กลิ่นหอมของเป็ดย่างยัดไส้สมุนไพรและน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณชั้นสองของโรงเตี๊ยมหลิวหน้าเลือด บรรยากาศยามเช้าที่หนาวเหน็บของนครฉางอันถูกปัดเป่าออกไปจนหมดสิ้นด้วยไอร้อนจากเตาถ่านและอาหารเลิศรสที่วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะไม้สี่เหลี่ยม
ที่โต๊ะริมหน้าต่าง ไป๋หย่งเจิ้งในชุดเดนทางรัดกุมสีเข้มกำลังนั่งเผชิญหน้ากับหานฉู่ฉู่ คุณหนูใหญ่แห่งสำนักกระบี่ทักษิณผู้มีรูปโฉมงดงามดุจเทพธิดาจำแลง ในขณะที่ด้านข้างของมังกรหนุ่ม มีเสี่ยวฮวา สาวใช้ในชุดผ้าฝ้ายซอมซ่อนั่งก้มหน้าก้มตาอยู่ แม้นางจะได้รับอนุญาตให้นั่งร่วมโต๊ะ แต่ใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กสาวกลับงองุ้ม ปากยื่นเล็กน้อย สองมือบีบตะเกียบไม้ในมือแน่น นัยน์ตากลมโตคอยลอบมองสลับไปมาระหว่างเจ้านายหนุ่มและสตรีชุดขาวฝั่งตรงข้ามด้วยความรู้สึกหงุดหงิดและ ‘ไม่พอใจ’ อย่างเงียบๆ ซึ่งแม้แต่นางเองก็อธิบายไม่ได้ว่าความรู้สึกปวดหนึบในอกนี้คือสิ่งใด
หานฉู่ฉู่วางมาดสง่างามดุจกุลสตรีชั้นสูง ทว่ากิริยาของนางกลับแฝงไปด้วยความคล่องแคล่วเยี่ยงชาวยุทธ ทันทีที่เสี่ยวเอ้อยกจานอาหารมาวางจนครบและถอยออกไป หานฉู่ฉู่ก็ยกมือขึ้นห้ามไม่ให้ไป๋หย่งเจิ้งและเสี่ยวฮวาคีบอาหารเข้าปาก
"ช้าก่อนคุณชายไป๋"
เสียงใสกระจ่างดุจระฆังเงินเอ่ยขึ้น นางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ ชักเอา 'เข็มเงิน' เล่มยาวออกมาประกายวาววับ จากนั้นนางก็ใช้ความพิถีพิถันบรรจงจิ้มเข็มเงินนั้นลงไปในอาหารทุกจาน ไม่เว้นแม้กระทั่งถ้วยน้ำจิ้มหรือป้านสุรา นางรอคอยชั่วอึดใจ เมื่อเห็นว่าปลายเข็มเงินไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ นางจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าไหมปักลายเช็ดทำความสะอาดเข็มแล้วเก็บเข้าที่เดิม
"อาหารปลอดภัย ไม่มีพิษ เชิญพวกท่านทานได้" หานฉู่ฉู่ผายมือเชิญด้วยรอยยิ้มบางๆ
ไป๋หย่งเจิ้งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "คุณหนูหานช่างรอบคอบยิ่งนัก แค่ทานอาหารในโรงเตี๊ยมกลางเมืองหลวง ถึงกับต้องใช้เข็มเงินทดสอบพิษเชียวหรือ?"
"ในยุทธภพที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีเช่นนี้ ความประมาทเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงชีวิตได้นะคุณชายไป๋" หานฉู่ฉู่อธิบาย น้ำเสียงของนางแฝงความจริงจัง "ท่านแม่ของข้าพร่ำสอนเสมอว่า เมื่อก้าวเท้าออกจากสำนัก จงอย่าได้ไว้ใจผู้ใดง่ายๆ รอยยิ้มของเสี่ยวเอ้ออาจซ่อนมีดสั้น อาหารเลิศรสอาจอาบยาพิษไร้สีไร้กลิ่น... นี่คือสิ่งพื้นฐานที่ชาวยุทธควรพึงกระทำ เพื่อรักษาชีวิตให้ยืนยาว"
ไป๋หย่งเจิ้งได้ฟังคำสอนนั้นก็อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มมุมปาก เขาจ้องมองใบหน้างดงามที่ดูดื้อรั้นของนาง ก่อนจะเอ่ยหยอกล้อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "ถ้าเช่นนั้นที่ท่านกล่าวมา... ย่อมหมายความรวมถึงตัวข้าเองก็ไม่ควรจะ 'ไว้ใจท่าน' ด้วยใช่หรือไม่แม่นางหาน?"
