ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 83 สอบลีลาศ


    โรงเรียนของณรัชต์มีสุนัขโรงเรียนอยู่หลายตัว ดังนั้นกว่าเขากับรุ่นน้องจะทยอยให้ของกินกับเหล่าก๊วนสี่ขาทั้งหลายจนครบและยังต้องคอยห้ามปรามการทะเลาะเบาะแว้งของเหล่าหมาๆ ทั้งหลายด้วย ก็ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง
    “น้องปิ่นกลับเลยก็ได้นะ เดี๋ยวพี่ไปเลี้ยงแมวต่ออีกหน่อย” ณรัชต์หันไปบอกรุ่นน้องที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
    โรงเรียนเขามีแมวโรงเรียนอยู่แค่ 4 ตัวเท่านั้น แต่แมวโรงเรียนพวกนี้ต่างจากหมาโรงเรียนที่มักมากระจุก ชุมนุมและนอนกันอยู่เป็นกลุ่ม ส่วนเหล่าแมวโรงเรียนทั้ง 4 ตัวที่เขารู้จัก ล้วนแล้วแต่มีความอินดี้และต่างประจำการกันคนละพื้นที่ในโรงเรียน ดังนั้นการจะอยากเลี้ยงของกินพวกมันจำเป็นต้องตระเวนไปหาเจ้าตัวถึงที่เท่านั้น
    “หนูไปด้วยค่ะ” รุ่นน้องกล่าวตอบ ถือกระเป๋านักเรียนเดินตามณรัชต์มา
    การเก็งกำไรที่ดินของเขางวดนี้ มีความไม่แน่นอนหลายอย่างเกินไป ซึ่งต่างกับหุ้นแต่ละตัวที่เขาซื้อลงทุนมา เพราะหุ้นเหล่านั้นเขาประเมินมาอย่างดีแล้ว และปัจจัยที่อาจจะมากระทบก็เป็นสิ่งที่เขาคาดการณ์ได้ ส่วนการเก็งกำไรที่ดินงวดนี้มีปัจจัยภายนอกเยอะเกินไป ทั้งเรื่องกฎหมาย การเมือง สังคม กับตัวบริษัทเป้าหมายที่เขาคิดจะขายที่ดินให้ เลยต้องเอาเคล็ดมากกว่าปกติหน่อย เพิ่มรอบเลี้ยงพี่เหมียวด้วยละกัน
    เมื่อไม่ได้ซื้ออาหารเฉพาะให้แมวมา ดังนั้นระหว่างตระเวนส่งส่วยให้พี่เหมียวที่ประจำการอยู่ในแต่ละอาคาร ณรัชต์จึงต้องมานั่งฉีกเนื้อไก่เป็นชิ้น ๆ เพื่อให้แมวโรงเรียนกินได้สะดวก
    โดยมีรุ่นน้องยังเดินตามมาดูไม่ได้ห่าง
    เสร็จจากเลี้ยงไก่ฉีกให้เจ้าแมวดำโซนหลังโรงเรียน เขาก็ตรงกลับไปโต๊ะประจำหลังอาคารมอปลาย ที่เจ้าลายแมวตัวอ้วนชอบนอนผึ่งพุงอยู่แถวนั้นเป็นประจำ
    ณรัชต์กับน้องปิ่นเดินคุยกันตรงกลับไปที่โต๊ะประจำที่ณรัชต์วางหนังสือพิมพ์กับนิตยสารและเอกสารเรื่องหุ้นที่อ่านค้างไว้
    เดินกลับมาถึงโต๊ะ ณรัชต์ก็เห็นรุ่นน้องดาวโรงเรียนอีกคนนั่งอยู่ที่โต๊ะของเขา กำลังลูบหัวของเจ้าแมวลายตัวอ้วน แมวเจ้าถิ่นประจำโซนหลังอาคารมอปลาย
    “อ้าว ว่าไงน้องบีน่า” กล่าวทักทายรุ่นน้องคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเขา
    “สวัสดีค่ะพี่นะ”
    ณรัชต์พยักหน้าตอบรับแล้วนั่งลงที่โต๊ะ ก่อนหันไปชวนรุ่นน้องคนที่เดินตามมาให้นั่งลงที่โต๊ะด้วย เพราะกำลังคุยเรื่องกีฬาฟุตบอลกันอย่างติดพัน เขาเพิ่งรู้ว่าน้องปิ่นก็ดูฟุตบอลเหมือนกันและยังเชียร์ทีมเดียวกันอีกด้วย อุตส่าห์เจอแฟนทีมเดียวกันณรัชต์เลยจะชวนรุ่นน้องนั่งลงคุยกันต่อ
