The Organian

    บทที่7 ตอนที่39 : แผนการปลดแอก

    กลับมาทางด้านแคมป์ของเหล่าผู้ต่อต้าน ซึ่งพวกเขานั้นได้วางแผนช่วยเหลือเหล่าออแกเนียนที่ตกเป็นสมุนของดันทัวร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว..          “มันคิดไม่ถึงแน่ว่าเราจะลอบไปที่ปราสาทในตอนนี้ แล้วอีกอย่างมันก็ไม่ยังรู้ว่าเลือดที่เรามีอยู่นั้นเพียงพอต่อการช่วยเหลือ เพราะพวกเม็ดเลือดมันเพิ่งจะเข้ามามหาลัยเป็นครั้งแรก ทำให้ในตำราออแกเนียนไม่มีบอกข้อมูล” สตีฟเอ่ยขึ้นก่อนที่จะสรุปภารกิจอีกครั้ง “ตกลงตามนี้นะ.. ฉัน เจ้าปั๊กกี้ มีสท์ มิทาจิ แล้วก็โจเซฟจะเป็นคนไปทำภารกิจ ส่วนพวกนายรออยู่ที่นี่”          “ไม่ต้องห่วงสตีฟ ทางนี้ฉันกับไบซ์จะดูแลเอง แต่แก.. แกมันขี้โกงโจเซฟ ทำไมอยู่ ๆ ถึงมีพลังมากมายขนาดนั้นขึ้นมาได้!” อลันพูดกับหนุ่มอเมริกันก่อนจะหันมาทำหน้าบูดใส่พี่ชายของเขา          “เอาหน่า ไว้เรื่องนี้จบพี่จะมาบอกเคล็ดลับให้นะไอ้น้องรัก” หนุ่มผมเดรดล็อคยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ก่อนจะเอื้อมมือไปตบไหล่น้องชายจอมขี้อิจฉา          จากนั้นทีมที่ทำภารกิจเริ่มออกเดินทางไปยังปราสาทขององค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบต แต่กว่าจะถึงจุดหมายก็เป็นช่วงโพล้เพล้เกือบจะมืดเข้าไปแล้ว.. พวกเขาแบ่งหน้าที่กันออกเป็นสองหน่วย โดยมีสท์ มิทาจิ และสตีฟ เป็นทีมที่จะเข้าไปทำภารกิจ และโจเซฟรออยู่ด้านนอกเพื่อคอยสนับสนุน “แผนอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นะ เพราะไม่รู้ว่าตอนนี้พวกมันกำลังทำอะไรกันอยู่ ทุกคนเตรียมตัวไว้ให้พร้อมแล้วรอฟังคำสั่งจากฉัน” สุดยอดทหารมือดีของกองทัพสหรัฐเน้นย้ำครั้งสุดท้าย               ก่อนที่ทั้งสามจะเลือกใช้ประตูด้านหลังบริเวณส้นเท้า ซึ่งเป็นทางลับเดิมที่ใช้ในการลอบเข้าครั้งที่แล้วเพื่อเข้าไปสู่ภายในปราสาท โดยใช้อวัยวะพิเศษของมีสท์เช่นเคย          หนั่บ.. หนั่บ.. แต่เมื่อทะลุผ่านเข้าไปด้านในได้แล้ว เท้าของมีสท์และสตีฟกลับเหยียบย่ำไปที่อะไรบางอย่างที่มีลักษณะเหนียวเหนอะ จนทำให้พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนที่ได้อีกต่อไป และนั่นก็ทำให้ทั้งคู่เสียหลักล้มลงไปติดหนึบกับใยแมงมุมที่ดักอยู่ด้านหน้าจนไม่สามารถขยับร่างกายได้ มือของทั้งสองหลุดออกจากกันจนทำให้ร่างของสตีฟปรากฏสู่สายตาผู้ที่ยืนจ้องเขม็งอยู่          หญิงสาวผิวนิลหัวโล้นที่อยู่ในชุดสีฉูดฉาดยืนกอดอกพลางมองไปยังผู้บุกรุกทั้งสองคนที่กำลังติดแง่กอยู่บนใยแมงมุมที่เธอสร้างขึ้น “มากันจริง ๆ สินะ แต่ในตอนนี้ไม่ได้มีแค่พวกแกหรอกที่รู้ว่ามีประตูลับนี้อยู่ อย่าลืมสิว่าตอนนี้ไอ้ตำรานั่นมันอยู่ที่พวกเรา..” ป๊อบปี้ มวายูรูอีพูดเสียงทุ้มต่ำและยิ้มอย่างผู้ชนะ          “แล้วแกไม่คิดบ้างหรอว่า พวกฉันก็รู้ว่าแกรู้” พลเอกแห่งกองทัพสหรัฐส่งยิ้มกลับอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนที่จะมีอะไรบางอย่างพุ่งผ่านตัวของเขาไป ฟึ่บ!..          