เพราะจำนวนคนงานในบ้านสกุลหวงลดลงตานเอ๋อร์จำต้องเปลี่ยนไปทำงานบ้านสารพัด จนแทบไม่ได้อยู่ข้างกายดูแลหวงเฟิ่งเหยาเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง สุดท้ายแล้วสองนายบ่าวต้องจากกันด้วยน้ำตาเพราะอีกคนที่อี้หงเลือกส่งกลับบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่ายก็คือตานเอ๋อร์โดยหวงเฟิ่งเหยาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะทัดทาน ด้วยความที่นางยังเด็กเกินไปนางไม่มีรายได้จะดูแลตานเอ๋อร์ หากยังดื้อแพ่งคนที่ลำบากจะไม่ได้เงินค่าจ้างก้อนสุดท้ายก็คือพี่เลี้ยงสาวด้วยความที่อยู่ด้วยกันหลายปีเด็กสาวจึงมอบเครื่องประดับมีราคาหลายชิ้นให้ตานเอ๋อร์นำกลับบ้านด้วย
ที่มุมหนึ่งของโรงครัวหวงเฟิ่งเหยาขอร้องให้เหนียงเซียงทำขนมแห้งๆห่อให้ตานเอ๋อร์นำกลับบ้านนอกไปฝากครอบครัว
“บ่าวไม่อยากจากคุณหนูไปเลยเ้าค่ะ”ั้แ่รู้เื่จะถูกส่งตัวกลับบ้าน ตานเอ๋อร์ก็มีน้ำตาทุกครั้ง
“ไม่จากวันนี้ก็ต้องจากวันหน้าอยู่ดี เ้าต้องกลับบ้านไปแต่งงานมิใช่หรือ” ครึ่งปีก่อน ทางบ้านตานเอ๋อร์มาส่งข่าวว่าหาเ้าบ่าวไว้รอนางกลับไปแต่งงาน
“อีกตั้งเป็ปีกว่าจะได้แต่งงานบ่าวอยากอยู่รับใช้คุณหนู” ตานเอ๋อร์สะอื้นเบาๆจนเหนียงเซียงที่กำลังห่อขนมให้หญิงสาวอดเวทนาไม่ได้
“ขืนเ้ายังร้องไห้คร่ำครวญคุณหนูจะยิ่งลำบากใจนะ”
“ข้าอยู่รับใช้คุณหนูไม่เอาค่าจ้างก็ได้ข้ารู้ไม่ใช่ว่าเพราะบ้านสกุลหวงฝืดเคืองอันใดหรอกนายท่านกับนายหญิงจงใจกลั่นแกล้งคุณหนูต่างหาก”
หวงเฟิ่งเหยารู้ความจริงข้อนี้ดีนางอาละวาดไปแล้ว ผลก็คือโดนท่านย่ารองตบสั่งสอนมาหนึ่งฝ่ามือ
“ถ้าเ้าอยู่ก็เท่ากับอกตัญญูกับครอบครัวที่บ้านนอกกลับไปแต่งงานอยู่ดูแลพวกเขาน่ะดีแล้ว ที่นี่ข้ายังอยู่ทั้งคน” เหนียงเซียงยืนยัน มองคุณหนูที่นั่งเงียบๆท่าทางหงอยเหงาเซื่องซึมนั้นมากขึ้นทุกวันั้แ่ท่านปู่ตายจาก
“ถ้าเกิดพวกนั้นหาเื่ไล่ท่านป้าออกอีกคนเล่า”ตานเอ๋อร์ไร้ซึ่งความนับถือที่จะเรียกหวงกว่างฝูกับอี้หงว่านายท่านนายหญิงแล้ว
“อย่าลืมสิว่านายหญิงใหญ่ถูกปากรสมือข้ามากที่สุด”เหนียงเซียงหมายถึงนางหวางกุ้ย
นับแต่สามีตายนางหวางกุ้ยก็ให้บ่าวไพร่ในเรือนเรียกตัวเองว่านายหญิงใหญ่ส่วนอี้หงแม้เป็ภริยาเ้าของบ้านสกุลหวง แต่มีฐานะเป็ได้แค่นายหญิง
“คุณชายจื่อฉินก็ชอบขนมที่ข้าทำหากข้าไม่อยู่สักคน บ้านสกุลหวงคงวุ่นวายอีกอย่างเสี่ยวสือยังเป็เรี่ยวแรงสำคัญในโรงหีบเมล็ดถั่วไม่มีทางที่พวกเขาจะไล่ข้ากับลูกออกตอนนี้แน่”
