ปัง
เสียงพลุจากหน้าเมืองถูกจุดขึ้นเป็สีเขียว บ่งบอกว่ากิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นได้หมดเวลาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว และหลังจากเวลาผ่านไปพักใหญ่ๆเหล่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมก็ได้ทยอยกันเดินออกจากป่า ผู้คนมากมายได้มายืนรอกันหน้าเมืองที่ไม่ใช่เพราะมาเชียร์ แต่คงเป็เพราะมีการพนันกันไว้ซะมากกว่า และเมื่อทุกกลุ่มที่เหลือรอดได้มารวมตัวกันครบก็นับได้จำนวนได้ทั้งหมด 7 กลุ่ม โดยกลุ่มจากป่าทางเหนือล้วนมีแต่พวกหัวมอนสเตอร์ติดตัวกันมากลุ่มละ 1-2 หัว ส่วนทางทิศใต้ก็มีพวกที่กระเป๋าเต็มไปด้วยหลักฐานมากมาย
“เอาล่ะ ขอให้ทุกทีมส่งตัวแทนนำหลักฐานมาตรวจสอบด้วย” ออสตินประกาศให้ทุกคนได้ยิน
เหล่านักผจญภัยแต่ละทีมก็ได้ส่งตัวแทนไปส่งหลักฐาน ส่วนทีมของลูเทียร์ก็เป็เธอเองที่ขณะเดินก็ได้มองหาใครคนหนึ่ง จนกระทั่งเห็นคนที่กำลังมองหาก็ได้รีบทำธุระให้เสร็จ
ลูเทียร์วางหลักฐานตรงโต๊ะตรวจสอบ ก่อนจะเดินไปหาลุคที่เขากำลังยืนอยู่ท่ามกลางครูฝึกคนอื่น
“ฉันมีเื่จะคุยด้วย” เธอพุ่งเข้าไปกระซิบ
“รีบขนาดนั้นเลยหรอ?” ลุคสงสัยว่าเป็เื่อะไรกัน ที่ถึงต้องให้เขาไปคุยทันที
ลูเทียร์ลากลุคไปบริเวณที่ไม่มีคน ส่วนเื่คะแนนก็ให้อีฟเป็คนดูแลเผื่อมีอะไรที่ผิดปรกติ และเมื่อได้อยู่กันสองคนเ้าตัวก็ได้เล่าเื่ทั้งหมดให้กับอีกฝ่ายฟัง และสีหน้าของลุคหลังจากฟังเสร็จก็บ่งบอกได้เลยว่าเขากำลังคิดหนักอย่างมาก เพราะการจะพาใครเข้าเมืองนั้นไม่ใช่เื่ยากอะไร แต่การจะให้เอลฟ์มาอยู่ในเมืองที่มีผู้คนพลุกพ่านนั้นแทบเป็ไปไม่ได้เลย แถมอีกฝ่ายยังเื่มากอีกที่อยากเดินเล่นแบบเห็นตัวอีกทั้งหมดจึงยุ่งยากขึ้นกว่าเก่า โดยถ้ามีคนรู้เข้าออสตินก็อาจจะช่วยไม่ได้
“เธอรออยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวฉันมา” ลุครีบเดินกลับเข้าเมืองไปทันทีที่พูดจบ
“นายจะไปไหน!” ลูเทียร์ะโไล่หลังลุคไปแต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้หยุดตอบ
เมื่อถูกสั่งให้รออยู่ตรงนี่เพราะทำอะไรไม่ได้ลูเทียร์จึงต้องทำตาม ซึ่งเ้าตัวก็ได้เดินกลับไปรวมตัวกับอีฟและลอยด์ที่ยืนดูการนับคะแนนอยู่ และรอให้คนนับคะแนนนับคะแนนเสร็จ
“เอาล่ะค่ะ ถึงเวลาประกาศคะแนนแล้วค่ะทุกคน” เกรซขึ้นประกาศบนเวทีไม้เล็กๆ “ซึ่งทางเราได้รวบรวมกันเสร็จเป็ที่เรียบร้อยแล้วตอนนี้ ดิฉันที่ได้คุยกับคุณออสตินในตอนแรกว่าคงจะมีทีมที่ได้คะแนนสูงเป็พิเศษ แต่ดิฉันก็ไม่คิดว่าจะมีทีมที่ทำคะแนนได้สูงขนาดนี้ภายในสามวัน ซึ่งทีมนั้นก็คือ…ก็คือ…ก็คือ…ทีมของคุณพูล่าค่ะ!” สิ้นเสียงประกาศเสียงปรบมือมากมายก็ได้ดังขึ้น พร้อมกับชายหนุ่มหล่อเหลาผมสลวยที่ชื่อพูล่าก็ได้เดินขึ้นไปบนเวทีเพื่อรับรางวัล
