“เพราะอะไรเจ้าจึงไม่ได้ที่หนึ่ง”เสวี่ยเหม่ยเหนียงขมวดคิ้วมุ่น
“ข้าสู้องค์ชายห้าเล่อซิ่นหลงกับเวยซื่อจื่อไม่ได้ขอรับ”หยางเค่อเอ่ยตอบมารดาของตนเองด้วยแววตาเศร้าที่ไม่สามารถเอาที่หนึ่งมามอบให้ท่านแม่ของตนเองได้
“ไม่เป็นไรเจ้าแพ้เหล่าองค์ชายแม่ไม่ว่าอะไรเจ้าหรอกอย่างพวกอาจารย์ยอมต้องให้คะแนนกับคนพวกนั้นมากกว่าคนสามัญธรรมดาเช่นพวกเราอยู่แล้ว”เสวี่ยเหม่ยเหนียงเอ่ยปลอบบุตรชายของตนด้วยรอยยิ้มยินดีที่อย่างน้อยบุตรชายของนางก็สามารถสอบได้ที่สามก็ถือว่าพอเป็นหน้าเป็นตาให้กับนางได้บ้าง
“เจ้าเอาผลสอบไปให้บิดาของเจ้าดูเถอะ”เสวี่ยเหม่ยเหนียงเอ่ยพร้อมกับส่งยิ้มให้กับบุตรชายของตนเบาๆ
“ขอรับ”หยางเค่อขานรับแล้วเดินออกจากห้องโถงด้วยสีหน้าไม่ค่อยมั่นใจนัก
“จูเออร์อยู่ที่ใด”เสวี่ยเหม่ยเหนียงที่ไม่เห็นบุตรสาวของตนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“คุณหนูรองอยู่ที่คลังเก็บสมบัติของนายท่านอยู่เจ้าค่ะ”เสี่ยวซานเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มบาง
“หึๆสมกับเป็นบุตรสาวข้าจริงๆช่างออดอ้อนเช่นนี้อนาคตท่านพี่ต้องมอบแต่สิ่งดีๆให้นางเป็นแน่”เสวี่ยเหม่ยเหนียงเอ่ยกับสาวใช้คนสนิทด้วยแววตาพึงพอใจ
กลางแสงแดดที่ร้อนแรงจนทำให้ผู้คนเลือกที่จะอยู่ในบ้านเป็นส่วนมากได้มีรถม้าจากวัดไท่เจาวิ่งผ่านตลาดเข้ามาที่หน้าจวนตระกูลไป๋อย่างเงียบงัน
“คุณหนูลงระวังๆขอรับ”คนขับรถม้าเอ่ยพร้อมกับนำเก้าอี้เตี้ยวางเป็นขั้นบันไดให้กับหยางเฟิ่งและหยางเหวินก้าวลงอย่างปลอดภัย
“ขอบคุณท่านลุงอิวมากเจ้าค่ะที่มาส่งข้ากับพี่ชาย”หยางเฟิ่งเอ่ยกับคนขับรถม้าอย่างคุ้นเคยเพราะมีบ่อยครั้งที่นางต้องนั่งรถม้าเพื่อไปดูอาการของคนป่วยจากวิญญาณที่ต่างเมือง
“เชิญท่านลุงอิวเข้ามาท่านอาหารที่จวนข้าก่อนสิขอรับ”หยางเหวินเอ่ยชวนชายสูงวัยด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
“ไม่ดีกว่าขอรับข้าน้อยเกรงใจอีกอย่างหากข้าน้อยมัวแต่ชักช้าจะมืดค่ำก่อนกลับถึงวัดนะสิขอรับ”ลุงอิวเอ่ยปฏิเสธด้วยความเกรงใจ
“เช่นนั้นท่านลุงรับนี่ไปนะเจ้าคะท่านอาจารย์ให้ข้ามาแต่ว่าข้ากินไม่หมดหากไม่รังเกียจท่านลุงสามารถทานต่อได้นะเจ้าคะ”หยางเฟิ่งยืนกล่องขนมอบให้กับชายสูงวัยตรงหน้า
“ขอบคุณขอรับ”ชายสูงวัยเอ่ยขอบคุณแล้วรับกล่องขนมมาถือไว้อย่างซึ้งใจเพราะตลอดที่เด็กทั้งสองอยู่ที่วัดพวกเขามักจะปฏิบัติตนเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่ถือว่าตนเป็นลูกของแม่ทัพที่มีจวนใหญ่โต
“เช่นนั้นข้าน้อยขอลาขอรับ”ชายสูงวัยเอ่ยพร้อมกับค้อมหัวให้คุณหนูคุณชายตรงหน้า
“ข้าทั้งสองก็ต้องขอบคุณท่านลุงอิวเช่นกันเจ้าค่ะที่เป็นธุระมาส่งข้ากับพี่ชาย”หยางเฟิ่งเอ่ยพร้อมกับค้อมหัวขอบคุณชายสูงวัยตรงหน้าเช่นกัน
“เจ้าใส่อะไรลงไปในห่อผ้านั้นหรือ”เมื่อเห็นว่ารถม้าเคลื่อนตัวออกไปไกลแล้วหยางเหวินจึงได้หันกลับมาเอ่ยถามน้องสาวของตนด้วยความสงสัย
“ข้าใส่ตั๋วเงินให้กับท่านลุงอิวเจ้าค่ะก่อนมาข้าบังเอิญได้ยินลูกสะใภ้กับลูกชายของลุงปรึกษากันเรื่องเงินค่าทำคลอดของบุตรในครรภ์ของนางข้าเลยอยากมอบของขวัญจากลาให้กับคนดีอย่างท่านลุงอิวนะเจ้าค่ะ”หยางเฟิ่งเอ่ยบอกพี่ชายของตนด้วยแววตาเป็นประกาย
“เหตุใดเจ้าไม่บอกพี่เรื่องนี้เล่าพี่เองก็อยากมอบอะไรตอบแทนท่านลุงอิวเช่นกัน”หยางเหวินหันมาเอ่ยกับน้องสาวของตนด้วยสีหน้าแง่งอน
“พี่เหวินไม่ต้องน้อยใจไปนะเจ้าคะข้าได้มอบตั๋วเงินในนามของท่านไปถึงสองใบรับรองท่านลุงอิวสามารถเลี้ยงดูหลานชายของเขาได้อย่างสบายเลยทีเดียวเจ้าค่ะ”หยางเฟิ่งที่แอบหยิบตั๋วเงินของพี่ชายตนเองออกมาสี่ร้อยตำลึงทองเอ่ยบอกพี่ชายของตนด้วยรอยยิ้มระรื่นส่วนหยางเหวินที่ได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ชะลอฝีเท้าของตนเองลงด้วยความสงสัย
“เฟิ่งเออร์เจ้าขโมยตั๋วเงินของพี่หรือ”หยางเหวินหันมาเอ่ยกับน้องสาวของตนด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ข้าเปล่านะเจ้าค่ะเพราะข้ารู้ว่าหากท่านมารู้ทีหลังท่านจะโกรธที่ข้าไม่บอกท่านข้าจึงช่วยทำให้ความต้องการของท่านสมหวังเช่นไรเล่าเจ้าคะพี่เหวินคิดหรือว่าถ้าเรามอบให้กับมือท่านลุงอิวจะรับตั๋วเงินของเราข้าจึงเลือกใช้วิธีนี้เป็นไงเจ้าคะ ข้าฉลาดหรือไม่”หยางเฟิ่งเชิดหน้าเอ่ยถามพี่ชายของตนด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