เมื่อผู้คนที่พากันจับจ้องมองดูเหตุการณ์ริมป่าไผ่เห็นว่าเยี่ยนอ๋องปล่อยตัวเสิ่นเชียนเกอไปอย่างง่ายดาย พวกเขาทั้งหลายก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
‘ขะ…เขาไม่ใช่พญามัจจุราชที่ไม่ว่าสตรีนางใดได้พบเจอก็ต้องรีบหลีกหนีให้ไกลหรอกหรือ?’
‘หรือว่าเยี่ยนอ๋องจะชื่นชอบดรุณีที่มีใบหน้าเสียโฉม? เขามีรสนิยมแปลกประหลาดเช่นนี้มาโดยตลอดอย่างนั้นหรือ? เพียงแต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ก็เท่านั้น ?’
…และนี่คือคำตอบแท้จริงของปัญหา ‘ต้องห้าม’ นั่นใช่หรือไม่?
ไม่ว่าอย่างไร คนทั้งหมดก็แอบปาดเหงื่อแทนเสิ่นเชียนเกอกันถ้วนหน้า คุณหนูรองเสิ่นผู้นี้อาภัพมากแล้ว ต้องขอบคุณ์ที่ยังเมตตา ไม่ประทานความอาภัพให้นางมากไปกว่านี้
เยี่ยนอ๋องมีนิสัยที่แปลกประหลาด ถึงแม้จะไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ แต่อย่างไรเสียก็เป็ถึงเชื้อพระวงศ์ระดับสูง เหตุการณ์ระทึกขวัญที่เหล่าคุณชายทั้งหลายได้เห็นในวันนี้ หากไม่ถูกซักไซ้ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าปากโป้งนำไปโพนทะนาอย่างแน่นอน
เมื่อไม่มีสิ่งใดให้ดูแล้วพวกเขาจึงพากันแยกย้าย ละความสนใจจากที่ตรงนั้นไปอย่างเงียบ ๆ
หลังจากเสิ่นเชียนเกอและสาวใช้เดินจากไป เยี่ยนอ๋องก็ฉวยเอาขนมปาเจินเกาตรงหน้าเข้าปากในทันที
และทันทีที่ปลายลิ้นััถูกเนื้อขนม ความหอมหวานก็แผ่ซ่าน ยิ่งได้กัดชิมลิ้มรส ความหวานล้ำก็ยิ่งฟุ้งกระจายครอบคลุมไปทั่วทุกอณูในโพรงปาก
อ๋องหนุ่มผู้ชื่นชอบการกินเป็ชีวิตจิตใจค่อย ๆ ละเลียดชิมปาเจินเกากลิ่นเย้ายวนที่ได้รับจากสตรีต่ำช้าผู้บังอาจลวนลามเขา
ชิ้นขนมที่เยี่ยนอ๋องหยิบเข้าปาก เป็รูปทรงข้าวหลามตัดสีขาวนวล ปาเจินเกาชิ้นนี้น่าจะทำมาจากสมุนไพรไหวซานมีรสชาติหอมหวานและสดใหม่ ความหวานละมุนที่แทรกซึมอยู่ทั่วทั้งปากนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกหวานเลี่ยนจนเกินพอดี ยิ่งกลืนก็ยิ่งอยากเคี้ยว ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งอยากััรสชาติเพิ่มขึ้น ทว่าครั้นจะกัดอีกคำก็พบว่ามันหมดแล้ว เขาจึงต้องหยิบขึ้นมากินอีกหนึ่งชิ้น
ขนมชิ้นถัดไปที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็รูปทรงกลมคล้ายเหรียญ ตรงกลางถูกทำเป็รูปดอกไม้เล็ก ๆ ดูประณีต รสััของมันทั้งเหนียวนุ่มและเนียนละเอียด ทว่าความโดดเด่นของมันมิใช่รสหวาน แต่กลับเป็รสเค็มที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอม
ปาเจินเกาถูกหยิบกินชิ้นแล้วชิ้นเล่า
…ไม่นานนักเยี่ยนอ๋องก็พบว่า ขนมทั้งแปดชิ้นที่บรรจุอยู่ในกล่องอันงดงามนี้ มีรสชาติที่แตกต่าง ไม่ซ้ำกันแม้แต่ชิ้นเดียว!