ฉั่บ ๆ  ๆ  ๆ !!.. มิทาจิทะยานทะลุผ่านประตูลับเข้ามาก่อนจะใช้กรงเล็บพิเศษของเธอตัดใยกับดักจนขาดสิ้น และกระโจนเข้าไปหาป๊อบปี้อย่างรวดเร็ว          “งั้นขอช่วยคุณเป็นคนแรกแล้วกันนะคะ” นินจาสาวพูดพลางป้ายเลือดของลีคาเพคไปที่ปากของหญิงชาวแอฟริกัน          และทันทีที่ได้รับโลหิตอมฤต เธอก็ทรุดเข่านั่งลงพลางกุมมือไปยังซอกคอที่มีรอยเขี้ยวอยู่ ป๊อบปี้ร้องโอดโอยได้อยู่สักพักก็มีเลือดปนพิษสีดำไหลหยดออกมาจากแผลนั้นก่อนที่มันจะสมานกันจนปิดสนิท          เจ้าของใยแมงมุมฉีกยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ “ขอบคุณพวกนายมากนะที่ช่วยปลดปล่อยฉัน” หญิงสาวชาวกาน่าเป็นอิสระจากพันธะเขี้ยวแล้วเรียบร้อยแล้ว               “เอาล่ะฟังนะ.. ฉันมีเรื่องให้เธอช่วย แต่ก่อนอื่นเลยเธอต้องอธิบายสถานการณ์ภายในองค์กรให้ฉันได้รับรู้ก่อน” สตีฟพูดกับพันธมิตรคนใหม่               จากนั้นสาวผิวนิลก็ได้เล่าทุกอย่างที่เธอรู้ให้กับสตีฟฟังจนหมดสิ้น..          เมื่อได้รับข้อมูลมาอย่างครบถ้วนแล้ว ชายชาวอเมริกันก็ประมวลผลและใช้เวลาอยู่สักระยะเพื่อคิดแผนการด้นสด.. และเมื่อคิดว่าได้แผนที่ดีที่สุดแล้ว เขาก็อธิบายขั้นตอนทุกอย่างให้เธอฟังอย่างละเอียด “ฝากด้วยนะ ความหวังของพวกเราขึ้นอยู่กับเธอแล้ว เธอทำได้แน่ ฉันมั่นใจ” หลังจากที่นัดแนะกันเสร็จเรียบร้อย สตีฟก็ได้พูดพลางยื่นขวดเลือดให้ป๊อบปี้ก่อนที่เธอจะเดินกลับเข้าไปในตัวอาคาร และตรงไปยังส่วนอกห้องบนฝั่งขวาซึ่งเป็นห้องพักของเหล่าสมาชิกองค์กรในทันที          แต่ในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นเอง.. “นี่แม่สาวน้อย ยังไม่หมดเวรของเธอที่ต้องเฝ้าประตูลับไม่ใช่หรือไง?” อานาพาสที่เดินสวนมาระหว่างเอ่ยทักป๊อบปี้ที่ดูมีพิรุธเล็กน้อย          “ตรงนั้นไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้ฉันมีสิ่งเร่งด่วนต้องไปทำน่ะ” เดอะสไปทราโกหกหน้าตายก่อนจะเดินจากไปอย่างเร่งรีบ จนทำให้ชายนักผจญภัยได้แต่เกาหัวแกรก ๆ .. แต่ด้วยความที่เป็นคนที่ง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่คิดอะไรมากอยู่แล้วเขาจึงปล่อยผ่านไปแบบไม่ได้คาใจอะไร          จนเมื่อถึงห้องเป้าหมาย.. เบื้องหน้าของเธอคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในองค์กร ซึ่งเพียงแค่ร่างเปลือยช่วงบนที่กำลังนอนสงบอยู่บนเตียงนั้น กลับทำให้เธอหวั่นเกรงได้อย่างน่าประหลาด มือที่ถือเลือดสั่นเทาจนต้องใช้อีกมือที่ยังว่างอยู่คอยประคอง ก่อนที่เธอจะกรอกโลหิตอมฤตเข้าไปยังปากของจิมมี่อย่างระมัดระวัง           “อึ้ก..” เลือดนั้นไหลลงคอไปอย่างช้า ๆ ซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่ร่างกายของชายหนุ่มเริ่มสั่นเทาราวกับเจ้าเข้า แต่กลับไม่มีเสียงร้องออกมาสักแอะ จนเวลาผ่านไปสักพักป๊อบปี้ก็ได้สังเกตเห็นหยดเลือดปนพิษสีดำไหลหยดออกมาจากตรงรอยที่โดนกัด แต่แผลก็ยังคงไม่สมานกลับไปเป็นปกติ..          