ตานเอ๋อร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่นางเชื่อว่าเหนียงเซียงจะต้องดูแลคุณหนูไม่ขาดตกบกพร่องแน่ๆ หญิงสาวกุมมือน้อยแสนบอบบางที่ดูแลมาหลายปีไว้พลางเอ่ย
“คุณหนูรักษาตัวด้วยนะเ้าคะอย่ายอมให้ใครรังแกเอาได้ สกุลหวงไม่ใช่ของคนพวกนั้นฝ่ายเดียวคุณหนูเป็ทายาทของคุณชายใหญ่ ไม่ใช่ลูกหลานฟูเหรินลำดับสอง”
ด้วยความที่ตานเอ๋อร์อยู่มานานนางซอกแซกจนรู้เื่ลับๆ ในบ้านสกุลหวงพอสมควร จึงเอ่ยเื่หนึ่งขึ้นมา
“หากเหลือบ่ากว่าแรงอย่างไรคุณหนูก็ยังมีญาติผู้ใหญ่อีกหลายคนที่จะช่วยยืนยันสถานะเพื่อรักษากฎเข้มข้นเื่สายเืโดยตรงท่านจะต้องอยู่บ้านสกุลหวงอย่างสง่าผ่าเผยกว่าที่เป็อยู่ให้ได้นะเ้าคะ”
ความห่วงใยของคนต่างสายเืทำให้หวงเฟิ่งเหยารู้สึกตื้นตันนางเป็อีกคนที่น้ำตาเอ่อคลอ ว่าไปแล้วก็ใจหายเมื่อต้องจากพี่เลี้ยงที่ดูแลกันมาแต่ครั้งเยาว์วัย
“ขอบใจที่ห่วงใยข้าเ้าไปได้แล้ว ขืนยังคร่ำครวญมากความจะถึงบ้านเอามืดค่ำอย่างไรก็ส่งจดหมายมาบอกข้า เงินนั่นคงพอให้เ้าจ้างคนเขียนจดหมายอยู่กระมัง”
กว่าตานเอ๋อร์จะยอมออกจากบ้านสกุลหวงก็เสียน้ำตาไปอีกหลายหยดเหนียงเซียงเฝ้ามองคุณหนูเฟิ่งเหยาที่คนใกล้ชิดค่อยๆ จากไปทีละคน
ค่ำนั้นสืออวิ๋นกลับถึงห้องพักหลังโรงครัวบ้านสกุลหวงเอาเมื่อ พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปเนิ่นนานแล้วเขาเป็หนึ่งในคนงานที่หวงกว่างฝูยังจ้างไว้ เพราะหนึ่งคนทำได้สองแรง ทั้งงานในเรือนและงานที่ร้านหวงเสียงเป่า
“งานมีมากมายนักหรือทำไมต้องทำหามรุ่งหามค่ำขนาดนี้” เหนียงเซียงว่าเนื่องจากกว่าจะได้เห็นหน้าลูกชายอีกครั้งก็มืดค่ำ
อย่าว่าแต่มารดาเขาที่สงสัยตัวเขาก็สงสัยเช่นกัน นายท่านจากเมืองหลวงไปทำการค้าต่างเมืองบ่อยครั้งผลผลิตที่ขนไปขายก็มากมายหลายรถม้า บ้างก็ส่งลงเรือทว่ากลับลดคนงานเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายขืนเป็อย่างนี้ต่อไปคนที่ทนอยู่ก็จะทนไม่ได้จนลาออกไปทำงานที่อื่นในสักวัน
ถึงตอนนั้นจะเข้าภาวะขาดแคลนแรงงานจริงๆต่อให้ปลูกถั่วได้ผลผลิตมากมาย แต่ไม่มีแรงงานที่ชำนาญในการทำน้ำมันคุณภาพแล้วจะหวังยอดขายจากที่ใด นายผู้เฒ่าเพิ่งจากไปแค่สามสี่เดือนเท่านั้นแต่การเปลี่ยนแปลงในสกุลหวงและร้านหวงเสียงเป่านั้นกลับรวดเร็วดั่งพลิกฝ่ามือไม่มีใครตั้งตัวติด
นางเหนียงเซียงจัดสำรับอาหารมาวางตรงหน้าลูกชายเอ่ยอย่างห่วงใย
“กินเสียก่อนเถอะแล้วค่อยไปอาบน้ำ”
สืออวิ๋นกินข้าวไปหลายคำจึงถามเื่คุณหนูเฟิ่งเหยา