ผู้คนมากมายบางคนมีสีหน้าพอใจกับผลประกาศ ส่วนก็มีบางคนที่สีหน้าไม่ค่อยดีหลังจากที่ได้ยินผลประกาศ จนพิธีมอบรางวัลแชมป์ได้จบลง
“ขอบคุณสำหรับการเสียเวลาและความเหน็ดเหนื่อยนะคะ” เกรซกล่าวขอบคุณพูล่าก่อนที่เขาจะเดินลงเวทีไป “เอาล่ะค่ะ ทีมที่สองนั้นคะแนนไม่ได้ต่างจะแชมป์ซักเท่าไหร่ โดยตอนแรกพวกเราลุ้นกันมากว่าว่าทีมไหนกันแน่ที่จะได้เป็ที่หนึ่ง แต่ทุกคนก็คงจะทราบกันแล้วว่าใครคือแชมป์ ส่วนรองแชมป์นั้นก็คือ…ก็คือ…ก็คือ..ทีมของคุณราลี่ค่ะ!” หญิงสาวผิวแทนพร้อมกับผมดำยาวได้เดินขึ้นไปรับรางวัลทันที ก่อนจะชูเงินรางวัลในมือขึ้นเหนือหัวให้คนอื่นได้เห็น
“ขอบคุณมากๆเลยค่ะคุณราลี่” เกรซกล่าวขอบคุณหญิงสาว พร้อมกับดึงมือกลับทันทีหลังจากที่อีกฝ่ายจูบหลังมือของเธอเสร็จ ก่อนจะเดินลงไปพร้อมกับส่งสายตาไปยังเกรซ
“เอาล่ะ เรามาต่อกับลำดับสุดท้ายกันดีกว่านะคะ ทีมนี้เป็ม้ามืดที่พวกเราทุกคนต้องใ ทีมนี้เราไม่รู้ว่าพวกเขามาจากไหนกันแน่ แต่ด้วยคะแนนและหลักฐานที่พวกเราได้รับมานั้น บ่งบอกได้ว่าพวกเขานั้นมีความสามารถที่น่าเหลือเชื่อมากๆ ซึ่งทีมนั้นก็คือ…ก็คือ…ก็คือ…ทีมของคุณลูเทียร์ค่ะ!”
ในตอนแรกนั้นทั้งสามคนที่คิดว่าตัวเองนั้นคงไม่ติดหนึ่งในสามแล้วก็ได้ไปนั่งพักอยู่มุมหนึ่งในงาน จนกระทั่งการประกาศของเกรซได้ไปกระตุกอะไรบางอย่างในใจของอีฟ เธอจึงได้ชวนอีกสองคนไปยืนฟังใกล้ๆว่าใครคือทีมที่สามที่จะได้รางวัลกันแน่ และผลประกาศก็ออกมาว่าเป็ทีมของลูเทียร์นั้นเอง ทั้งสามคนไม่รอช้าได้เขากอดกันแน่นพร้อมกับะโไปมา ก่อนที่ลูเทียร์จะผละตัวขอขึ้นไปรับรางวัล
“ขอบคุณมากเลยนะคะสำหรับความพยายามในครั้งนี้ ” เกรซกล่าวขอบคุณลูเทียร์ก่อนที่เธอจะเดินลงเวทีไป
“ส่วนสำหรับอีกสี่ทีมที่เหลือ หลังจบกิจกรรมนี้แล้วสามารถไปรับเงินตามคะแนนที่ได้ด้วยนะค่ะ” เกรซกล่าวก่อนจะส่งต่อให้ออสตินที่ยืนรออยู่
“ตอนนี้ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดมากนักหรอก จะมีก็แต่ขอบคุณมากๆที่ทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมนี้ และขอให้ทุกคนอย่าลืม่เวลาที่ได้พยายามนี้ด้วยกัน และเพื่อไม่ให้เสียเวลา ขอจบกิจกรรมนี้เป็ ณ บัดนี้” พอพูดจบเ้าตัวก็ได้จะเดินลงเวทีไป แต่ก็ได้หยุดเดินและประกาศอะไรบางอย่างอีกนิดหน่อย “โอ้เกือบลืมไปทุกคน วันนี้ที่กิลด์มีงานเลี้ยงนะทุกคน อย่าลืมไปร่วมฉลองกันด้วยล่ะ”
ทุกคนหลังจากกิจกรรมได้จบทั้งหมดก็ได้ทยอยเดินกันเข้าเมืองเพื่อไปงานเลี้ยงที่ถูกจัดขึ้น ซึ่งจะมีก็แต่กลุ่มของลูเทียร์ที่เธอยังคงยืนอยู่ที่บริเวณหน้าเมืองเพื่อรอลุค ซึ่งก็รอไม่นานอีกฝ่ายก็ได้มาถึงพร้อมกับเร่งให้ลูเทียร์เดินนำทางไปหาคนคนนั้น
