ภายในห้องโถงในสำนักอักษร ที่นั่นเต็มไปด้วยม้วนคัมภีร์อักขระ
อี้เฉินเริ่มศึกษาแนวทางการหยั่งรู้อักขระต่างที่นี่ เต็มไปด้วยคลังข้อมูล
พวกนางทั้ง5คนที่ชำระล้างร่างกายเสร็จ ต่างอยากรู้อี้เฉินเป็นใคร จึงติดตาม
แม่นางเวินรั่วเจียน เข้ามาภายในสำนักอักษร พวกนางอยากจะตรวจสอบอี้เฉินเป็นใครมาจากที่ไหน
ถึงขนาดหนีพวกนางทั้ง 4คนได้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาอย่างมาก
พวกนางเห็นชายคนหนึ่ง สวมหน้ากากชายชราผมสีขาว สวมอาภรณ์สำนักอักษร อาภรณ์สีขาวตัดกับอักขระสีดำบนชุดวาดด้วยพู่กันทำให้ชุดดูสะดุดตา เหมือนอาภรณ์ที่แต่งแต้มจากหมึกพู่กันให้เกิดลวดลาย
"เจ้ามาอยู่นี่เอง มาทักทายศิษย์พี่เวินรั่วเจียง หน่อยเร็ว" นางยิ้ม แต่แววตาดูไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ เหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้ออี้เฉิน
อี้เฉินไม่อยากพูดคุยมากเขากลัวพวกนางจะจดจำเขาได้
อี้เฉินเข้าไป"คำนับศิษย์พี่เวินรั่วเจียน"
"เจ้าคงไม่โกรธพวกเราใช่ไหม" นางมองด้วยแววตาอ้อนวอน คนอื่น ๆ ก็ทำเช่นกันเมื่ออี้เฉินกวาดตามอง
"ข้าไม่ถือโทษพวกท่านหรอก พวกท่านไปซะอย่างมาก่อกวนข้ากำลังหยั่งรู้"
"ได้ๆ แล้วอย่าปากพล่อยเล่าเรื่องอะไรออกไปล่ะ ถ้าเจ้าเล่าอะไรออกไปเจ้าอย่าหวังมีความสุขในที่แห่งนี้"
พวกนาง ข่มขู่ อี้เฉินอย่างโจ่งแจ้ง แววตาหมายจะเอาเรื่องให้ได้
"พวกท่านสบายใจได้" อี้เฉินถึงกับขมวดคิ้ว พวกนางไปฝึกเป็นอันธพาลกันมาตั้งแต่เมื่อไร คำพูดคำจาดูไม่ใช่สาวงามเลยสักนิด
เยว่ฉานครุ่นคิดอย่างหนัก เขาคล้ายอี้เฉินอย่างมากชื่อก็เหมือนกัน แต่ปราณพลังกลับแตกต่างอย่างมาก
ราวกับคนละคนกัน นางพยามที่จะลืมอี้เฉิน แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มตรงหน้าทำให้ความทรงจำเก่า ๆ นางกลับมาอีกครั้ง
เยว่ฉานเอ่ยถาม "เหตุใดเจ้าต้องสวมหน้ากาก"
อี้เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย "ใบหน้าข้าเสียโฉมตั้งแต่ยังเยาว์วัย พวกท่านจะดูไหมล่ะ"
พวกนางชะงัก ทำไมพี่เยว่ฉานถึงสนใจหนุ่มน้อยคนนี้ นางมักจะเย็นชาดุจเหมันต์ แม้แต่กลับพวกนางก็แทบไม่ค่อยเอ่ยคำพูดซะเท่าไร่
"ไม่ละ มันเป็นการเสียมารยาทข้าขอโทษเจ้าแล้วกัน" นางคงคิดมากไปเอง เขาคนนั้นคงตายไปแล้ว
"เชิญพวกท่าน ข้าต้องการหยั่งรู้ม้วนคัมภีร์อักขระ"
พวกนางเลิกต่อล้อต่อเถียง กับอี้เฉินแล้วเดินจากไปทันที
อี้เฉินนั่งศึกษาคัมภีร์อย่างจริงจัง
คัมภีร์พวกนี้เป็นม้วนคัมภีร์ แปลความหมายของอักขระต่าง ๆ อี้เฉินที่หยั่งรู้อักขระ
เขาได้แค่สลักลงไปในทะเลความรู้กับกายาเท่านั้นเขาไม่รู้ความหมายของอักขระเลยแม้แต่น้อย
แต่วันนี้เขาเห็นม้วนคัมภีร์ที่ แปลความหมายอักขระออกมา ทำให้เขาดีใจอย่างมาก
รู้ความหมายที่สลักลงไปคงจะดีไม่น้อย