หานฉู่ฉู่ชะงักไปชั่วขณะเมื่อถูกย้อนศร นางถลึงตาใส่ชายหนุ่มวงโต ใบหน้าขาวผ่องขึ้นสีเรื่อเล็กน้อยด้วยความขัดใจ ทว่าในความขัดใจนั้นกลับไม่ได้มีความโกรธเคืองเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย นางทำเสียงขึ้นจมูกเบาๆ "ฮึ! ข้าอุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดี ท่านกลับมายอกย้อนข้าเสียได้ หากท่านคิดว่าข้าจะวางยาท่าน ก็เชิญคายหมูหันย่างที่เพิ่งกลืนลงไปออกมาเลยสิ!"
ไป๋หย่งเจิ้งหัวเราะในลำคอเบาๆ การได้สนทนากับสตรีที่เฉลียวฉลาดและมีวาทศิลป์เช่นนาง ทำให้บรรยากาศความตึงเครียดจากการเดินทางที่ผ่านมาผ่อนคลายลงไปมาก
ในทางตรงกันข้าม เสี่ยวฮวาที่นั่งฟังคนทั้งสองหยอกล้อกัน กลับยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นเพียงส่วนเกิน นางคีบข้าวสวยเปล่าๆ เข้าปาก เคี้ยวอย่างเชื่องช้าไร้รสชาติ ความหึงหวงที่ไร้เดียงสาก่อตัวขึ้นในใจเงียบๆ
เมื่อการหยอกล้อจบลง บทสนทนาก็เข้าสู่เรื่องราวที่จริงจังขึ้น หานฉู่ฉู่รินน้ำชาให้ตนเองก่อนจะเอ่ยถาม "คุณชายไป๋... เมื่อครู่ที่พวกเราสนทนากัน ท่านบอกว่าฮูหยินไป๋ มารดาของท่านปลอดภัยดี และตอนนี้พักรักษาตัวอยู่ที่สำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหว่ยแห่งกวางโจวเช่นนั้นหรือ?"
"ถูกต้อง" หย่งเจิ้งพยักหน้ารับ "ท่านลุงกัวฉงเฟิงเป็นสหายรักของท่านพ่อข้า เขาและพี่เทียนอวี้ให้การต้อนรับดูแลพวกเราเป็นอย่างดี ข้าจึงเบาใจและสามารถเดินทางมาทำธุระที่เมืองหลวงได้โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง"
หานฉู่ฉู่พยักหน้าช้าๆ ดวงตากลมโตของนางหรี่ลงเล็กน้อยราวกับกำลังประเมินสถานการณ์ "ถ้าเช่นนั้น... การที่ท่านดั้นด้นเดินทางรอนแรมจากแดนใต้มาไกลถึงนครฉางอันเพียงลำพัง ในช่วงเวลาที่เมืองหลวงกำลังวุ่นวายเช่นนี้... คงจะหนีไม่พ้นข่าวลือเรื่อง 'ชิ้นส่วนจี้หยก' ที่กำลังสะพัดไปทั่วยุทธภพใช่หรือไม่?"
ไป๋หย่งเจิ้งชะงักตะเกียบในมือไปชั่วเสี้ยววินาที เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่นางเดาจุดประสงค์ของเขาออก เพราะในยามนี้ ยอดฝีมือและชาวยุทธเกินกว่าครึ่งที่หลั่งไหลเข้ามาในเมืองหลวง ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันทั้งสิ้น การปิดบังเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กันทั่วไปย่อมไม่มีประโยชน์อะไร ชายหนุ่มจึงพยักหน้ายอมรับตามตรง
"เป็นเช่นที่ท่านเดา คุณหนูหาน ข้าเดินทางมาที่นี่เพื่อสืบข่าวคราวของจี้หยกชิ้นนั้น"
"แล้วท่านพอจะรู้อะไรบ้างหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้?" หานฉู่ฉู่ซักถามต่อ
หย่งเจิ้งวางตะเกียบลงและตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้าก็รู้เท่าที่ชาวยุทธทั่วไปรู้นั่นแหละ มีข่าวลือว่าสำนักดาบวายุคลั่งในเมืองหลวงถูกฆ่าล้างสำนักเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากที่เจ้าสำนักบังเอิญได้รับจี้หยกปริศนามาครอบครอง และผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งคือจอมยุทธพเนจรที่ปรากฏตัวในคืนนั้น... บุรุษผู้มีฉายาว่า 'ดาบล่องนภา' ฟงอู๋จี้... นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่ข้ามี"
เขามองสบตานางด้วยแววตาจริงจัง "คุณหนูหาน ท่านมาจากสำนักใหญ่ที่มีหูตาขว้างไกล ท่านคิดว่ามีโอกาสมากน้อยเพียงใด... ที่เรื่องชิ้นส่วนจี้หยกและสุดยอดวิชานี้ จะเป็นเพียงแค่ข่าวลือโคมลอย หรือความเข้าใจผิดที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมา?"
