ตอนที่ 38: ความน่าเบื่อของเกมที่ง่ายเกินไป
กลิ่นชาเอิร์ลเกรย์ร้อนๆ โชยกรุ่น ผสมผสานกับกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศราคาแพงลิบลิ่วที่อบอวลไปทั่วห้องโถงกว้างขวางของเพนต์เฮาส์สุดหรูชั้นบนสุด แสงแดดสีทองนวลยามบ่ายส่องสว่างลอดผ่านกระจกใสบานใหญ่ยักษ์ตั้งแต่เพดานจรดพื้น ทาทาบลงบนโต๊ะกลางทำจากหินอ่อนสีขาวคาร์ราราลายสวยประณีต ทว่าบรรยากาศอันแสนสงบเงียบเยือกเย็นนี้กลับถูกทำลายลงด้วยพายุทางอารมณ์ของชายสองคนต่างวัยที่กำลังนั่งบีบมือตัวเองแน่นอยู่ฝั่งตรงข้ามของฉัน
คุณเกริกในชุดสูทสีเทาเข้มเนื้อดีปราศจากรอยยับย่นที่เขาชอบใส่สำหรับออกงานสังคม บัดนี้ใบหน้ากลับหมองคล้ำไร้สง่าราศี ดวงตาที่เคยคมกริบเปี่ยมด้วยอำนาจบารมีของนักธุรกิจใหญ่วัยกลางคน ฉายแววสับสนกระวนกระวายระคนปวดร้าวอย่างปิดไม่มิด ขณะที่คุณธนา ผู้จัดการหนุ่มรุ่นน้องไฟแรงที่เคยมีความมั่นใจในตัวเองล้นเหลือและมักโปรยเสน่ห์เย่อหยิ่งใส่ทุกคน บัดนี้ก็นั่งก้มหน้านิ่งงัน ฝ่ามือหนาทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดสั่นระริก
สายตาของฉันจับจ้องมองพวกเขาทั้งสองสลับกันอย่างเรียบเฉย ไร้ซึ่งความผูกพันและปราศจากเยื่อใยเสน่หาใดๆ ทั้งสิ้น
"พราว... ที่คุณพูดเมื่อกี้ มันหมายความว่ายังไงกันครับ?" คุณเกริกเอ่ยปากทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสั่นสะท้าน สะท้อนความตื่นตระหนกที่แล่นริ้วขึ้นมาจากเบื้องลึกของจิตใจ "คุณบอกว่า... เราควรหยุดความสัมพันธ์ทั้งหมดไว้แค่นี้งั้นเหรอ? ผมทำอะไรให้คุณไม่พอใจตรงไหนหรือเปล่า?"
"ผมก็เหมือนกันครับพราว" คุณธนารีบขยับตัวเข้ามาใกล้ขอบโต๊ะหินอ่อน พลางเอ่ยสมทบด้วยความร้อนรน แววตาของเขาเปี่ยมด้วยความตื่นตระหนกและสับสนอย่างที่สุด "ถ้ามีเรื่องอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกอึดอัด หรือถ้าพวกเราดูแลคุณไม่ดีพอ คุณบอกพวกเราตรงๆ ได้เลยนะครับ อย่าพูดคำว่าเลิกราแบบนี้เลย... หัวใจผมแทบจะหยุดเต้นอยู่แล้ว"
ฉันยกแก้วชาเซรามิกเนื้อดีขึ้นจิบช้าๆ ลิ้มรสความฝาดหวานละมุนที่แผ่ซ่านทั่วลิ้นอย่างไม่รีบร้อน ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่บีบคั้นอารมณ์ของชายตรงหน้า จนพวกเขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนขอบหน้าผาสูงชัน คอยรองรับคำพิพากษาอย่างไร้ทางหนี
"ไม่มีอะไรที่พวกคุณทำผิดพลาดหรอกค่ะ" ฉันวางแก้วชาลงบนจานรองเสียงเบาหวิว คลี่ยิ้มบางเบาที่แสนงดงามแต่ทว่าเย็นยะเยือกส่งไปให้พวกเขา "ทุกอย่างที่คุณเกริกและคุณธนามอบให้ฉัน มันดีมาก... ดีเกินไปด้วยซ้ำค่ะ ทั้งเงินทอง ทรัพย์สิน ความหรูหรา และความสะดวกสบายทางกายทุกรูปแบบที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะพึงจินตนาการได้"
ฉันหยัดกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างบางระหงในชุดเดรสผ้าไหมสีเทาอ่อนรัดรูปเน้นสรีระโค้งเว้าเด่นชัด ก้าวเดินไปยังริมบานกระจกใสบานใหญ่ แผ่นหลังนวลเนียนและสะโพกกลมกลึงขยับไหวอย่างมีจริต ทว่าท่วงท่ากลับดูเย่อหยิ่งทะนงตนประดุจนางพญาที่มองลงมายังบริวารใต้คำสั่ง
"แต่ปัญหามันอยู่ที่ความรู้สึกของฉันเองต่างหากล่ะคะ" ฉันเอ่ยพร้อมกับหันกลับมาสบตากับชายทั้งสองด้วยแววตาที่ว่างเปล่าเฉยชา "ความสัมพันธ์ของเราสามคนในตอนแรกมันอาจจะดูตื่นเต้นท้าทาย น่าค้นหา... แต่พอเวลาผ่านไป ฉันกลับพบว่ามันไม่มีอะไรน่าสนใจอีกต่อไปแล้ว เกมที่พวกเราเล่นกันอยู่ตอนนี้... มันช่างง่ายดายและราบเรียบเกินไปจนน่าเบื่อหน่ายค่ะ"
"น่าเบื่อ... งั้นเหรอพราว?" คุณเกริกพึมพำทวนคำพูดของฉันด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก แววตาหม่นแสงคล้ายโลกทั้งใบที่เขาสร้างขึ้นกำลังล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา "ความรักและความทุ่มเทที่ผมมีให้คุณตลอดเวลาที่ผ่านมา... มันกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับคุณไปแล้วอย่างนั้นเหรอ?"
"ใช่ค่ะคุณเกริก" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ปราศจากความลังเลแม้แต่น้อย "มนุษย์เราก็เหมือนนักล่าในธรรมชาตินั่นแหละค่ะ เมื่อไรที่เหยื่อยอมจำนนก้มหัวศิโรราบให้อย่างง่ายดายโดยไม่มีการขัดขืนต่อสู้ ความสนุกในการล่าก็ย่อมมอดดับลงไปตามระเบียบ สำหรับฉันแล้ว... พวกคุณสองคนเหมือนหมากเบี้ยที่เดินตามเกมที่ฉันวางไว้ทุกย่างก้าว ไม่มีอะไรให้ฉันต้องลุ้นหรือตื่นเต้นอีกต่อไปแล้วค่ะ"
คุณธนาเบิกตากว้างด้วยความปวดร้าวลึกซึ้ง ใบหน้าคมคายสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ เขารู้ดีว่าพราวรินทร์ที่เขารักและหลงใหลจนยอมละทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเอง บัดนี้ได้เผยธาตุแท้อันแสนเย็นชาของอสรพิษสาวผู้รักความสนุกท้าทายออกมาอย่างหมดเปลือก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินตรงมาหาฉันอย่างรวดเร็ว
"พราว... ได้โปรดเถอะครับ อย่าทำแบบนี้เลยนะ" เขาเอ่ยปากอ้อนวอน แขนหนายื่นมาข้างหน้าหมายจะคว้ามือเรียวสวยของฉันไปกุมไว้ ทว่าฉันกลับก้าวเบี่ยงหลบหลีกอย่างแผ่วเบาและสง่างาม ปฏิเสธสัมผัสจากเขาอย่างไร้เยื่อใย
"อย่าแตะต้องตัวฉันเลยค่ะคุณธนา" ฉันเตือนด้วยน้ำเสียงที่แสนเย็นเยียบ สายตาจับจ้องใบหน้าของชายหนุ่มที่พังทลายทางอารมณ์จนสิ้น "เมื่อเกมจบลงแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะฝืนเล่นต่อให้เสียเวลาเปล่าหรอกนะคะ พวกคุณควรเก็บเศษชิ้นส่วนศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ แล้วเดินออกไปจากพื้นที่ชีวิตของฉันเสียดีกว่าค่ะ"