ทั้งสี่ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็ได้เข้ามาถึงจุดหนึ่งในป่า ก่อนที่ลูเทียร์จะบอกว่าอีกฝ่ายน่าจะอยู่แถวๆนี้ แต่ทุกคนก็ไม่เห็นใครสักคนแม้แต่วัตว์สักตัวก็ไม่มี จนกระทั่งชายคนหนึ่งได้ปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่า
“ข้าก็รอตั้งนานกว่าที่พวกเ้าจะมา” โลเวลปรากฏตัวพร้อมกับสีหน้าเบื่อหน่าย
“นายนี่เสียงคุ้นๆนะ” ลุคเดินไปคุยกับโลเวลตรงๆด้วยความสงสัย
“เ้าคงจะคิดไปเองน่า เอลฟ์อย่างพวกเราหน้าตากับเสียงก็คล้ายๆกันหมดนั้นแหละ”
ที่จริงแล้วสำหรับโลเวลนั้นนี่เป็ครั้งที่สามแล้วที่เจอกับลุค ครั้งแรกคือตอนที่สู้กับงูั์ที่ลุคเป็คนล่อออกมาจากถ้ำ และทางทหารเอลฟ์ของโลเวลก็ได้เป็คนจัดการต่อ ส่วนครั้งที่สองก็คือตอนที่ลุคสู้กับเลน่า แต่ตอนนั้นลุคไม่ได้เห็นเพราะว่าโลเวลล่องหนอยู่
“ฉันได้ยินว่านาย้าจะเข้าเมืองเพื่อไปศึกษาวิถีชีวิตของพวกเรา แต่จากเมื่อกี้เวทย์ตรวจจับของฉันแทบจะััตัวของนายแทบไม่ได้ ทำไมถึงไม่แอบเข้าไปข้างในเองล่ะ” ลุคนั้นแทบจะเป็ที่หนึ่งในด้านเวทย์ควบคุมและเวทย์ตรวจจับภายในเมือง แต่กลับโลเวลนั้นเขาแทบจะไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายอยู่ตรงไหนตอนแรก จะรับรู้ได้ก็ตอนที่ใบไม้ตรงพื้นที่โลเวลเดินเหยียบขยับจึงทำให้ลุครู้
“ก็ตามที่ข้าได้บอกผู้หญิงคนนั้นไปว่าข้า้าจะไปััโดยตรง ถ้าแอบเข้าไปแบบล่องหนข้าก็ัักับประสบการณ์นั้นไม่ได้น่ะสิ” โลเวลยังคงตอบกลับด้วยเหตุผลเดิมแม้มันจะดูไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด
“ได้ งั้นก็ตามมาแต่ตอนแรกนายจะต้องหายตัวเข้าไปก่อน เดี๋ยวที่เหลือจะบอกเอง” ลุคและคนอื่นก็ได้เตรียมตัวเดินกลับเข้าเมืองกันทันทีที่ตกลงเสร็จ แต่ก็ได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น
แก็ก
เสียงกิ่งไม้หักบริเวณหนึ่งก่อนที่เสียงวิ่งหนีจะดังขึ้น ลุครู้ได้ทันทีว่ามีคนได้ยินเื่ที่พวกเขาคุยกัน และถ้าคนอื่นรู้เข้าคงเป็เื่ใหญ่แน่นอน ทั้งหมดจึงได้ออกวิ่งไล่คนคนนั้นในทันที
ทั้งสี่และอีกหนึ่งคนได้วิ่งตามคนปริศนานั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สุดท้ายโลเวลจะเป็คนจับได้โดยถูกมัดไว้ด้วยเถาวัลย์กับต้นไม้
“นี่มันคนดูแลงานนี่” ลูเทียร์หันไปบอกกับลุค ก่อนที่ชายสวมชุดมิดชิดจะถูกเปิดหน้ากากผ้าออก
“คนดูแลงานหรอ? ตอนแรกก็คิดว่าไม่มีคนตามมาแล้วนะ เอายังไงต่อดีล่ะทีนี้” ที่จริงตอนเดินเข้าป่ามาลุคก็ได้ใช้เวทย์ตรวจจับตรวจเรื่อยๆเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครตามมา แต่สุดท้ายก็พลาดจนโดนเห็นจนได้