หานฉู่ฉู่ทำหน้าครุ่นคิด นิ้วเรียวเคาะเบาๆ ลงบนโต๊ะไม้ "เรื่องนี้ตอบยากนักคุณชายไป๋ ในยุทธภพที่ผ่านมาก็เคยมีเรื่องราวความเข้าใจผิด หรือการปล่อยข่าวลือลวงเพื่อหลอกล่อศัตรูให้มาติดกับดักเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง... แต่ทว่า การที่สำนักดาบวายุคลั่งถูกสังหารหมู่จนหมดสิ้น มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และจี้หยกนั่นก็หายไปพร้อมกับฆาตกร"
"แล้วท่านพอจะรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ ฟงอู๋จี้ ผู้มีฉายาดาบล่องนภาผู้นี้?" หย่งเจิ้งถามเจาะลึก
หานฉู่ฉู่ถอนหายใจยาว ก่อนจะเปิดเผยข้อมูลที่นางทราบมา "พูดตามตรงนะคุณชายไป๋ ฟงอู๋จี้ผู้นี้ ในสายตาของสำนักใหญ่ๆ เขาเป็นเพียง 'จอมยุทธปลายแถว' คนหนึ่งเท่านั้น แม้เขาจะมีฉายาที่ดูน่าเกรงขามว่าดาบล่องนภา แต่แท้จริงแล้ววิชาดาบของเขากลับธรรมดาสามัญ ไม่ได้โดดเด่นหรือมีอานุภาพร้ายแรงอันใดเลย สิ่งเดียวที่ทำให้เขามีชื่อเสียงและเอาตัวรอดในยุทธภพมาได้จนถึงทุกวันนี้... คือ 'วิชาตัวเบา' และเคล็ดวิชาหลบหนีของเขาต่างหาก ที่ว่องไวและไร้ร่องรอยดุจสายลม"
ไป๋หย่งเจิ้งขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัยทันที "หากเป็นเช่นที่ท่านกล่าว... คนที่มีวิชาดาบแค่ระดับปลายแถว อาศัยเพียงความเก่งกาจในการหลบหนี จะสามารถบุกเข้าไปเข่นฆ่าสังหารยอดฝีมือของสำนักดาบวายุคลั่งทั้งสำนัก ได้อย่างไรกัน? ต่อให้เขาว่องไวแค่ไหน การเผชิญหน้ากับคนนับร้อยด้วยวิชาดาบธรรมดา ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย"
"นั่นแหละคือประเด็นสำคัญ!" หานฉู่ฉู่ดีดนิ้วชี้ขึ้นมา "ทางเราได้ส่งคนลอบตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว... สภาพศพของคนในสำนักดาบวายุคลั่ง แม้จะมีรอยดาบฟันเป็นแผลฉกรรจ์เพื่ออำพราง แต่ร่องรอยตามร่างกายและสีเลือด บ่งชี้ชัดเจนว่า... 'มีการใช้ยาพิษ' พวกเขาถูกวางยาพิษร้ายแรงให้สิ้นสติหรืออ่อนแรงลงก่อน แล้วจึงถูกลงดาบสังหารอย่างเลือดเย็น หาใช่การต่อสู้ประจันหน้าด้วยวิชาดาบไม่!"
