ตอนที่ 21 กลไกฟ้าขยับ ลมบูรพาก็มา (2)
หมอกสีชมพูฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งลานประลองบดบังแสงเรืองรองจากวัตถุวิเศษที่ใช้สร้างค่ายกลล้อมรอบคนทั้งคู่ไว้ซือเฟิงหลงแยกขาออกย่อตัวลงช้าๆ แววตาเปล่งประกายราวกับหมู่ดาวเหลียวมองไปรอบตัวพยายามเพ่งมองผ่านหมอกสีชมพูหนาทึบ
“นอกจากวิชาหมัด เจ้ายังทำสิ่งใดได้อีก?”เงาหนึ่งเคลื่อนผ่านไปทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงถามกลั้วหัวเราะ
“เจ้าเรียนรู้มาจากอาจารย์ทั้งห้ากลับไม่แตกฉานสักวิชา ข้ารู้สึกขายหน้าแทนท่านอาจารย์ยิ่งนัก”
เสียงพูดดังแว่วมาจากอีกด้านเงาสีขาววูบหายจากตรงนั้น แล้วไปโผล่ตรงนู้น ซือเฟิงหลงหันไปชกลงบนความว่างเปล่ากู้เจี้ยนเหลยหัวเราะเสียงหยันมองเงาร่างเล็กออกหมัดเข้าใส่หมอกควันสีชมอยู่สะเปะสะปะ ราวกับแมลงวันไร้หัว
“คนเช่นเจ้าต่อให้เป็นศิษย์ชั้นนอกก็ยังถือว่าเร็วไปด้วยซ้ำ มีรากวิญญาณแล้วอย่างไรมันก็แค่รากวิญญาณขยะห้าธาตุ สามปีไม่เลื่อนสักขั้นก็ไม่ต่างจากสวะไม่ใช่หรือ”
ซือเฟิงหลงออกหมัดเข้าใส่เงาสีขาวที่ผลุบโผล่ราวกับเงาผีไม่หยุดแม้แต่คนดูอยู่ภายนอกยังงุนงงกับการกระทำของเขา
“หมอกสีชมพูนั่นคืออะไรเหตุใดศิษย์น้องเล็กรู้ทั้งรู้ว่าการชกใส่เงานั้นไม่ต่างจากการชกควันก็ยังจะไล่ตามไปอัดกำปั้นใส่พวกมันอยู่อีก”เจี่ยงฉงถามขึ้น
เฉินเจียหลางส่ายหน้าก่อนตอบ“ข้ารู้เพียงว่า ศิษย์น้องเล็กย่อมไม่ทำสิ่งไร้ประโยชน์
มู่ซานเกิงล้วงเอาตำราเล่มหนึ่งออกมาเปิดอ่าน“เจ้าตัวที่เกาะอยู่บนไหล่ของศิษย์น้องกู้เรียกว่าจิ้งจอกหิมะหากมันบำเพ็ญมานานพอก็จะสามารถหลอมร่างกายจำแลงเป็นมนุษย์ได้ มีพลังเหนือธรรมชาติตามจำนวนหางที่มากขึ้นเจ้าตัวนี้มีเพียงหางเดียว หมอกสีชมพูที่มันพ่นออกมาจะมีกลิ่นหอมหวาน หากสูดดมมากๆเข้า จะมีฤทธิ์กล่อมประสาท”
“กล่อมประสาท!เจ้าจะบอกว่าตอนนี้ศิษย์น้องกำลังเห็นภาพหลอนหรือเขาคิดว่าตนเองสู้กับกู้เจี้ยนเหลย ทั้งที่ความจริงกำลังไล่ตีเงาอยู่?”
