มวลอนุมูลความร้อนยังคงม้วนตัว พัดพากลิ่นกำมะถันและไอเหล็กไหม้เข้าปะทะดวงหน้าของทุกคนอย่างบ้าคลั่ง ซอมบี้นับพันตนเบื้องหลังราชันย์สีชาดยังคงคุกเข่าแน่นนิ่งดุจรูปสลักหินหม่นแสง ทว่าแววตาฝ้ามัวนับพันคู่นั้นกลับจับจ้องตรงมายังจุดเดียว ราวกับกระแสธารแห่งความตายที่รอคอยเพียงลิ่มสลักสุดท้ายที่จะถูกถอนออก
คำถามของบุรุษผู้ครองโลหิตยังคงสะท้อนก้อง ละลายหายไปในความเงียบอันหนักอึ้ง
“พวกเจ้าจะเป็นผู้ปลดปล่อยโลก… หรือผู้ปกครองโลกกันแน่?”
ไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อน หลินเยว่สบตากับดวงเนตรสีโลหิตคู่นั้นโดยไม่หลบเลี่ยง ในอกของเธอสั่นสะท้าน ทว่าไม่ใช่ด้วยความกลัว หากแต่เป็นความตระหนักรู้... เธอกำลังเผชิญหน้ากับดุลยพินิจของสิ่งมีชีวิตระดับสูงสุด คำตอบของเธอในวินาทีนี้จะไม่ใช่เพียงการเอาตัวรอดจำเพาะหน้า แต่คือหมุดหมายสำคัญที่จะประกาศให้ ‘ราชันย์’ ตนอื่น ๆ ในใต้หล้ารับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอ
ข้างกายของเธอ อาร์คยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงราวกับปราการเหล็กกล้า ปล่อยให้สายลมร้อนโบกสะบัดเรือนผมสีเข้ม เขาไม่ได้แผ่รังสีคุกคามหรือจงใจสะกดข่มบรรยากาศ แต่เพียงแค่เงาของเขาที่ทาบทับลงข้างกายเธอก็เพียงพอแล้วที่จะประกาศว่า ทั้งสองคือหนึ่งตัวตนที่ไม่แยกจาก
หลินเยว่สูดอากาศร้อนผ่าวเข้าปอดลึก ก่อนจะเปล่งวาจาที่กังวานและชัดเจนที่สุดในชีวิต
“หากคำว่า ‘ปกครอง’ หมายถึงการยัดเยียดเจตจำนงของตนเอง บีบให้ทุกชีวิตต้องก้าวเดินตามเส้นทางที่เราขีดเส้นไว้... ฉันไม่ต้องการมัน”
สายลมพลันสงบลงราวกับระบบน้อมรับฟังคำท้าทาย หลินเยว่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ดวงตาทอประกายเด็ดเดี่ยว “ทว่า หากคำว่า ‘ปลดปล่อย’ หมายถึงการทอดทิ้งโลกใบนี้ให้จมดิ่งอยู่กับความสิ้นหวังและความโกลาหลอย่างไร้ทิศทาง... ฉันก็ไม่มีวันยอมรับเช่นกัน”
เรย์—ราชันย์สีชาด หรี่ดวงตาเรียวยาวลง ประกายแสงสีเลือดในนัยน์ตาไหวระริก “...แล้วเจ้าต้องการสิ่งใด?”
