เกิดใหม่ทั้งทีขอเป็นผู้ดูแลฟาร์มผู้มั่งคั่งบ้างได้ไหมคะ?[แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 103 หวานล้ำราวน้ำผึ้ง [Re-write]

            ความเผด็จการของซั่งกวนเซ่าเฉินพิสูจน์ถึงความใส่ใจที่เขามีต่อหลิงมู่เอ๋อร์ในใจของหลิงมู่เอ๋อร์มีความสุข แต่ยังคงเบะปากอย่างเย่อหยิ่ง

            ซั่งกวนเซ่าเฉินมองดวงหน้าเล็กที่งดงามของนางสายตาที่น่ารักเปี่ยมเสน่ห์ ก็รู้สึกเพียงว่าเปลวเพลิงกองหนึ่งในร่างใกล้จะเผาไหม้เขาจนกลายเป็นเถ้าถ่านเขาอยากจะแต่งหญิงสาวนางนี้กลับบ้านไปในเวลานี้เลยจริงๆแต่ว่าที่เรื่องยุ่งยากมากมายที่กองอยู่ที่บ้านจะต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนในยามที่ยังไม่ได้กำจัดทิ้งจนหมดสิ้นเขาไม่กล้าแต่งนางกลับไปอกสั่นขวัญแขวนกับเขาด้วย

            นิ้วมือที่หยาบกระด้างสัมผัสพวงแก้มของนางเล่นผิวสีชมพูเนียนนุ่มนั้นทำให้เขารักใคร่จนไม่ปรารถนาที่จะวางมือคนทั้งสองอยู่ในห้องนานแล้ว ก็มีเสียงของหยางซื่อดังมาจากด้านนอก

            หลิงมู่เอ๋อร์รีบผลักซั่งกวนเซ่าเฉินออกจัดเสื้อผ้าของตน ซั่งกวนเซ่าเฉินกลับเสื้อผ้าเป็นระเบียบ ไม่หลุดลุ่ยแม้แต่น้อยบนร่างของหลิงมู่เอ๋อร์กับมีร่องรอยการแสดงความรักเหลืออยู่ในยามที่หลิงมู่เอ๋อร์จัดเสื้อผ้านั่นเองดวงตาของซั่งกวนเซ่าเฉินก็ลึกซึ้งอีกครั้ง แม้จะหันหลังให้เขาก็สามารถรับรู้ได้ถึงสายตาที่ร้อนดั่งไฟของเขา

            “มู่เอ๋อร์ข้ารับใช้บอกว่าเจ้าทะเลาะกับเจ้าหนุ่มเฉินแล้ว? มีเรื่องอะไรพูดกันดีๆ ไม่ได้เหตุใดจึงได้ทะเลาะกันเล่า? เจ้าหนุ่มเฉินปกติแล้วอารมณ์ดีเป็นเจ้าทำให้เขาโมโหใช่หรือไม่?” เสียงของหยางซื่อดังขึ้นจากด้านนอก
    หลิงมู่เอ๋อร์ค้อนซั่งกวนเซ่าเฉินทีหนึ่งเดินไปเปิดประตู

            หยางซื่อเห็นคนทั้งสองมีสีหน้าปกติเสื้อผ้าก็เรียบร้อย ดูแล้วไม่เหมือนทำเรื่องบุ่มบ่ามมุทะลุมาทันใดนั้นหัวใจที่ล่องลอยอยู่ ก็กลับสู่ที่เดิม

            เมื่อครู่นางได้ยินว่าซั่งกวนเซ่าเฉินอุ้มหลิงมู่เอ๋อร์เข้าไปในห้องนางลังเลอยู่นานแต่ยังคงตัดสินใจมาเคาะประตูเพราะอย่างไรก็เป็นบุตรสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน ไม่อาจถูกบุรุษรังแกเอาได้แม้นางจะชอบซั่งกวนเซ่าเฉินเพียงใด ในยามที่ไร้ซึ่งการสู่ขอก็ไม่อาจมอบบุตรสาวให้เขาได้ ไม่เช่นนั้น มิเท่ากับว่าลูกสาวของนางเสียเปรียบครั้งใหญ่หรือ?