มู่ซานเกิงปิดตำรา ยักไหล่ตอบว่า“ข้าก็ยังไม่เคยสู้กับปีศาจจิ้งจอกมาก่อนจึงตอบไม่ได้ว่าหมอกสีชมพูนี้มีอันตรายมากน้อยเพียงใด”
หยวนไหวจงพลันเอ่ยแทรกขึ้นมาเสียงขรึม“ปัญหาคือ เขาไปเรียนวิชาบังคับสัตว์อสูรมาจากผู้ใดต่างหากไม่สำคัญหรอกว่าจิ้งจอกตัวนั้นมีวิชาอภินิหารอะไร อย่างน้อยมันก็มีแค่หางเดียวในเมื่อกู้เจี้ยนเหลยสามารถอัญเชิญจิ้งจอกหิมะมาได้เขายังสามารถเรียกสัตว์อสูรตัวอื่นออกมาได้อีกหรือไม่!”
เฉินเจียหลางชี้ไปบนเวที “คำตอบอยู่ตรงหน้านั่นแล้ว!”
ขณะที่ซือเฟิงหลงชกหมัดไปตรงโน้นทีตรงนี้ทีราวกับคนไร้ทิศทาง กู้เจี้ยนเหลยก็เรียกสัตว์อสูรออกมาอีกตัว มันก็คือเสือดำตัวหนึ่งทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายดุร้ายกระหายเลือด
“เป็นไปไม่ได้!เขายังอยู่เพียงขั้นปลายจู้จี้เท่านั้น จะสยบเปียว[1]ได้อย่างไร” เจี่ยงฉงโพล่งออกมาเสียงดัง เหล่าบัณฑิตที่อยู่ใกล้เคียงล้วนได้ยินยิ่งส่งให้การต่อสู้เบื้องหน้าร้อยระอุมากขึ้น
“ศิษย์พี่เจี่ยงเปียวที่ว่านี้อันตรายมากหรือ ศิษย์น้องเฟิงหลงไม่มีโอกาสชนะมันเชียวหรือ?”
เจี่ยงฉงส่ายหน้าแววตาเต็มไปด้วยความกังวล “อันตรายมากถ้าจะให้เทียบระดับความร้ายกาจของมันก็อาจเทียบได้กับยันต์นักฆ่าระดับสามเลยทีเดียว”
แค่ยันต์นักฆ่าระดับสองศิษย์น้องก็แทบจะเอาชีวิตไปทิ้งในระหว่างทดสอบเข้าเรียนในปีนั้นแล้วแม้วิชาหมัดจะรุดหน้า แต่พลังปราณกลับยังเท่าเดิมจะไม่ให้พวกเขาร้อนรุมใจได้อย่างไร
เฉินเจียหลางหันไปมองธูปที่ค่อยๆลดระดับลง แต่ก็ยังเหลืออีกเกินครึ่ง“เวลาเกือบหนึ่งก้านธูปนี้มากพอที่มันจะฉีกศิษย์น้องเล็กออกเป็นชิ้นๆอาจารย์ควรหยุดการต่อสู้เดี๋ยวนี้!”
