บทที่ 13 ข้าเดิมพันข้างซูฝาน
เมื่อมองดูศพที่นอนอยู่แทบเท้า หัวใจดวงน้อยของซูฝานก็เต้นรัวแรง
‘เด็กกำพร้างั้นรึ ประเสริฐนัก! ข้าชอบเด็กกำพร้าที่สุด ไม่สร้างความยุ่งยาก…’
คำพูดของสวี่ซานอินที่กล่าวไว้ที่เขาด้านหลังหมู่บ้านสิบลี้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างมิอาจหักห้าม
ในยามนั้นเขายังไม่เข้าใจความหมาย
ทว่าบัดนี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายของประโยคนั้นแล้ว เพราะเด็กกำพร้าไม่มีญาติพี่น้อง ต่อให้ตายอย่างไม่เป็ธรรม ก็ไม่มีใครมาที่สำนักเมฆาเคลื่อนเพื่อสืบหาคนหรือก่อเื่วุ่นวาย
ยามนี้ ซูฝานรู้สึกโล่งอกอย่างยิ่ง
โชคดีที่ตอนนั้นเขาตัดสินใจเองโดยพลการ ตอบรับคำท้าพนันกับเซวียฉางซานแทนมารเฒ่า มิเช่นนั้นชะตากรรมของเขาคงเหมือนกับศพนี้อย่างแน่นอน
“ดังนั้นยามนี้เ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ ว่าถ้าพรุ่งนี้เ้าแพ้ให้สวีเจียวเจียว จะเกิดอะไรขึ้น?” สวี่ซานอินยิ้มอย่างน่าสยดสยอง
“ศิษย์เข้าใจแล้ว”
ซูฝานพยักหน้าติด ๆ กัน
สวี่ซานอินหยิบโอสถถอนพิษออกมาหนึ่งเม็ด โยนให้ซูฝาน พลางกล่าวว่า “แน่นอน หากเ้าสามารถเอาชนะสวีเจียวเจียว และช่วยข้าเอาชนะโอสถหวงหลงจากมือของเซวียฉางซานมาได้ ข้าก็จะไม่ทำให้เ้าต้องผิดหวัง”
ซูฝานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถามอย่างตื่นเต้นว่า “มีรางวัลอะไรหรือ?”
มุมปากของสวี่ซานอินกระตุกเล็กน้อย
‘เด็กคนนี้ สมองไม่ครบสามสิบหรืออย่างไร?’
‘ตอนนี้ก็เริ่มถามถึงรางวัลเสียแล้ว คิดว่าตนเองจะชนะแน่หรือ?’
“อย่ามายืนขวางหูขวางตาอยู่ตรงนี้ รีบไปฝึกฝนให้พ้นหน้าข้าไป!”
สวี่ซานอินกล่าวด้วยความโกรธ
“ขอรับ ๆ”
ซูฝานพยักหน้าหงึก ๆ ราวกับตำกระเทียม ก่อนจะยิ้มประจบว่า “ผู้าุโ ร่างนี้ ข้าจะจัดการแทนท่านเอง วางใจได้ ไม่มีผู้ใดเห็นแน่นอน”
เขาแบกร่างไร้ิญญาบนพื้นขึ้นมา แล้วรีบหันหลังวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว “เด็กคนนี้รู้ความดีนัก”
หากไม่พูดถึงเื่อื่น ในด้านการวางตัว สวี่ซานอินก็รู้สึกพอใจยิ่ง
ชั่วครู่ผ่านไป
ซูฝานกลับมาถึงถ้ำพำนัก
ส่วนศพนั้น เขาไม่มีเวลาว่างไปจัดการมัน โยนทิ้งเข้าไปในป่าให้สัตว์อสูรกินเสียเลย
“ไม่คิดว่าสวี่ซานอินจะวิชามารชนิดนี้” หลังจากฟังคำบอกเล่าของซูฝานจบ ต้าเฮยโก่วแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น
ซูฝานครุ่นคิดสักครู่ก่อนถามว่า “วิธีบ่มเพาะเช่นนี้ของเขา สักวันต้องเสียสติเพราะธาตุไฟเข้าแทรกแน่ใช่หรือไม่?”
