้อย่าว่าแต่ขยับกาย แม้แต่ลมหายใจพวกมันยังไม่กล้าทำเสียงดัง


            ถังเกาจงสูดลมหายใจลึกล้ำด้านหลังเป็นราชองครักษ์สวมหน้ากากสีดำผู้หนึ่งดูแล้วพระองค์ไม่น่าจะออกมาที่นี่ด้วยขบวนเสด็จแต่อย่างใดบางทีอาจจะหลบออกมากับคนสนิทที่รู้ใจเท่านนั้น อย่างไรก็ดีราชองครักษ์นายนี้กับมีท่าทีเรียบง่าย ดูจากแววตาและริ้วรอยบริเวณรอบๆดูแล้วไม่น่าจะอายุเกินสามสิบห้าปีการที่ถังเกาจงให้ติดตามมาแต่ผู้เดียวนับว่าต้องมีฝีมือเชิงยุทธไม่ต่ำไปกว่าผู้ใดในยุทธภพ


            “นิ่งเงียบกันทำไมพูดจาอะไรกันบ้างสิ” ถังเกาจงเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มยินดีพระองค์ทอดมองตาทุกผู้คนราวกับว่าการสนทนาครั้งนี้เป็นเรื่องสนุกเรื่องหนึ่ง “หยวนไห่ เจ้ากล่าวประเด็นมา”สิ้นคำสั่งหยวนไห่ก็พงกหัวรับเล็กน้อย


            “ทูลฝ่าบาทงานประชุมครั้งนี้ จริงๆแล้วมีเรื่องที่ต้องการถกเถียงเพียงสามประเด็น” ว่าแล้วมันก็หันไปมองด้านหลังชั่วอึดใจคนตระกูลหยวนก็ส่งมอบเอกสารชิ้นหนึ่งให้แก่มัน “ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาครึ่งปีด้านเหนือของเราเกิดศึกสงครามเกี่ยวพันยาวนาน ตอนนี้สถานการณ์ยังคงไม่อาจคลี่คลาย ‘หยางโฉว’ที่เป็นหลายคนโตของท่านผู้อาวุโสต้าหยวนนั้นได้รับพระราชโองการให้นับทัพกว่าสามหมื่นคนขึ้นเหนือไปแต่ถึงตอนนี้การศึกทางเหนือยังคงไม่อาจต้อนพวกทูเจี๋ยว์ให้หลีกกลับนับว่าน่าผิดหวังอย่างยิ่ง”กล่าวจบหยางต้าหยวนพรางมองมาที่หยวนไห่ครู่หนึ่งอย่างไรเสียเรื่องนี้นับว่าเป็นจริง การคาดการณ์ตอนแรกคิดไว้ว่าไม่เกินสามเดือนแต่ตอนนี้เหตุการณ์ล่วงเลยมากว่าครึ่งปี นับว่าหยางโฉวทำงานได้ล่าช้าจริงๆ


            “อืมเช่นนั้นฮูหยินหานเห็นว่าเป็นเช่นไร ในฐานะที่เจ้าเป็นถึงฮูหยินของอดีตแม่ทัพใหญ่” ถังเกาจงหันมาถามเรียบๆ หานเจียนโค้งรับเล็กน้อยจึงเอ่ยความอย่างสำรวม


            “กองทัพม้าของทูเจี๋ยว์น่าหวาดหวั่นจริงๆอย่างไรเสียการศึกเกิดขึ้นเหนือแม่น้ำฮวงโหไปเพียงเล็กน้อย ที่นั่นเขตแดนเป็นป่าทึบยากแก่การใช้รถม้าทำศึกหยางโฉวความจริงแล้วไม่น่าจะใช้เวลาเนิ่นนานถึงเพียงนี้เพื่อปิดฉากศึกที่มีพวกทูเจี๋ยว์เพียงหนึ่งหมื่นคน” ว่าแล้วนางก็หันไปมองยังหยวนไห่ก่อนจะกล่าวต่อ “หยวนไห่กล่าวถูกต้องแล้วว่าหยางโฉวใช้เวลานานเกินไป”