“ใครใช้เวทย์ลบความทรงจำได้บ้าง” ลุคหันไปถามทุกคน ก่อนจะตบหน้าผากตัวเองเพราะเขาเป็คนฝึกทุกคนเองกับมือ การรู้ว่าใครใช้เวทย์อะไรได้จึงต้องรู้เป็ธรรมดา
“ข้าน่าจะใช้ได้ แต่ไม่เคยทำมาก่อนน่ะสิ” โลเวลเสนอตัวเพราะเวทย์ของเอลฟ์สามารถดัดแปลงได้ แต่เขานั้นไม่ได้ใช้เวทย์สายนั้นเป็หลักจึงไม่ได้ชำนาญมาก
“ไม่ต้องล่ะ เดี๋ยวจะตายเปล่าๆ” ลุคเดินไปใกล้ๆชายคนนั้นก่อนจะตรวจดูอีกฝ่ายว่าเป็ใคร
คนตรวจสอบคนนี้จากสายตาของลุคนั้นอายุน่าจะอยู่ใน่ 20 ต้นๆ ถูกฝึกมาเป็นินจาจึงมีเวทย์ล่องหนที่ชำนาญมาก ทักษะในการต่อสู้ที่อยู่ในขั้นสูง แต่ที่แปลกก็คือโลเวลสามารถจับชายคนนี้ได้ ลุคจึงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เกี่ยวกับเพื่อนต่างเผ่าพันธุ์
“พวกคุณทำผิดกฏของเมือง ยังไงก็ต้องมีคนรู้อยู่ดี ถึงจะฆ่าผมไปยังไงคนอื่นก็ต้องตามสืบว่าผมหายไปไหน” เ้าตัวยังคงพยายามดิ้นให้หลุดจากเถาวัลย์ที่พันตัว
“ได้ๆ แต่นายชื่ออะไรนะ พวกเราจะได้เรียกชื่อของนายถูก” ลุคถามแต่อีกฝ่ายกลับเงียบใส่
“งั้นชื่อ ซากาโมโตะแล้วกัน แล้วซากาโมโตะนายไม่คิดว่ามันเป็เื่ดีรึไง ที่มนุษย์และเอลฟ์จะได้สานสัมพันธ์กัน นายก็เคยได้ยินเื่เล่าหนิที่พวกเราและเอลฟ์ต่างไม่ค่อยถูกกัน ถ้าทั้งสองผูกสัมพันธ์กันอาจจะทำให้ทุกคนมีความสุขก็ได้ ” ลุคพยายามหว่านล้อมด้วยสิ่งที่เป็ผลดีในอนาคต
“ยังไงพวกคุณก็ทำผิดกฏของเมืองอยู่ดี จะพูดยังไงผมก็ไม่ยอมง่ายๆหรอก”
“งั้นก็ได้ มาเล่นไม้นี้กันดีกว่า” ลุคล้วงไปหยิบกระดาษจากกระเป๋าคาดเอวพร้อมกับปากกา ซึ่งทุกคนที่มองอยู่ก็ได้แปลกใจว่าจะหยิบขึ้นมาทำไม
“ฉันเขียนจดหมายเอาไว้ว่านายเป็เพื่อนที่แสนวิเศษ ถ้านายเอาไปส่งที่โรงเตี้ยมให้กับคนที่ชื่อว่าลาน่า นายจะได้รับการบริการที่พิเศษมากๆ ซึ่งมันอาจจะเป็ครั้งเดียวในชีวิตของนายก็ได้ เพราะจากสายตาของฉันแล้ว นายคงจะต้องอยู่ในโรงฝึกที่มีแต่ผู้ชาย และคงฝึกทุกวันจนไม่มีเวลาไปสนใจอย่างอื่น แต่พอนายเริ่มได้มาทำภารกิจ โลกของนายก็คงจะกว้างขึ้นและเห็นอะไรมากมาย และสิ่งนั้นก็คงเป็สาวๆที่นายไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะได้แตะต้องพวกเธอแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นคิดให้ดีๆ เพราะฉันคิดว่านิสัยอย่างนายผู้หญิงต้องชอบแน่ๆ ฉันเลยยื่นข้อเสนอนี้ให้นาย” พูดจบก็ได้ยัดจดหมายนั้นใส่มือของซากาโมโตะที่ลุคตั้งชื่อให้ ก่อนที่จะบอกให้โลเวลปล่อยตัวนินจาหนุ่มคนนี้ไป ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้วิ่งหายไปทันที
“ปล่อยไปแบบนี้จะไหวหรอ ถ้าพวกเราเดินไปถึงหน้าเมืองแล้วโดนล้อมจับจะแย่เอานะ” ลูเทียร์ถามกับลุค เพราะดูท่าทางเขาจะมั่นใจว่าแผนของตัวเองจะได้ผล