“แน่นอน”
“ที่จริงแล้ววิธีการบ่มเพาะของเขา ก็คล้ายกับเ้านั่นแหละ”
“เพียงแต่ว่าเขาดูดซับพลังชีวิตและโลหิตของสิ่งมีชีวิตโดยตรง ส่วนเ้านั้นนำเนื้อและเืของสิ่งมีชีวิตมาสกัดเป็ไข่มุกปราณโลหิตแล้วค่อยดูดซึม”
“ดังนั้น ซูฝาน พวกเ้าก็ถือว่าเป็พวกเดียวกันนะ” ต้าเฮยโก่วหัวเราะฮิ ๆ
“ข้าผู้สูงส่งนั้นบริสุทธิ์และมีจิตใจดีงาม จะเป็พวกเดียวกับมารเฒ่านั่นได้เยี่ยงไร” ซูฝานแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
“เ้าบริสุทธิ์และมีจิตใจดีงามงั้นรึ?”
ต้าเฮยโก่วกลอกตาอย่างเหยียดหยัน
อายุไม่น้อยแล้ว กลับหน้าด้านได้ถึงเพียงนี้
…
เช้าตรู่
สนามประลองมีผู้คนมาชุมนุมกันไม่น้อย ส่วนใหญ่มาเพื่อดูร่างิญญาไร้ค่าถูกทรมาน
“ข้าเดิมพันว่าสวีเจียวเจียวจะชนะ ห้าสิบศิลาิญญา”
“ข้าเดิมพันสวีเจียวเจียวหนึ่งร้อยศิลาิญญา”
“ข้าก็เดิมพันนาง สองร้อยศิลาิญญา!”
ณ ที่แห่งหนึ่ง
ศิษย์มากมายรวมตัวกันอยู่ ส่งเสียงอึกทึกครึกโครม
ท่ามกลางฝูงชน มีเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าสิบหกปีรูปร่างอ้วนท้วน ใบหน้ากลมป้อม หูใหญ่ยืนอยู่
หน้าโต๊ะพนันทางด้านซ้ายเขียนว่า ‘สวีเจียวเจียว อัตราต่อรองหนึ่งต่อหนึ่ง’
ทางด้านขวาเขียนว่า ‘ซูฝาน อัตราต่อรองหนึ่งต่อสิบ’
มีคนเยาะเย้ยว่า “หลี่โหย่วเต๋อ เ้ากล้าเปิดโต๊ะพนันนี้เชียวรึ? พวกข้าต่างก็เดิมพันให้สวีเจียวเจียวชนะ เดี๋ยวเ้าก็ต้องขาดทุนย่อยยับ”
“ถูกต้อง ข้าอยากรู้นักว่าวันนี้ใครกล้าเดิมพันกับซูฝาน เขาเป็เพียงร่างิญญาไร้ค่า แต่กลับกล้าคิดจะเอาชนะร่างิญญาธาตุ ช่างเป็ความคิดเพ้อฝันของคนโง่เขลาเสียจริง”
“เ้าอ้วน ข้าจะเดิมพันสวีเจียวเจียวห้าร้อยศิลาิญญา ถ้าเ้าจ่ายไม่ไหว อย่าได้คิดหนีไป”
ชายอ้วนนับศิลาิญญาพลางหัวเราะร่าอย่างมีความสุข กล่าวว่า “เดิมพันแล้วต้องยอมรับผล ข้าทำการค้าอย่างซื่อสัตย์ พวกเ้าวางใจได้ มีเท่าใดก็เดิมพันได้เท่านั้น” เด็กหนุ่มที่มีท่าทางเ้าเล่ห์คนหนึ่งแทรกตัวออกมาจากฝูงชน มองดูอัตราการต่อรองที่เขียนไว้บนโต๊ะ สีหน้าของเขาชะงักไปเล็กน้อย
นั่นก็คือซูฝานที่ปิดบังพลังบำเพ็ญของตนเองไว้
“หนึ่งต่อสิบเชียวรึ?”
อัตราการต่อรองสูงถึงเพียงนี้เลยหรือ? ดูแคลนเขาเกินไปแล้ว!
ซูฝานเริ่มนับจำนวนศิลาิญญาในถุงเก็บของเงียบ ๆ
จากที่แย่งมาจากสวีตงได้สองร้อยสามสิบก้อน ผนวกกับที่สวี่ซานอินให้มาห้าสิบก้อนในครั้งที่สอง รวมทั้งหมดสองร้อยแปดสิบก้อน
เขาเก็บศิลาิญญาพวกนี้ไว้ตลอด เพราะไม่มีความจำเป็ต้องใช้
หลายวันมานี้ ทุกค่ำคืนเขาออกไปล่าสัตว์อสูร ไข่มุกปราณโลหิตที่สกัดได้ก็ยังใช้ไม่หมด “อัตราการจ่ายหนึ่งต่อสิบ... เช่นนั้นก็จะได้สองพันแปดร้อยก้อนแล้ว”
“เป็โอกาสทางการค้าที่ดีจริง ๆ!”
