ดอกเหมยสีชาด

    กลุ่มอื่นมาหาเรื่อง

            เสี่ยวเชียนที่มาทันได้ยินก็ตะคอกขึ้น “หุบปากอันเหม็นเน่าของเจ้าไปเสียอี้ฮวาพี่สาวพี่ชายข้าเป็นคุณหนูคุณชายต่างเมือง พวกเขาหลงทางมาเหมือนกัน”

            “พี่สาวข้ารักษาพี่อาสุ่นช่วยชีวิตทุกคนเอาไว้ได้ เจ้ายังจะมาปรักปรำนางอีก”

            “พูดแต่ปากใครจะเชื่อเจ้า” อวี้ฮวายังคงเชิดหน้าต่อปากต่อคำ

            เสี่ยวเชียนก็ไม่ใช่คนจะยอมใครเช่นกัน“เจ้าก็พูดแต่ปาก คนที่เชื่อเจ้าก็เป็นคนโง่ แบร่..แบร่”

            หลินเฟยหลันแทบจะหลุดหัวเราะออกมา

            เสี่ยวเชียนตัวน้อยของข้าช่างสรรหาคำด่าได้ดีเหลือเกิน

            ได้รับการปกป้องจากคนแปลกหน้าเช่นนี้ก็ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก

            ชักจะชอบเด็กน้อยนี้เสียแล้ว

            จึงกวักมือเรียก“เสี่ยวเชียน มานี่”

            เสี่ยวเชียนจึงสะบัดตัวใส่อี้ฮวาอย่างใส่อารมณ์แต่พอมาอยู่ต่อหน้าพี่สาว สีหน้ากลับเปลี่ยนได้เร็วยิ่งนัก

            หลินเฟยหลันจึงลูบศีรษะเสี่ยวเชียนถือโอกาสนี้สั่งสอนไปด้วย “ผู้ใดจะคิดอย่างไร ย่อมไม่สำคัญ ยิ่งเป็นคนพาลยิ่งไม่ต้องไปเสวนาให้เสียเวลา เข้าใจหรือไม่”

            เสี่ยวเชียนจึงทำแก้มป่องพลางพยักหน้า

            นายหญิงบอกอะไรเสี่ยวเชียนจะเชื่อฟังนายหญิง

             

            หลังจากที่ได้กินน้ำต้มผักประทังท้องอีกมื้อหลินเฟยหลันก็บดยาทายาให้กับอาซู่ และไม่ลืมที่จะแบ่งให้คนเจ็บทั้งสามคน

            แต่นั่นก็ยังมีคนไม่เห็นความดีของนางอยู่

            “ทำไมพี่อาสุ่นไม่ฟื้นเสียที”ก็ยังคงเป็นอี้ฮวาที่เอะอะขึ้นอีก

            หลินเฟยหลันไม่คิดสนใจจึงไม่ตอบ

            อาหุยที่ดูแลลูกพี่ของตนมาตลอดทั้งคืนจึงตอบแทน “พี่อี้ฮวา ข้าว่ายาของพี่สาวเสี่ยวเชียนได้ผลดีมากแผลของพี่อาสุ่นเริ่มแห้งแล้ว เลือดก็ไม่ไหลแล้ว เพียงแต่พี่อาสุ่นตัวร้อนมีไข้จึงยังไม่ฟื้นเท่านั้นเอง”

            “มันจะมียาดีขนาดนั้นได้อย่างไรข้าไม่เชื่อ”

            “อี้ฮวา พอเถอะเจ้าเอาแต่เอะอะโวยวายอยู่ตลอด เจ้าต้องการอะไรกันแน่”

            “นั่นสิหากไม่ได้ยาของพี่สาวเสี่ยวเชียน อาสุ่นจะรอดหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย”

            “พวกท่านกำลังแช่งพี่อาสุ่น”

            “อี้ฮวา เจ้าก็เพลาๆ ลงหน่อยเถอะ”

            “ข้าเพลาอะไรข้าแค่พูดความจริง พวกท่านเข้าข้างคนนอก”

            “อี้ฮวา เจ้ามานี่”เป็นมารดาของอวี้ฮวาที่มาดึงบุตรสาวให้กลับไปนั่งกลับกลุ่มครอบครัว

            ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับอาสุ่นบุตรสาวของนางมักก่อเรื่องทุกครั้งไป ทำให้หลายคนเอือมระอา

             

            ผ่านไปอีกครึ่งวันกลุ่มที่ออกไปหาอาหารก็กลับมามือเปล่า ทุกคนจึงมีสีหน้าที่ไม่ดีนัก