            “พวกเจ้าทั้งสองคนทะเลาะกันจริงหรือ?” หยางซื่อมองสำรวจคนทั้งสองทั้งสองคนนี้ยิ่งมาก็ยิ่งรู้จักแสดงแล้ว นางมองสิ่งใดไม่ออกเลยซะอย่าง

            หลิงมู่เอ๋อร์แลบลิ้นออกมาดึงมือของหยางซื่อ พูดที่ข้างหูของนางว่า “ท่านแม่วางใจเถิด มีแต่ข้าที่รังแกเขาเขาไม่รังแกข้าหรอกเจ้าค่ะ”

            “เช่นนั้นเมื่อครู่มันเรื่องอะไรกัน? ตอนที่ได้ยินข้ารับใช้พูดข้าก็ตกใจจนสะดุ้ง” หยางซื่อถลึงตาใส่นางอย่างมีอารมณ์ “เจ้าทำสิ่งใดอีกแล้วเล่า?”

            “เหตุใดจึงเป็นข้าอีกแล้วเล่า?” หลิงมู่เอ๋อร์พูดอย่างไม่สบอารมณ์“ท่านแม่ ท่านลำเอียงจริงๆ มักจะเข้าข้างเขา ครั้งนี้ท่านเดาผิดแล้วเป็นเขารังแกข้า”

            หยางซื่อมองซั่งกวนเซ่าเฉินที่อยู่เบื้องหน้าในใจของคนหลังรู้สึกกระดากอยู่บ้างการรังแกที่หลิงมู่เอ๋อร์พูดมิใช่การรังแกแบบที่หยางซื่อคิดแต่เป็นการรังแกระหว่างชายหญิง ซั่งกวนเซ่าเฉินก็ไม่กล้าพูดตามตรงได้แต่แบกรับหม้อใบใหญ่ที่ชื่อรังแกนี้ไว้ แน่นอนว่าเขาย่อมไม่สามารถให้แม่ยายในอนาคตรังเกียจเขาได้

            “เมื่อครู่เห็นมู่เอ๋อร์คุยกับจวิ้นอ๋องน้อยข้าเพียงอยากออกหน้าเตือนนางเสียงหน่อยว่า จวิ้นอ๋องน้อยผู้นี้เป็นบุตรชายขององค์หญิงใหญ่สภาพแวดล้อมรอบกายมีความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง” ซั่งกวนเซ่าเฉินพูดเสียงต่ำ“มู่เอ๋อร์ยังคงไม่ไปมีความเกี่ยวพันกับคนเช่นนี้ลึกซึ้งเกินไปจะดีกว่าจะนำความยุ่งมากมาสู่ตัวเจ้าได้”

            ในดวงตาของหยางซื่อมีประกายความเข้าใจแวบผ่านมิใช่เพราะข้างกายของจวิ้นอ๋องน้อยอันตรายเกินไปแต่เป็นซั่งกวนเซ่าเฉินกำลังหึงหวง! มิน่าล่ะ บรรยากาศเมื่อครู่จึงดูแปลกๆ

            “พี่ใหญ่ของเจ้าพูดไม่ผิดพวกคนที่มีฐานะสูงส่งเหล่านั้น พวกเรายังคงหลีกห่างหน่อยจะดีกว่า”หยางซื่อพูดอย่างยิ้มแย้ม “ในเมื่อไม่ได้ทะเลาะกัน ข้าก็วางใจแล้วอย่างนั้นพวกเจ้าคุยกันเถิด ข้าจะไปทำงานแล้ว”

            หลิงมู่เอ๋อร์มองหยางซื่อจากไปพ่นหัวเราะออกมา “ท่านให้ท่านพ่อท่านแม่ข้าดื่มน้ำแกงมอมวิญญาณใดไม่ว่าอะไรก็เข้าข้างท่าน?”