“ไม่รู้สิ คงต้องลองเสี่ยงเอา” หลังจากหมดปัญหาลุคก็ได้เดินทางต่อ โดยมีคนอื่นๆที่ยังไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรในภายหน้า และเมื่อทั้งหมดเดินมาถึงจุดหนึ่งโลเวลก็ได้หายตัวไป จนกระทั้งทั้งสี่เดินทางมาถึงหน้าเมืองที่มีทหารยามยืนเฝ้าอยู่
ลุคเดินเข้าไปพร้อมกับยื่นบัตรให้ทหารดู แต่ทางด้านของสามคนข้างหลังดันทำท่าทางลุกลนแปลกๆ ทหารที่ยืนอยู่จึงมองว่าผิดสังเกตและ้าสอบถาม ซึ่งลุคก็ได้ตอบแทนให้ว่าทั้งสามอยากเข้าห้องน้ำมาก เพราะระหว่างทางต้องรีบเร่งเลยไม่มีเวลาให้หยุดพัก และก็ดูเหมือนว่าคำตอบของลุคจะทำให้ทั้งหมดรอดตัวมาได้
หลังเข้าเมืองมาได้ทั้งหมดก็ได้เดินไปยังที่เปลี่ยว เพื่อให้โลเวลปรากฏตัวออกมาและคุยกันต่อว่าเื่หลังจากนี้จะเอายังไง ซึ่งเมื่อเจอหน้าลุคก็ได้เล่าเื่ของอาติแฟคชิ้นหนึ่งให้อีกฝ่ายฟัง โดยมันมีความสามารถที่จะเปลี่ยนหน้าตาของผู้ใช้ได้ตามใจนึก แต่ปัญหามันที่ว่าอาติแฟคชิ้นนั้นดันอยู่กับลาลัส และคนอย่างหมอนั้นจะไม่ยอมที่ให้ตัวเองขาดทุนเด็ดขาด ดังนั้นลุคจึงให้โลเวลหาอะไรก็ได้มายื่นข้อเสนอกับอีกฝ่าย
“ทำไมเราไม่ขโมยมันมาเลยล่ะ” ลูเทียร์ถามลุค
“ไม่ได้ ฉันกับลาลัสทำสัญญากันไว้ ถ้าเ้านั้นรู้ว่าของที่หายไปเกี่ยวกับฉัน ทุกอย่างที่ทำมาก็สูญเปล่า” ที่ติดอยู่ก็เพราะสัญญาแลกเปลี่ยน ที่ลุคแลกข่าวกับเงินค่าสิ่งประดิษฐ์ในอนาคตของเขา ดังนั้นถ้าเกิดเื่และอีกฝ่ายรู้เข้า จำนวนเงินที่ต้องจ่ายนั้นลุคทำงานทั้งชาติอาจจะยังไม่พอจ่าย
“เื่การเจรจาไม่ต้องห่วง เชื่อมือข้าได้” โลเวลพูดขึ้นมาจนที่เหลือใ ก่อนที่เ้าตัวจะหยิบผ้าจากไหนไม่รู้มาปิดตัว
“เอ้อ แล้วไอ้จดหมายนั้นมันยังไงกัน นายจะทำอะไรให้ยัยนั้น เขาถึงยอมช่วยหรอ” ลูเทียร์ถามขึ้นมาจนคนที่เหลือก็คิดตามเหมือนกัน
“ก็แค่ให้พวกเธอทั้งสามคนไปช่วยงานที่โรงเตี้ยมสักสามวันฟรีๆละมั้ง”
“อะไรนะ! x3” ทั้งสามใกับคำตอบของลุคทันทีที่ได้ยิน
“จะว่าฉันก็ไม่ได้ คนก่อปัญหาคือพวกเธอเอง ถ้าปฏิเสธหมอนั้นได้ก็ไม่ต้องไปทำแล้ว แล้วก็ที่เหลือฉันจัดการเอง พาพวกเธอไปก็ขวางทางเปล่าๆ กลับไปพักผ่อนไป” พูดจบลุคก็เดินหนีไปพร้อมกับโลเวลที่เดินตามไปติดๆ ทิ้งให้สามคนยืนมองหน้ากัน
ลุคและโลเวลเดินทางผ่านซอยมากมายจนมาถึงหน้าร้านของลาลัส ที่ตอนนี้เจสันยังคงยืนคุมหน้าร้านเอาไว้อยู่เหมือนเดิม แต่ครั้งนี้หมอนี่ไม่ได้เข้าไปหาเื่ลุคเพราะโลเวลจัดการสะกดจิตตามคำขอของลุค ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้าไปอย่างสบายๆ
