ตอนที่ 53: ทาบทาม Hacker
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของคนกลุ่มหนึ่งดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินแคบ ๆ ของอาคารสำนักงานบริษัทติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตในยามวิกาล ผู้พันวุฒิเดินนำหน้าด้วยท่าทีขรึม ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง ด้านหลังของเขาคือผู้กองเมย์ หญิงสาวในชุดสูททะมัดทะแมงที่เตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ และ ดร.น้ำฟ้า นักจิตวิทยาคลินิกสาวที่มาพร้อมกับกระเป๋าเอกสารสีดำใบเล็ก ท่าทางของเธอสงบนิ่งและเยือกเย็น แตกต่างจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองที่กำลังอยู่ในภาวะตึงเครียด
เป้าหมายของพวกเขาคือห้องเซิร์ฟเวอร์ควบคุมระบบไอทีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังประตูลับที่ปลายสุดของทางเดิน ที่นั่นคือรังของ 'ริน' แฮกเกอร์หนุ่มฝีมือฉกาจที่ทางตำรวจต้องการตัวมาร่วมงาน เพื่อช่วยถอดรหัสลับของแอปพลิเคชันบงการจิต
ผู้พันวุฒิยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุด ก่อนจะเคาะประตูเหล็กบานหนาตามจังหวะรหัสผ่านที่สืบมา ไม่นานนัก เสียงปลดล็อกกลอนประตูดังคลิก บานประตูค่อย ๆ แง้มเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าซีดเซียวของชายหนุ่มร่างผอมบาง ดวงตาของเขาลึกและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ผมเผ้าดูยุ่งเหยิงจากการทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง
"พวกคุณเป็นใคร" รินถามเสียงสั่น ถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ
"ผมผู้พันวุฒิ ส่วนนี่ผู้กองเมย์ และดร.น้ำฟ้า" ผู้พันวุฒิแนะนำตัวพร้อมกับแสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ "เราอยากขอคุยด้วยหน่อย ริน"
รินเบิกตากว้างเมื่อได้ยินชื่อและเห็นบัตรตำรวจ เขารีบผลักประตูเพื่อจะปิดมันลงทันที แต่ผู้พันวุฒิไวกว่า เขายื่นมือหนาไปดันประตูเอาไว้ได้ทันท่วงที
"เดี๋ยวสิริน เรารู้ว่าคุณมีความสามารถและรู้เรื่องแอปพลิเคชันของรัชชาดีที่สุด เราไม่ได้มาจับกุมคุณนะ เรามาขอความช่วยเหลือ" ผู้พันวุฒิพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงประนีประนอมที่สุด
"ผมไม่ช่วย! ผมไม่อยากยุ่งกับตำรวจ! ออกไปให้พ้น!" รินตะโกนลั่น ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตเกี่ยวกับคดีความและการถูกจองจำในโลกมืดทำให้เขารู้สึกหายใจติดขัดจนหน้าอกสะท้าน