“หากอาจารย์แทรกแซงการแข่งขันเสี่ยวเฟิงหลงก็คงไม่อาจเงยหน้ามองใครได้อีก เดิมทีภาพจำของเขาก็ไม่ค่อยดีในสายตาของศิษย์น้องเหล่านั้นอยู่แล้วถึงอย่างไรผู้อัญเชิญเสือดำตัวนี้มาก็ระดับขั้นไม่สูง ภาวนาให้เสือตัวนี้ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าที่ควรเถอะ”มู่ซานเกิงกล่าวเสียงหนักอึ้ง
ซือเฟิงหลงพลันเพิ่มความเร็วในการต่อยยิ่งชกหมอกควันก็ยิ่งเบาบางลง แม้เขาจะมองไม่เห็นอีกฝั่งว่าเกิดอะไรขึ้นแต่รู้สึกมาตลอดว่าโจมตีของกู้เจี้ยนเหลยไม่ได้มีเท่านี้
หมอกกล่อมประสาท ทำให้คนเคลิ้มหลงแยกแยะจริงเท็จไม่ได้คงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นท่าไม้ตายที่แท้จริงต้องเป็นหลังจากนี้ต่างหาก เวลาหนึ่งก้านธูปจะว่าสั้นก็สั้นจะว่านานก็นานหากไม่ทุ่มสุดกำลังตั้งแต่แรกก็เป็นไปได้ยากที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้อย่างเด็ดขาด
ในทำนองเดียวกัน ซือเฟิงหลงก็ต้องประชิดตัวคู่ต่อสู้ให้ได้ก่อนจึงจะได้หากถูกภาพลวงตาเหล่านี้พัวพันไว้ ก็เท่ากับตกอยู่ในกำมืออีกฝ่ายแล้ว
ทันใดนั้นก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบเขาหันไปใช้หมัดปฐพีต้านรับ ไม่คิดว่าการโจมตีนี้จะรุนแรงกว่าที่คิดหนึ่งหมัดหนึ่งกรงเล็บปะทะ ซัดร่างของซือเฟิงหลงให้ปลิวละลิ่วออกไปจากหมอกที่ค่อยๆจางลงคนยังไม่ทันร่วงถึงพื้นร่างมหึมาของพยัคฆ์ดำก็พุ่งทะลุหมอกบางตามมาพร้อมเสียงคำรามดังสะท้านไปทั้งยอดเขา เหล่าศิษย์ชั้นนอกเผลอก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ
ซือเฟิงหลงเบิกตากว้างซัดฝ่ามือลงไปที่พื้นใช้แรงส่งทางอากาศเบี่ยงเบนทิศทาง หมุนตัวตีลังกากลับมายืนบนพื้นอีกครั้ง
“ดียิ่ง! ข้ายังนึกกังวลหากต้องลงมือซ้อมศิษย์ร่วมสถานศึกษาเพื่อทดสอบวิชาหมัดก็ดูจะโหดร้ายเกินไป งั้นก็ซ้อมเจ้านี่แหละ!”
คำว่า ‘รีบรบรีบจบ’ กลับไม่อยู่ในตความคิดของซือเฟิงหลงชั่วคราวในใจตอนนี้ต้องการเพียงพิสูจน์ความแข็งแกร่งของวิชาหมัดขั้นกลางเท่านั้น
แทนที่จะตั้งรับเขากลับวิ่งเข้าใส่เสือดำอย่างไม่ลังเลด้วยความเร็วที่เหนือกว่าที่ผ่านมาพร้อมพลังสภาวะน่าครั้นครามใช้กระบวนท่าหมัดรุกและถอยอย่างช่ำชอง ว่องไวราวกับสายลมหนักหน่วงรุนแรงดุจค้อนยักษ์ เห็นเพียงลำแสงสีขาวพุ่งตามร่างสีดำพริบตาต่อมาร่างสีดำก็เปลี่ยนทิศทาง เดี๋ยวก็ปลิวไปทางซ้าย เดี๋ยวก็ปลิวไปทางขวาก่อนจะร่วงลงมากระแทกพื้นดังโครม ฝุ่นผงฟุ้งกระจาย
แต่พยัคฆ์นิลก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์มันคือเปียวที่ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วนแม้ผิวหนังจะปริแตกเลือดอาบย้อมทั่วร่างสิ่งนี้กลับทำให้มันหิวกระหายการฆ่ามากขึ้น
กู้เจี้ยนเหลยยิ้มเย็นสองมือร่ายวิชาอย่างต่อเนื่อง “คิดว่าข้าหลับไปแล้วหรือไรจะปล่อยให้เจ้าออกหมัดตามใจได้หรือ...ค่ายกลเปิด!”
วัตถุวิเศษที่ถูกโยนส่งๆเมื่อแรกเริ่มพลันสว่างวาบลอยขึ้นกลางอากาศคลื่นพลังถักทอประสานกันกลายเป็นกรงขังซือเฟิงหลงไว้ภายในแรงกดดันประหนึ่งมีภูเขาใหญ่สามลูกทับลงมาเหนือศีรษะ ส่งผลให้หมัดของซือเฟิงหลงเชื่องช้าลง
แม้หมัดชกออกไปคล้ายเชื่องช้าแต่แรงกดดันกลับมหาศาล กระทั่งอากาศโดยรอบยังปรากฏรอยแตกร้าวเสือดำกลับคล้ายไม่ได้รับผลกระทบ กรงเล็บที่ตะปบลงมาพร้อมหมัดกลับมาถึงก่อนพร้อมด้วยพลังสังหารเต็มเปี่ยม!
ซือเฟิงหลงเปลี่ยนทิศทางหมัดหวังใช้สกัดกั้นกรงเล็บแต่ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่งทำได้เพียงยกฝ่ามือซ้ายขึ้นตั้งรับ กำปั้นขวาเหวี่ยงเข้าที่ศีรษะใหญ่โตของมัน ลำแสงหนึ่งดำหนึ่งขาวกระเด็นออกไปคนละทางพร้อมพลังทำลายล้างกวาดซัดออกไปรอบด้านทิ้งรอยแตกเป็นใยแมงมุมไว้ที่จุดปะทะ
เพื่อหยุดยั้งการไถล ซือเฟิงหลงต้องจิกปลายเท้าจนครูดพื้นเป็นร่องลึกตลอดทาง แขนเสื้อข้างที่ยกขึ้นรับการโจมตีขาดรุ่งริ่งมีเลือดซึมออกมาเพียงเล็กน้อย เมื่อหันไปมองอีกฝั่งร่างของเสือดำก็หายไปแล้ว
เสียงลมหวีดมาพร้อมไอเย็นเยียบซือเฟิงหลงเบี่ยงร่างหลบได้อย่างฉิวเฉียดพลางกระโดดถอยห่างออกไปเสียงคำรามดังก้องกระทั่งสะเก็ดหิน ฝุ่นดินบนพื้นยังสั่นสะเทือนยังไม่ทันได้หายใจหายคอร่างดำทะมึนก็พุ่งตามมาเด็กหนุ่มทำได้เพียงกลิ้งหลบต่อไปอย่างทุลักทุเล กระทั่งกลับมาหยุดอยู่ที่เดิม
ร่างที่เคยหนีอย่างกระเซอะกระเซิงพลันหยุดนิ่งมือข้างหนึ่งยกขึ้นกลางอากาศ ริมฝีปากที่ปริแตกเลือดซึมยกยิ้มก่อนขยับเบาๆ “ผนึก!”
ร่างเสือดำที่กำลังกระโจนเข้ามาขณะแสยะเขี้ยวสยายกรงเล็บพลันลอยค้างกลางอากาศครู่หนึ่งก่อนจะหล่นตุบลงพื้นเหมือนถูกค้อนยักษ์ทุบลงบนร่าง มันพยายามดิ้นรนลุกขึ้นแต่เมื่อซือเฟิงหลงตวัดปลายนิ้วกดเบาๆ ลงบนอากาศ ร่างของมันก็ทรุดฮวบลงไปใหม่มีเพียงเสียงร้องคำรามเดือดดาลดังกึกก้อง
“ท่านโยนวัตถุวิเศษให้ข้าเห็นอย่างโจ่งแจ้งเพียงนั้นคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่ามันคือค่ายกลสามภูเขา”
กู้เจี้ยนเหลยกัดริมฝีปากเจ้าเด็กนี่ถึงกับแกล้งหนีอย่างกระเซอะกระเซิงเพื่อจะได้วาดยันต์อยู่ใต้เปลือกตาเขา
ไฟโทสะลุกท่วม กู้เจี้ยนเหลยถลึงตามองเด็กหนุ่มตรงหน้า“เจ้าสะบักสะบอมเพียงนี้ ตัวข้ายังขาวสะอาดอยู่เลยนะ”
สิ้นคำจิ้งจอกน้อยก็ถูกกุมคำคอเปล่งเสียงออกคำสั่งราวประกาศิต “ปล่อยหมอกพิษให้ข้า!”