            ทันทีที่หยางซื่อจากไปซั่งกวนเซ่าเฉินก็กอดนางไว้ในอ้อมอกอีกครั้ง กล่าวที่ข้างหูของนางว่า“ข้าอยากกรอกน้ำแกงมอมวิญญาณให้เจ้ามากกว่า สาวน้อยเช่นเจ้าช่างสั่งสอนยากเกินไปแล้ว”

            หลังส่งซั่งกวนเซ่าเฉินจากไปหลิงมู่เอ๋อร์ก็ลูบแก้มที่ร้อนระอุของตนที่ข้างหูยังมีเสียงของซั่งกวนเซ่าเฉินดังอยู่ ในใจของนางหวานล้ำ

            เวลาค่อยไหลไปในการดำเนินชีวิตที่สงบเรียบง่าย พวกเขาก็ได้ต้อนรับหิมะแรกหลังจากเข้าเมืองจะถึงวันข้ามปีแล้ว ทุกคนต่างก็เริ่มยุ่งกันขึ้นมา

            หลิงมู่เอ๋อร์ให้เหลาอาหารสกุลหลิงเปิดตัวชุดหม้อไฟออกมากับเรื่องนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็เกิดกระแสหม้อไฟขึ้นมากิจการของร้านอาหารสกุลหลิงยิ่งโชติช่วงประดุจไฟ กระจ่างใสดั่งชา[1]

            ความสัมพันธ์ระหว่างหลิงมู่เอ๋อร์และซั่งกวนเซ่าเฉินก็ค่อยๆยกระดับไปอีกขั้น ซั่งกวนเซ่าเฉินงานยุ่งมากแต่ทำสามวันห้าวันก็มักจะไปแสดงตัวที่บ้านสกุลหลิงคนในสกุลหลิงจากบนลงล่างต่างก็ยอมรับโดยปริยายแล้วว่าเขาจะมาเป็นบุตรเขยในอนาคตหยางซื่อและหลิงต้าจื้อดีต่อเขายิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก ส่วนหนานกงอี้จือลูกผู้น้องคนนี้ อยู่ในสกุลหลิงก็เข้าทำนองน้ำขึ้นเรือสูง[2]ตามไปด้วย

            แม้จะยังมิได้เจาะทะลุกระดาษกรุหน้าต่างแผ่นนี้แต่ทุกคนต่างก็รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง หลิงต้าจื้อยิ่งได้เรียกซั่งกวนเซ่าเฉินมาพูดคุยรอบหนึ่งในคำพูดทั้งเปิดเผยและแฝงนัยล้วนเต็มไปด้วยความพึงพอใจที่มีต่อเขา เห็นได้ชัดว่าแม้ซั่งกวนเซ่าเฉินจะยังมิได้มอบฐานะให้หลิงมู่เอ๋อร์แต่คนสกุลหลิงก็พึงพอใจในตัวเขาเป็นมาก

            “หลังปีใหม่เจ้าจะลงสนามจริงหรือ?” ในเรือนจูชิงเฟิงนั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะหินด้านหน้าของเขามีบุรุษหนุ่มที่อ่อนโยนและสง่างามนั่งอยู่ผู้หนึ่ง

            ชายหนุ่มผู้นี้มิใช่ใครอื่นก็คือลูกศิษย์คนใหม่ที่จูชิงเฟิงรับมา หลิงจือเซวียนนั่นเองจูชิงเฟิงรั้งอยู่ที่บ้านสกุลหลิงสอนเด็กๆ ทั้งหลาย ที่รับเป็นศิษย์กลับมีเพียงพี่น้องสกุลหลิงเท่านั้นมิใช่ว่าเขาไว้หน้าเฉพาะครอบครัวสกุลหลิง แต่เป็นเพราะในบรรดาเด็กๆ ทั้งหลายมีเพียงพี่น้องสกุลหลิงที่มีพรสวรรค์ส่วนหยางเสียวหู่และฝูเอ๋อร์ได้เป็นเพื่อนร่วมเรียนก็ไม่เลวแล้ว

            หลิงจือเซวียนศึกษาตำรามาครึ่งปีรัศมียิ่งโดดเด่น ตัวเขาในยามนี้ เอ่ยปากเป็นบทความ ในจิตมีขุนเขาและสายนที[3] มิใช่หนุ่มชาวนาเมื่อครึ่งปีก่อนจะมาเปรียบได้

            หลิงจือเซวียนคีบหมากตัวหนึ่งวางลงไปมองจูฉีที่นั่งอยู่ด้านข้าง ยิ้มอย่างอ่อนโยนว่า “ข้าได้ปรึกษากับจูฉีแล้วว่าถึงเวลานั้นจะเข้าสอบด้วยกันขอรับ”