            “อาสุ่นบาดเจ็บครั้งนี้พวกเราเองก็คงแย่”

            “พวกเราไปรอรับอาหารจากทางการดีไหม”

            “ครั้งก่อนพวกเราถูกตีมา ยังไม่เข็ดอีกหรือ”

            “แล้วจะทำอย่างไรกันล่ะ”

            พวกเขาไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้ตอนนี้ก็บ่ายแล้ว ใครบ้างไม่หิว

            ขณะที่ชาวบ้านในอารามกำลังปรึกษากันอยู่ก็มีเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนพุ่งเข้ามา

            ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาใบหน้าพวกเขาซูบตอบ ไม่ต่างกับกลุ่มชาวบ้านในอาราม บางคนถือไม้ บางคนกำกระบอง

            “พวกเรา ค้น!” เสียงตะโกนหนึ่งดังขึ้น

            หญิงชราโผเข้าบังหม้อดินเด็กน้อยร้องไห้ด้วยความตื่นตระหนก

            “อะไรน่ะ”

            “พวกเจ้าเป็นใคร”

            “เอ๊ะ...นั่นมันหม้อของข้า”

            “กรี๊ดดดด หยุดนะ”

            แต่ผู้มาใหม่มิได้ฟังคำอ้อนวอนใดชายคนหนึ่งพลิกหม้อจนหกเลอะพื้น

            ชาวบ้านในอารามถูกผู้บุกรุกผลักจนเซถอยจนล้มไปหลายคน

            สตรีและเด็กน้อยต่างกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวบางคนพยายามซ่อนตัวอยู่หลังเสาที่แตกหักขณะที่คนป่วยบนพื้นก็พยายามคลานหนีด้วยความยากลำบาก

            กลุ่มผู้บุกรุกเริ่มรื้อค้นทุกซอกทุกมุมพวกเขาทำลายข้าวของที่พอจะเหลืออยู่ แม้จะมีบุรุษวัยฉกรรจ์แต่ก็ไม่มีใครกล้าต่อกรกับกลุ่มชาวบ้านที่บุกเข้ามา

            เสี่ยวเชียนกอดหลินเฟยหลันไว้แน่นส่วนอาซู่ก็เอาตัวบังนายหญิงเอาไว้

            อาสุ่นที่ได้สติจึงตะโกนขึ้น“หยุดนะ พวกเจ้าทำอะไร”

            สือโถวมองกลุ่มของอาสุ่นด้วยสายตาหยามเหยียดและโกรธแค้น“ทำอะไร? เมื่อวาน หากไม่ใช่เพราะเจ้า กระต่ายตัวนั้นก็ต้องเป็นของพวกเราเพราะเจ้า ทำให้พวกเราไม่มีอาหาร ดังนั้น เจ้าต้องรับผิดชอบ”

            อาหุยจึงตะคอกกลับ“เหลวไหล กระต่ายนั่นพวกเราเป็นคนพบก่อน เป็นพวกเจ้าต่างหากที่เข้ามาแย่งทั้งยังแทงพี่อาสุ่นอีก”

            “เป็นเจ้าที่แทงพี่อาสุ่นข้าจะตีเจ้าให้ตาย”

            อี้ฮวาได้ยินดังนั้นก็โกรธจนไม่รู้สถานการณ์ นางพุ่งเข้าใส่ชายฉกรรจ์โดยที่คนในครอบครัวห้ามไม่ทัน

            เพียะ!

            แต่นางก็ถูกฝ่ามือหยาบของสือโถวตบจนหน้าหันไปอีกทาง

            อี้ฮวาเองก็โกรธไม่แพ้กัน“เจ้ากล้าตบข้า ข้าจะสู้ตายกับเจ้า”

            แต่นางก็ต้องชะงักและถอยหลังด้วยความหวาดกลัวเมื่ออีกฝ่ายชูมีดขึ้นมา

            อาสุ่นและกลุ่มของเขาจึงมายืนประจันหน้ากับกลุ่มของสือโถวที่บุกมา

             ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะปะทะกันอีกครั้งเสียงเฮที่ดังลอดเข้ามาก็ทำให้พวกเขาชะงัก

            ก่อนที่จะมีใครถามขึ้นมาก็มีชาวบ้านหลายคนวิ่งเข้ามาแล้วตะโกน “หนีเร็ว หนีเร็ว โจรสลัดบุก”

            ไม่ต้องรอให้มีใครบอกชาวบ้านต่างรีบลุกขึ้นมาแล้ววิ่งไปประตูทางออกจนเบียดเสียดกันแน่น มีหลายคนเสียหลักล้มลงแล้วถูกเหยียบซ้ำ