ไป๋หย่งเจิ้งพยักหน้าช้าๆ ความสงสัยในใจคลายลงไปเปราะหนึ่ง "เช่นนี้นี่เอง... หากใช้ยาพิษลอบสังหาร ก็ย่อมสมเหตุสมผลที่จอมยุทธปลายแถวอย่างฟงอู๋จี้จะสามารถก่อเหตุฆ่าล้างสำนักได้"
หานฉู่ฉู่มองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิดของชายหนุ่ม นางอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปแตะเบาๆ ที่ท่อนแขนของเขาด้วยความเผลอตัว ก่อนจะรีบชักมือกลับเมื่อรู้ตัว แต่แววตาของนางกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยและ 'ความหวังดี' อย่างแท้จริง
"คุณชายไป๋... ข้าขอเตือนท่านด้วยความหวังดีในฐานะสหายเถิดนะ" น้ำเสียงของนางอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด "การที่ข้าออกท่องยุทธภพในครั้งนี้ เป็นเพราะท่านแม่ต้องการให้ข้าออกมาหาประสบการณ์และเปิดหูเปิดตา แต่ท่านแม่ได้กำชับข้าอย่างเด็ดขาด ว่าอย่าได้คิดฝันที่จะเข้าไปพัวพัน หรือปรารถนาที่จะครอบครองชิ้นส่วนจี้หยกนั่นเป็นอันขาด!"
นางสบตาเขาอย่างจริงจัง "จี้หยกชิ้นนั้นเปรียบเสมือนน้ำผึ้งอาบยาพิษ มันจะชักนำเภทภัยและคาวเลือดมาสู่ตัวผู้ถือครอง ต่อให้ท่านจะมีวรยุทธสูงส่งเทียมฟ้า หรือมีพรสวรรค์ล้ำเลิศเพียงใด... มันก็ไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับ 'ความโลภ' ของคนทั้งยุทธภพได้หรอกนะ! หากชาวยุทธนับหมื่นร่วมใจกันไล่ล่าท่าน ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ไม่อาจเอาชีวิตรอดได้!"
หานฉู่ฉู่เน้นย้ำทีละคำ "ดังนั้น ข้าขอแนะนำให้ท่านเพียงแค่มาสืบข่าวเพื่อหาประสบการณ์ก็พอ อย่าได้คิดหาเหาใส่หัว หรือเอาชีวิตไปเสี่ยงตายกับการรวบรวมจี้หยกเลย มันไม่คุ้มค่ากันหรอก... หากท่านยังไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัด ท่านจงล้มเลิกความตั้งใจนี้ แล้วเดินทางกลับไปที่ 'สำนักกระบี่ทักษิณ' พร้อมกับข้าดีกว่าหรือไม่?"
ข้อเสนอของนางทำเอาเสี่ยวฮวาที่นั่งเงียบอยู่ถึงกับเบิกตากว้าง หูผึ่งด้วยความตกใจ!
"ท่านแม่ของข้าเคยกล่าวว่า ท่านมีความสนิทสนมและยกย่องฮูหยินไป๋ มารดาของท่านอยู่ไม่น้อย" หานฉู่ฉู่พยายามเกลี้ยกล่อมต่อ "หากท่านตามข้าไป ข้าเชื่อว่าท่านแม่ย่อมยินดีต้อนรับ และบางที... ข้าอาจจะขอร้องให้ท่านแม่ ถ่ายทอดวิชาชั้นสูงของสำนักกระบี่ทักษิณให้แก่ท่าน เพื่อเป็นการช่วยเหลือทายาทตระกูลไป๋ด้วยก็ได้นะ"
ไป๋หย่งเจิ้งเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง "สำนักกระบี่ทักษิณของพวกท่าน... มีกฎรับแต่ 'ศิษย์สตรี' ไม่ใช่หรือแม่นางหาน? ข้าเป็นบุรุษอกสามศอก จะเข้าไปเป็นศิษย์ได้อย่างไรกัน?"
หานฉู่ฉู่ยิ้มกริ่ม ใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย "กฎการรับเฉพาะศิษย์สตรีนั้น... บังคับใช้เฉพาะ 'ศิษย์ฝ่ายใน' เท่านั้นเจ้าค่ะ แต่สำหรับ 'ศิษย์ฝ่ายนอก' หรือแขกผู้ทรงเกียรติ สำนักเราก็มีข้อยกเว้นเสมอ... ขอเพียงแค่ท่านตกลง ข้าจะจัดการเรื่องทั้งหมดให้เอง"
คำเชิญชวนที่แฝงไปด้วยความปรารถนาดี (และความต้องการส่วนตัวที่อยากให้อยู่ใกล้ชิด) ของคุณหนูหาน ทำให้ไป๋หย่งเจิ้งสัมผัสได้ถึงน้ำใสใจจริงของนาง ชายหนุ่มประสานมือคารวะอย่างสุภาพ ทว่าแววตาของเขากลับปรากฏร่องรอยของความแน่วแน่และดื้อรั้นที่ไม่ยอมโอนอ่อน
"น้ำใจของคุณหนูหานและสำนักกระบี่ทักษิณ ข้าไป๋หย่งเจิ้งขอรับไว้ด้วยความซาบซึ้งใจยิ่งนัก..." หย่งเจิ้งแบ่งรับแบ่งสู้ด้วยวาจาที่นุ่มนวล "แต่ว่า... ภาระหน้าที่ที่แบกอยู่บนบ่าของข้านั้นหนักอึ้งเกินกว่าจะละทิ้งได้"
แม้จะกล่าวออกไปเช่นนั้น แต่ในใจของมังกรหนุ่มกลับเด็ดเดี่ยวและเลือกที่จะเดินบนเส้นทางเดิมอย่างไม่ลังเล... 'รวบรวมจี้หยกให้ครบ ไขปริศนาเพื่อเสาะหาสุดยอดวิชาลับ และนำมันมาใช้เพื่อชำระหนี้แค้นให้แก่บิดาผู้ล่วงลับ!'