เธอจึงเพ่งพินิจไปยังร่างที่เต็มไปด้วยรอยสักด้วยความสงสัย แต่ทันใดนั้นเอง!! มือของเสนาธิการแห่งองค์กรชั่วร้ายคว้าหมับเข้าไปที่แขนของเธอ! จนทำให้ทำให้ป๊อบปี้เกือบหลุดอุทานออกมาด้วยความตกใจ เหงื่อของเธอแตกพลั่กพลางคิดในใจว่าคงไม่รอดแน่ ๆ           ร่างที่พอจะขยับได้เล็กน้อยบีบแขนเธอแน่นก่อนจะพูดอะไรบางอย่างที่ฟังไม่ค่อยรู้ภาษา.. ป๊อบปี้จึงตั้งสติและเริ่มนึกถึงเรื่องที่สตีฟเล่าให้เธอฟัง “แรงค์เอจะต้องเป็นเคสเดียวกันกับอลันที่ต้องดื่มถึงสองอึกถึงจะฟื้นแน่ ๆ ” สาวชาวแอฟริกันจึงกรอกเลือดเข้าไปในปากของจิมมี่อีกหนึ่งอึก.. ทำให้ในตอนนี้มีเลือดเหลืออยู่ในขวดแก้วเกินครึ่งขวดมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น          หลังจากได้รับเลือดอึกที่สอง ร่างกายขอไอ้ปอดเหล็กก็กลับมาสู่สภาวะปกติอีกครั้งในที่สุด..          “นะ..นี่นาย..” ป๊อบปี้กล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะถามว่าตอนนี้ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในองค์กรที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอหลุดพ้นออกจากพันธะเขี้ยวแล้วหรือไม่               “ขอบใจเธอมากนะ..” จิมมี่พูดพลางโอบกอดไปที่สาวหัวโล้น          “นายทำฉันตกใจหมดเลย.. ปล่อยฉันก่อนเถอะตอนนี้เรามีสิ่งที่สำคัญต้องทำ ฟังนะเราต้องทำตามแผนนี้เพื่อช่วยทุกคนออกมาจากไอ้แวมไพร์นั่น” ป๊อบปี้พูดพลางถ่ายทอดแผนการของสตีฟให้กับจิมมี่ฟัง          โดยหลังจากที่จิมมี่เข้าใจทั้งหมดอย่างถี่ถ้วนแล้วทั้งคู่จึงเริ่มปฏิบัติการต่อไปทันที           “ทุกคน! แรงค์เอเรียกประชุมด่วน! ให้ทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องส่วนสะโพกในทันที!!” ป๊อบปี้ไล่ป่าวประกาศไปทั่วอาคารเมลฟิลด์เว้นเพียงแค่ชั้นที่ดันทัวร์กับไอนนนิอยู่เท่านั้น          ซึ่งเมื่อทุกคนรับทราบ พวกเขาก็มารวมตัวกัน ณ โถงใหญ่อย่างพร้อมหน้าในทันที จากนั้นจิมมี่ที่ยืนรออยู่ก่อนหน้าแล้วก็ได้แจกแก้วไวน์ให้กับทุกคนที่มาเข้าร่วม “รับไป..” เสียงแหบของเขาเอ่ยขึ้น          ทุกคนที่มานั้นต่างก็งุนงงกับการเรียกประชุมสายฟ้าแลบในครั้งนี้เป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าปริปากถามอะไรทั้งสิ้น เนื่องจากยำเกรงพลังอันแข็งแกร่งของผู้อยู่ตำแหน่งสูงสุดของแรงค์          “วันนี้ ฉันอยากจะให้ทุกคนมาฉลองเนื่องในวันเกิดของฉัน” ไอ้ปอดเหล็กพูดพลางรินไวน์แดงให้กับผู้ร่วมงาน          “เอาล่ะ! เรามาดื่มพร้อมกันเถอะ สาม.. สอง..” เจ้าของงานเริ่มนับถอยหลังในทันที ก่อนที่เขาจะเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติไป          จิมมี่เดินตรงไปยังมิมิโนะที่ดูท่าทางแล้วจะไม่ยอมดื่มไวน์พร้อมเพื่อน ๆ “เป็นอะไร?.. เธอจะไม่ดื่มให้เกียรติฉันอย่างนั้นเหรอ?” ชายชาวละตินผิวสีน้ำผึ้งปั้นเสียงเข้มพร้อมจ้องไปยังสาวตัวเล็ก          “มะ.. ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ.. ดิฉันแค่สงสัยว่าคุณแรงค์เอหายจากอาการบาดเจ็บได้อย่างไร ในเมื่อดิฉันยังไม่สามารถนำต้นออก้าออกมาฟื้นพลังให้แรงค์เฮชได้ แล้วคุณนักบวชนั่นก็ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บเลย..” เธอมองหน้าจิมมี่ตาแป๋วพร้อมตอบอย่างใสซื่อ          จนทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปยังเหตุการณ์นั้นเพื่อรอฟังคำตอบ.. โดยชายผู้ที่เพิ่งหลุดจากพันธะเขี้ยวก็ได้ออกอาการอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะมีเสียงสวรรค์มาช่วยชีวิต “เขาน่ะเป็นถึงแรงค์เอเชียวนะ เธอก็เห็นความแข็งแกร่งของเขาแล้วไม่ใช่หรือไง กะไอ้แผลแค่นั้นมัน ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก!” เสียงห้าวต่ำของป๊อบปี้ตะโกนดังมาจากด้านหลัง          “ชะ..ใช่!! ถ้าพวกแกยังกาขาในพลังของฉัน หรือไม่ให้เกียรติวันเกิดของฉัน ฉันจะอัดพวกแกให้เละทุกคนเลย!” จิมมี่รีบเก็บอาการลุกลนของเขาก่อนจะใช้ความโกรธเข้าแถ          ซึ่งก็เหมือนมันจะได้ผล เพราะหลังจากที่ท่านเสนาธิการขึ้นเสียงตวาดไปที่สาวน้อย ทุกคนต่างก็ละสายตาออกจากเจ้าของเสียงในทันทีรวมทั้งมิมิโนะเองด้วย          “ทีนี้มีคำถามอะไรอีกไหม?” จิมมี่โน้มกายลงไปถามหญิงสาวจากแดนอาทิตย์อุทัยที่ก้มหน้าหนี          “มะ.. ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ..” เธอพูดเสียงอ่อย ในขณะที่มือจับแก้วไวน์ไว้แน่นและสายตายังคงจับจ้องไปที่พื้นไม่กล้าสบตาชายผู้อยู่เบื้องหน้า          “ดี! งั้นเรามานับถอยหลังกันอีกรอบ! สาม.. สอง.. หนึ่ง..” ผู้เรียกประชุมชูแก้วขึ้นเหนือหัว          “สุขสันต์วันเกิด!!” ทุกคนในห้องโถงก็ชูแก้วขึ้นเหนือหัวเช่นกัน ก่อนที่จะเอ่ยคำอวยพรและยกซดจนหมดแก้ว          เมื่อเห็นดังนั้น จิมมี่ที่เก็บความรู้สึกไว้ไม่ไหวก็ได้หลุดยิ้มจนตาหยีออกมา “สุขสันต์วันรับอิสรภาพคืนนะ ทุกคน..” เขาเอ่ยพลางกระดกหมดแก้วเช่นกัน          เพราะไวน์แดงที่เขารินให้ทุกคนดื่มนั้น แท้จริงแล้วเป็นไวน์ที่ผสมเลือดของลีคาเพคเอาไว้นั่นเอง..          