แต่สิ่งที่ทำให้รินหวาดกลัวยิ่งกว่าการถูกสืบสวน คือแผลลึกในจิตใต้สำนึก ภาพใบหน้าของ 'รัชชา' หญิงสาวผู้โหดเหี้ยมที่เคยใช้อำนาจคลื่นสะกดจิตทำร้ายร่างกายของเขาในห้องนอนหรู และบงการระบบเน็ตส่งคลื่นความถี่สูงมาสะกดสั่งให้เขาและเพื่อนร่วมงานสมสู่กันกลางออฟฟิศ ท่ามกลางภาพกล้องวงจรปิดที่บันทึกความอัปยศเหล่านั้นไว้ ความอับอายและความเจ็บปวดในครั้งนั้นยังคงหลอกหลอนเขามาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เขากลายเป็นคนหวาดระแวงและปิดกั้นตนเองจากสังคมภายนอก
น้ำฟ้าซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ เริ่มจับสังเกตอาการตื่นตระหนกของรินได้ทันที เธอเห็นข้อมือที่สั่นระริก แววตาเลื่อนลอยสับสน และเหงื่อกาฬที่ผุดซึมตามขมับ อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความกลัวตำรวจธรรมดา แต่มันคือปฏิกิริยาของสภาวะบอบช้ำทางจิตใจและร่างกายอย่างรุนแรง
"ผู้พันคะ ผู้กองคะ รบกวนรออยู่ข้างนอกสักครู่นะคะ" น้ำฟ้าหันไปกระซิบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสอง "ขอฉันเข้าไปพูดคุยและประเมินอาการกับเขาตามลำพังก่อน"
ผู้พันวุฒิลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตามั่นคงของน้ำฟ้า เขาก็พยักหน้าตกลง "ระวังตัวด้วยนะครับด็อกเตอร์"
น้ำฟ้าค่อย ๆ แทรกตัวผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้ แล้วปิดบานประตูลงอย่างแผ่วเบาเพื่อตัดเสียงรบกวนจากสิ่งเร้าภายนอก ภายในห้องทำงานเซิร์ฟเวอร์นั้นค่อนข้างมืดสลัว มีเพียงแสงสีฟ้าจากหน้าจอมอนิเตอร์หลายสิบจอที่กะพริบข้อมูลโค้ดคอมพิวเตอร์วิ่งผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว อากาศเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศและมีกลิ่นอับจาง ๆ
"สวัสดีค่ะริน ฉันชื่อน้ำฟ้านะคะ" น้ำฟ้าเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและสม่ำเสมอ เธอรักษาระยะห่างที่เหมาะสม ไม่ขยับเข้าไปใกล้เขามากเกินไปเพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าโดนคุกคาม
รินถอยกรูดไปจนชิดมุมกำแพงห้อง มือสองข้างกอดอกแน่นเพื่อสร้างเกราะป้องกันตัวเอง "คุณเข้ามาทำไม ออกไปนะ! ผมไม่มีอะไรจะคุยกับพวกคุณ!"
"ฉันรู้ค่ะว่าคุณกำลังตื่นตระหนก และเข้าใจดีว่าทำไมคุณถึงไม่อยากคุยกับตำรวจ" น้ำฟ้าพูดช้า ๆ ด้วยกระแสเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงความหนักแน่น "แต่ฉันไม่ใช่ตำรวจนะคะ ฉันเป็นเพียงนักจิตวิทยาคลินิกและนักบำบัดเฉพาะทาง หน้าที่ของฉันไม่ใช่การสืบสวนหาความผิด หรือการนำใครไปรับโทษในตารางค่ะ แต่หน้าที่หลักของฉันคือการรับฟัง การเยียวยารอยช้ำ และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลึก ๆ ในระบบประสาทสัมผัสกับจิตใจของคนที่เคยเจอกับเหตุการณ์ทารุณอันแสนวิบัติดำมืดมาค่ะ"
"ผมไม่ได้บ้า! ไม่ต้องมารักษาผมหรอกคุณหมอ! ผมปกติ... ร่างกายผมมันแค่เหนื่อยล้า!" รินพยายามเถียงกลับด้วยน้ำเสียงกระโชกโฮกฮากและสั่นสะท้านในลำคอ แผ่นหลังหนาทึบเบียดแน่นเข้ากับผนังห้องอย่างหวาดกลัวกระแสตาร้าย