สาเหตุที่เขาตัดสินใจเช่นนี้อย่างแน่วแน่ เป็นเพราะในความคิดของเขา จี้หยกชิ้นนี้คือจุดเริ่มต้นและต้นเหตุของโศกนาฏกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตระกูลไป๋ มันคือสิ่งที่พรากบิดาไปจากเขา ดังนั้น... เขาจึงตั้งใจที่จะใช้มัน เป็นเครื่องมือในการ 'ยุติ' และจบทุกสิ่งทุกอย่างด้วยมือของเขาเอง! ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยเลือดเนื้อหรือต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งยุทธภพก็ตาม เขาก็จะไม่ยอมถอยหลังกลับเด็ดขาด!
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งอาหารถูกจัดการจนพร่องไปกว่าครึ่ง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารระหว่างมังกรหนุ่มและคุณหนูแห่งสำนักกระบี่ทักษิณเป็นไปอย่างราบรื่นและแฝงไปด้วยความสนิทสนมที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ไป๋หย่งเจิ้งจะยังมีท่าทีสงวนท่าทีและเว้นระยะห่างอยู่บ้างตามวิสัยของบุรุษผู้มีภาระแค้นอันหนักอึ้ง ทว่าหานฉู่ฉู่กลับแสดงออกถึงความเอาใจใส่เขาอย่างเห็นได้ชัด นางคอยคีบอาหารที่ทดสอบด้วยเข็มเงินแล้วใส่ชามให้เขาเป็นระยะๆ ท่วงท่ากิริยาของนางงดงามและเพียบพร้อมประดุจภรรยาที่กำลังปรนนิบัติสามี
การกระทำเหล่านั้นล้วนตกอยู่ในสายตาของ ‘เสี่ยวฮวา’ ที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่เงียบๆ สาวใช้ก้นครัวได้แต่คีบข้าวเปล่าเข้าปาก สลับกับลอบมองใบหน้าอันงดงามของหานฉู่ฉู่ด้วยความรู้สึกที่ทั้งอิจฉาและริษยา นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดสตรีผู้สูงศักดิ์ผู้นี้ถึงต้องมาทำดีกับเจ้านายของนางจนออกนอกหน้า หนำซ้ำสายตาที่หานฉู่ฉู่ทอดมองไป๋หย่งเจิ้ง ก็ยังหวานเยิ้มและทอประกายระยิบระยับจนเสี่ยวฮวารู้สึกปวดหนึบในอก มันคือความหึงหวงที่ไร้เดียงสาทว่ารุนแรงของเด็กสาวที่เพิ่งรู้จักความรัก ทว่าด้วยฐานะที่เป็นเพียงบ่าว นางจึงทำได้เพียงกัดริมฝีปากและเก็บซ่อนความไม่พอใจเอาไว้ในใจ
เมื่อการรับประทานอาหารเสร็จสิ้นลง เสี่ยวเอ้อก็เข้ามารับก้อนเงินตำลึงจากไป๋หย่งเจิ้งเพื่อชำระค่าอาหาร (แม้หานฉู่ฉู่จะยืนกรานขอเป็นเจ้าภาพ แต่หย่งเจิ้งก็ปฏิเสธอย่างสุภาพและขอเป็นผู้จ่ายเองในฐานะบุรุษ) ทั้งสองฝ่ายต่างบอกกล่าวถึงสถานที่พักแรมของตนในนครฉางอันเพื่อการติดต่อในภายภาคหน้า หานฉู่ฉู่และศิษย์น้องพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมหรูหราอีกแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมือง
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะลุกจากโต๊ะเพื่อแยกย้ายกันนั้นเอง หานฉู่ฉู่ก็ชะงักฝีเท้า นางหันกลับมาหาไป๋หย่งเจิ้ง นัยน์ตากลมโตที่เคยแก่นแก้วแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังและเคร่งเครียด คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อยราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่าง
"คุณชายไป๋... ก่อนที่เราจะแยกจากกันในวันนี้ ข้ามีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเตือนท่านเอาไว้" น้ำเสียงของนางแผ่วเบาลงทว่าหนักแน่น
หย่งเจิ้งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "คุณหนูหานมีเรื่องอันใดจะชี้แนะข้าอีกหรือ?"