“นี่พวกเ้าจับคนมาขายกันอย่างนี้เลยหรอ” โลเวลถามทันทีที่เห็นภายในเป็ร้านขายทาส ที่มีคนและมนุษย์สัตว์ถูกวางเรียงกันอย่างดีข้างในห้องกระจก
“อย่าไปสนใจเลย พวกนี้บางคนก็ถูกขายเพราะครอบครัวไม่มีเงิน บางส่วนก็ถูกจับมาขาย ชีวิตใครชีวิตมัน” ลุคเดินหน้าต่อไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะแสดงสีหน้ายังไง จนได้มาถึงห้องที่ลาลัสอยู่
เขาเปิดประตูเข้าไปก็เจอลาลัสที่ยังคงนั่งเก้าอี้ตัวเดิม พร้อมกับคำทักทายคำเดิมที่ลุคจะได้ยินทุกครั้งที่เขาได้มาหาอีกฝ่าย
“ฉัน้าหน้ากากไร้รูป”
ลูกน้องทั้งสี่คนของลาลัสที่ยืนอยู่ได้ชักอาวุธขึ้นมาทันที แต่ก็ได้ถูกลาลัสห้ามเอาไว้ ก่อนที่เ้าตัวจะถามถึงเหตุผลที่ตัวของลุคนั้น้าหน้ากากอันนี้ ซึ่งเขาก็ได้แสดงให้ดูว่าทำไมเขาถึง้าหน้ากากอันนี้ด้วยการให้โลเวลเปิดเผยตัว
ลูกน้องทั้งหมดของลาลัสชักอาวุธขึ้นมาอีกครั้งที่เห็นโลเวลอยู่ตรงหน้า เนื่องจากไม่กี่สัปดาห์ก่อนพวกเขาเพิ่งจะถูกเอลฟ์เล่นงานมาอย่างหนัก และไม่ทันที่เ้านายอย่างลาลัสจะได้เอ่ยปากห้าม หนึ่งในลูกน้องก็ได้วิ่งตรงไปหาโลเวลก่อนที่จะถูกจับทุ่มลงกับพื้นเมื่อเข้ามาในระยะ
“ตอนนี้ข้าพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมแกถึง้าหน้ากากนั้น แต่ไอ้จะให้ง่ายๆมันก็ได้ได้นะสิ พ่อค้าอย่างข้าเื่กำไรขาดทุนมันเป็เื่สำคัญ แล้วพวกแกทั้งสองคนจะเอาอะไรมาแลกไปล่ะ” ลาลัสยังคงไม่แสดงท่าทีอะไรออกมาแถมยังกล้าตอบกลับขณะที่ตัวเองอาจจะถูกฆ่าตอนไหนก็ได้
“ไอ้เื่นั้นนะหรอ ข้ามีสิ่งที่เ้าน่าจะพอใจอยู่เหมือนกัน” โลเวลล้วงมือไปหยิบม้วนกระดาษบางอย่างออกมาจากข้างในเสื้อ ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะ
ลาลัสหยิบไปเปิดดูก่อนจะโยนกลับคืนพร้อมกับบอกว่าเขาอ่านภาษาเอลฟ์ไม่ออก ซึ่งพอโลเวลได้ยินอย่างนั้นก็ได้หยิบม้วนกระดาษมากางลงบนโต๊ะ ก่อนจะวางมือลงบนม้วนกระดาษพร้อมกับส่งมานาเข้าไป และหลังจากนั้นไม่นานตัวอักษรภาษาเอลฟ์ก็ได้กลายเป็ภาษาที่มนุษย์นั้นใช้กัน ก่อนที่จะส่งกลับไปให้ลาลัสอีกครั้ง
“หือ ใบอนุญาตการพักอาศัยชั่วคราวหรอ? ของแค่นี้ข้าหาที่ไหนก็ได้ไม่เห็นจำเป็ต้องไปที่เมืองเอลฟ์เลย” ลาลัสที่บ่นออกมาก็ยังคงอ่านมันต่อไป
“อะแอ้ม งั้นข้าขออธิบายว่าทำไมข้าถึงให้ใบอนุญาตพักอาศัยชั่วคราวก่อนละกัน” ลาลัสหยุดอ่านก่อนจะหันมาฟังโลเวลอธิบาย “ภายในเมืองเอลฟ์นั้นมีมาตรการการป้องกันที่แ่า เื่ผู้บุกรุกนั้นเ้าสามารถหายห่วงได้สบาย แถมข้ายังเขียนเอาไว้อีกด้วยว่าให้ดูแลเ้าเหมือนแขกที่มาเยี่ยมเมือง และเ้าจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ก็ได้จนกว่าจะพอใจ แต่เ้าจะไม่สามารถเข้าไปในเขตเมืองหลวงได้ ดังนั้นเื่การโดนศัตรูไล่ล่าเ้าก็หายห่วงไปได้เลย ”