"ไม่มีใครบอกหรือคิดว่าคุณบ้าหรอกค่ะริน" น้ำฟ้ายิ้มละมุนละไม แววตาสีน้ำตาลอ่อนฉายรังสีความเป็นมิตรอย่างนิ่มนวล "การที่ร่างกายของคุณสั่นระริก ลมหายใจขาดห้วงและสั้นถี่อย่างรุนแรง รวมถึงปฏิกิริยาที่พยายามจะหดตัวหนีจากความหวาดวิตกในตอนนี้ มันเป็นกลไกการสู้หรือหนีที่เรียกว่าการป้องกันตัวเองตามธรรมชาติของระบบประสาทอัตโนมัติค่ะ สมองส่วนความทรงจำของคุณกำลังเชื่อมโยงสิ่งเร้าตรงหน้าเข้ากับภาพจำอันเลวร้ายในอดีตเท่านั้นเองค่ะ มันเป็นเรื่องปกติมากสำหรับคนทั่วไปที่เคยผ่านความสะเทือนใจและถูกทำร้ายร่างกายมาอย่างแสนสาหัส"
คำพูดที่เปี่ยมล้นไปด้วยความจริงใจและอธิบายหลักวิทยาศาสตร์อย่างเห็นอกเห็นใจทำให้นรินทร์ชะงักนิ่งไป แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงเริ่มฉายแววสับสนละสลวยขึ้น สองมือแกร่งที่เคยยกขึ้นกอดอกค่อย ๆ ทิ้งน้ำหนักลงข้างตัวช้า ๆ
"คุณ... รู้เรื่องเหล่านั้นจริง ๆ หรือครับ" รินถามเสียงแผ่วต่ำลงจนแทบกลืนหายไปในอากาศเย็นเฉียบของห้อง
น้ำฟ้าขยับก้าวเดินไปที่โต๊ะวางหน้าจอควบคุมเซิร์ฟเวอร์อย่างเงียบเชียบ เธอหยิบขวดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นอโรมาสกัดเข้มข้นจากดอกลาเวนเดอร์ป่าสะพรั่งและแก่นไม้จันทน์หอมที่เตรียมพกติดตัวออกมาหยดลงบนถ้วยกระจายกลิ่นอุ่น เพียงไม่กี่อึดใจ กลิ่นหอมสะอาดชโลมประสาทพวยพุ่งพัดพากลิ่นอับคาวเหล็กในห้องเซิร์ฟเวอร์ให้เจือจางหายไป ความหอมละมุนช่วยปรับคลื่นสมองส่วนอมิกดาลาให้ลดความตื่นตกใจลงอย่างวิเศษ
"เรามานั่งลงผ่อนคลายกล้ามเนื้อตรงเก้าอี้นวมมุมห้องนี้กันก่อนดีไหมคะริน" น้ำฟ้าผายมือขาวนิ่มไปยังเก้าอี้นวมบุหนานุ่มสลัวสีขาวสะอาดตา "ที่นี่ไม่มีตำรวจ ไม่มีรัชชา และไม่มีเครื่องมือสั่นใด ๆ มาทำอันตรายคุณได้ค่ะ คุณปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ในพื้นที่ของฉันตอนนี้ค่ะ"
รินลังเลใจอยู่เป็นครู่ใหญ่ ทว่าเมื่อสูดดมกลิ่นอายอโรมาอันอุ่นชื้นและได้รับฟังกระแสเสียงที่นุ่มนวลเย้ายวนใจอันมีจังหวะสม่ำเสมอ จิตใต้สำนึกของชายหนุ่มจึงค่อย ๆ จำยอมและนำพาร่างกายอันระทดระทวยก้าวเดินออกจากมุมอับอย่างเชื่องช้า เขาทรุดกายนั่งลงบนเบาะนิ่มบีบรัดตัวอย่างหมดเรี่ยวแรง น้ำฟ้าก้าวขยับเก้าอี้มาทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามในระยะห่างประมาณหนึ่งช่วงแขนที่เหมาะสม
"เอาล่ะค่ะริน หลับตาลงช้า ๆ นะคะไม่ต้องเกร็ง..." น้ำฟ้าเอ่ยปากชวนเข้าสู่สมาธิสะกดจิตเหนี่ยวนำเบื้องต้น "หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ... นับหนึ่งถึงสี่ในใจอย่างสม่ำเสมอ... แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจอุ่นร้อนออกยาว ๆ... ปล่อยวางความตึงเค้นที่หัวไหล่ แผ่นหลัง และสะโพกให้สลายหายไปกับคลื่นลมหายใจแต่ละรอบ..."