คุณเกริกขบกรามแน่นจนรอยปูดโปนขยับไหวบนกรามหนา ความทรงอิทธิพลและเกียรติยศที่เขาสั่งสมมานานนับสิบปีในสังคมชั้นสูง บัดนี้กลับพังทลายลงราบคาบไม่เหลือชิ้นดีแทบเท้าของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง นักธุรกิจใหญ่วัยกลางคนขยับมือหนาหยิบเอกสารบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน แล้ววางลงบนโต๊ะหินอ่อนจนเกิดเสียงกระทบแผ่วเบา
นั่นคือเช็คธนาคารที่ลงลายมือชื่อกำกับไว้เรียบร้อยโดยไม่มีการระบุตัวเลขจำนวนเงิน พร้อมโฉนดที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่คนธรรมดาจะหาได้ชั่วชีวิต
"พราว... ผมรู้ว่าเงินทองและสิ่งของเหล่านี้มันอาจจะเทียบไม่ได้กับความรู้สึกของคุณ" คุณเกริกเอ่ยพลางจ้องมองฉันด้วยแววตาเปียกชื้นที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังเฮือกสุดท้าย "แต่ขอร้องล่ะ... รับสิ่งเหล่านี้ไว้ แล้วอย่าเอ่ยคำบอกเลิกกับผมเลยนะ อยากได้อะไรเพิ่มเติมอีก หรืออยากให้ผมโอนทรัพย์สินส่วนไหนให้คุณอีกก็บอกมาได้ทันที ผมยอมทุกอย่าง ขอเพียงแค่คุณไม่ไปจากชีวิตผมก็พอ"
คุณธนาเห็นดังนั้นก็ไม่ยอมแพ้ ชายหนุ่มรีบล้วงเอาแท็บเล็ตและเอกสารโอนหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ของโครงการคอนโดมิเนียมหรูแห่งใหม่ที่เขากำลังร่วมทุนสร้างออกมาวางเคียงข้างกันทันที
"นี่คือสัดส่วนหุ้น 5 เปอร์เซ็นต์ในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับซูเปอร์ลักชัวรีที่ผมถือครองอยู่ครับพราว" ธนาเอ่ยปากอ้อนวอนละล่ำละลักเสียงสั่นเครือ แววตาเปี่ยมด้วยความหวาดหวั่นและโหยหา "มูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในอนาคตอันใกล้ ผมจะโอนชื่อทั้งหมดให้เป็นของคุณโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ขอร้องล่ะครับพราวรินทร์... อย่าทิ้งผมไปแบบนี้เลย ผมยอมคุกเข่าก้มกราบแทบเท้าคุณตรงนี้เลยก็ได้ ขอเพียงแค่คุณหันกลับมามองผมด้วยความเสน่หาเหมือนเดิม"
ชายหนุ่มรุ่นน้องไฟแรงย่อตัวลดระดับความสูงลงจนเข่าแตะพื้นหินอ่อนเย็นเยียบ ยอมก้มหัวลงปรกพื้นประหนึ่งสุนัขเชื่องๆ ตัวหนึ่งที่กำลังร่ำไห้อ้อนวอนขอความรักความเมตตาจากเจ้าของอย่างไร้ราคา ภาพลักษณ์ผู้บริหารหนุ่มหล่ออนาคตไกลที่ผู้หญิงครึ่งค่อนเมืองเฝ้าฝันหา บัดนี้สลายพังครืนราบคาบ
ฉันก้มลงกวาดสายตามองเช็คเปล่า โฉนดที่ดิน และเอกสารสิทธิ์หุ้นมหาศาลเหล่านั้นช้าๆ ก่อนจะเบนสายตากลับมาสบตากับคุณเกริกและคุณธนาที่จ้องมองมาด้วยแววตาเปียกชื้นฉายความหวังอันแสนริบหรี่
