แผนการหลบหนีจากใต้พิภพ
ในช่วงเวลาที่กัสถูกกระแสคลื่นลาวาและฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุม้วนกวาดไป ท่านหญิงไอโกะที่กำลังฝึกฝนอยู่ในข่ายอาคมศูนย์กลางก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความตระหนก
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปชั่วขณะ มีความสับสนฉายชัดอยู่ในดวงตา ก่อนที่จะสงบลงอย่างช้าๆ แล้วหลับตาลงอย่างเงียบงัน
พริบตานั้นสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าที่แท้จริงก็ม้วนกวาดไปทั่วอาณาจักรเทพธิดา กวาดผ่านทุกสิ่งที่อยู่ในอาณาจักรจนสามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้น
อึดใจต่อมาท่านหญิงไอโกะก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยสีหน้าที่สงบนิ่งเยือกเย็น แต่ก็แฝงไว้ด้วยความตื่นตระหนกลึกๆ จากนั้นเธอก็หลับตาลงอีกครั้ง
คราวนี้จิตสำนึกของท่านหญิงไอโกะเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายโลกวิญญาณ จิตใจกวาดผ่านข้อมูลทั้งหมดที่เก็บรวบรวมไว้ในช่วงที่ผ่านมา
ไม่กี่อึดใจต่อมาสีหน้าของท่านหญิงไอโกะก็เปลี่ยนไป เธอยกมือขึ้นมากุมจี้ดอกบัวที่เธอสวมไว้ในทันที ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจเมื่อพบว่าการเชื่อมต่อระหว่างเธอกับกัสยังไม่ถูกตัดขาด
สีหน้าของท่านหญิงไอโกะสงบลงเล็กน้อย พลางครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์อันเลวร้ายและตระหนักว่ากัสกำลังตกอยู่ในอันตราย
แต่เพราะการเชื่อมต่อระหว่างเธอกับกัสยังไม่ถูกตัดขาด กระแสพลังที่สัมผัสได้ยังมั่นคงเป็นปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากัสยังไม่ได้รับบาดเจ็บ
ถึงตอนนี้ท่านหญิงไอโกะก็สงบลงได้ในที่สุด แม้ว่ากัสจะประสบกับอันตรายที่เธอไม่รู้จัก แต่ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย ท่านหญิงไอโกะก็ไม่กลัวว่าเขาจะไม่สามารถแก้ปัญหาที่พบเจอได้
สำหรับท่านหญิงไอโกะ กัสเป็นบุรุษแห่งปาฏิหาริย์ เขาได้ทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อเอาไว้มากมาย ทำให้เธอเชื่อมั่นในความสามารถและดวงชะตาที่กล้าแกร่งของเขา ความเชื่อนี้แทบจะกลายเป็นความศรัทธาที่สตรีมีต่อบุรุษอันเป็นที่รัก
ด้วยเหตุนี้แม้ท่านหญิงไอโกะจะตื่นตระหนกไปบ้างในตอนแรก แต่เมื่อยืนยันสถานะในปัจจุบันของกัสได้แล้ว เธอก็ผ่อนคลายลง
ยิ่งหลังจากตรวจสอบความสามารถเคลื่อนย้ายของจี้ดอกบัวจนมั่นใจว่าเธอสามารถ ‘ฝืน’ ดึงกัสกลับมาได้ทุกเมื่อหากเธอต้องการ เธอก็หมดห่วงแล้ว
แต่ท่านหญิงไอโกะก็ยังไม่คิดที่จะฝืนดึงตัวกัสกลับมาทันที เนื่องจากระยะห่างระหว่างเธอกับกัสมีมากเกินไป ทั้งยังมีอุปสรรคมากมายขวางกั้นอยู่ ทำให้การฝืนเคลื่อนย้ายกัสกลับมานั้นเป็นเรื่องยาก อีกทั้งยังสิ้นพลังเปลืองมาก
จากการคำนวณแบบง่ายๆ ท่านหญิงไอโกะคาดว่าเธออาจจะต้องใช้พลังมากกว่า 8 ใน 10 เพื่อฝืนดึงกัสกลับมา ซึ่งการใช้พลังในระดับนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปกปิดได้
ถึงตอนนั้นแม้ว่าเธอจะช่วยกัสได้ แต่มันจะทำให้เธออ่อนแอลง ซึ่งจะกลายเป็นช่องว่างที่ศัตรูสามารถใช้เล่นงานตระกูลอันดูวเดธได้
แต่เหตุผลหลักที่ทำให้ท่านหญิงไอโกะหยุดความคิดนี้ไว้ก็คือ ความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่เธอมีต่อกัส