รินทำตามอย่างว่าง่าย ความหอมของลาเวนเดอร์และน้ำเสียงบงการอันนุ่มนวลช่วยปรับอัตราการเต้นของชีพจรบนจอมอนิเตอร์ของเขาให้ช้าลงเป็นจังหวะปกติ ทว่าในจังหวะที่จิตใจกำลังจะนิ่งสงบ ภาพจำเลวร้ายของการถูกรัชชาใช้อุปกรณ์เนื้อยางสั่นทารุณทะลวงรูรักด้านหลังจนร่างกายบิดเร่าทรมาน และฉากคาวสวาทกับเก๋เพื่อนร่วมงานที่ต้องสมสู่กันต่อหน้ากล้องออฟฟิศพลันวาบเข้ามาขัดขวางจิตสำนึกจนรินสะดุ้งสุดตัวและเริ่มหายใจกระชั้นหอบสะอื้น
"ฮึก... ไม่... มันกลับมาแล้วครับคุณหมอ... ความบอบช้ำที่ช่องทางหลังของผมมันยังอุ่นเจ็บ... สรีระของผมมันจำความทรมานเสียวสะท้านนั้นได้ดี... ผมเกลียดตัวเองเหลือเกิน!" รินกุมศีรษะเกร็งสะท้าน ท้องน้อยและแผ่นหลังโค้งเกร็งขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอาย
น้ำฟ้าเห็นดังนั้นจึงไม่รอช้า เธอขยับกายเข้าไปทรุดนั่งเคียงข้างบนเก้าอี้นวมตัวเดียวกัน มือเรียวขาวละเอียดปัดลูบผมที่ยุ่งเหยิงของเขาเบา ๆ และยื่นฝ่ามืออุ่นนุ่มไปโอบกุมประสานมือนรินทร์ที่หนาวสั่นสลัว สัมผัสธรรมชาติอันแสนสะอาดและปราศจากการบังคับทำให้รินได้รับคลื่นพลังชีวิตเยียวยาโดยตรง
"ลืมตาขึ้นสบตาของฉันค่ะริน จ้องมองเข้ามาในตาของฉันตรง ๆ..." น้ำฟ้าสะกดสั่งเสียงต่ำแต่แผ่วละมุนมีน้ำหนัก "คุณปลอดภัยแล้วค่ะ ณ วินาทีนี้คุณมีสติและอยู่ตรงนี้กับฉัน ไม่มีใครหรือแท่งยางใด ๆ สามารถมาแตะต้องผิวเนื้อของคุณได้อีกต่อไป ความทรงจำเหล่านั้นเป็นเพียงขยะรหัสที่รัชชาป้อนทิ้งไว้ในสมองส่วนปลายของคุณ ฉันจะช่วยล้างมลทินและฟื้นฟูเกียรติความเป็นชายให้คุณกลับมาสะอาดหมดจดเองค่ะ วางใจฉันนะคะ"
หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงพรูอาบสองแก้มที่ซูบตอบของแฮกเกอร์หนุ่ม รอยร้าวรานและความรู้สึกพ่ายแพ้จากการโดนล่วงล้ำประตูหลังถูกละลายระบายออกผ่านน้ำตาและเสียงสะอื้นไห้ น้ำฟ้ายินดีรับฟังโดยสงบพลางขยับนิ้วนวดเฟ้นไหล่แกร่งของรินสะพรั่งอย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบขวัญ คืนความนิ่งสงบและฟื้นจิตใจที่แตกสลายให้ค่อย ๆ ประกอบร่างกลับคืนมาอย่างทรงเกียรติอีกครั้ง
"ผม... ผมอยากรักษาปมฝันร้ายในอดีตนี้ให้สะอาดพ้นตัวไปครับคุณหมอน้ำฟ้า" รินพูดปนเสียงสะอื้น แววตาฉายรอยน้อมรับและซาบซึ้งใจอย่างสูงสุด "แต่เรื่องจะให้ผมร่วมมือเบื้องหน้าออกไปช่วยงานตำรวจ... ผมคงทำไม่ได้จริง ๆ ครับ ผมขอดำเนินงานป้องกันระบบดิจิทัลและแฝงตัวเงียบ ๆ ในโลกมืดของผมต่อไปเพื่อความปลอดภัยของความลับที่เหลืออยู่จะดีกว่าครับ"
น้ำฟ้ายิ้มรับอย่างเข้าใจความอ่อนไหวในจิตใจ "ได้ค่ะริน เราจะเริ่มคอร์สบำบัดรักษาทางกายภาพเพื่อชะล้างความทรงจำมลทินและทำความสะอาดระบบประสาทสัมผัสอุ่นชื้นของคุณกันก่อน ส่วนเรื่องการร่วมมือสืบคดีกับตำรวจ... เราจะค่อย ๆ หาทางออกแบบเปิดกว้างและไม่บีบบังคับคุณในอนาคตค่ะ"
รินพยักหน้ารับคำช้า ๆ แววตาของเขาดูสงบและมีประกายชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ความกังวลและความกลัวแผ่วจางหายไปจนสิ้น พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่เซสชั่นร่วมรักบำบัดเพื่อกู้เกียรติตนเองคืนมาในก้าวถัดไปอย่างเต็มใจ