            “พวกเจ้าสองคนข้ากลับไม่เป็นห่วงทว่าอวี้เอ๋อร์ยังเด็กเกินไป เขาตามไปสอบด้วยไม่ค่อยดีนักยังควรให้เขาเรียนเพิ่มสองปี”จูชิงเฟิงมองหลิงจื่ออวี้ที่กำลังเล่นสนุกอยู่กับหยางเสี่ยวหู่และฝูเอ๋อร์ในดวงตาชราเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูที่มีต่อหลิงจื่ออวี้

            แม้กระทั่งเมื่อก่อนในยามเผชิญกับบุตรชายของตนเขาก็มิได้ใส่ใจเช่นนี้มาก่อนเห็นได้ชัดว่าเขารักและเอ็นดูหลิงจื่ออวี้มากเพียงใด

            “ท่านอาจารย์ไม่ต้องกังวลขอรับน้องชายยังเด็ก แม้จะล้มเหลวแล้วก็สามารถเริ่มใหม่อีกครั้งได้เขามิใช่คนที่แพ้ไม่เป็น แต่ควรจะสั่งสมประสบการณ์สิ่งนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเขาในอนาคตเช่นกันขอรับ”หลิงจือเซวียนมองจูชิงเฟิงพร้อมรอยยิ้มบาง

            “เช่นนั้นก็เอาเถอะ!”ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ข้าก็จะสอนคำถามของข้อสอบในปีก่อนๆ แม้จะบอกว่าแต่ละปีล้วนไม่เหมือนกันทว่าส่วนใหญ่ล้วนไม่ต่างกันมากนัก” จูชิงเฟิงลูบเครากล่าว”

            หลิงมู่เอ๋อร์ยกขนมเข้ามานางวางขนมไว้ข้างมือของพวกเขา ยิ้มบางว่า “ลองชิมขนมที่ข้าทำขึ้นใหม่ดูรับรองว่าพวกท่านไม่เคยทานมาก่อน”

            จูฉีมองหลิงมู่เอ๋อร์อย่างอ่อนโยน“น้องมู่เอ๋อร์ ฝีมือการทำอาหารนั้น ทั่วทั้งเมืองหลวงก็ถือว่ามีชื่อเสียงพวกเราจะมีบุญปากอีกแล้ว”

            หลิงมู่เอ๋อร์มองคุณชายผู้งามสง่าที่อยู่ด้านข้างจูฉีและหลิงจือเซวียนกลายเป็นชายรูปงามคนใหม่ที่ปรากฏตัวออกมาในเมืองหลวง บัดนี้ทุกครั้งที่ออกจากบ้านล้วนมีหญิงสาวจำนวนหนึ่งติดตามรายล้อมพวกเขาเหล่าคุณหนูที่ว่างจนไม่มีอะไรทำพวกนั้นยังได้นำเสนอคุณชายทั้งสิบแห่งเมืองหลวงอะไรออกมาซูเช่อจัดอยู่ในอันดับหนึ่ง หลิงจือเซวียนจัดอยู่ในอันดับสามจูฉีจัดอยู่ในอันดับห้า

            “มิน่าล่ะช่วงนี้ท่านป้าเหยาจึงลำบากใจถึงเพียงนั้นแม่สื่อพวกนั้นแทบจะเหยียบธรณีประตูจนแตกแล้ว พี่จูท่านอย่าได้ไปยิ้มให้สตรีอื่นเช่นนี้ จะต้องเกิดเรื่องแน่” หลิงมู่เอ๋อร์ตบหน้าอกเผยสีหน้าที่จิตวิญญาณสั่นไหวออกมา

            ผู้คนต่างกล่าวว่ายิ้มหนึ่งของสตรีสามารถล่มเมืองยามแย้มสรวลอีกครั้งสามารถล่มอาณาจักรได้ เมื่อครู่ที่จูฉีหันมามองพร้อมรอยยิ้มเกือบทำให้นางลุ่มหลงจนตาลาย

            “คุณหนู…”ซางจือเดินเข้ามาจากด้านนอก “จวิ้นจู่น้อยส่งเทียบเชิญมาต้องการเชิญคุณหนูและคุณชายทั้งหลายไปร่วมงานเลี้ยงเจ้าค่ะ”