ในส่วนลึกของความคิดและจิตใต้สำนึกของฉัน กลไกเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับตัณหาของมนุษย์กำลังถูกจำแนกวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
บุรุษเพศที่คิดว่าตัวเองกุมอำนาจล้นฟ้า แท้จริงแล้วช่างเปราะบางและไร้เดียงสาอย่างยิ่งยวดเมื่อตกอยู่ในห้วงแห่งกามารมณ์และความลุ่มหลง พวกเขาหลงเชื่อมาตลอดชีวิตว่าทรัพย์สินเงินทอง หรือตำแหน่งหน้าที่การงานอันมั่นคงจะสามารถบันดาลและครอบครองทุกสิ่งบนโลกใบนี้ได้ตามใจปรารถนา แม้กระทั่งจิตใจและร่างกายของผู้หญิงคนหนึ่ง พวกเขาก็คิดจะใช้สินทรัพย์เหล่านี้มาแลกเปลี่ยนเพื่อตอกย้ำอำนาจครอบครองของตนเอง
ทว่าพวกเขากลับลืมคิดไปว่า สำหรับคนที่มีวิชาชีพนักจิตวิทยาและเข้าใจกลไกความอ่อนแอทางศีลธรรมของมนุษย์อย่างฉัน... สินทรัพย์เหล่านั้นมันช่างไร้ค่าและจืดชืดสิ้นดี
ตัณหาความใคร่ที่อิ่มตัวแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับอาหารราคาแพงลิบลิ่วที่กินเข้าไปจนล้นกระเพาะ สุดท้ายก็หลงเหลือเพียงความสะอิดสะเอียนและจืดชืดจำเจ การที่พวกเขายอมลดเกียรติยศชื่อเสียงคุกเข่าคุดคู้อ้อนวอน รั้งดึงฉันไว้ด้วยเศษกระดาษเช็คและสิทธิ์ในหุ้นเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้หัวใจของฉันกระตุกไหวเลยแต่น้อย หากแต่มันยิ่งขับเน้นความอ่อนแอ ล้มเหลว และล่มสลายทางอารมณ์ของมหาเศรษฐีเหล่านี้ให้ดูน่าสมเพชเวทนามากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ยิ่งเกมการล่ามันง่ายและไม่มีขวากหนามความขัดแย้งเชิงดราม่าที่ชวนให้ตื่นเต้น ความพึงพอใจในชัยชนะของฉันก็ยิ่งมอดดับลงอย่างรวดเร็ว
"เก็บเอกสารไร้ประโยชน์พวกนี้ แล้วลุกขึ้นยืนเถอะค่ะคุณธนา คุณเกริก" ฉันพูดเสียงเรียบเรื่อยไร้อารมณ์ ดวงตาคู่คมมองเลยข้ามศีรษะพวกเขาไปประหนึ่งชายทั้งสองเป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไม่มีตัวตนอยู่ในห้องพักสุดหรูแห่งนี้อีกต่อไป
"ฉันเคยบอกไปแล้วใช่ไหมคะว่าพราวรินทร์ไม่ได้เห็นแก่เงินทองนอกกาย และที่สำคัญ... ความรู้สึกของฉันไม่ใช่สินค้าที่พวกคุณจะสามารถเอาเงินสดหรือหุ้นมาแลกเปลี่ยนซื้อคืนกลับไปได้ตามใจชอบ"
"พราว... ได้โปรดเถอะ อย่าตัดรอนอย่างไร้เยื่อใยขนาดนี้เลย" คุณเกริกเอ่ยเสียงเครือ เม็ดเหงื่อผุดซึมตามไรผมบนใบหน้าอันซีดเผือด ชายวัยกลางคนผู้เคยชี้นิ้วสั่งการพนักงานนับพันคน บัดนี้กลับยืนสั่นสะท้านสะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา
"ไม่มีอะไรต้องเจรจาต่อรองกันอีกแล้วค่ะ" ฉันตัดบทด้วยความสุภาพทว่าเฉียบขาดไร้ปรานี "ความสัมพันธ์ของเราสามคนจบลงอย่างเป็นทางการตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันขอให้พวกคุณเก็บข้าวของ ทรัพย์สิน และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของพวกคุณ ออกไปจากเพนต์เฮาส์ของฉันให้หมดภายใน 10 นาทีนี้... อย่าให้ฉันต้องใช้มาตรการทางกฎหมาย หรือให้ระบบรักษาความปลอดภัยของคอนโดมิเนียมแห่งนี้เข้ามาเชิญตัวพวกคุณออกไปเลยนะคะ"
ถ้อยคำเรียบเรื่อยที่แสนเย็นเฉียบราวกริชคม กรีดแทงลึกเข้าไปในความรู้สึกของชายทั้งสองจนไม่มีคำอุทธรณ์ใดๆ หลุดรอดออกมาได้อีก สภาพการล่มสลายทางอารมณ์ของคุณเกริกและคุณธนาช่างแจ่มชัด พวกเขารู้ตัวดีว่าเปลวไฟแห่งกามารมณ์ได้มอดดับลงสนิท และอสรพิษสาวที่แสนงดงามเบื้องหน้าไม่มีวันหันกลับมามอบความอบอุ่นร้อนแรงบนเตียงนอนให้อีกต่อไป
คุณธนาค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นจากพื้นหินอ่อนอย่างเชื่องช้า ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความเสียใจและอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง ชายหนุ่มรวบเก็บแท็บเล็ตและเอกสารหุ้นกลับคืนมาด้วยมือที่สั่นเทาจนเกือบทำตกพื้น ขณะที่คุณเกริกก็ก้มหน้าเก็บเช็คและโฉนดที่ดินผืนงามใส่กลับคืนกระเป๋าสูทด้วยความท้อแท้หมดหวัง แผ่นหลังของชายทั้งสองที่เคยตั้งตรงตระหง่าน บัดนี้กลับงองุ้มห่อเหี่ยวประหนึ่งร่างที่ไร้วิญญาณ
พวกเขาก้าวเดินลากเท้าออกจากห้องโถงกว้างของเพนต์เฮาส์หรูทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ไร้ซึ่งคำกล่าวร่ำลาหรือเสียงโต้แย้งประการใด มีเพียงเสียงประตูบานใหญ่ด้านหน้าเปิดออกและปิดลงอย่างเงียบงัน...
ความเงียบสงัดเข้าครอบงำพื้นที่เพนต์เฮาส์หรูนี้อีกครา
ฉันกวาดสายตามองไปรอบกาย ห้องชุดระดับห้าดาวที่แสนกว้างขวางตระการตา ซึ่งสมชายเคยเช่าให้และคุณเกริกเคยตกแต่งเพิ่มเติม บัดนี้กลายเป็นเพียงสถานที่ว่างเปล่า แห้งแล้ง และไร้รสชาติ ชัยชนะเหนือจิตใจของชายทั้งสามคนรวมถึง ส.ส. อนุกูล ที่ฉันกุมชะตากรรมไว้ในมือเรียบร้อยแล้ว มันช่างง่ายดายราบรื่นเสียจนกลายเป็นเรื่องจืดชืดไร้ความหมายในความรู้สึกของฉัน
ฉันต้องการเกมที่ท้าทายกว่านี้... กระดานเกมที่มีกำแพงศีลธรรมหนาแน่น มีความถูกต้องในชีวิตสมรสที่เข้มแข็ง เพื่อที่ฉันจะได้บดขยี้ ชำแหละ และบ่อนทำลายมันลงไปให้สิ้นซาก
ฉันหันกลับมาเก็บข้าวของส่วนตัวที่มีค่าและจำเป็น เช่น อุปกรณ์เก็บข้อมูลลับ เอกสารใบอนุมัติจัดตั้งคลินิกฟื้นฟูจิตใจระดับวีไอพี และกระเป๋าแบรนด์เนมคู่ใจ 2-3 ใบ จัดการปิดเพนต์เฮาส์หรูที่น่าเบื่อหน่ายนี้ทิ้งไว้เบื้องหลัง ก้าวเท้าออกจากตึกระฟ้ามุ่งหน้าสู่โลกภายนอกเพื่อผ่อนคลาย และมองหาเหยื่อรายต่อไปที่คู่ควรแก่การลงมือล่า
........................................................