ท่านหญิงไอโกะเชื่อว่ากัสสามารถผ่านปัญหาไปได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเธอ
แต่เพื่อความมั่นใจท่านหญิงไอโกะจึงนำ ‘ของขวัญ’ ที่เธอได้รับจาก ‘หนึ่งใน’ มารดาผู้ล่วงลับออกมาใช้หลังจากที่ไม่ได้ใช้มานานหลายร้อยปี
สีหน้าของท่านหญิงไอโกะเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนในทันทีที่เธอหยิบเอา ‘สำรับไพ่’ ออกมาจากกล่องเวทมนตร์ สายตาที่มองดูสำรับไพ่นี้แฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าและความรู้สึกหวนรำลึกที่อบอุ่นอ่อนโยน
ในฐานะของบุตรสาวคนแรกของครอบครัว ท่านหญิงไอโกะจึงมีความผูกพันกับภรรยาทุกคนของบิดาเป็นอย่างมาก เธอเรียกทุกคนว่า ‘แม่’ และรักทุกคนเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิด ส่งผลให้เธอได้รับความรักจากมารดาทุกคนราวกับบุตรีในสายเลือด
ความรักความผูกพันนี้ทำให้ท่านหญิงไอโกะมีสถานะที่พิเศษสุดในหมู่พี่น้อง ทำให้เธอได้รับมากกว่าใคร แต่ในขณะเดียวกันเธอก็สูญเสียไปมากกว่าใครทั้งหมดด้วยเช่นกัน
“นานแล้วที่ข้าไม่ได้ใช้เจ้าทำนายดวงชะตา..หวังว่าฝีมือของข้าจะไม่ตกนะ”
รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่านหญิงไอโกะ ก่อนจะหายไปและกลายเป็นความสงบเยือกเย็น ความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดกลายเป็นความว่างเปล่าตามเคล็ดวิชาทำนายที่มารดาผู้ล่วงลับเคยสั่งสอน
หลังจากนั้นเพียงชั่วครู่ท่านหญิงไอโกะก็ผนึกรวมจิตใจจนสมบูรณ์และเข้าสู่ภวังค์อันลึกลับ จากนั้นก็ถอดจี้ดอกบัวออกมาวางไว้เบื้องหน้า แล้วเริ่มต้นการทำนายอย่างจริงจัง
แม้ว่าท่านหญิงไอโกะจะไม่ชำนาญในด้านนี้นัก แต่เธอก็มีพื้นฐานอยู่บ้างเล็กน้อย จึงสามารถทำนายได้ ซึ่งถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผลลัพธ์ของการทำนายอาจจะไม่ชัดเจนนัก
แต่หลังจากที่ท่านหญิงไอโกะกลายเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง ด้วยอำนาจของเทพเจ้า การทำนายที่เรียบง่ายก็เพียงพอที่จะบอกถึงชะตากรรมของคนใกล้ตัวได้ ยิ่งมีสิ่งของที่เชื่อมต่อกับผู้ที่ต้องการทำนายดวงชะตาด้วยแล้ว ก็ยิ่งง่าย
ด้วยเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ‘ไพ่ทาโร่’ ก็เริ่มเคลื่อนไหว มันถูกชักนำด้วยพลังอันลึกลับของวิชาทำนายจนกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ หน้าไพ่พลิกหมุนติดต่อกันไม่หยุด ก่อนจะกลับมารวมกันเป็นกองแล้วเริ่มต้นสับเปลี่ยนราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังสับไพ่อยู่
ไม่กี่อึดใจต่อมา ไพ่แต่ละใบก็ถูกมือที่มองไม่เห็นชักนำไปยังตำแหน่งที่แตกต่างกัน พลังอันลึกลับก็ค่อยๆ จางหายไป จิตใจของท่านหญิงไอโกะก็ฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
ท่านหญิงไอโกะมองดูไพ่แต่ละใบด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม เธอเปิดไพ่ออกมาทีละใบๆ และตีความหมายจากไพ่ตามความเข้าใจของเธอ
ขณะที่ตีความ สีหน้าของท่านหญิงไอโกะก็เปลี่ยนแปลงไปไม่มีหยุด มีความเคร่งเครียด ความวิตกและความตื่นเต้นยินดี
“อันตราย บททดสอบ โอกาส ความสำเร็จ รวมๆ แล้วหมายความว่ากัสกำลังเจอกับอันตราย แต่ในอันตรายก็มีโอกาสซ่อนอยู่ หากผ่านไปได้เขาก็จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่”