            “แต่เรื่องนี้ข้าเห็นต่าง” ซ่งเฉวียนตัดขึ้นก่อนจะหันไปขอถังเกาจงที่โบกมือเป็นสัญญาณให้พูดต่อ“การศึกทางเหนือทหารของทูเจี๋ยว์แม้จะน้อยนิดเพียงหนึ่งหมื่นแต่อย่างไรเสียพวกมันก็เข้ารบแบบกองโจรซุ่มโจมตีบั่นทอนก่อนจะแฝงตัวเข้าร่วมกับชาวบ้าน ยากที่จะระบุตัว นอกจากนี้แล้วขุนศึกหลายนายที่มีประสบการณ์ถูกโยกย้ายลงไปทางใต้เพื่อสู้ศึกทางทะเลการที่หยางโฉวสามารถตรึงกำลังไว้ได้หกเดือนและมีความเสียหายต่อกองทัพเพียงเล็กน้อยนับว่าผลงานล้นเหลือแล้ว” สิ้นคำหยวนก็ตัดขึ้นอย่างไม่พอใจ


            “เหลวไหลรบแบบกองโจรนั้นหาได้เป็นข้อแก้ต่าง การจะสอดแทรกทหารเข้ามาในกองทัพได้นั้นแสดงว่ามีคนภายในคอยช่วยเหลืออยู่หยางโฉวปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้นับว่าน่าอับอายอย่างยิ่ง” อย่างไรก็ดีเมื่อพูดจบหยางต้าหยวนที่นิ่งเงียบไปก็หัวร่อออกมา


            “หยวนไห่ท่านแน่ใจหรือว่าหนวนที่เกิดขึ้นจะเป็นคนของโฉวเอ๋อร์เพียงผู้เดียว อย่าลืมว่ากองกำลังที่บุกขึ้นไปนั้นอย่างน้อยก็มีคนจากตระกูลหยวนกว่าหนึ่งในสามส่วน‘หยวนเตา’ลูกชายคนรองของท่านผู้ดูแลกองเสบียงเองก็เป็หนึ่งคนที่คุมกองกำลังส่วนใหญ่มิใช่หรือเช่นนี้แล้วท่านจะกล่าวหาโฉวเอ๋อร์แต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร” สิ้นคำหยวนไห่ก็ใบหน้าม่องแดง


            “ผู้อาวุโสตั้งแต่อดีต การศึกสงครามหัวมังกรย่อมกำหนดชะตาศึก หยางโฉวเป็นผู้บัญชาการทัพหลักหากไม่บริหารผิดพลาดไหนเล่าหยวนเตาจะเกิดช่องโหว่ได้ดังนั้นแล้วหยางโฉวไม่ว่าด้วยการศึกหรือการบริหารผู้คน นับว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง” จบคำเสียงหัวร่อขององค์จักรพรรดิ์ต้าถังก็ก้องกังวาน


            “ฮ่าๆพวกเจ้านี่มันร้ายกันจริงๆ เอาเถอะ เรื่องนี้ข้าพอจะแลเห็นปัญหาอยู่” ว่าแล้วถังเกาจงก็ของเอกสารของหยวนไห่มาดู


            เมื่อเปิดออกก็พบว่าเป็นแผนที่ของการศึกทางเหนือมันลงรายละเอียดการศึกไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ถังเกาจงจ้องมองอยู่อึดใจใหญ่ พระองค์พบว่านอกจากรายละเอียดจะครบถ้วนแล้ววิธีการแก้กลศึกที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ยังเต็มไปด้วยกลศึกที่แยบยลถังเกาจงเองต่างเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ


            “หยวนไห่แผนการศึกฉบับนี้เป็นของเจ้างั้นหรือ”


            “มิบังอาจฝ่าบาทกลศึกชุดนี้ล้วนเป็นของบุตรชายคนโตของข้า ‘หยวนตู้ชิง’ พะยะค่ะ” มันตอบอย่างยินดีเมื่อถังเกาจงได้ยินก็ต้องร้องโอออกมาคำหนึ่ง


            “อำมาตตู้ชิงน่ะหรือช่างยอดเยี่ยมนัก” ว่าแล้วฮ่องเต้แห่งต้าถังก็กล่าวถามต่อว่า“เช่นนี้เห็นทีต้องให้อำมาตน้อยมาบอกเล่าแก่ข้าแล้วว่าคิดกลศึกเช่นนี้ได้อย่างไร”


            เมื่อได้ยินดังนั้นใบหน้าของหยวนตู้ชิงพรางบังเกิดความยินดีหยางต้าหยวนพลันหางคิ้วกระตุกทีหนึ่ง