มันกรีดร้องออกมาคำหนึ่งก่อนจะพ่นหมอกสีแดงออกมาอีกครั้ง ซือเฟิงหลงขมวดคิ้ว ไม่คิดเสียเวลาทำลายหมอกอีกต่อไปพุ่งทะยานเข้าหาร่างของกู้เจี้ยนเหลยโดยตรง พร้อมหมัดที่เขาคิดค้นขึ้นเอง
“ฮ่า! ฮ่า! กำลังรอเวลานี้อยู่ทีเดียว!” กู้เจี้ยนเหลยคำรามด้วยดวงตาแดงซ่านจิ้งจอกหิมะที่ถูกกุมลำคอไว้ดิ้นกระแด่วๆ ไม่นาน มันก็ถูกโยนร่างออกไปรับหมัดแทน
ทันทีที่พุ่งออกมาจากหมอกสิ่งที่รอซือเฟิงหลงอยู่กลับเป็นจิ้งจอกน้อยตัวนั้น เขาเห็นความไม่ยินยอมพร้อมใจของมันไม่ว่าตอนที่มันยังเกาะอยู่บนไหล่ของกู้เจี้ยนเหลยหรือในยามนี้
นี่ไม่ใช่การต่อสู้เป็นตายไม่จำเป็นต้องฆ่าชีวิตใครทั้งนั้น
ซือเฟิงหลงก้าวฉากเบี่ยงหลบจิ้งจอกน้อยอย่างรวดเร็วราวกับเงาผีดวงตาเปล่งประกายวาบ มองเห็นความอำมหิตบนใบหน้าของอีกฝ่ายแจ่มชัด
แต่ศิษย์น้องกู้ผู้นี้ชกให้นอนแช่น้ำยาสักสามวันย่อมไม่มีปัญหา!
กู้เจี้ยนเหลยพลันพลิกมือขึ้น มีหินผลึกก้อนหนึ่งอยู่กลางฝ่ามือปากพึมพำท่องคาถาบางอย่างด้วยรอยยิ้มสมใจ ในใจซือเฟิงหลงพลันหดเกร็งลางสังหรณ์อันตรายร้องเตือนแต่ดูเหมือนว่าการถอนตัวกลับในยามนี้จะช้าเกินไปเสียแล้ว
เช่นนั้น ในเมื่อไหแตกเสียแล้ว ก็จงทุ่มมันให้แหลกไปเลย!
หมัดที่สะสมพลังสภาวะไว้จนอัดแน่นยังคงถูกชกเปรี้ยงออกไปพร้อมๆ กับควันสีดำที่โอบล้อมร่างของทั้งคู่เอาไว้
ปรมาจารย์ทั้งห้าพลันผุดลุกขึ้นอาจารย์ใหญ่รีบร่ายเวทบังคับค่ายกลบนภูเขา อาจารย์เหอและอาจารย์ฉีพุ่งขึ้นไปบนเวที อาจารย์เผยใช้พลังสำรวจและจับเส้นสายพลังงานแปลกปลอมที่เกิดขึ้นภายในภาพวาดของตน
พริบตานั้นทั่วทั้งยอดเขาตงซานฉีเกิดความโกลาหลศิษย์หลายคนยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น กระทั่งหมอกควันบนเวทีประลองจางลงไร้เงาของผู้ประลองยุทธ์ทั้งสอง พร้อมท่าทางร้อนใจของปรมาจารย์ทั้งหลายจึงได้รู้ว่าได้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นแล้ว!
[1]ตามตำนานจีนเชื่อว่าเสือจะเลี้ยงลูกคราวละสองตัว ตัวที่สามจะถูกปล่อยไว้ตามยถากรรมหากรอดชีวิตจะเรียกว่า (彪) เปียวคือเสือที่รอดชีวิตจากการคัดเลือกตามธรรมชาติ ผ่านการต่อสู้มามากจึงมีนิสัยดุร้าย