ลาลัสพยักหน้าพร้อมกับใช้ความคิดเปรียบเทียบผลได้ผลเสีย ก่อนที่จะฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง
“เดี๋ยวก่อน ทำไมแกถึงมีอำนาจมากมายขนาดนี้ แกเป็ใครกันแน่” ลาลัสสงสัยว่าโลเวลเป็ใคร เพราะถ้าเป็เอลฟ์ทั่วไปคงไม่มีอำนาจขนาดนี้ แต่กับชายตรงหน้านี้เหมือนกับว่าจะทำอะไรก็ได้ตามใจ เปรียบเสมือนว่าเป็เ้าของเมือง
“สงสัยข้าจะลืมแนะนำตัวไปซินะ ข้า โลเวล บุตรแห่งเรนเดลและเอวา เป็บุตรชายของกษัตริย์และราชินีแห่งเมืองวาซูริ หรือจะเรียกว่าเ้าชายก็ได้”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เดี๋ยวก่อนนะ แกจะบอกว่าเป็เ้าชาย ที่หนีออกมาจากเมืองมาวิ่งเล่นในเมืองมนุษย์อย่างนั้นหรอ”
ลาลัสพร้อมกับลูกน้องอีกสี่คนในตอนนี้ได้หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ เนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อว่าโลเวลนั้นเป็เ้าชายในเมืองเอลฟ์จริงๆ ส่วนลุคนั้นก็รู้สึกไม่เชื่อเหมือนกัน เพราะเ้าชายที่ไหนมันจะหนีออกมาจากเมืองที่สุขสบาย แล้วมาใช้ชีวิตเร่ร่อนในต่างถิ่น
“ข้ากล้าทำสัญญานะ เพราะข้าพูดความจริง แล้วเ้าล่ะ กล้ารึเปล่า” โลเวลเดินไปใกล้ลาลัสก่อนจะยื่นมือออกไป
เวทย์สัญญานั้นก็ตรงตามชื่อ มันคือเวทย์ที่จะผู้มัดผู้ทำสัญญาด้วยคำที่พวกเขาพูดกัน โดยการจะทำนั้นต้องมีคำมั่นสัญญาและบทลงโทษ คำมั่นสัญญาคือสิ่งที่คนคนนั้นจะทำ ส่วนบทลงโทษนั้นมักจะรวมไปกับคำมั่นสัญญาของผู้ทำหรือเป็ข้อตกลงร่วมกันที่เห็นพ้องแล้ว
“ได้สิ ถ้าแกโกหก ข้าจะให้แกทำงานกับรับใช้จนกว่าจะตาย” ลาลัสพูดไปพร้อมกับยิ้มเ้าเล่ห์
“ตามที่เ้าพูดก็ได้ แต่ถ้าข้าพูดจริงหน้ากากนั้นข้าขอเป็สมบัติส่วนตัวเลยละกัน”
ทั้งสองได้จับมือกันก่อนที่จะส่งมานาเข้าไปในระหว่างมือพร้อมกับแสงสีขาวที่สว่างขึ้นมาด้านใน
“คำสัญญาของข้า ถ้าข้าโกหกว่าเป็ไม่ใช่บุตรชายของเรนเดลและเอวา ข้าจะยอมทำงานกับมนุษย์ผู้ชายที่ชื่อลาลัสคนนี้ ตราบจนกว่าอีกฝ่ายจะสิ้นอายุไข”
“คำสัญญาของข้า ถ้าเอลฟ์ชื่อโลเวลนั้นพูดจริง ข้าจะแลกหน้ากากไร้รูปกับใบอนุญาตการพักอาศัยชั่วคราว แต่ถ้าข้าไม่ส่งหน้ากากให้ ขอให้ทรมาณจนกว่าจะทำตามสัญญา”
หลังจากสิ้นคำพูดแสงสว่างข้างในมือทั้งสองก็ได้พุ่งออกจากมือ ตรงเข้าไปที่หัวใจของทั้งคู่เป็อันจบพิธี แต่นั้นก็เหมือนแค่จุดเริ่มต้น เพราะขั้นตอนต่อไปคือการทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ซึ่งถ้าโลเวลทำผิดคำสัญญาเขาก็จะมีตราทาสขึ้นมาบนตัว และนี่ก็เป็เวลาหลายนาทีแล้วแต่กลับไม่เกิดอะไรขึ้น ข้อสรุปจึงออกมา