"ในระหว่างที่ท่านพำนักอยู่ในนครฉางอันแห่งนี้..." หานฉู่ฉู่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของเขา "ท่านจงระวังตัวและพยายามหลีกเลี่ยงสตรีนางหนึ่งให้ดี... สตรีนางนั้นมีนามว่า ‘ยวี่ยั่นฉาน’ ผู้คนที่ชาวยุทธต่างพากันยกย่องและเรียกขานนางว่า ‘นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้า’"
ชื่อที่หลุดออกมาจากปากของคุณหนูแห่งแดนใต้ ทำให้ไป๋หย่งเจิ้งถึงกับงุนงง "ยวี่ยั่นฉาน? นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้าเช่นนั้นรึ? ข้าเคยได้ยินฉายานี้ผ่านหูมาบ้าง ชาวยุทธต่างเล่าลือว่านางเป็นยอดสตรีที่งดงามและบริสุทธิ์ผุดผ่องดุจแสงจันทร์ เป็นตัวแทนแห่งความดีงามของฝ่ายธรรมะ... เหตุใดข้าจึงต้องระวังตัวจากนางด้วยเล่า?"
ในยุทธภพนี้ หากกล่าวถึงสตรีที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในด้านความงามและคุณธรรม ชื่อของยวี่ยั่นฉานย่อมอยู่อันดับต้นๆ เสมอ นางเปรียบเสมือนเทพธิดาที่เดินดิน เป็นที่หมายปองของบุรุษทั่วหล้า และเป็นแบบอย่างของสตรีฝ่ายธรรมะ การที่หานฉู่ฉู่เตือนให้เขาระวังนาง จึงเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับตรรกะทั่วไปอย่างยิ่ง
หานฉู่ฉู่เม้มริมฝีปากแน่น นางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด "อย่าได้ให้สิ่งที่ผู้คนเรียกขานมาหลอกตาข้าได้คุณชายไป๋! ความงดงามของนางคืออาวุธที่อันตรายที่สุด... ข้าขอย้ำเตือนท่านอีกครั้ง อย่าได้ไว้ใจนางเด็ดขาด! และที่สำคัญที่สุด... ท่านจงอย่าได้ปล่อยให้หัวใจของท่าน หลงใหลเคลิบเคลิ้มไปกับรูปโฉมของนางเป็นอันขาด แม้ว่านางจะสวมหน้ากากของสตรีฝ่ายธรรมะที่สูงส่งเพียงใดก็ตาม!"
คำเตือนที่ฟังดูจริงจังและเจือปนไปด้วยอารมณ์บางอย่างที่อธิบายไม่ถูก ทำให้ไป๋หย่งเจิ้งไม่ค่อยเข้าใจนัก เขาไม่รู้ความบาดหมางหรือการเมืองระหว่างสำนักใหญ่ในยุทธภพ แต่ด้วยมารยาทและเห็นแก่น้ำใจของนาง ชายหนุ่มจึงประสานมือคารวะอย่างสุภาพ
"ขอบพระคุณคุณหนูหานที่กล่าวเตือน คำชี้แนะของท่าน ข้าจะจดจำและระแวดระวังเอาไว้"
หานฉู่ฉู่พยักหน้ารับ แววตาของนางอ่อนโยนลงเมื่อเห็นเขารับปาก นางส่งยิ้มบางๆ ให้เขาก่อนจะหันหลังก้าวเดินนำศิษย์น้องแห่งสำนักกระบี่ทักษิณออกจากโรงเตี๊ยมหลิวหน้าเลือดไป ชายกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วไหว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมยที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ
เมื่อเงาร่างของกลุ่มสตรีชุดขาวลับสายตาไป เสี่ยวฮวาที่กลั้นหายใจมานานก็ลอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เด็กสาวรีบขยับตัวเข้าไปยืนใกล้ๆ เจ้านายหนุ่ม ทำทีเป็นปัดกวาดฝุ่นบนแขนเสื้อให้เขา เพื่อเป็นการแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างเงียบๆ
ทว่า... ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทางด้านของหานฉู่ฉู่ที่เพิ่งจะก้าวเท้าพ้นเขตโรงเตี๊ยมหลิวหน้าเลือดและมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักของตน
ทันทีที่นางและศิษย์น้องเดินทางกลับมาถึงโรงเตี๊ยมหรูหราทางฝั่งตะวันออก หานฉู่ฉู่ก็รีบปลีกตัวออกจากกลุ่ม สั่งการให้ศิษย์น้องไปพักผ่อน ส่วนนางเดินตรงดิ่งกลับเข้าไปในห้องพักส่วนตัวของตนเองอย่างรวดเร็ว
"ปัง!"