ในตอนนั้นเอง ความคิดประหลาดอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมองของเยี่ยนอ๋อง บุรุษผู้สำราญกับรสขนมเริ่มคิดว่า ‘การถูกเสิ่นเชียนเกอกอดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ได้ทำให้เขาเสียหายอะไร’
แน่นอนว่า หากถูกกอดแล้วได้กินขนมดี ๆ เช่นนี้อีกกล่องหรือสองกล่อง เขาก็ไม่คิดถือสาที่จะให้นางกอดอีกสักสองหรือสามครั้ง
จนกระทั่งตอนนี้ เยี่ยนอ๋องที่ภายนอกสุดแสนจะเ็าแต่ภายในลุ่มหลงในรสอาหารราวตกเป็ทาสก็ยังไม่ตระหนักเลยว่า เขาไม่ได้ปฏิเสธหรือรังเกียจััของเสิ่นเชียนเกอเลยแม้แต่น้อย
ขนมที่นางนำมาให้เลิศรสเป็ที่สุด อีกทั้งยังรังสรรค์ขึ้นมาด้วยความประณีตทุกชิ้น ยิ่งกว่านั้นแต่ละชิ้นมีรสชาติที่แตกต่างกันไปไม่จำเจ ขนมแปดชิ้น แปดรูปแบบ แปดรสชาติ เมื่อได้กินชิ้นหนึ่งก็ยิ่งอยากลองชิมชิ้นถัดไป น่าเสียดายที่ขนาดของมันเล็กไปหน่อย กัดเพียงสองคำก็หมดเสียแล้ว สำหรับบุรุษตัวสูงใหญ่อย่างเขา ได้กินเท่านี้เพียงพอแค่ทำให้หายอยากเท่านั้น
เมื่อหลุดออกจากภวังค์ความคิด เยี่ยนอ๋องก็พบว่าขนมชิ้นสุดท้ายถูกกลืนลงท้องไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
อ๋องหนุ่มรู้สึกอึ้งไม่น้อยกับกล่องขนมที่ว่างเปล่าตรงหน้า ในขณะที่กำลังจะผุดลุกขึ้นนั้นเอง โจวจื่ออวี้ก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยท่าทางร้อนรน “ท่านอ๋อง กระหม่อมตามหาท่านอยู่นานสองนาน ที่แท้ก็อยู่ที่นี่เอง รีบหาที่ซ่อนเร็วเข้าเถิดะพ่ะย่ะค่ะ ผู้คุมหลิวกำลังมาทางนี้แล้ว”
การศึกษาตำรายามรุ่งสางของบรรดาผู้ศึกษาแห่งหอศึกษาชั้นนอกนี้มิใช่ว่าอยากกระทำอย่างไรทำก็ได้ ผู้ศึกษาทุกคนจะต้องอ่านท่องตำราอย่างตั้งใจ ที่สำคัญจะไม่สามารถทำสิ่งอื่นที่เบียดเบียนเวลาแห่งการศึกษาได้ ทุก ๆ เช้าส่วนกลางของหอศึกษาจะจัดให้มีอาจารย์ผู้คุมหนึ่งท่านมาคอยเดินตรวจตราอยู่เสมอ และในวันนี้ก็เป็หน้าที่ของอาจารย์หลิวซึ่งขึ้นชื่อเื่ความเข้มงวดเป็ผู้ตรวจตรา ไม่ว่าผู้ศึกษานั้นจะมีบรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใด แต่หากทำผิดและถูกจับได้ก็จะต้องถูกลงโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น
ใบหน้าของเยี่ยนอ๋องเปลี่ยนเป็มืดครึ้มในทันที เขาคว้ากล่องขนมว่างเปล่ายัดใส่มือโจวจื่ออวี้ที่เป็ทั้งผู้ติดตามและสหายร่วมศึกษาแล้วรีบวิ่งไปหาที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว
น่าเสียดายที่อาจารย์หลิวผู้นี้แม้อายุอานามย่างเข้าวัยสี่สิบมาหลายปีแล้วแต่แขนขายังคล่องแคล่วว่องไวราวหนุ่มสาว ทุกย่างก้าวของเขารวดเร็วดั่งพายุพัด ดวงตาก็เฉียบคมดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ เยี่ยนอ๋องยังไม่ทันจะได้ซ่อนตัวก็มีเสียงะโลั่น “หยุด!”