และหลังจากที่ได้รับเลือดวิเศษเข้าไปเพียงชั่วครู่ ทุกคนต่างก็ทรุดตัวลงก่อนจะร้องโอดโอยด้วยความทรมานซึ่งเป็นอาการปกติในการถอนพันธะเขี้ยว           จนเมื่อการชำระล้างพิษเสร็จสิ้น เหล่าอดีตบุคคลในองค์กรอักขระแห่งความมืดต่างก็ยังงง ๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ แม้ว่าจะรู้สึกถึงอิสระอย่างบอกไม่ถูกก็ตาม          “ทุกคนฟังทางนี้! แบ่งคนไปพานักบวชปอนด์กับเจ้าบีที่ยังบาดเจ็บอยู่มาหาฉัน แล้วก็พาคุณเวิร์ดออกมาด้วย ! ส่วนที่เหลือให้ทยอยลงไปทางประตูลับด้านหลังจะมีคนรอรับอยู่ ตอนนี้เราเป็นอิสระแล้ว ออกไปจากนรกแห่งนี้กันเถอะ!” จิมมี่ตะโกนเรียกความสนใจของทุกคนให้มารวมอยู่ที่เขาเพียงจุดเดียว ก่อนจะสั่งการคนอื่น ๆ ที่ยังคงสับสนอยู่          และนั่นก็ทำให้ทุกคนตั้งสติได้ ทั้งหมดจึงแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย..           “นี่พี่ชาย.. แล้วไอ้คนที่คุมการสื่อสารล่ะ? จะปล่อยเขาไว้แบบนั้นเหรอ” อานาพาสเอ่ยถาม          “เขาอยู่ใกล้กับดันทัวร์มากเกินไป ถ้าเราไปพาเขาออกมาตอนนี้แผนจะแตกเอาได้ง่าย ๆ  ปล่อยไว้อย่างนี้ก่อนแล้วค่อยมาหาวิธีช่วยอีกครั้งจะดีกว่า” จิมมี่ที่กำลังคาบบุหรี่ไว้ที่ปากอธิบายเหตุผล          “แล้วทำไมเราถึงไม่รุมจัดการไอ้ปิศาจโรคจิตให้สิ้นซากไปเลยล่ะ ฉันล่ะเหม็นขี้หน้ามันจริง ๆ ” เจคพูดด้วยสีหน้าและแววตาที่เอาเรื่องสุด ๆ           ก่อนที่ไอ้ปอดเหล็กจะจุดไฟที่ปลายมวนพลางสูบควันเข้าไปหนึ่งลมหายใจ แล้วพ่นออกอย่างรวดเร็วก่อนจะพูดขึ้น “พวกนั้นบอกว่าตอนที่ได้ศึกษาเรื่องราวของดันทัวร์จากในตำราอย่างละเอียด แล้วเจอข้อมูลว่าคนที่เคยเป็นสมุนของมันหลังจากที่หลุดออกจากพันธะเขี้ยวแล้วไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ภายในระยะเวลาเจ็ดวันจะไม่สามารถทำให้ดันทัวร์ได้รับบาดเจ็บได้ ยังไงก็ตามพวกเขาบอกว่าจะไม่ใช้วิธีการฆ่าเพื่อล้างแค้นอยู่แล้ว แต่จะใช้วิธีตามกฎของออแกเนียนแทน..”          “ชิ!.. ฉันไม่รับปากหรอกนะว่าหลังจากเจ็ดวันแล้วจะไม่ฆ่าไอ้โรคจิตนั่น!” ชายร่างใหญ่ที่สวมชุดคลุมขนสัตว์เดินออกไปอย่างฉุนเฉียว          เวลาผ่านไปได้สักครู่ ฝ่ายที่ไปลำเลียงตัวคนเจ็บก็ได้อุ้มตัวโอ๊บและเซนต์ปอนด์มาหาจิมมี่ โดยที่เดอะไอรอนลังก็ได้ป้อนเลือดที่ขยักไว้อยู่ก้นขวดให้ทั้งสองคนนั้นดื่มทันที จนทำให้พวกเขากลับมาได้รับอิสรภาพอีกครั้ง..          จิมมี่อธิบายเรื่องทุกอย่างให้ทั้งคู่ฟังก่อนที่ทั้งหมดจะพากันหลบหนีออกมาทางประตูลับ          จนเมื่อลงมาถึง.. สตีฟ มีสท์ และมิทาจิก็ชี้ทางต่อไปยังโจเซฟที่รอนำทางกลับแคมป์อยู่ จนกระทั่งคนสุดท้ายที่ถูกพาออกมาซึ่งคือเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม          แต่นินจาสาวก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติไป ปากของผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยยังคงถูกพันธนาการไว้อย่างแน่นสนิท          “เอ.. ทำไมเวิร์ดซังถึงยังถูกปิดปากอยู่ล่ะคะ?” เด็กสาวแดนปลาดิบเอ่ยถาม          “เพราะเจ้าของลิ้นมันถูกดันทัวร์ไล่ตะเพิดไปน่ะสิ จนตอนนี้พวกเราเองก็ยังไม่รู้ว่ามันเตลิดไปอยู่ไหน” จิมมี่พ่นควันบุหรี่ฉุยพลางส่ายหัวอย่างจนปัญญา               “ได้กลิ่นไหมปั๊กกี้?” สตีฟหันไปถามเจ้าหมาน้อยคู่กาย แต่เจ้าย่นก็ส่ายหัวตอบกลับในทันที          “ที่จริงยังเหลืออีกหนึ่งคนที่เราช่วยออกมาไม่ได้ เขาคือหน่วยสื่อสารประจำกลุ่ม.. ที่ช่วยไม่ได้ก็เพราะเขากำลังหมดสติอยู่ในห้องทำงานซึ่งมันติดกับห้องพักของดันทัวร์ และดันทัวร์สามารถมองเห็นได้จากภายในห้องของเขา ฉันเลยคิดว่าถ้าเราไปที่ชั้นนั้นแผนอาจจะแตกก่อนได้” ดิไอรอนลังอธิบายเหตุผลประกอบการตัดสินใจของเขา          สตีฟก้มหน้าลงมองไปที่จิมมี่ผู้สูงราว ๆ ริมฝีปากของตนด้วยความประทับใจ เขาตบไปที่ไหล่ของชายละตินที่อยู่ตรงหน้า “เฉียบขาดมาก! ไม่เป็นไรตอนนี้พวกเรากลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบแล้ว แม้ว่าเรื่องมันจะยังไม่จบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม ส่วนเรื่องสองคนนั้นเราค่อยคิดแผนมาช่วยพวกเขาใหม่ ตอนนี้ไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ” ทหารหนุ่มพูดชื่นชมก่อนที่ทั้งหมดจะพากันออกจากปราสาทเดอะดาร์คอัลฟาเบต..          ทางฝั่งของโจเซฟที่กำลังรอรับผู้ที่เพิ่งถูกช่วยเหลือออกมาอย่างขะมักเขม้นอยู่นั้นเอง.. แต่แล้วทุก ๆ อย่างก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อสายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับบางอย่าง.. “ซีรินญ่า!!” โจเซฟตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่งก่อนที่จะโผเข้าไปกอดคนรักของเขาในทันทีที่เห็นเธอ “ฉันจะไม่ยอมให้ใครพาเธอไปไหนอีกแล้ว” เดอะเลกออฟมิราเคิลกระซิบข้างหูของยอดดวงใจอย่างแผ่วเบาด้วยเสียงสะอื้น               หญิงสาวฉีกยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้พลางกอดตอบรับอย่างอบอุ่นหัวใจ “ขอบคุณนะ..” ซีรินญ่าถอนกอดออกก่อนที่ทั้งคู่จะจ้องตากันอย่างหยาดเยิ้ม และเป็นทางฝ่ายของโจเซฟที่ยื่นสองมือไปประคองใบหน้าอันสวยคมของหญิงสาวอย่างนุ่มนวล.. เขาค่อย ๆ โน้มหน้าของตัวเองเข้าไปใกล้จนปลายจมูกของทั้งคู่แนบชิด ลมหายใจปะทะกันฟืดฟาดราวกับจะผสานเป็นหนึ่งเดียว ฉับพลันริมฝีปากของชายหนุ่มก็เริ่มรุกรานเข้าไปสัมผัสสิ่งที่เขาถวิลหา ทางฝั่งรูปปากทรงกระจับสีชมพูอ่อนระเรื่อของสาวชาวสเปนิชก็เตรียมพร้อมในการตั้งรับอย่างเต็มใจ ก่อนที่ทั้งคู่จะประกบมันเข้าด้วยกันจนได้ในที่สุด.. คู่รักจูบกันอย่างดูดดื่มท่ามกลางสายตาของคนนับสิบที่กำลังรอที่จะออกเดินทาง           “อะแฮ่ม..” เสียงกระแอมของสตีฟดังขึ้นราวกับเป็นสัญญาณว่า “หมดเวลาแล้วเพื่อน” ก่อนที่โจเซฟและซีรินญ่าจะระริมฝีกปากออกจากกันด้วยความขวยเขิน และหลังจากนั้นทั้งหมดจึงได้ออกเดินทางกลับไปรวมกลุ่มกับคนที่เหลือในที่สุด