            หลิงมู่เอ๋อร์ขมวดคิ้วมองไปทางหลิงจือเซวียนด้วยอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

            ครึ่งปีมานี้เจาหยางจวิ้นจู่น้อยคอยวนเวียนอยู่หน้าสกุลหลิงของพวกนาง ตอนนั้นเป็นนางพูดว่านางเกาะติดซูเช่อ เป็นสตรีที่คิดเกาะมังกรกลายเป็นหงส์ บัดนี้นางมีความตั้งใจในการเว้นระยะห่างกับตระกูลซู นางกลับโผเข้ามาอย่างกระตือรือร้นและต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้ ก็คือ หลิงจือเซวียนผู้ที่ยิ่งมายิ่งหล่อเหลาซึ่งกำลังนั่งดื่มชาอย่างสุขสบายผู้นั้น

            บัดนี้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้ว่า  เจาหยางจวิ้นจู่น้อยพึงใจในตัวทายาทเหลาอาหารสกุลหลิงหลิงจือเซวียน ขอเพียงมีสตรีนางอื่นมายุ่มย่ามกับหลิงจือเซวียนเจาหยางจวิ้นจู่น้อยก็จะปรากฏหน้าออกมาก่อความวุ่นวายเมื่อเทียบกับจูฉีที่ได้รับความชื่นชอบมากขึ้นเรื่อยๆหลิงจือเซวียนก็คือสิ่งหวงห้ามในเมืองหลวงใครก็ไม่กล้าล่วงเกินเจาหยางจวิ้นจู่ตัวน้อย

            หยางซื่อมักจะทุกข์ใจมากบุตรชายยิ่งมายิ่งโดดเด่น ผู้เป็นมารดาเช่นนางควรจะดีใจ ทว่าบุตรชายที่โดดเด่นเช่นนี้กับไม่มีบุตรสาวบ้านใดกล้าแต่งด้วย เช่นนั้นก็ปวดหัวแล้วสำหรับเจาหยางจวิ้นจู่น้อยคนนั้น หยางซื่อที่อ่อนแอมาตลอดก็เริ่มไม่ชอบ โดยเฉพาะสตรีสองสามคนที่หยางซื่อต้องตาล้วนปฏิเสธการสู่ขอของนางเหตุผลในการปฏิเสธล้วนเป็นไม่กล้าล่วงเกินจวิ้นจู่น้อยหยางซื่อก็ยิ่งขุ่นเคืองแล้ว

            “พี่ชายท่านว่าอย่างไร?” หลิงมู่เอ๋อร์โยนเรื่องเละเทะนี้ไปให้หลิงจือเซวียนเรื่องนี้เป็นเพราะเขา ย่อมควรมีเขาเป็นผู้จัดการ

            หลิงจือเซวียนวางหมากในมือลงกล่าวอย่างเกียจคร้านว่า “นางอยากให้เจ้าไป เจ้าก็ไปเถอะ”

            “ท่านโง่จริงหรือแสร้งโง่กันแน่? ที่นางเชิญคือคุณหนูและคุณชายทั้งหลายย่อมหมายความว่า ท่านก็ต้องไปด้วย”หลิงมู่เอ๋อร์เคาะหน้าผากของหลิงจือเซวียนครั้งหนึ่ง

            หลิงจือเซวียนกุมมือน้อยของหลิงมู่เอ๋อร์สายตาอ่อนโยน “สาวน้อย พี่ชายจะถูกเจ้าเคาะจนโง่เขลาแล้วไปเรียนนิสัยไม่ดีมาจากที่ใด ไม่ว่ามีเรื่องอะไรก็จะเคาะหัว?”

            หลิงมู่เอ๋อร์หดมือกลับมายิ้มอยากกระดาก นิสัยไม่ดีนี้ยังจะไปเรียนมาจากใครได้? แน่นอนว่าย่อมเรียนมาจากซั่งกวนเซ่าเฉินเขาในตอนนี้ ไม่ว่าจะขยับหรือหยุดนิ่งก็ชอบเคาะศีรษะของนาง

            “นางอยากให้ข้าไปเช่นนั้นข้าก็ไปแล้วกัน” หลิงจือเซวียนเงยหน้ายิ้มมองจูชิงเฟิงที่อยู่เบื้องหน้า“ท่านอาจารย์ ท่านแพ้แล้วขอรับ”