บรรยากาศยามบ่ายแก่ๆ ภายในห้างสรรพสินค้าหรูหราระดับไฮเอนด์ใจกลางกรุงเทพมหานครเต็มไปด้วยความคึกคัก ทว่ากลับเงียบสงบในความรู้สึกของฉัน แสงสว่างนวลจากโคมไฟเพดานสไตล์โมเดิร์นสะท้อนกับพื้นหินขัดมันจนเกิดประกายแวววับดั่งดวงดาว เพลงบรรเลงสากลทำนองเบาสบายพัดโชยมาตามลมเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศ ช่วยขับกล่อมจิตใจที่เคยวุ่นวายสับสนของคนเมืองให้ผ่อนคลายลง
ฉันก้าวเดินเชื่องช้า สลับปลายเท้าสวยไปตามแนวร้านค้าแบรนด์เนมระดับโลกที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่าสง่างาม สายตาคมกริบลอบสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์ของคนรอบกายที่เดินสวนผ่านไปมาทีละคนอย่างใจเย็น
คู่รักวัยรุ่นที่เดินเกาะกุมมือกันกระหนุงกระหนิง ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มสดใสไร้เดียงสา ทว่าในมุมมองของนักจิตวิทยาอย่างฉัน... รอยยิ้มเหล่านั้นช่างเปราะบางและลวงตา ยามใดที่กิเลสตัณหาลับและการล่อลวงทางกายคืบคลานเข้ามาสั่นคลอน ความรักจอมปลอมที่พวกเขายึดมั่นถือมั่นก็พร้อมจะพังพินาศแตกสลายลงไปอย่างง่ายดายเหมือนปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดสาด
ถัดไปคือครอบครัวชนชั้นกลางที่คอยจูงมือลูกน้อยเดินเลือกซื้อของเล่นอย่างอบอุ่น สามีผู้มีภาพลักษณ์แสนดีคอยประคองไหล่ภรรยาด้วยความรักใคร่ ทว่าแวตากลับเหลือบมองเนินอกและเรียวขาของหญิงสาวคนอื่นที่เดินผ่านไปมาเป็นระยะ ด้วยความกระหายอยากลับๆ ที่ซ่อนเร้นภายใต้หน้ากากศีลธรรมอันงดงาม
มนุษย์เราเป็นเช่นนี้เสมอ... มักสร้างหน้ากากศีลธรรมอันสะอาดหมดจดขึ้นมาปกปิดความเน่าเฟะและความอ่อนแอทางเพศในจิตใต้สำนึก ยิ่งคนทั่วไปประกาศก้องว่าตนเป็นคนดีมีศีลธรรมสูงส่งมากเท่าใด ฉันก็ยิ่งรู้สึกอยากเข้าไปท้าทาย สัมผัส และชำแหละหน้ากากเหล่านั้นออกมาสับเปลี่ยนด้วยความดิบเถื่อนของกามารมณ์ เพื่อดูว่าท้ายที่สุดแล้ว กรงศีลธรรมอันเบาบางนั้นจะทนทานแรงบีบบดของกิเลสราคะได้สักกี่น้ำ
ฉันเดินเลี้ยวเข้าสู่โซนร้านขายน้ำหอมและเครื่องสำอางระดับไฮเอนด์ กลิ่นหอมหวานละมุนละไมของมวลดอกไม้ราตรี กุหลาบฝรั่งเศส และมะลิป่า โชยพัดปะทะนาสิกให้ความรู้สึกเย้ายวนชวนหลงใหล พนักงานต้อนรับในชุดยูนิฟอร์มสีดำสนิทตกแต่งเรียบร้อยต่างก้มศีรษะทักทายฉันด้วยความนบนอบตามจริตของพนักงานร้านหรู
ฉันเดินทอดน่องดูขวดน้ำหอมแก้วเจียระไนประณีตที่เรียงรายอยู่บนชั้นวางกระจกใส ปล่อยอารมณ์ละเมียดละไมไปกับวันว่างที่ปราศจากข้อผูกมัดทางความสัมพันธ์ และไร้พันธะกามารมณ์กับใคร