“ฉันต้องการโลกที่ทุกฝ่ายมีสิทธิ์เลือกอนาคตของตัวเอง” หลินเยว่ตอบโดยไม่ลังเลแม้เสี้ยววินาที “ไม่ใช่เลือกเพราะความหวาดกลัวต่อสิ่งเหนือกว่า ไม่ใช่เพราะทำตามคำสั่งอันไร้หัวใจของระบบ... แต่เลือกด้วยเจตจำนงเสรีของพวกเขาเอง”
สิ้นคำว่า [เจตจำนง] กระแสคลื่นข้อมูลมิติรอบกายพลันส่งเสียงสั่นสะเทือนครางต่ำ ซอมบี้หลายตนที่คุกเข่าอยู่ถึงกับกระตุกหัวเงยหน้าขึ้น ราวกับคำพูดนั้นส่งผ่านกระแสประสาทเชื่อมต่อตรงสู่จิตวิญญาณอันแห้งผากของพวกมัน ราชันย์สีชาดยืนนิ่งงันไปครู่ใหญ่ เขาสบตาผู้หญิงมนุษย์ธรรมดาตรงหน้า ราวกับกำลังใช้ตรรกะแห่งราชันย์เค้นหาความจริงแท้ในน้ำเสียงนั้น
ก่อนที่เสียงหัวเราะทุ้มต่ำระรื่นจะระเบิดออกมาจากลำคอของเขา
“น่าสนใจ... น่าสนใจยิ่งนัก” เรย์ก้าวสืบเท้าลงมาจากโขดซากเหล็กอีกหนึ่งก้าว ความร้อนระอุแผ่ซ่าน “แต่เจ้าใช้สมองอันเปราะบางของมนุษย์คิดบ้างหรือไม่... การปล่อยให้ทุกฝ่ายมีอิสระในการเลือก ย่อมหมายความว่า วันหนึ่ง... จะมีบางฝ่ายที่เลือกที่จะทำลายล้างเจ้าและพวกพ้องเช่นกัน”
“ฉันรู้ดี” หลินเยว่สบตาตอบ “และต่อให้ต้องเป็นเช่นนั้น ฉันก็ยังเชื่อว่าการต่อสู้และตายในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีสิทธิ์เลือก... มันยังมีค่ามากกว่าการมีชีวิตรอดอยู่ในกรงขังอันสวยงามที่ใครบางคนสร้างไว้ให้”
ราชันย์สีชาดนิ่งเงียบไปทันที ราวกับคำตอบนั้นได้กรีดผ่านหน้าประวัติศาสตร์นับพันปีที่เขาเคยรู้จัก จากนั้นสายตาอันลึกล้ำของเขาจึงตวัดไปหยุดอยู่ที่อาร์ค “...แล้วเจ้าล่ะ ราชันย์ดั้งเดิม? เจ้ามีความคิดเห็นเช่นไรกับคำลวงตาอันงดงามนี้?”
อาร์คสบสายตาสีเลือดคู่นั้นอย่างเยือกเย็น น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและหนักแน่นดุจสัจพจน์แห่งจักรวาล
“ฉันเลือกเธอ”
คำตอบเพียงสามคำทำให้ทั่วทั้งเขตอุตสาหกรรมตกอยู่ในความเงียบงันจนได้ยินเสียงถ่านไฟปะทุ “ตราบใดที่เธอยังคงก้าวเดินบนเส้นทางนี้... ฉันจะทำลายทุกอุปสรรคเพื่อให้สิ่งที่เธอเลือกกลายเป็นความจริง”
ความเงียบแผ่ซ่านครอบคลุมระนาบมิติ แม้แต่วงล้อกาลเวลาก็คล้ายจะหยุดชะงักลงเพื่อจารึกถ้อยคำปฏิญาณนั้น
ในที่สุด รอยยิ้มมุมปากของเรย์ก็ขยายกว้างขึ้นจนเห็นเขี้ยวคม “ข้าเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว...” เขายกมือเรียวยาวขึ้นโบกเบา ๆ ในอากาศ เพียงสัญญาณเดียว ซอมบี้นับพันตนที่คุกเข่าอยู่พลันหยัดกายลุกขึ้นยืนพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ ทว่าความกระหายเลือดบ้าคลั่งในแววตาของพวกมันกลับถูกสะกดไว้จนหมดสิ้น
ราชันย์สีชาดละสายตาจากอาร์ค หันกลับมามองหลินเยว่ด้วยความเคารพเกรงใจที่เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด เขาวางฝ่ามือลงบนอกเสื้อสีชาดของตนอย่างสง่างาม
“นามเดิมของข้าในอดีตคือ... เรย์ ข้าคงไม่อาจเอ่ยปากสัญญาว่าจะเชื่อใจหรือมอบชีวิตให้พวกเจ้าในตอนนี้ แต่ข้าจะ ‘เฝ้ามอง’ ทุกก้าวเดินนับจากนี้” นัยน์ตาสีเลือดฉายแววเข้มข้น “และหากเจ้าสามารถพิสูจน์ให้ข้าเห็นได้จริง ๆ ว่า โลกที่ขับเคลื่อนด้วยอิสระแห่งเจตจำนงจะไม่มีวันพังทลายลงมา... เมื่อถึงเวลานั้น กองทัพสายเลือดของข้าก็จะไม่เป็นศัตรูกับพวกเจ้า”
เจย์ที่ยืนอยู่ด้านหลังลอบถอนหายใจยาว ดวงตาหลังกรอบแว่นสั่นระริก “...นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว เท่ากับว่าตอนนี้เรามีข้อตกลงร่วมกับราชันย์วิวัฒนาการตนแรกอย่างนั้นเหรอ?”