            “ฝ่าบาท” เสียงของหานเจียวตัดขึ้นบ้าง ถังเกาจงพลันหันมามองนางอย่างสนใจ


            “ว่าอย่างไรเจ้ามีอะไรจะเสริมงั้นหรือ”


            “เรื่องของการศึกทางเหนือนั้นล้วนเกี่ยวพันกับหลงเกาอินข้าเห็นว่าการศึกครั้งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่ากลศึกของอำมาตน้อยจะแยบยลแต่หากในกองบัญชาการที่หยางโฉวบัญชาการอยู่ยังมีความไม่แน่นอนเรื่องไส้ศึกข้าว่าการเปลี่ยนกองกำลังการบัญชาการทั้งหมดเป็นชุดใหม่ย่อมขจัดปัญหาไปได้อย่างไรเสียกลศึกสำคัญของการรบก็รับรู้อยู่แต่กับทหารระดับผู้บัญชาการแม้ว่าหลงเกาอินจะมีสายอยู่ในพวกทหารเลวอยู่บ้างแต่ก็ไม่ส่งผลอันใดดังนั้นเพื่อป้องกันการหลุดรอดของแผนการ ข้าว่าควรเปลี่ยนแปลง”


            “หานเจียวนี่เจ้า…” หยางต้าหยวนขุ่นเสียงแต่อย่างไรก็ดีเสียงของตระกูลเล็กๆอื่นๆก็สนัยสนุนมาโดยเร็ว


            “ฮูหยินกล่าวถูกต้องการศึกสำคัญ หัวมังกรจึงต้องสำคัญ”


            “ข้าตระกูลไป๋ขอร่วมศึกครั้งนี้”


            “ข้าตระกูลเกาสนับสนุนความคิดนี้”


            “สมแล้วที่เป็นฮูหยินอดีตแม่ทัพช่างรอบคอบเสียจริง”


            คำสรรเสริญต่างๆค่อยๆสนับสนุนมาถังเกาจงกวาดตามองเหล่าตระกูลเล็กตระกูลน้อยอย่างพึงใจกับการมีส่วนร่วมครั้งนี้แต่พระองค์เองก็ยังไม่ได้รับสั่งระบุอันใดเพียงหันมาทางซ่งเฉวียนก่อนจะถามขึ้น


            “ซ่งเฉวียนเจ้าเงียบมานาน เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไรในเรื่องนี้”


            “ฝ่าบาท…เรื่องนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่งไม่อาจดำเนินการเร่งด่วนเกินไปในความเห็นของข้า ข้าว่าควรทำทำการอย่างรอบคอบไม่ควรฟังเสียงเพียงแค่การประชุมเดียว”


            “เจ้ากล่าวมีเหตุผล” ถังเกาจงยิ้มแย้ม “เสียดายวันนี้ข้าเดินทางแต่เพียงผู้เดียวแม่ทัพนายกองแลขุนนางที่ปรึกษาหาได้ติดตามมามิเช่นนั้นคงต้องถกเรื่องนี้ให้เนิ่นนาน แต่ว่า ถกไปใช่จะแก้ไขได้ทันท้วงทีไว้พรุ่งนี้พวกเจ้าเข้าวังพูดคุยเรื่องนี้ใหม่อีกรอบจะเป็นไรไป”


            หลังจากนั้นทั้งหมดก็พูดคุยถึงเรื่องราวบ้านเมืองและการจัดสรรปปันส่วนสัมปทานต่างๆในส่วนนี้แน่นอนว่าตระกูลซ่งของซ่งเฉวียนได้รับความกรุณามากที่สุดจนเวลาล่วงเลยผ่านมา และแล้วหัวข้อสำคัญก็ถูกเอ่ยถึง


            “ฝ่าบาท…ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บุตรชายของข้าหยวนตู้ชิงสร้างความดีความชอบมากมายจวบจนวันนี้มันก็ถือว่าก้าวขึ้นมาเป็นอำมาตที่อายุน้อยที่สุดของแผ่นดินเราส่วนตัวข้าอายุล้วงเลยจะหกสิบปี ความฝันหนึ่งเดียวคือเห็นบุตรชายคนโตเป็นฝั่งฝาแต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาบุตรชายข้าหมายปองเพียงคนเดียวคือซ่งเอี้ยนหยานจึงอยากขอพระราชทานภรรยาหลวงให้กับบุตรชายข้าถือว่าเป็นกรุณาที่มันช่วยงานหลวงมาตลอดหลายปี”


            จบคำบอกกล่าวซ่งเฉวียนผู้เป็นบิดาขมวดคิ้วเป็นปมอย่างเดือดดาลมันหันขวับมาทางหยวนไห่อย่างรวดเร็ว


            “พี่ไห่ท่านกล่าวเช่นนี้ ไม่ไถ่ถามความเห็นข้าผู้เป็นบิดาหน่อยหรือ”


            “เรื่องนี้ต้องงถามเจ้าจริงๆนั่นแหละซ่งเฉวียน” ถังเกาจงเสริมขึ้น ด้วยเหตุนี้ทุกสายตาจึงจับจ้องมาที่ซ่งเฉวียนเป็นตาเดียว


            “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่บีบบังคับกันไม่ได้ฝ่าบาทลูกสาวข้าแท้จริงแล้วมีคนที่หมายปองอยู่ก่อน การบีบบังคับให้แต่งงานนั้นล้วนเป็นเรื่องที่ไม่อาจเกิดได้เมื่อนางมีคนที่ชื่นชอบอยู่แล้ว”


            “โอ เป็นเช่นนี้แต่ว่าข้าไม่เห็นว่าจะมีใครในแผ่นดินที่คู่ควรไม่ทราบมันผู้นั้นเป็นใครกันหรือซ่งเฉวียน”องค์จักรพรรดิแห่งต้าถังถามต่อ เพราะนี่นับเป็นครั้งที่สองที่ตนได้ยินว่าหนึ่งในสี่สาวงามชมชอบคู่มั่นคู่หมายบางคนอยู่


            “เรียนฝ่าบาทคนที่ข้ากล่าวถึงคือบุตรบุญธรรมของข้าเอง”เมื่อได้ยินหยวนและลูกชายคนที่หกและเจ็ดของมันพรางสบตากันไม่เอ่ยความถังเกาจงนั่งพิจารณาอยู่นานจึงได้เอ่ยคัดออกมา


            “หยวนตู้ชิงนับเป็นตัวตนชั้นใดอายุเพียงสิบเจ็ดปีก็ปราบกบฏทั่วทั้งฉางเจียงแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดการลุกฮือขึ้นทางใต้อายุยี่สิบก็บรรลุเป็นยอดยุทธอันดับหนึ่งของสิบยอดยุทธยุคใหม่ ความรู้เชิงอักษรสูงตำราพิชัยสงครามเองก็นับว่าไม่เบาเมื่ออายุครับยี่สิบสองปีข้าเองยังต้องมอบตำแหน่งอำมาตให้มันแต่งตั้งมันเป็นหนึ่งในที่ปรึกษา ซ่งเฉวียนในแผ่นดินนี้ข้าว่าหาคนที่เทียบเคียงมันผู้นี้ได้ยากอยู่ข้ามองไม่ออกจริงๆว่าคนที่เอี้ยนหยานลูกเจ้าจะชอบพอเป็นคนเก่งกาจปานใด”


            ซ่งเฉวียนเงียบอยู่นานจึงค่อยๆเอ่ยความอย่างสำรวมและเรียบง่ายผู้นำตระกูลซ่งค่อยๆบอกเล่าเรื่องราวว่าพบเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งตอนเด็ก มันช่วยเหลือชีวิตลูกสาวตนเองไว้อย่างไรจากนั้นก็ชื่นชมว่ามันเป็นคนช่วยเหลือด้านการค้าขายของตระกูลซ่งจนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งอย่างไร


            “ที่แท้เป็นเช่นนี้แต่ถึงอย่างนั้นการที่เจ้ารับมันเป็นบุตรบุญธรรมก็นับว่าตอบแทนมันแล้วเหตุใดยังต้องสนใจยกลูกสาวให้มันอีก” ถังเกาจงเอ่ยถามต่อ แต่ยังไม่ทันว่าอย่างไรก็ทรงตรัสขึ้นอีกครั้งว่า “จริงๆแล้วข้าหมายจะจัดงานแต่งให้กับตู้ชิงอยู่เช่นกันเดิมทีข้าหมายจะมอบเอี้ยนเอ๋อร์ธิดาข้าตบแต่งกับมัน แต่ว่าท่านอาจารย์ (หยางฟ่งเซียง) ได้สู่ขอเอี้ยนเอ๋อร์ให้กับศิษย์น้องของข้าที่ท่านอาจารย์รับไว้คนหนึ่งด้วยเหตุนี้ข้าจึงได้ถามถึง”ว่าแล้วก็จ้องพระเนตรไปยังหยางต้าหยวน “คุณหนูตระกูลหยางแต่ก็น่าเสียดาย ซ่งเฉวียนเจ้าไม่ใช่คนแรกที่ปฏิเสธหยวนตู้ชิงหยางหมิงซานเองก็ปฏิเสธเช่นกัน อี้เฟยนางตอนนี้หมั่นหมายกับผู้อื่นไว้และตอนนี้ก็เป็นเอี้ยนหยาน พูดแล้วก็น่าเสียดายคนที่ข้ารักดุจธิดาทั้งสามคนกลับไม่มีใครอยากตบแต่งกับหยวนตู้ชิงเลย”


            คำพูดของถังเกาจงสะท้านขึ้นให้กับหยวนไห่ในงานประชุมนี้มีมากมายหลายตระกูลการเอ่ยถึงเช่นนี้นับว่ามันเสียหน้าไปอยู่หลายส่วนทีเดียว


            “เจ้ายังไม่ตอบข้าเลยซ่งเฉวียนมันผู้นี้มีดีอะไรที่เจ้าต้องยกเอี้ยนหยานให้มันอีก”ครั้งนี้น้ำเสียงของจักรพรรดิ์ต้าถังกังวานเห็นชัดว่าซ่งเอี้ยนหยานเป็นเป้าหมายสุดท้ายแล้วที่พระองค์หมายจะยกให้หยวนตู้ชิงจริง


            ทั่วทั้งบริเวณไม่ว่าจะเป็นตระกูลเล็กใหญ่ ตอนนี้ต่างจ้องมองมาที่ซ่งเฉวียนจนเรียกได้ว่าเป็นความกดดันราวหมื่นชั่งอย่างไรก็ตามซ่งเฉวียนเองหาได้แตกตื่นลนลานผู้นำตระกูลซ่งพลันสบตาหยางต้าหยวนแวบหนึ่งจึงเอ่ยกล่าว


            “มันคือ…คนเดียวกันกับบุตรเชยตระกูลหยาง…”สิ้นคำตอบทั้งหมดพลันอุทานขึ้นคราหนึ่ง ม่เว้นแม้แต่ถังเกาจงมีเพียงหยวนไห่และพวกตระกูลหยวนเท่านั้นที่นิ่งสงบ “เป็นจ้าวยุทธคนปัจจุบัญที่คลี่คลายเรื่องราวปั่นป่วนต่างๆที่ผ่านมาในรอบปีนี้” ถังเกาจงคล้ายหัวร่อคล้ายร้องไห้พระองค์กุมขมับอย่างพิจารณาก่อนจะตรัสออกมา


            “ให้ตายหวังจวินอีกแล้วงั้นหรือมันเป็นใครกันถึงกลับทำให้เอี้ยนหยานและอี้เฟยชอบพอด้พร้อมกัน ข้าชักสนใจขึ้นจริงๆ” ตอนนั้นเองที่หยวนตู้ชิงตัดขึ้น


            “ทูลฝ่าบาทหวังจวินแม้เป็นจ้าวยุทธภพจริง แต่ตอนนั้นเกิดเหตุการณ์ลักพาตัว ผู้ชุมนุมน้อยนิดอีกทั้งสิบยอดยุทธยุคใหม่เข้าร่วมไม่ถึงห้าคน แปดยอดยุทธยิ่งแล้วแทบจะไม่เห็นหนำซ้ำปรามาจารย์ทั้งสี่ยังไม่ได้เข้ามาเป็นพยานข้าว่าหวังจวินแม้ได้ตำแหน่งมาก็ยังน่าครางแครงใจ”คำพูดของหยวนไห่ตัดขึ้นกังวาน แม้ว่าหวังจวินจะมีผลงานแต่ที่มาของตำแหน่งนับว่าด้อยที่สุดเมื่อเทียบกับจ้าวยุทธภพที่ผ่านมาจริงๆผู้คนทั้งหลายเองเมื่อด้ยินก็สนับสนุนหยวนไห่อย่างออกน่าออกตา