ลงมือดีกว่าแค่คิด ซูฝานรีบล้วงถุงเก็บของออกมาจากอกเสื้อทันที
“ไม่ได้ ๆ”
“หากเื่นี้ถูกสวี่ซานอินล่วงรู้เข้า เมื่อถึงเวลาเขาถามข้าว่าถุงเก็บของวิเศษและศิลาิญญาเหล่านี้ได้มาจากที่ใด ข้าจะตอบว่าอย่างไรดี”
จะบอกว่าเก็บได้ก็คงไม่ได้ แม้แต่คนโง่ก็ไม่มีทางเชื่อ
ทันใดนั้น! ซูฝานก็สังเกตเห็นสตรีนางหนึ่ง
เหลิ่งเยว่!
อาภรณ์ชุดยาวสีขาวดุจหิมะ ปราศจากธุลีแม้เพียงน้อยนิด เส้นผมดำสนิทปลิวไสวตามสายลม
นางก้าวเดินเข้าสู่สนามประลอง ย่างก้าวเบาหวิว อ่อนช้อยงดงาม ราวกับนางเซียนจากวังจันทราที่ล่องลอยมาตามสายลม
แม้นางจะงดงามดั่งบุปผาในสรวง์ ทว่าไม่มีศิษย์ชายคนใดกล้าเข้าใกล้ เพราะทั่วร่างของนางแผ่กระจายความเ็าที่ผลักไสผู้คนให้ห่างไกลนับพันลี้
“เหลิ่งเยว่?”
“ข้าได้ยินว่านางออกไปฝึกฝนอยู่ภายนอกตลอด แล้วกลับมาเมื่อใดกัน?”
“ศิษย์พี่ ข้าขออนุญาตถามสักคำ เหลิ่งเยว่คือผู้ใดหรือ?”
“แม้แต่เหลิ่งเยว่ยังไม่รู้จัก? ดูก็รู้ว่าเ้าเพิ่งมาใหม่”
“นางคือพี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่สิบ และยังเป็ศิษย์อัจฉริยะอันดับหนึ่งของยอดเขาที่สิบด้วย”
“......”
บรรดาผู้ที่รู้เื่ราวเริ่มเล่าถึงเื่ราวอันรุ่งโรจน์ของเหลิ่งเยว่อย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้บรรดาศิษย์ใหม่ต่างมีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม “ไม่คิดว่าพี่ศิษย์เหลิงเยว่จะเก่งกาจถึงเพียงนี้ นางคงจะมีศิลาิญญาไม่น้อยเลยทีเดียว...”
ซูฝานกวาดตาไปมา ก่อนจะรีบวิ่งะโโลดเต้นตรงไปหาเหลิงเยว่
“ซู...”
เหลิ่งเยว่เห็นซูฝาน กำลังจะอ้าปากทักทาย ทว่าซูฝานรีบส่งสัญญาณให้เงียบ
ใน่ครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาหลบซ่อนตัวในยามทิวาและออกมาในยามราตรี แม้จะมีผู้คนมากมายที่ได้ยินเื่ราวของเขา แต่มีเพียงไม่กี่คนที่เคยพบเห็นเขา ดังนั้นแม้จะยืนอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ก็มีเพียงไม่กี่คนที่จำนางได้
“ศิษย์พี่ใหญ่ มีศิลาิญญาหรือไม่”
ซูฝานถามเสียงเบา
“มี” เหลิ่งเยว่พยักหน้า
“ขอยืมสักหน่อยได้หรือไม่”
ซูฝานถูมือไปมา สายตาเหลือบมองโต๊ะพนันที่อยู่ในฝูงชน ในใจร้อนรุ่มยิ่งนัก
“เ้า้าศิลาิญญาไปทำอะไรในยามนี้” เหลิงเยว่สงสัย
เป็ไปไม่ได้ที่จะไปฝึกฝนในยามนี้!
“ร่ำรวย” ซูฝานหัวเราะคิกคัก
เหลิงเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็สังเกตเห็นแววตาของซูฝาน นางจึงถามอย่างสนใจว่า “เ้าจะพนันใคร?”
“แน่นอนว่าต้องเป็ตัวข้าเอง” ซูฝานลั่นวาจาออกมาอย่างไม่ลังเล