เมื่อรู้แบบนั้นสีหน้าของท่านหญิงไอโกะก็เปลี่ยนไปมาอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะสงบลงใจและเริ่มเก็บไพ่กลับไป
“ข้าหวังว่าเจ้าจะกลับมาโดยเร็วนะกัส”
หลังจากพูดจบท่านหญิงไอโกะก็ตัดสินใจปิดเรื่องที่เกิดขึ้นเอาไว้โดยไม่บอกใครว่ากัสกำลังเผชิญหน้ากับอันตราย
แม้ว่าวิธีนี้จะโหดร้ายไปบ้าง แต่ถ้ามันช่วยให้กัสมีโอกาสกลายเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง ท่านหญิงไอโกะก็ไม่ลังเลที่จะทำ
อีกด้านหนึ่ง ลึกลงไปใต้พื้นพิภพในระดับความลึกที่ไม่สามารถบ่งบอกได้
กัสนั่งอยู่ในตำแหน่งจุดศูนย์กลางของข่ายอาคมในยานสำรวจด้วยสีหน้าเคร่งขรึม บรรยากาศรอบตัวเขาเต็มไปด้วยแรงกดดันและเสียงอึกทึกที่ทำให้จิตใจสั่นไหว
“ไม่ดีเลย..ฝ่าออกไปไม่ได้เลย”
กัสถอนหายใจออกมาด้วยความเคร่งเครียด ขณะที่ครุ่นคิดไม่หยุดเพื่อหาวิธีหลบหนีออกจากกระแสคลื่นที่น่ากลัว
ความรุนแรงของกระแสคลื่นนั้นไม่ได้รุนแรงนัก กัสไม่มีปัญหาแต่อย่างใดหากคิดที่จะฝ่าออกไป
ทว่าสิ่งที่ขัดขวางกัสเอาไว้ก็คือฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุที่ติดมาพร้อมกับกระแสคลื่นที่เชี่ยวกราก สิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจจะดูเหมือนไม่มีอันตรายใดๆ พวกมันเพียงไหลไปตามกระแสคลื่นโดยไม่เคลื่อนไหวด้วยความตั้งใจของพวกมัน
แต่เมื่อกัสคิดที่จะฝ่าออกไป ฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุที่ดูเหมือนไม่มีอันตรายเหล่านี้ก็กลายเป็นหายนะที่เขาไม่อาจต่อต้าน
เพียงแค่ครั้งแรกที่กัสคิดจะฝ่าออกไป เขาก็สูญเสียพลังไปมากกว่า 2 ใน 10 ดอกบัวเพลิงยักษ์ของเขาถูกเจาะทะลวงจนแทบจะพังทลาย หากไม่ติดว่าร่างญาณศักดิ์สิทธิ์คอยสนับสนุนอยู่ละก็ ยานสำรวจคงจะพินาศไปแล้ว
ถึงตอนนั้นสิ่งที่รอกัสอยู่ก็คงไม่พ้นหายนะเพราะถ้าเขาสูญเสียยานสำรวจไปในสภาพนี้ เขาคงไม่สามารถหนีรอดออกไปได้อย่างแน่นอน
ยานสำรวจเป็นทั้งที่พักและเกราะป้องกันชั้นสุดท้ายของเขา มันเป็นสิ่งที่ช่วยให้เขาสามารถพักผ่อนได้แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายถึงที่สุด
แต่กัสก็ทราบดีว่าเขาไม่สามารถหวังพึ่งยานสำรวจไปได้ตลอดไปเช่นกันเพราะขนาดของมันเองก็เป็นอุปสรรคในการหลบหนีเช่นกัน
ช่องว่างภายในฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุนั้นมีน้อยเกินไป มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำยานสำรวจฝ่าออกไป
แต่ถ้าหลบหนีออกไปด้วยกำลังของตัวเอง โอกาสในการฝ่าออกไปก็จะมีมากขึ้น แต่การทำเช่นนั้นก็จะมีปัญหาเช่นกันเพราะกัสไม่รู้ว่าเขาถูกลากออกมาไกลขนาดไหน หากเขาไม่มียานสำรวจไว้พักผ่อนขณะหาทางกลับ มันคงเป็นไปได้ยากที่เขาจะกลับไปได้อย่างปลอดภัย
ปัญหาทั้งสองนี้ทำให้กัสอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ก่อนจะมองไปรอบตัวด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ มองดูฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุจำนวนนับไม่ถ้วนที่โอบล้อมยานสำรวจที่ถูกปกป้องโดยดอกบัวเพลิงต้นกำเนิด
สีหน้าของกัสเคร่งเครียดเป็นพิเศษยามที่มองดูสิ่งมีชีวิตธาตุเหล่านี้