คินแม้จะผ่อนปลายกระบอกปืนลงต่ำ แต่ดวงตายังคงเฉียบคมไม่คลาย “หรือจงใจชุบเลี้ยงผู้เฝ้าดูที่อันตรายที่สุดไว้ข้างตัว... ผลลัพธ์มันก็ไม่ได้ต่างกันนักหรอก”
เรย์ส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างนึกสนุก “ทั้งสองข้ออาจเป็นความจริงที่พวกเจ้าต้องแบกรับ มนุษย์เอย”
วี้ด—————!
ทันใดนั้น เสียงเตือนภัยจากเครื่องสแกนในมือของเจย์ก็กรีดร้องระงมขึ้นมาอีกครั้ง คลื่นสัญญาณสีแดงสลับม่วงบนหน้าจอโฮโลแกรมสั่นไหวอย่างรุนแรงจนระบบประมวลผลแทบแตกกระจาย
ΔPflux ≈+240%
“มีคลื่นความร้อนระดับวิกฤตเกิดขึ้นใหม่!” เจย์ตะโกนก้อง หน้าซีดเผือด “ทิศเหนือ... ระยะห่างไม่ถึงสิบกิโลเมตร!”
ทุกสายตากร้าวตวัดไปทางทิศอุดรทันที ณ เส้นขอบฟ้าไกล ลำแสงสีดำอมม่วงเข้มข้นพุ่งทะยานเสียดแทงทะลุหมู่เมฆขึ้นสู่สรวงสวรรค์ พลังงานสายนั้นแผ่ซ่านความเยือกเย็น คาวคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายแห่งการย่อยสลายและการดับสูญ มวลอากาศรอบตัวของทุกคนพลันลดฮวบลงจนกลายเป็นความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้าถึงกระดูก แม้แต่เรย์เองก็ยังหุบยิ้ม ดวงตาสีเลือดหรี่ลงด้วยความเคร่งเครียดเป็นครั้งแรก
“...ในที่สุด ‘เขา’ ก็ตื่นขึ้นจนได้”
หลินเยว่หันขวับมาทางราชันย์สีชาด “เขา? คุณหมายถึงใคร?”
เรย์แค่นเสียงต่ำ น้ำเสียงแฝงแววชิงชังและหวั่นเกรงอย่างปิดไม่มิด “ราชันย์ผู้ไม่เคยเชื่อในเสรีภาพ... ผู้ที่มองว่าสรรพชีวิตและวิญญาณมนุษย์เป็นเพียงแค่ ‘วัตถุดิบ’ และสะพานปลาสำหรับนำไปใช้สังเวยเพื่อเร่งรัดวิวัฒนาการสูงสุดเท่านั้น”
แรงกดดันจากทางทิศเหนือทวีความเข้มข้นขยายตัวกว้างขึ้น ดุจเสียงคำรามประกาศศึกที่สั่นสะเทือนมิติกาลเวลา เรย์ก้าวถอยหลังจมหายลงไปในเงาสีเลือดช้า ๆ “ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้ามีเวลาว่างเสวยสุขชมนกชมไม้นานนักหรอก... คำตอบที่เจ้าลั่นวาจาไว้ กำลังจะถูกทดสอบเร็วกว่าที่คิด”
เขาทิ้งสายตาจริงจังเป็นครั้งสุดท้ายไว้ที่หลินเยว่และอาร์ค “จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นเสียเถิด... ว่าเส้นทางเจตจำนงของพวกเจ้า มีค่าพอให้ข้าต้องหลั่งเลือดต่อสู้เพื่อมัน!”
สิ้นเสียงคำราม ร่างของเรย์ก็ทยานลับหายไปพร้อมกับกระแสกองทัพสีชาดมหาศาลที่เคลื่อนคล้อยจากไปราวกับธารโลหิตที่ไหลบ่าคืนสู่ความมืด
หลินเยว่ยืนนิ่ง ทอดสายตามองเสาแสงสีทมิฬอมม่วงที่กำลังแผ่ขยายกลืนกินแผ่นฟ้าทีละน้อย ลมหนาวแห่งความตายเริ่มกรีดผิวแก้วหูของเธอ... เธอเพิ่งจะได้พันธมิตรคนแรกที่พร้อมเฝ้ามองดูอยู่ห่าง ๆ ทว่าในวินาทีเดียวกัน ชะตากรรมกลับเหวี่ยงศัตรูที่เหี้ยมโหดและกระหายเลือดที่สุดลงมาตรงหน้าทันที
สงครามแห่งยุคสมัยใหม่... ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว