ดอกเหมยสีชาด

    การปะทะของสองพ่อลูก

            แม่ทัพว่านจับมือของหลินเฟยหลันให้ถอยออกมาจากสมรภูมิรบขนาดย่อมนี้เมื่อหลินเฟยหลันกระซิบบางอย่างแก่เขา ดวงตาของแม่ทัพว่านก็เป็นประกายขึ้นมา

            “เจ้ากล้าชักดาบใส่ข้า เพราะชายผู้นี้งั้นหรือ”ม่อเยี่ยนโกรธจนแทบอยากจะตีบุตรสาวคนเล็กให้ตายจริง ๆ เสียแล้ว

            กระท่อมไม้เริ่มสั่นคลอนจากการปะทะของยอดฝีมือสองรุ่นผสมกับเสียงตะโกนด่าทอของสองพ่อลูก

            ม่อหลิงดีดตัวถอยหลังพร้อมกับง้างคันธนูเหล็กในมือลูกศรสามดอกถูกปล่อยออกไปพร้อมกันในคราเดียว ซึ่งลูกศรทั้งสามเข้าเฉียดไหล่ซ้ายขวาของม่อเยี่ยนจนเลือดสีคล้ำกระเซ็นออกมา

            “ดี! ลูกไม่รักดี เก่งขึ้นนี่”ม่อเหยียนแสยะยิ้มอย่างน่าสยดสยอง และดูเหมือนว่าเขาจะพอใจยิ่งนักที่บุตรสาวทำให้ตัวเองได้รับบาดแผลได้

            จากนั้นม่อเยี่ยนก็โปรยผงบางอย่างออกมา เมื่อไอพิษสีเขียวคล้ำกระจายไปทั่ว เหล่าลูกน้องที่อยู่ภายในกระท่อมต่างกระอักเลือดออกมาและล้มลงขาดใจตายในทันที

            “พิษคร่าวิญญาณ!ท่านพ่อ ท่านจะฆ่าข้าหรืออย่างไร”

            ม่อหลิงถึงกับใจสั่นขึ้นมานางใช้มือปิดปากตัวเองเอาไว้ได้ทัน เมื่อบิดานำพิษร้ายออกมาใช้

            นางจึงทิ้งคันธนูแล้วชักกระบี่สั้นคู่กายออกมาตวัดสร้างม่านเพื่อปัดป้องไอพิษร่างกายของนางเคลื่อนไหวรวดเร็วสมกับเป็นสตรีแกร่งของชนเผ่า

            เท่านั้นยังไม่พอ ม่อเยี่ยนซัดเข็มพิษจำนวนมากออกมารอบตัวลูกน้องหลายคนที่หลบไม่พ้น ผิวหนังต่างเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและพุพองอย่างน่าสยดสยอง ก่อนจะขาดใจตายในอึดใจ

            ม่อหลิงไม่ยอมน้อยหน้านางซัดลูกระเบิดดินเผาขนาดเล็กเข้าใส่กลางวง ทันทีที่มันแตกออกไอเย็นสีขาวก็แผ่กระจายไปทั่ว พื้นดินและใบหญ้าพลันกลายเป็นน้ำแข็ง หลายคนที่สูดดมเข้าไปต่างรู้สึกว่าปอดถูกแช่แข็งร่างกายแข็งทื่อจนล้มตายราวกับใบไม้ร่วง

            เสียงดาบปะทะกันดังกึกก้องสลับกับเสียงร้องอย่างทรมานเมื่อฝ่ายของม่อเยี่ยนพยายามพุ่งเข้าหาแม่ทัพว่านพวกเขากลับถูกเส้นลวดอาบพิษของม่อหลิงตวัดขึงไว้รอบคอจนศีรษะหลุดจากบ่า

            หลินเฟยหลันหมอบต่ำอยู่ใต้ซากโต๊ะไม้ที่หักครึ่งโดยมีแม่ทัพว่านใช้ร่างของตนปกป้องนางเอาไว้อีกที

            ในที่สุด ตัวกระท่อมก็ทนรับแรงปะทะไม่ไหวเสียงเสาหลักหักสะบั้นดังพร้อมกับเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ

            สองพ่อลูกกลิ้งตัวหนีออกไปคนละทาง

            ท่ามกลางเศษซากหักพังของกระท่อมที่กลายเป็นกองฟืนลุกไหม้และกลิ่นไอของพิษที่ยังไม่จางหายสายตาคมกริบของแม่ทัพว่านมองผ่านม่านควัน เห็นม่อเยี่ยนที่กำลังกระอักเลือดจากการถูกพิษของบุตรสาวและม่อหลิงที่นอนสิ้นแรงอยู่

            เมื่อสบโอกาสแม่ทัพหนุ่มก็เข้าถึงตัวม่อเยี่ยนเป็นคนแรก บีบกรามของหัวหน้าจอมโจรแล้วกรอกน้ำยาสีใสลงไปในลำคอทันทีก่อนจะพุ่งไปคว้าร่างของม่อหลิงที่กำลังจะลุกขึ้นแล้วบังคับให้นางกลืนยาพิษเช่นเดียวกัน

            “อึก...เจ้า...ทำอะไรข้า...”ม่อเยี่ยนครางฮือในลำคอ ดวงตาเบิกโพลง เมื่อรู้สึกถึงความเจ็บปวดเสียดแทงเข้าสู่ร่างกายของตนจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว

            เมื่อแม่ทัพหนุ่มคว้าคอเสื้อของสองพ่อลูกขึ้นมาหลินเฟยหลันเองก็ใช้เส้นลวดพิษที่ม่อหลิงทิ้งไว้มามัดทั้งสองเอาไว้ด้วยกันอย่างรวดเร็ว

            เห็นว่าคนของสองพ่อลูกกำลังคิดบุกเข้ามาแม่ทัพว่านก็ใช้ดาบที่หยิบขึ้นมาพาดที่คอของม่อเยี่ยน พลางขู่ “หยุดอยู่ตรงนั้นใครขยับแม้แต่ก้าวเดียวข้าจะบั่นคอสองคนนี่เสีย”

            เหล่าลูกสมุนโจรต่างชะงักงันพวกเขามองดูผู้นำทั้งสองที่บัดนี้สภาพดูไม่ดีเท่าใดนัก

            “เจ้าเอาอะไรให้ข้ากิน” ม่อเยี่ยนยังคงถามซ้ำเขารู้สึกไม่ยอมรับที่ถูกพิษเล่นงานเช่นนี้

            “พวกเจ้าเชี่ยวชาญเรื่องพิษมิใช่หรือเหตุใดจึงนึกไม่ออกกันเล่า”

            ได้ยินเช่นนั้นม่อเยี่ยนก็สบถอย่างหัวเสีย พร้อมกับหันไปต่อว่าบุตรสาว “บัดซบ ม่อหลิงข้าบอกเจ้าแล้ว เจ้ามันโง่ ทำเสียเรื่อง”

            ม่อหลิงกลับหัวเราะอย่างชอบใจ“ฮ่าฮ่า ท่านพ่อ ท่านกลัวไปใย พิษในใต้หล้า มีพิษแบบใดบ้างที่เราแก้ไม่ได้”

            แต่แม่ทัพว่านกลับหัวเราะขึ้น“จริงหรือ หึหึ แต่ว่า...เจ้าจะมีเวลาแก้พิษหรือไม่นี่สิ”

            “เจ้า!”

            “ท่านพ่อเห็นหรือไม่ ว่าเขาเหมาะสมกับข้าเพียงใด ฮ่าฮ่า”

            “ถอยไปข้าให้เวลาหนึ่งเค่อ จัดเตรียมเรือมา” แม่ทัพว่านสั่งพลางลากตัวประกันทั้งสองเดินถอยหลังไปทางเขื่อน

            สุดปลายของชายป่า แทนที่คนของเผ่าอวี๋เจ๋อจะนำเรือมาให้บนผืนน้ำที่กว้างกลับมีเรือนับสิบลำพลันปรากฏขึ้น

            เรือลำด้านหน้าที่โดดเด่นที่สุดมีสตรีรูปร่างสูงระหงยืนตระหง่านอยู่ที่หัวเรือ นางสวมชุดสีม่วงเข้มขลิบทองใบหน้าสะสวย ทว่าเย็นชาและแฝงไปด้วยความอำมหิตยิ่งกว่าม่อหลิงหลายเท่า

            “ม่อชิง” ม่อหลิงอุทานด้วยเสียงแหบพร่าแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

            พี่สาวต่างมารดาผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องความไร้เมตตานางไม่ได้แยแสแม้แต่น้อยที่เห็นบิดาและน้องสาวตกเป็นตัวประกัน

            “ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนานัก”ม่อชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            ด้านหลังของม่อชิงคือบุรุษที่ยืนสงบนิ่งในชุดคลุมยาวสีเข้มปักลายเสวียนอู่อย่างประณีต ใบหน้าทั้งหมดถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีเงิน

            แม่ทัพว่านกัดฟันกรอดเขาใช้กระบี่พาดคอม่อเยี่ยน พลางตะโกนขึ้น “ม่อชิง! หากเจ้าก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียวข้าจะบั่นคอบิดาเจ้าทิ้งเสีย”

            ม่อชิงเพียงยกยิ้มที่มุมปากอย่างเหยียดหยาม“ท่านแม่ทัพ ท่านประเมินน้ำใจของข้าสูงไปแล้ว”

            เดิมทีคนเผ่าอวี๋เจ๋อก็เป็นเพียงอาวุธสังหารเท่านั้นจึงถูกฝึกมาให้เป็นผู้ที่ไร้ความรู้สึก และยิ่งกับม่อหลิงที่ถูกบิดาเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตลอดทั้งยังมีส่วนทำให้มารดาของนางตายอีกยิ่งทำให้ม่อชิงรู้สึกเกลียดทั้งคู่มากจนไม่อยากให้มีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ

            หากมีใครสักคนลงมือแทนนางนางย่อมสนับสนุนเต็มที่

            ม่อหลิงที่เบี่ยงมองใบหน้าด้านข้างของแม่ทัพว่านด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นสลับกับความหลงใหล

            “ท่านแม่ทัพ...ท่านช่างร้ายกาจยิ่งนักฮ่าฮ่า ข้าเลือกคนไม่ผิดจริง ๆ ฮ่าฮ่า”

            แม่ทัพว่านมองซ้ายมองขวาอย่างคนไร้หนทางแม้เขาจะมีคนสำคัญเป็นตัวประกัน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นตัวประกันที่ไร้ประโยชน์ที่สุด

            บัดซบ!

    คล้ายกับเรื่องดอกเหมยสีชาด ที่คุณอ่าน