บานประตูไม้แกะสลักถูกปิดลงและลงดาลอย่างแน่นหนา ทันทีที่อยู่ตามลำพัง หน้ากากแห่งความหยิ่งทะนง ความสง่างาม และความเยือกเย็นของคุณหนูใหญ่แห่งสำนักกระบี่ทักษิณ ก็พังทลายลงจนหมดสิ้น!
แผ่นหลังบางของหานฉู่ฉู่พิงแนบกับบานประตู นางทรุดตัวลงเล็กน้อย สองมือเรียวที่เคยจับด้ามกระบี่อย่างมั่นคง บัดนี้ยกขึ้นมาทาบประทับลงบนพวงแก้มทั้งสองข้างของตนเอง... แก้มของนางร้อนผ่าวราวกับมีเปลวไฟสุมอยู่ภายใน!
"นี่ข้า... ข้าเป็นอะไรไป..."
นางพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ดวงตากลมโตที่เคยดื้อรั้นบัดนี้ฉ่ำปรือและสั่นไหว ภาพของบุรุษชุดเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย นัยน์ตาสีดำสนิทที่ดูลึกลับทว่าแฝงไปด้วยความอบอุ่น และกิริยาท่าทางที่องอาจทระนงไม่ยอมก้มหัวให้ใคร... ภาพของไป๋หย่งเจิ้ง ฉายชัดและวนเวียนอยู่ในสมองของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับถูกสลักลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ!
"ตึกตัก... ตึกตัก... ตึกตัก!"
เสียงก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นกระหน่ำรัวเร็วประดุจกลองรบ มันเต้นแรงเสียจนนางรู้สึกปวดหนึบและแทบจะหายใจไม่ออก หานฉู่ฉู่เลื่อนมือลงมากุมที่หน้าอกของตนเอง พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ ทว่ายิ่งพยายามกดข่ม ภาพของมังกรหนุ่มก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น ความรู้สึกหวั่นไหวและเสน่หาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรงนี้ ทำให้นางผู้ซึ่งไม่เคยสนใจบุรุษใดในยุทธภพมาก่อน ถึงกับทำตัวไม่ถูก
นางเพิ่งจะได้พบกับเขียงแค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม แต่กลับรู้สึกราวกับว่าคุ้นเคยกันมาเนิ่นนาน ความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง และความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาของเขา ทำให้นางตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกพบอย่างถอนตัวไม่ขึ้น!
และเมื่อนึกถึงคำเตือนสุดท้ายที่นางเพิ่งจะเอ่ยปากเตือนเขาไปก่อนจากกัน... เรื่องของยวี่ยั่นฉาน นางเซียนจันทร์กระจ่างฟ้า... ใบหน้าที่แดงซ่านของหานฉู่ฉู่ก็ยิ่งร้อนผ่าวขึ้นไปอีกด้วยความรู้สึก 'ละอายใจ' ปน 'หวงแหน'
ความจริงแล้ว... สำนักกระบี่ทักษิณและสำนักของยวี่ยั่นฉานไม่ได้มีความบาดหมางอันใดต่อกันเลยแม้แต่น้อย ยวี่ยั่นฉานเองก็เป็นสตรีที่ยึดมั่นในคุณธรรมและไม่ได้มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อผู้ใดอย่างที่ผู้คนลือกันจริงๆ ความงดงามและบริสุทธิ์ของนางเซียนผู้นั้นเป็นของจริงแท้แน่นอน
แต่เหตุผลที่หานฉู่ฉู่ต้องเอ่ยปากเตือนไป๋หย่งเจิ้งให้ระวังตัวและอย่าหลงใหลในความงามของยวี่ยั่นฉานนั้น... แท้จริงแล้วมันไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่า 'สัญชาตญาณความหึงหวงของสตรี' เลยแม้แต่น้อย!