เจ้าสำนักเคยชี้แนะ การรู้ความหมายกับไม่รู้ความหมายมันต่างอย่างมาก เพียงรู้ความหมายของมันก็สามารถเสริมประสิทธิภาพได้มากกว่าหนึ่งเท่าตัว เขาค่อยๆ นั่งจดจำความหมายของตัวอักษรไปเรื่อย ๆ ถึง10วัน แต่เขากลับต้องแปลกใจเหตุใดอักขระบางตัวจึงไม่มีความหมาย
หรือมันอาจจะเป็นคำที่คนสร้างขึ้นมาเรียกเอง
อักขระหลาย ๆ ตัวที่อี้เฉินมี มันกลับไม่มีความหมาย ข้อนี้ทำให้เขาเริ่มสงสัยอย่างมาก
อี้เฉินเห็น เวินรั่วเจียง มาเอาม้วนคัมภีร์อักขระไปหยั่งรู้เขาจึงเดินไปไต่ถาม
แม่นางเวินรั่วเจียง "เหตุใดความหมายบางอักษรถึงมีบางอักษรถึงไม่มี"
นางได้ยินอี้เฉินพูดถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
"เจ้าถือว่าเรียนรู้ได้ไวมาก มาไม่กี่วันก็รู้ถึงสิ่งผิดปกติ อักขระที่นี่ทั้งหมดถูกแปลความหมายขึ้นมาโดยเจ้าสำนัก คนเดียวเท่านั้น"
"ความหมายของอักขระขึ้นอยู่กับเจ้าของที่สร้างมันขึ้นมาไม่ตายตัว ถ้าเราให้มันเป็น นก อักขระตัวนั้นจะเป็นนก หากเจ้าให้มันเป็นมังกร มันก็จะเป็นมังกร ยิ่งเจตจำนงเจ้าแข็งแกร่งยิ่งส่งผลให้สมจริง เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่"
"ขอบคุณแม่นางเวินรั่วเจียงที่ช่วยชี้แนะ ข้าพอเข้าใจแล้ว"
"อีกไม่นานจะมีงานเลี้ยงหงส์ร่ายรำ จัดที่ยอดเขาหลักสำนักเซียน เจ้าต้องติดตามอาจารย์ไปกับข้า ข้ามีบัตรเชิญอยู่"
"ข้าไม่ไปได้หรือไม่" อี้เฉินอยากหลีกเลี่ยงสำนักเซียน ที่นั่นล้วนมีแต่ศัตรูของเขา
"เจ้าลองไปถามอาจารย์ดู ข้ารับรองเจ้าได้ลงไปนอนกองกับพื้น เลิกอิดออด แล้วรอติดตามข้าไป"
อี้เฉินถึงกับหน้ามืดทมิฬปฏิเสธก็ไม่ได้จะหนีก็ไม่ได้
เขาไม่อ่านตำราอีกต่อไป เขาจะสร้างความหมายของอักขระที่เขามีขึ้นมาเอง
อี้เฉินกลับที่พักป่าไผ่ เขาดำดิ่งลงไปในทะเลความรู้
อี้เฉินเดินไปดูเมี่ยนจือ ในกรงขังที่อี้เฉินสร้างไว้
ถึงนางร้ายนางก็ช่วยอี้เฉินไว้ อี้เฉินปลดปล่อยนางออกมา แต่เหมือนนางหวาดกลัวบางอย่าง
"เจ้าอย่าใช้ปราณพลังของข้าที่นี่เด็ดขาด หากยังไม่อยากตาย"
"ได้ๆ ข้าจะระวัง" นางดูพูดน้อยลงไปมาก แบบนี้สิถึงจะสมเป็น โฉมสะคราญงามล้มเมืองดูเป็นกุลสตรี เหมือนดั่งเซียนหญิงลงมาจุติ
อี้เฉินพยามลองทำตาม เขาพยามสร้างความหมายอักขระขึ้นมาใช้เอง
เหมือนอักขระมันต่อต้าน แม้แต่เจตจำนงตัวเขายังสั่นไหว คล้ายจะรับไม่ไหว นี่ขนาดฝึกในทะเลความรู้ยังทำให้บาดเจ็บ
หากเขียนอักขระด้านนอก จะบาดเจ็บรุนแรงขนาดไหน แรงต่อต้านอักขระรุนแรงอย่างมากเหมือนมันไม่ยอมให้สร้างความหมายขึ้นมา
เขาใช้เวลาหยั่งรู้ไปหลาย10วัน อี้เฉินได้อักขระมาหนึ่งความหมาย แต่มันใช้เจตจำนงมากในการใส่ความหมายลงไป
ถ้าจะสร้างอักขระที่มีความหมาย ระดับสูงคงต้องใช้เวลาอีกมาก
ตอนนี้อี้เฉินสร้างอักขระได้เพียง วาดมือเป็นอักษร เรียก ปลาตัวหนึ่งออกมาตัวมันไม่ใหญ่มากอย่างที่คาดหวัง
เพียงอี้เฉินวาดฝ่ามือเขียนกลางอากาศ ปลาตัวน้อยก็ออกมาแหวกว่ายกลางอากาศ ดั่งมีชีวิตจริงๆ
ถ้าเขาคิดจะสร้างอักขระระดับสูง ที่มีความหมายว่า มังกรจะต้องใช้เจตจำนงมากเท่าไหร่ถึงจะพอ