ในใจของเขามีความคิดมากมายเกี่ยวกับพวกมัน มีแม้กระทั่งความต้องการฆ่าที่รุนแรง แต่เขาก็ยังไม่กล้าตัดสินใจเพราะถ้าสิ่งมีชีวิตธาตุเหล่านี้สามารถตอบโต้ได้ ผลลัพธ์สุดท้ายอาจจะเลวร้ายจนสุดที่ใครจะคาดเดาได้
หลังจากลังเลใจอยู่นานสองนาน ท้ายที่สุดกัสก็ตัดสินใจหยั่งเชิงพวกมันสักครั้งเพราะเขาไม่สามารถปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ได้
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ระยะห่างของเขากับทางออกก็จะมากขึ้นเท่านั้น กัสจึงไม่สามารถปล่อยให้เวลาผ่านไปได้นานนัก
“ดูเหมือนว่าข้าจะไม่มีทางเลือกสินะ เช่นนั้นก็ลงมือเถอะ!!”
สิ้นคำพูดกัสก็ยกมือขึ้นจากนั้นก็โบกไปอย่างแผ่วเบา ดอกบัวเพลิงต้นกำเนิดดอกหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่นอกยานสำรวจ ก่อนจะปะทะกับสิ่งมีชีวิตธาตุตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง
การปะทะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที ในช่วงเวลาที่ยานสำรวจและฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุยังคงเคลื่อนไหวไปพร้อมกับกระแสคลื่น
พริบตาที่ปะทะดอกบัวเพลิงต้นกำเนิดบานออกพร้อมกับเพลิงต้นกำเนิด ก่อนจะกลืนกินสิ่งมีชีวิตธาตุตัวนั้นเข้าไปในทันที
วินาทีนั้นจิตใจของกัสขมวดตึงจนถึงขีดสุด เขาเฝ้ามองปฏิกิริยาตอบสนองของฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุอย่างระมัดระวังอยู่นานหลายวินาที ก่อนจะพบว่าพวกมันไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ แม้แต่น้อย
หัวคิ้วของกัสขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขายังลังเลใจอยู่เล็กน้อย แต่ก็กัดฟันลงมืออีกครั้ง
คราวนี้ดอกบัวนับสิบปรากฏขึ้นพร้อมกันแล้วปะทะกับสิ่งมีชีวิตธาตุนับสิบตัว ก่อนจะกลืนพวกมันเข้าไปในพริบตา
ทว่าทุกอย่างก็ยังคงปกติ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ต่อการโจมตีนี้ ไม่มีแม้กระทั่งการสั่นไหว มีเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสลาวาที่เกิดจากการกลืนกิน
กัสมองภาพนี้อยู่นานหลายวินาที จากนั้นก็ลงมืออีกครั้ง คราวนี้ดอกบัวเพลิงเริ่มต้นการกลืนกินอย่างต่อเนื่อง แต่ละครั้งที่ปะทะ สิ่งมีชีวิตธาตุตัวหนึ่งจะหายไปในเพลิงต้นกำเนิด ทำให้พวกมันเริ่มสั่นไหวราวกับกำลังจะตอบสนองจนทำให้กัสหยุดมือไปชั่วขณะ
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นเป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสคลื่นเท่านั้น
หลังจากช่องว่างทั้งหมดถูกเติมเต็ม ทุกอย่างก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ทั้งยานบินและฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุไหลไปตามกระแสคลื่นที่เชี่ยวกรากเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
กัสมองดูภาพที่เกิดขึ้นผ่านสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะตัดสินใจหยั่งเชิงในรูปแบบที่รุนแรงกว่าเดิม
คราวนี้สิ่งที่ปรากฏขึ้นไม่ใช่ดอกบัวเพลิงต้นกำเนิด แต่เป็นหัวสิงโตผลึกเพลิงที่เป็นอาวุธหลักในการกลืนกินลาวาของกัส
วินาทีที่พวกมันปรากฏตัว กระแสคลื่นก็กลายเป็นปั่นป่วน การสูบกินอย่างบ้าคลั่งของหัวสิงโตนับพันนั้น ดุร้ายถึงขีดสุด ทำให้กระแสคลื่นปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมาทันที
ความวุ่นวายนี้ทำให้กัสตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเพราะเขาสัมผัสได้ถึงโอกาสจากความวุ่นวายนี้
ทว่าอึดใจเดียวใบหน้าของกัสก็กลายเป็นซีดขาวเพราะความวุ่นวายที่เกิดขึ้นได้ทำให้ฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุพุ่งเข้ามาปะทะกับยานสำรวจอย่างหนักหน่วงจนเขาต้องรีบกระตุ้นดอกบัวเพลิงยักษ์ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อต้านรับการโจมตีที่พุ่งเข้าใส่
เพียงไม่กี่อึดใจความวุ่นวายก็สงบลง กระแสคลื่นกลับมาเป็นปกติอีกครั้งราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน ทำให้กัสถอนหายใจออกมาได้ในที่สุด
ใบหน้าของกัสกลายเป็นซีดขาว ทว่าดวงตากลับทอประกายเจิดจ้าเพราะเขามองเห็นหนทางรอดแล้ว
“ดูเหมือนว่าพวกมันจะไม่ตอบโต้สินะ..เช่นนั้นข้าก็แค่ระวังไม่ให้กระแสคลื่นปั่นป่วนจนเกินไป..ต้องควบคุมกระแสให้ดี”
เมื่อตระหนักว่าสิ่งมีชีวิตธาตุไม่มีความสามารถในการโจมตีด้วยตัวของมันเอง กัสก็หาวิธีรับมือพวกมันได้ไม่ยาก
ด้วยการมีร่างญาณศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ช่วย การวิเคราะห์ข้อมูลก็ไม่ใช่เรื่องยาก กัสเพียงลงมืออีกไม่กี่ครั้ง พวกเขาก็เข้าใจรูปแบบการตอบสนองของกระแสลาวาแล้ว
แม้จะไม่เข้าใจพวกมันอย่างลึกซึ้ง แต่ก็มากพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายแบบครั้งก่อน กัสจึงเริ่มวางแผนเพื่อดิ้นรนให้หลุดออกจากกระแสคลื่นและฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุ
แผนการนี้เป็นแผนการระยะยาวที่ไม่อาจบอกได้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน อย่างแรกกัสต้องหลุดออกจากฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุให้ได้เสียก่อน เขาถึงจะมีโอกาสกลับไปบนพื้นดินอีกครั้ง
ความวิตกกังวลทั้งหมดของกัสค่อยๆ ถูกทำลายไปและแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น จากนั้นก็เริ่มลงมือ
“เขตแดน!!”
สิ้นเสียงคำรามเขตแดนสระบัวแห่งการเกิดใหม่ก็ก่อตัวขึ้นรอบยานสำรวจและขยายตัวออกไปเล็กน้อยก่อนจะหยุดลง รัศมีของเขตแดนกว้างเพียง 15 เมตรเท่านั้น มันใหญ่กว่ายานสำรวจเพียง 5 เมตร
เขตแดนนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อต่อต้านกระแสคลื่น แต่เพื่อเบี่ยงเบนกระแส กัสใช้วิธีตัดกระแสคลื่นเฉพาะจุดเพื่อลดแรงต้านในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ยานสำรวจเคลื่อนตัวไปยังทิศทางหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
วิธีนี้คล้ายกับการล่องเรือ เพียงลดแรงต้านในทิศทางหนึ่งและพึ่งพาแรงผลึกดันของกระแสคลื่น เพียงเท่านี้ยานสำรวจก็จะค่อยๆ เบี่ยงเบนออกไปอย่างช้าๆ
ทว่าวิธีนี้ก็มีจุดอ่อน นั่นคือมันช้าเกินไป ทำให้กัสบอกไม่ได้ว่าเขาต้องใช้เวลานานแค่ไหนเขาถึงจะหนีออกไปได้
เมื่อรวมกับจำนวนที่มากมหาศาลจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของสิ่งมีชีวิตธาตุ กัสก็ยิ่งรู้สึกกดดันมากขึ้นไปอีก
นอกจากนั้นเขายังมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น เขารู้สึกว่าอันตรายกำลังจะเกิดขึ้นกับตระกูลของเขา ทำให้เขารู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง
ทว่ากัสก็ไม่กล้าที่จะฝืนเพราะเขาไม่สามารถผิดพลาดได้ ความเสี่ยงใดๆ ที่อาจจะทำร้ายเขา อาจจะทำให้เขาหมดสิ้นโอกาสที่จะหลบหนีจากไปได้ในทันที
‘ข้าต้องรีบกลับไปให้เร็วที่สุด’
กัสกัดฟันด้วยความร้อนรน แต่ก็ฝืนสะกดความรู้สึกนี้เอาไว้และพยายามต่อไปอย่างไม่หยุด
ยังดีที่การทำเช่นนี้ก็มีข้อดีที่ทำให้กัสมีความสุขอยู่บ้างเช่นกัน นั่นคือการที่มีสิ่งมีชีวิตธาตุจำนวนมากให้กลืนกิน
เมื่อเทียบกับการกลืนกินทรัพยากรล้ำค่าในลาวาแล้ว การกลืนกินสิ่งมีชีวิตธาตุให้พลังต้นกำเนิดมากกว่ากันมาก มันจึงทำให้ระดับพลังในร่างกายของกัสพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด
พัฒนาการที่ก้าวกระโดดนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยให้กัสผ่อนคลายได้ เขาจึงทุ่มเทให้กับการฝึกฝนมากกว่าเดิมหลายเท่าจนกระทั่งลืมเลือนเวลาไป
ในช่วงเวลาที่กัสพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อหลบหนีออกไปจากกระแสคลื่นและฝูงสิ่งมีชีวิตธาตุนั้นเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงอึดใจ 1 ปีก็ผ่านไป
บนพื้นแผ่นดินก็มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น ปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ของการกำเนิดเทพเจ้าที่แท้จริงได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังจากเงียบหายไปนานนับสิบปี
ภาพมายาของมหาภูผาสูงเสียดฟ้าได้ปรากฏขึ้นบนแผ่นดิน ในตำแหน่งของตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโดดเด่นไปกว่าตระกูลใหญ่ตระกูลใด
ตระกูล ‘สตีลคริฟฟ์’ หรือตระกูลผาเหล็กกล้า เป็นตระกูลที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อราว 7 ร้อยปีก่อน ตระกูลนี้มีต้นกำเนิดมาจากอาณาจักรแม่น้ำเพลิง เป็นหนึ่งในตระกูลที่อพยพออกมาจากอาณาจักรมาก่อร่างสร้างตัวในดินแดนรกร้างในเส้นทางของอาณาจักรแม่น้ำเพลิง
ในปัจจุบันตระกูลนี้เติบใหญ่จนกลายเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งเนื่องจากโชควาสนาของผู้นำตระกูลในอดีตที่ค้นพบสายแร่เหล็กกล้าจากหุบเขาแห่งหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนชื่อตระกูลเป็นสตีลคริฟฟ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ผู้ที่กลายเป็นเทพเจ้าที่แท้จริงในครั้งนี้ก็คือผู้นำตระกูลในปีนั้น ซึ่งปัจจุบันเป็นบรรพชนของตระกูลสตีลคิฟฟ์ มีสมญานามว่า ‘บรรพชนภูผาเหล็ก’
เมื่อบรรพชนภูผาเหล็กกลายเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง มันก็ประกาศนามของตนในฐานะของ ‘เทพเจ้านวโลหะ’ ผู้มีร่างเทพที่คงกระพัน
ปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ของภาพมายามหาภูผานั้น ทำให้ทุกคนบนทวีปตกตะลึงและยิ่งตกตะลึงมากขึ้นเมื่อได้เห็นภาพมายานั้นหดตัวลงและค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีของโลหะที่ลึกล้ำ จนกระทั่งกลายเป็นร่างเทพที่สูงใหญ่กำยำราวกับร่างกายที่ถูกหลอมสร้างจากโลหะอันล้ำค่า
อันที่จริงร่างเทพนี้ถูกสร้างขึ้นจากทรัพยากรหายากจากใต้ทะเลลึกถึง 9 ชนิด เป็นโลหะที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ซึ่งถูกบรรพชนภูผาเหล็กดูดกลืนเข้าไปด้วยเคล็ดวิชาประจำตระกูล จนกระทั่งกลายเป็นร่างเทพที่ทรงอำนาจ มันจึงเรียกตัวเองว่าเทพเจ้านวโลหะ