“ชิ แกพูดจริงสินะว่าเป็เ้าชาย” ลาลัสที่ใจจดใจจ่อกับผลลัพธ์ที่เขาควรจะเป็ผู้ชนะ แต่สุดท้ายมันกลับไม่เป็อย่างที่หวัง เขาเลยจำใจบอกลูกน้องให้เอาหน้ากากอันนั้นมาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“สิ่งของเวทมนตร์จากอดีตกาลอายุเกือบ3000ปี จะเอาก็เอาไปยังไงข้าก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี” ลาลัสวางมันลงบนโต๊ะเสียงดัง พร้อมกับจ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตา
หน้ากากสีขาวนวลไม่มีจุดเด่นอะไรได้มาอยู่บนมือของโลเวล ก่อนที่จะพลิกดูพร้อมกับส่งให้ลุคตรวจสอบ ทางลุคก็ได้ทำการพลิกดูไปมาเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย หลังจากดูแน่ชัดแล้วว่าไม่ใช่ของอันตรายก็ได้ส่งคืนกลับไปให้โลเวล เมื่อสบายใจแล้วว่าไม่ใช่ของอันตราย หน้ากากก็ได้ถูกสวมโดยเ้าของใหม่ในทันที
“ข้าไม่เห็นรู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย” โลเวลพูดออกมาพร้อมกับมองไปหาทุกคน โดยที่หน้ากากมันได้หายไปเหมือนกลับมันล่องหน
“แกต้องคิดก่อนว่า้าหน้าแบบไหน” ลาลัสบอกก่อนจะสูบซิก้าต่อ
เมื่อรู้วิธีใช้เ้าตัวจึงได้หลับตานึกใบหน้าที่ตัวเอง้า และเพียงเวลาไม่นานใบหน้าของโลเวลก็ได้เปลี่ยนไป กลายเป็ชายหนุ่มมนุษย์ผมดำยาวที่มีใบหน้าสวยงาม ก่อนที่ลุคจะเดินไปดูว่าเป็ยังไง
“มันก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมเท่าไหร่” ก็อย่างที่ลุคบอกเพราะโลเวลหน้ายังเหมือนเดิมแค่ไม่มีหูที่ยาว และสีผิวที่เข้มขึ้นเล็กน้อย
“ก็ข้าคิดว่าใบหน้าของข้าดูดีอยู่แล้ว” โลเวลเดินไปส่องกระจกที่อยู่ในห้องพร้อมกับชมตัวเอง
“กลับไปได้แล้วไป แล้วแกก็มายกเลิกสัญญาซะจะได้จบๆเื่” ลาลัสกล่าว
หลังจากดูใบหน้าตัวเองจนพอใจโลเวลก็ได้เดินไปจับมือกับลาลัส ก่อนที่ทั้งคู่จะพูดว่ายกเลิกสัญญาซึ่งมันก็คือวิธีการยกเลิกเวทมนตร์นี้ แล้วลุคและโลเวลก็ได้เดินออกจากห้องนี้ไปด้วยท่าทางมีความสุขของโลเวล กับการจะได้ท่องเที่ยวในดินแดนมนุษย์ที่เ้าตัวใฝ่ฝัน
“แยกกันตรงนี้แหละ” ลุคพูดเมื่อมาถึงถนนหลักของเมือง
“เดี๋ยว! คืนนี้ข้าขอไปพักที่พักเ้าก่อนได้ไหม พอดีข้ายังไม่คุ้นชินกับเมือง”
“นายก็เอาของไปแลกแล้วไปนอนโรงแรมไม่ง่ายกว่าหรอ?” ลุคพยายามสลัดเอลฟ์ตนนี้ให้หลุด
“แหวนวงนี้แลกกับค่าที่พัก ข้าว่าเ้าน่าจะสนใจนะ” โลเวลชูแหวนเงินที่นิ้วกลางให้ลุคดู ก่อนจะอธิบายว่ามันคือไอเทมของเอลฟ์ที่สามารถทำให้ติดต่อกับคนอื่นได้ ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน
“ก็ได้ แล้วอย่าหาว่าไม่เตือนละกัน” ลุครับแหวนวงนั้นมาก่อนจะใส่มันลงในกระเป๋าคาดเอว
เมื่อตกลงกันเสร็จทั้งคู่ก็ได้เดินเข้าถนนหลักท่ามกลางผู้คนที่กำลังจับจ่ายใช้ส่อย พร้อมกับพระอาทิตย์ที่ค่อยๆตกดินไปทีละนิด