บุรุษหนุ่มผู้มีบรรดาศักดิ์อ๋องจำต้องหยุดชะงักอยู่กับที่
“ท่านเยี่ยนอ๋อง! นี่เป็เวลาศึกษาตำรายามรุ่งสาง แล้วท่านจะไปที่ใดอีก!” อาจารย์หลิวไม่เพียงร่างกายแข็งแรง แต่น้ำเสียงยังดังกังวานไร้ผู้ใดเปรียบ เสียงะโที่ดังกึกก้องนี้ ทำเอาอุทยานของหอศึกษาชั้นนอกสั่นะเืราวแผ่นดินไหว
ในเมื่อถูกจับได้แล้ว หากจะหลบหนีอีกก็คงไร้ประโยชน์ เยี่ยนอ๋องจึงยืนนิ่งอยู่กับที่และปั้นสีหน้าเ็าเช่นเดิม ใบหน้าหล่อเหลางดงามไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ ด้วยท่าทีเช่นนั้นไม่ต้องบอกก็คงจะทราบได้ทันทีว่าเยี่ยนอ๋องคนนี้เป็ผู้กระทำความผิดขาประจำ
“...ท่านจะไม่พูดอะไรเลยใช่หรือไม่! ดี! ถ้าเช่นนั้นก็จงคัดลอกตำราหลักทางสายกลางมาสิบจบ! กำหนดส่งคือรุ่งเช้าของวันพรุ่งนี้!” สิ้นเสียงอาจารย์หลิวก็เดินสะบัดชายเสื้อกลับไปด้วยท่าทางที่ไม่พอใจนัก ยามเช้าเช่นนี้ ต้องรบรากับผู้ศึกษาดื้อรั้นทำให้อารมณ์ของเขาขุ่นมัว
ฟังเสียงอาจารย์หลิวเทศนามาั้แ่ต้นจนจบ สีหน้าของเยี่ยนอ๋องก็ยังคงเ็าอยู่ไม่เปลี่ยน ผิดกับโจวจื่ออวี้ที่ยืนทำหน้าบูดบึ้งราวกับไม่ได้ถ่ายท้องมานานสามวัน
‘ให้เยี่ยนอ๋องคัดตำราอย่างนั้นหรือ อาจารย์หลิวฝันหวานเกินไปแล้ว ท่านอ๋องไม่มีทางคัดหรอก …เป็เขานี่แหละที่ต้องทำแทน T.T…’
“ไปกันเถอะ” เยี่ยนอ๋องบอกกล่าวกับโจวจื่ออวี้สั้น ๆ ก่อนเดินนำหน้าไปยังห้องเรียน
ราวกับโจวจื่ออวี้เป็ภรรยาผู้ภักดีของเยี่ยนอ๋องอย่างไรอย่างนั้น ผู้ติดตามหนุ่มเดินถือกล่องขนมตามหลังท่านอ๋องของตนต้อย ๆ ไปอย่างสงบปากสงบคำ
‘ประเดี๋ยวนะ! เหตุใดถึงได้มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยมาล่ะ?’