            จูชิงเฟิงส่ายหัวเต็มไปด้วยความทอดถอนใจว่า “ข้ารู้เพียงว่าตนเองเป็นผู้มีพรสวรรค์ กลับไม่รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน เจ้าเพิ่งเรียนเพียงครึ่งปีไม่ว่าจะเป็นวิชาการในตำรา หรือพิณ หมากล้อม อักษร ภาพวาดแต่ละด้านล้วนไม่ด้อยไปกว่าข้าที่ศึกษามากว่าสิบ ยี่สิบปี ด้วยความสามารถของเจ้าในตอนนี้แม้จะเป็นพวกคงแก่เรียนพวกนั้น ก็มิอาจหาจุดผิดพลาดใดออกมาได้”

            “ท่านอาจารย์กล่าวชมเกินไปแล้วสิ่งที่ศิษย์ได้เรียนรู้ทั้งมวลในเวลานี้ ล้วนได้ท่านอาจารย์เป็นผู้สั่งสอนศิษย์จะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจก้าวข้ามท่านอาจารย์ไปได้ หากพูดถึงพรสวรรค์แล้วจูฉีจึงจะเป็นยอดแห่งอัจฉริยะผู้นั้น” หลิงจือเซวียนพูดอย่างถ่อมตน

            “พวกท่านพูดจาน่าเหน็ดเหนื่อยจริงๆพี่ชายของข้าโดดเด่น พี่ใหญ่ก็โดดเด่น ไม่เช่นนั้น ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งปีย่อมไม่อาจครอบครองที่ยืนในเมืองหลวงได้แล้ว”หลิงมู่เอ๋อร์เล่นเทียบเชิญเลี่ยมทองในมือ “ในเมื่อพี่ชายบอกให้รับไว้เช่นนั้นข้าก็จะรับไว้แล้ว จะอย่างไรหากจะไปก็เป็นท่านไป ข้าไม่มีทางไปแน่”

            นางไม่มีทางไปชิงดีชิงเด่นกับคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่ชอบเข้าข้างตนเองพวกนั้นพวกนางมีอารมณ์ แต่นางกลับไม่มีเวลาสำหรับเรื่องนั้น

            “ไปก็ดีงานเลี้ยงในครั้งนี้มิใช่งานเลี้ยงที่ฟูเหรินในเรือนหลังเป็นผู้จัดขึ้นแต่เป็นเจตนาของท่านราชบุตรเขย ราชบุตรเขยผู้นี้ในอดีตก็มีชาติกำเนิดเป็นท่านอ๋องเช่นกัน ตลอดมาเป็นผู้ที่รักหวงแหนผู้มีพรสวรรค์ราวทุกครึ่งปีก็มักจะจัดงานเลี้ยงเช่นนี้บรรดาสตรีแน่นอนว่าย่อมลิ้มรสอาหารโอชะอยู่ที่เรือนหลัง ชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามแต่เหล่าบุรุษอยู่ที่เรือนหน้ากับมีเรื่องต้องทำ” จูชิงเฟิงให้คำแนะนำพวกเขา“ในจวนของราชบุตรเขยมีของวิเศษล้ำค่าจำนวนมาก ในด้านนี้ เซวียนเอ๋อร์ก็ยังขาดประสบการณ์อยู่บ้างครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตา”

             

             

            เชิงอรรถ

            [1] โชติช่วงประดุจไฟกระจ่างใสดั่งชาเป็นสำนวน สื่อว่าได้รับความนิยมมาก

            [2] น้ำขึ้นเรือสูงเป็นสำนวนสื่อถึงการได้ยกระดับฐานะเนื่องจากคนที่เกี่ยวข้องด้วยมีฐานะที่สูงขึ้น

            [3] ในจิตมีขุนเขาและสายนทีเป็นสำนวนหมายถึง ในยามที่ประพันธ์ผลงาน ในใจได้มีภาพอันยาวไกลอยู่ในใจแล้วหรือเป็นการอุปมาถึงการมีความสามารถในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้งจัดการเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิง

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งทีขอเป็นผู้ดูแลฟาร์มผู้มั่งคั่งบ้างได้ไหมคะ?[แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367