            “เรื่องนี้นับว่าหยวนไห่พูดมีเหตุผลหวังจวินแม้ต่อให้เป็นจ้าวยุทธภพจริง แต่การเป็นเขยของทั้งตระกูลหยางและซ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้อำนาจทั้งสี่ตระกูลดูเอนเอียงไปหนำซ้ำพวกนางยังเป็นธิดาบุญธรรมของฝ่าบาทเรื่องนี้ข้าว่าซ่งเฉวียนควรไตร่ตรองให้ดี” หานเจียวกล่าว


            ถังเกาจงลูบคางตนเองอยู่อึกใจจึงหันมาที่หยวนฟางที่นิ่งงันมาตลอดมันยื่นนิ่งอยู่หลังบิดาหยวนไห่นั่นเอง


            “หยวนฟางเจ้าเป็นผู้ที่เห็นการประลอง หวังจวินมันมีฝีมือดีแค่ไหน”


            เมื่อองค์จักรพรรดิ์กล่าวถามหยวนฟางก็น้อมกายลงอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยตอบ“หวังจวินนับว่ามีฝีมือจริงฝ่าบาท การต่อสู้ของมันสร้างความประทับใจด้วยการโค่นล้มนักสู้หลายคนติดต่อกันแต่ว่า…”


            “ว่าอันใด” ถังเกาจงถามต่อ


            “อย่างที่ท่านพ่อทูลฝ่าบาทงานครั้งนี้ยอดฝีมือที่แท้จริงเข้าร่วมน้อยเกินไปบางทีความเก่งกาจของหวังจวินนั้นยังไม่แน่ชัดนักว่าเป็นอันดับหนึ่งจริงๆ ทูลฝ่าบาท งานครั้งนี้ยอดฝีมือที่แท้จริงเข้าร่วมน้อยเกินไปบางทีความเก่งกาจของหวังจวินนั้นยังไม่แน่ชัดนักว่าเป็นอันเรื่องนี้นับว่าอาจจะต้องร่วมพิจารณา” จบคำของหยวนฟาง หยวนไห่ก็เสริมขึ้นมาว่า


            “อีกอย่างที่มาของวิชาหวังจวินได้ข่าวว่าแปลกประหลาดเป็นวิชาที่ไม่เคยพบเห็นในยุทธภพ ที่มาที่ไปล้วนน่าสงสัยอย่างยิง” สิ้นคำซ่งเฉวียนก็หันหน้ามาส่งแววตาราวกับจะขย้ำหยวนไห่แน่นอนว่าความสัมพันธ์ที่ดีที่มันพยายามรักษาบัดนี้ป่นปี้ไปแล้ว


            “พี่ไห่ท่านจะกล่าวหาบุตรบุญธรรมของข้าว่าเป็นผู้ฝึกวิชามารงั้นหรือ” น้ำเสียงของซ่งเฉวียนแฝงพลังแน่นอนว่าแม้อยู่ต่อหน้าถังเกาจงพลังแฝงนี้ก็เพียงพอจะสร้างความกดดันไปรอบๆจริงๆสมแล้วที่เป็นยอดดาบอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน


            “ซ่งเฉวียน”หยางต้าหยวนเตือนสติ อาวุโสหยางผู้นี้นับว่าพูดจาน้อยที่สุดแต่อย่างไรก็ดีท่าทีของหยางต้าหยวนก็แปรเปลี่ยนไป มันมองมาที่ถังเกาจงราวกับขอพระราชอณุญาติ


            “ว่ามาต้าหยวน” เมื่อเห็นสายตาถังเกาจงก็เอ่ยขึ้นถามทันที


            “หวังจวินผู้นี้หาใช่วิชานอกคอกฝ่าบาทพี่ชายของข้าบอกว่าแท้จริงแล้วมันคือ…” เมื่อถึงประโยคนี้หยวนฟางและหยวนตานพลันหันหน้ามองกันพวกมันเบิกตากว้างเพราะไม่นึกว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริง เดิมทีพวกมันพอรับรู้ข่าวลืออยู่แต่อย่างว่าข่าวือก็คือข่าวลือ ไหนเล่าจะเป็นจริง


            “คือ…” หานเจียวทวนอย่างงุนงง


            “ศิษย์คนสุดท้ายของพี่ชายข้าหยางฟ่งเซียง”

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์มารสยบเทพ ที่คุณอ่าน