โจวจื่ออวี้ทำจมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นหอมนั้นเบา ๆ เมื่อก้มศีรษะลง เขาก็พบว่ากลิ่นหอมบางเบานี้แผ่กระจายออกมาจากกล่องขนมที่กำลังถืออยู่นั่นเอง
ด้วยความอยากรู้ ผู้ติดตามแซ่โจวจึงแอบแง้มกล่องในมือดูเล็กน้อย ทว่าเขากลับพบเพียงความว่างเปล่า
เห็นชัดว่า ก่อนหน้านี้มันต้องเคยมีอะไรสักอย่างบรรจุอยู่ภายใน แต่...ถูกท่านอ๋องของเขากินไปหมดแล้ว!…
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ออกมาจากกล่องใบนี้ช่างดึงดูดใจผู้คนยิ่งนัก เพื่อไขข้อข้องใจโจวจื่ออวี้จึงเร่งฝีเท้าเข้าไปถามผู้เป็ทั้งเ้านายและสหายทันที “ท่านอ๋อง กล่องอาหารใบนี้เป็ของผู้ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ? แล้วอาหารด้านในคืออะไร เหตุใดกลิ่นของมันถึงได้แปลกใหม่นัก”
เท้าของเยี่ยนอ๋องหยุดชะงักลงทันที เขาใช้หางตาเหลือบมองอีกฝ่ายอยู่ชั่วครู่ แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา และในที่สุดผู้เป็อ๋องก็ออกเดินอีกครั้งด้วยฝีเท้าที่เร็วขึ้นกว่าเดิม
โจวจื่ออวี้จึงรีบเร่งตามไป “ท่าน…ท่านอ๋อง ท่านจะเสวยคนเดียว ไม่แบ่งใครอย่างนี้ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! บอกกระหม่อมมาเถิดผู้ใดเป็คนมอบให้ กระหม่อมจะได้ไปนำมาให้ท่านอีก…ให้กระหม่อมได้ใช้บารมีของท่าน ลิ้มลองมันสักคำสองคำก็ยังดี…”
+++++++++++++++++++++++
เป็ธรรมดาที่ว่า เื่ราวที่เกิดในหอศึกษาชั้นนอกมักจะถูกบอกต่อไปยังหอศึกษาชั้นในอย่างรวดเร็วเสมอ และก็เป็ธรรมดาอีกเช่นกันที่จะไม่มีผู้ใดในหอศึกษาชั้นในใส่ใจมากนักเมื่อได้ยินว่าเยี่ยนอ๋องถูกลงโทษอีกแล้ว
สำหรับพวกนาง นับว่าไม่ใช่เื่แปลกที่เยี่ยนอ๋องผู้ซึ่งสตรีมากมายต่างพากันหวาดกลัวจะถูกลงโทษ
เสิ่นเชียนเกอเป็สหายร่วมศึกษาขององค์หญิงห้า
ในยามที่ไปถึงหอศึกษาชั้นใน นางก็พบว่าเหล่าสตรีชั้นสูงเริ่มทยอยมาถึงกันบ้างแล้ว พวกนางพากันนั่งจับกลุ่มสนทนาและกินขนมอยู่ในส่วนของห้องรับแขก
องค์หญิงห้าก็มาถึงแล้วเช่นกัน ในขณะนี้นางกำลังจับจองโต๊ะติดชั้นวางหนังสือตัวหนึ่งที่ถูกจัดไว้ตรงมุมห้อง เมื่อเทียบกับเหล่าสหายข้างกายแล้ว องค์หญิงผู้นี้นับว่ายังเยาว์วัยอยู่มาก นางมีอายุเพียงสิบสามปีเท่านั้น น้อยกว่าเสิ่นเชียนเกอและเสิ่นเจียวเจียวอยู่ถึงสองปี พระมารดาขององค์หญิงห้าคือเจี่ยงกุ้ยเฟย ดังนั้นนางจึงเป็หนึ่งในองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ และนั่นคือเหตุผลหลักที่ทำให้นางถูกตามใจจนเสียนิสัย
ในภพก่อน เสิ่นเชียนเกอไม่ชอบองค์หญิงห้าผู้นี้เอาเสียเลย นางรู้สึกว่าองค์หญิงห้าพยายามค่อนแคะนางอยู่ตลอดเวลา ภายหลังเมื่อทราบว่าองค์หญิงผู้นี้มีใจให้จิ้งหย่งโหว เสิ่นเชียนเกอจึงเข้าใจสาเหตุเพราะนางเอาแต่แสดงท่าทีชื่นชอบคนในดวงใจขององค์หญิงห้า แล้วเช่นนี้จะให้องค์หญิงห้านึกชอบพอนางได้อย่างไร
คุณหนูรองตระกูลเสิ่นเดินมาหยุดลงตรงหน้าสหายสูงศักดิ์ ก่อนย่อกายคำนับด้วยความเคารพ
องค์หญิงห้าที่เห็นว่าสหายที่ตนหมั่นไส้คาดผ้าบางปิดบังใบหน้าไว้ก็หัวเราะเยาะอย่างกระหยิ่มใจ “ใบหน้างาม ๆ กลับมีตำหนิเสียได้ เ้านี่ช่างโง่เขลายิ่งนัก! ต่อไปหากใบหน้าของเ้ายังไม่หายดีล่ะก็ อย่าเที่ยวบอกใครต่อใครเชียวว่าเป็สหายร่วมศึกษาของข้า ข้าไม่อยากอับอายขายขี้หน้าผู้อื่น!”