"ข้ามันช่างน่าไม่อายนัก..." หานฉู่ฉู่กัดริมฝีปากล่างของตนเอง ยิ้มเยาะให้กับความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก "ข้าแค่... ข้าแค่ไม่อยากให้เขาไปพบเจอกับสตรีที่งดงามและสมบูรณ์แบบอย่างนางเซียนผู้นั้น... ข้ากลัว... กลัวว่าหากเขาได้สบตากับสตรีที่เพียบพร้อมเช่นนาง เขาจะหลงใหลนางจนหมดใจ... และจะไม่หันกลับมามองข้าอีก..."
ใช่แล้ว... หานฉู่ฉู่รู้ตัวดีว่านางกำลังหึงหวง! นางหวงแหนบุรุษที่นางเพิ่งจะตกหลุมรัก นางปรารถนาที่จะให้ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นจดจ้องมาที่นางเพียงผู้เดียว นางไม่อยากให้เขาถูก 'ขโมย' หัวใจไปโดยเทพธิดาแห่งยุทธภพที่บุรุษทุกคนต่างหมายปอง
คุณหนูผู้หยิ่งทะนงยอมละทิ้งมาดอันสูงศักดิ์ นางเดินโซเซไปทิ้งตัวลงบนเตียงนอนนุ่ม ซุกใบหน้าที่ร้อนผ่าวลงกับหมอนใบโต ปล่อยให้ความรู้สึกเสน่หาและความปรารถนาที่จะครอบครองมังกรหนุ่มผู้นั้น แผ่ซ่านและหยั่งรากลึกลงไปในจิตใจอย่างไม่อาจต้านทานได้...
ในขณะเดียวกัน ทางด้านของไป๋หย่งเจิ้งที่ยังคงไม่ล่วงรู้เลยว่าตนเองได้เข้าไปนั่งอยู่กลางใจของคุณหนูแห่งแดนใต้เรียบร้อยแล้ว เขากำลังยืนอยู่ภายในห้องพักของโรงเตี๊ยมหลิวหน้าเลือด มังกรหนุ่มกำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งให้เสี่ยวเอ้อไปหาซื้อมาให้ มันเป็นชุดชาวยุทธสีเทาหม่นที่ดูธรรมดาสามัญ ไม่สะดุดตา เพื่อใช้สำหรับการพรางตัวและแทรกซึมออกไปสืบข่าวในยามวิกาล
"เสี่ยวฮวา" หย่งเจิ้งหันไปหาสาวใช้ที่กำลังพับเก็บเสื้อผ้าชุดเก่าของเขา "คืนนี้ข้าจะออกไปสืบข่าวคราวของฟงอู๋จี้และเบาะแสเรื่องจี้หยกตามบ่อนพนันและโรงน้ำชาในเมือง เจ้าจงรอข้าอยู่ที่นี่ ล็อกประตูให้แน่นหนาและอย่าได้เปิดรับใครเป็นอันขาด หากเกิดเหตุฉุกเฉินอันใด จงใช้หน้าไม้สั้นที่ข้าให้ไว้ป้องกันตัว"
"นายท่านระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ" เสี่ยวฮวารับคำอย่างว่าง่าย แววตาของนางฉายแววเป็นห่วง "เมืองหลวงในยามนี้มีแต่ชาวยุทธที่อันตรายเต็มไปหมด บ่าวจะรอท่านอยู่ที่นี่ ไม่ไปไหนทั้งสิ้นเจ้าค่ะ"
หย่งเจิ้งพยักหน้ารับ เขากระชับดาบเหล็กดำที่สะพายอยู่ด้านหลัง สวมหมวกปีกกว้างเพื่อบิดบังใบหน้า ก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องพักไป ปล่อยให้เสี่ยวฮวาล็อกประตูด้านในอย่างแน่นหนา
เป้าหมายของมังกรหนุ่มในคืนนี้ คือการดำดิ่งลงสู่เงามืดของนครฉางอัน เพื่อตามล่าหาความจริงที่ถูกซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังคดีฆ่าล้างสำนักดาบวายุคลั่ง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า... ท่ามกลางเงามืดนั้น 'บุปผาอีกสายพันธุ์หนึ่ง' ที่หานฉู่ฉู่เพิ่งจะกล่าวเตือนด้วยความหึงหวง กำลังรอคอยการมาเยือนของเขาอยู่!