“นางเป็อย่างไรบ้างขอรับ”
เขาเป็อีกคนที่เห็นรอยฝ่ามือปื้นใหญ่บนใบหน้าคุณหนูนางไม่ปิดบังรอยแดงนั้นเลย ยังเดินหราทั่วเรือนราวกับจะประกาศให้ผู้คนรู้ว่าเมื่อสิ้นท่านปู่ นางถูกรังแกอย่างไร แต่ก็ไม่มีใครช่วยอะไรนางได้นอกจากมองด้วยสายตาเวทนา
“คุณหนูเข้มแข็งกว่าที่พวกเราคิดนางรับสภาพได้ว่าต่อไปชีวิตจะต้องพบเจอความลำบากมากขึ้นเรื่อยๆขาดตานเอ๋อร์ไปเสียคน ก็คงต้องเริ่มทำอะไรด้วยตัวเอง”
“นางจะปรับตัวได้จริงหรือ”เป็คุณหนูเคยอยู่สุขสบาย เอาแต่ใจตัวเองเพราะนายท่านผู้เฒ่าเลี้ยงตามใจมาโดยตลอด
“แม่ได้แต่ภาวนาและคงคอยช่วยเหลือคุณหนูเท่าที่จะทำได้”
จะว่าไปคุณหนูก็เหมือนลูกสาวคนหนึ่งของนางนางเฝ้ามองดูการเติบโตของคุณหนูด้วยความรักใคร่และเอาใจใส่เื่อาหารการกินพอๆกับลูกชายมาหลายปีแล้ว
“ข้าไม่ห่วงเื่อยู่กินเท่าไรเพราะนางยังมีท่านแม่ แต่ที่ข้าห่วงก็คือนางจะทนถูกคนในบ้านรังแกได้หรือ ฤทธิ์มากเอาแต่ใจตัวเอง คงมิแคล้วถูกคนอื่นทุบตี”
รอยฝ่ามือบนหน้านางเป็ตัวอย่างให้เห็นแล้วมีครั้งหนึ่ง ย่อมต้องมีครั้งที่สองในไม่ช้านี้แน่
“นายท่านน่ะไม่เท่าไรเพราะไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่นายหญิงทั้งสองคนนี่สิพวกนางเห็นคุณหนูเป็ตัวอุปสรรคมาตลอด” เหนียงเซียงเริ่มเสียงสั่นเวทนาชีวิตน้อยๆ ของหวงเฟิ่งเหยา สืออวิ๋นเติบโตในบ้านสกุลหวงเขารู้และเห็นเกือบทุกเหตุการณ์มีหรือจะดูไม่ออกว่านายหญิงชรากับสะใภ้ไม่ชอบคุณหนูด้วยเหตุผลใด
“เพราะคุณชายติงนั่นสินะ”
มารดาพยักหน้า
“คุณหนูอายุยังน้อยจะให้แต่งงานตอนนี้ก็คงไม่ได้ ไม่รู้เป็เวรเป็กรรมอะไร ทำไมเกิดมาอาภัพนัก”คิดถึงอดีตของหวงเฟิ่งเหยาคราใด เหนียงเซียงก็น้ำตารื้น
“ท่านแม่เลยต้องยอมเหนื่อยทุกวัน”คนเป็ลูกกล่าว มารดาเขาทนทำงานแลกข้าวแลกน้ำเต็มกำลังเพื่อจะได้อยู่ดูแลบุตรสาวคนเดียวของผู้มีพระคุณ
“แม่ทนได้เ้าก็ต้องอดทนนะเสี่ยวสือ รออีกสักหน่อย ให้คุณหนูออกเรือนแล้วพวกเราค่อยไปจากที่นี่”
ขอเพียงสิ่งนั้นทำให้มารดาสบายใจเขายินดีทำเพื่อนางเป็อย่างยิ่ง สืออวิ๋นพยักหน้า
“นอกจากแม่แล้วเ้าก็ต้องคอยเป็หูเป็ตาช่วยแม่สอดส่องเื่คุณหนูอีกแรง...ก็เท่าที่เ้าจะทำได้นั่นแหละ”
ลูกชายทำงานไม่มีวันพักออกจากบ้านสกุลหวงั้แ่เช้ามืด กลับมาก็เข้าสู่ยามซวี[1]แล้วทว่านอกจากเขานางก็ไม่รู้จะบ่ายหน้าไปขอความช่วยเหลือเื่คุณหนูเฟิ่งเหยาจากใครได้อีก
“ขอรับท่านแม่” สืออวิ๋นรับคำหนักแน่น
[1]๑๙.๐๐-๒๑.๐๐น.