เสิ่นเชียนเกอชะงักไปชั่วครู่ แต่กระนั้นนางก็ไม่ได้ออกอาการน้อยอกน้อยใจหรือแสดงความอ่อนแอให้เห็นเหมือนที่เคยเป็ในภพก่อน หญิงสาวผู้ได้รับโอกาสให้มีชีวิตอีกครั้งปั้นหน้ายิ้มอย่างผ่อนคลาย “เพคะ ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใยเพคะ”
คำตอบที่ได้ยินจากเสิ่นเชียนเกอทำให้องค์หญิงห้าตกตะลึงไปไม่น้อย ดวงตาดอกท้อของนางเบิกกว้างพลางมองสำรวจคนตรงหน้าขึ้น ๆ ลง ๆ ั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ผ่านไปกว่าครู่หนึ่งจึงจะหาเสียงของตนพบ “เสิ่นเอ้อร์ วันนี้เ้ากินยาผิดใช่หรือไม่?”
เสิ่นเชียนเกอเดินเข้าไปใกล้สหายสูงศักดิ์ หยิบกาน้ำชาจากบนโต๊ะ แล้วบรรจงรินน้ำชาอุ่นร้อนลงในถ้วยเล็กก่อนส่งให้ถึงมืออีกฝ่ายด้วยกิริยานุ่มนวล “ใบหน้าของหม่อมฉันได้รับาเ็ หม่อมฉันต้องกินยาเข้าไปไม่น้อย อาจจะกินยาผิดขนานไปบ้างก็เป็ได้เพคะ”
ยิ่งได้ยินเสิ่นเชียนเกอกล่าวมาเช่นนั้น องค์หญิงห้าก็ยิ่งตื่นตะลึงเป็เท่าทวี สีหน้าของนางในยามนี้ราวกับมองเห็นผีสางก็มิปาน แต่องค์หญิงจอมเอาแต่ใจก็ยังพยายามรักษาภาพพจน์เย่อหยิ่งไว้ ใบหน้าเล็ก ๆ เชิดสูงพลางกล่าว “ชาที่เ้ารินมาให้ข้า ข้าไม่กล้าดื่มหรอกนะ”
เสิ่นเชียนเกอไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก นางค้อมศีรษะลงเล็กน้อยก่อนเดินไปนั่งลงข้างกายองค์หญิงห้าอย่างสงบ
หอศึกษาชั้นในที่เป็ที่ศึกษาสำหรับผู้ศึกษาสตรีนั้นจะเริ่มเข้าชั้นเรียนช้ากว่าหอศึกษาชั้นนอกครึ่งชั่วยาม
เมื่อใกล้เวลาเข้าศึกษาของหอศึกษาชั้นในแล้ว เสิ่นเชียนเกอก็เดินตามนางกำนัลข้างกายองค์หญิงห้าไปยังด้านหลังหอศึกษาเพื่อช่วยจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนและตำราเรียนขององค์หญิง
ในขณะนั้นเอง เสิ่นเจียวเจียวก็มาถึงหอศึกษาชั้นใน คุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบ
เมื่อมองเห็นองค์หญิงห้า เสิ่นเจียวเจียวก็รีบจัดเครื่องแต่งกายให้เข้าที่ก่อนมุ่งตรงเข้าไปหาทันที
คุณหนูใหญ่เสิ่นผู้นี้เป็สตรีงดงามดึงดูด รูปร่างเพรียวระหงอ้อนแอ้นอรชร วาจาออดอ้อนน่าฟัง น้ำเสียงก็ไพเราะอ่อนหวาน ยิ่งวันนี้นางแต่งกายด้วยอาภรณ์สีแดงที่ขับให้นางดูโดดเด่นแต่ยังคงความสดใสชวนมองก็ยิ่งทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นต่างพากันนึกรักใคร่เอ็นดู
เมื่อเดินมาถึงข้างกายองค์หญิงห้าแล้ว เสิ่นเจียวเจียวก็ยอบกายลงด้วยท่าทางที่สง่างามที่สุด “คารวะองค์หญิงห้าเพคะ หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยเป็อย่างยิ่ง วันนี้น้องสาวของหม่อมฉันรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวจึงไม่สามารถมาร่วมศึกษากับองค์หญิงได้เพคะ”
.
.
.
[1] เสิ่นเอ้อร์:คุณหนูรองเสิ่น