ทว่าในจังหวะที่ฉันกำลังเอื้อมมือเรียวสวยจะหยิบขวดน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมฟีโรโมนขวดหนึ่งขึ้นมาทดลอง สายตากลับสะดุดวูบเข้ากับแผ่นหลังระหงของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่กำลังยืนเลือกซื้อสินค้าอยู่ตรงเคาน์เตอร์แบรนด์เนมฝั่งตรงข้ามห่างออกไปไม่กี่เมตร
เธออยู่ในชุดเดรสทำงานสีครีมเรียบร้อยสะอาดตา เส้นผมยาวสลวยสีดำสนิทถูกรวบมัดไว้ครึ่งศีรษะอย่างประณีต ท่าทางการขยับกาย การเอียงคอพินิจดูสินค้า และสรีระจากด้านหลังของเธอมันช่างดูคุ้นตาเสียจนหัวใจของฉันกระตุกรัวเฉียบพลัน แววตาคมกริบเบิกกว้างสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกสับสนระคนตื้นตันใจที่จู่ๆ ก็พุ่งทะยานขึ้นมาจุกอยู่ริมคอหอย
ภาพความทรงจำเก่ายามที่สองเราเคยเรียนหนังสือ เคยหัวเราะ และร่วมแบ่งปันสุขทุกข์ร่วมกันในฐานะเพื่อนรักที่สุดในชีวิตไหลบ่าเข้ามาดั่งกระแสน้ำหลาก
เป็นเธอจริงๆ... แพรพิมพ์ เพื่อนรักผู้แสนดีที่ฉันทอดทิ้งและบดขยี้ทำร้ายจิตใจเธออย่างสาหัสด้วยตัณหาจอมปลอม
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอาการมือสั่น ขยับเท้าก้าวเรียวสวยภายใต้รองเท้าส้นสูงคู่หรูตรงเข้าไปหาแผ่นหลังที่แสนคุ้นเคยนั้นช้าๆ หัวใจเต้นรัวระทึกประหนึ่งเด็กน้อยกำลังจะเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญของชีวิต ระยะห่างระหว่างเราสองคนลดลงทีละคืบทีละก้าว จนกระทั่งฉันมาหยุดยืนอยู่ทางด้านหลังเยื้องขวาของเธอในระยะประชิด
กลิ่นแป้งเด็กผสมผสานกลิ่นดอกมะลิอ่อนๆ อันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของแพรพิมพ์ โชยพัดมาแตะปลายนาสิก ยิ่งตอกย้ำสัญญาณในสมองของฉันให้ตระหนักรู้อย่างแจ่มชัดว่าไม่มีทางผิดพลาด
ฉันกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก รวบรวมน้ำเสียงที่พยายามให้อบอุ่น อ่อนโยน และแฝงด้วยความรู้สึกผิดอันลึกซึ้ง เอ่ยปากเรียกชื่อเล่นของเธอแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าหากออกเสียงดังเกินไป ภาพฝันตรงหน้าจะพังทลายสลายเลือนหายไปในสายลมเย็น
"พิมพ์...?"
ร่างบางในชุดเดรสสีครีมสะดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจ วางขวดน้ำหอมในมือกลับคืนที่เดิมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ ขยับกายหมุนใบหน้าเรียบเนียนสวยหวาน และนัยน์ตากลมโตคู่สวยที่แสนคุ้นเคยกลับมาสบตากับฉันตรงๆ
ใบหน้าของแพรพิมพ์ฉายแววตกใจสุดขีดจนดวงตาคู่โตเบิกกว้าง ริมฝีปากบางขยับเผยอค้างคล้ายจะเอ่ยทักทายทว่ากลับไม่มีเสียงคำใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอ แววตาของเธอสั่นสะท้านอย่างรุนแรง สะท้อนประกายน้ำตาใสที่เอ่อคลอเคลือบแก้วตาด้วยความตื้นตันระคนปวดร้าวสะเทือนใจอย่างถึงที่สุด...