    “บีน่าเอาอัลบั้มรูปงานกีฬาสีมาฝากพี่นะส่งให้พี่นันดูค่ะ เมื่อวานพี่นันมาที่บ้านบีน่าแล้วได้คุยกันเรื่องกีฬาสีโรงเรียนเรา พี่นันอยากเห็นรูปงานกีฬาสีก็เลยวานบีน่าฝากผ่านพี่นะส่งไปให้ดู” บีน่าตอบอธิบายเหตุผลที่เธอมานั่งรออยู่ที่โต๊ะประจำของอีกฝ่าย พร้อมนึกฉงนเล็กน้อยที่ทำไมพี่นันถึงไม่ขอดูอัลบั้มรูปตั้งแต่เมื่อวาน แต่กลับนึกออกเอาตอนจะกลับจนต้องฝากเธอให้ส่งผ่านน้องชายมาให้ดูแทน
    ณรัชต์นึกขึ้นได้ 'จริงสิ เมื่อวานแม่กับพี่สาวเขาไปร้านของรุ่นน้องนี่นา'
    เขายื่นมือไปรับอัลบั้มรูปสามอัลบั้มที่รุ่นน้องส่งมาให้เก็บใส่กระเป๋าไว้ให้พี่สาว ก่อนหันไปทักทายเจ้าเหมียวลายที่กระโดดลงจากตักรุ่นน้องมาเดินเอาหัวและลำตัวสีตามขาณรัชต์ราวกับรู้ว่าเขาเตรียมของกินมาให้
    ณรัชต์รีบควักไก่ทอดที่ยังเหลืออีกสองชิ้นออกมาจากถุง ฉีกเนื้อไก่ออกมาเป็นริ้ว ๆ แล้วบรรจงป้อนเข้าปากเจ้าแมวลายที่อ้าปากรอ กินทีละชิ้น พร้อมกับชูหางแล้วแกว่งไปมาอย่างอารมณ์ดี
    ป้อนเนื้อไก่หมดไปหนึ่งน่อง ณรัชต์จึงเงยหน้าขึ้นจากเจ้าแมวลาย
    เห็นรุ่นน้องของเขาทั้งสองคนที่นั่งร่วมโต๊ะ มองหน้ากันไปมา จึงนึกขึ้นได้
    “อ้อ รู้จักกันหรือเปล่าทั้งสองคน” ณรัชต์ถามรุ่นน้องร่วมโต๊ะทั้งสอง
    เห็นทั้งสองฝ่ายส่ายหน้า เขาจึงแนะนำรุ่นน้องทั้งคู่ให้รู้จักกัน
    ณรัชต์เห็นทั้งคู่ทักทายและยิ้มนิดๆให้กันแล้วเขาจึงก้มลงไปฉีกไก่ทอดชิ้นสุดท้ายเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้เจ้าแมวลายตัวอ้วนต่อ
    เมื่อบรรลุภารกิจสุดท้ายคือการป้อนไก่ทอดให้เจ้าลายหมดแล้ว ณรัชต์ก็ลูบหัว ลูบพุง เจ้าลายส่งท้ายก่อนเงยหน้าขึ้นมาบนโต๊ะเพื่อจะพูดคุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะ
    รุ่นน้องร่วมโต๊ะหลังจากทักทายกันแล้วต่างก็นั่งเงียบกันทั้งคู่ ด้วยบรรยากาศแปลก ๆ
    ณรัชต์ยังไม่ทันจะได้ชวนทั้งคู่คุยต่อ รุ่นน้องทั้งสองต่างก็พากันลุกขึ้นบอกลาและขอตัวกลับไปกันหมด
    “บีน่ากลับนะคะพี่นะ” รุ่นน้องคนแรกกล่าว
    “หนูกลับก่อนนะคะพี่นะ” คล้อยหลังรุ่นน้องดาวโรงเรียนไป รุ่นน้องนักกีฬาก็ขอตัวกลับอีกคน
    ณรัชต์เกาหัวอย่าง งง ๆ ที่จู่ ๆ รุ่นน้องก็พากันหายไปหมดเมื่อไม่เหลือใครให้คุยด้วยแล้ว เขาจึงหยิบเอกสารรายงานประจำปีของหุ้นที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาอ่านต่อ...



    วันต่อมาณรัชต์ต้องมาโรงเรียนแต่เช้าเพราะนัดกับวิทย์เพื่อนสนิทไว้
    วันนี้มีสอบลีลาศในคาบเรียนที่ 3 ก่อนพักเที่ยง วิทย์เพื่อนสนิทของเขากับเพื่อนร่วมห้องอีกหลายคนผู้ไม่เคยได้ซ้อมลีลาศเลย ก็พากันมาขอให้เขาช่วยสอนให้เอาตอนเช้าตรู่ก่อนวันสอบ
    ณรัชต์จัดท่าทาง บอกจังหวะกับการก้าวขาคร่าว ๆ ให้เพื่อน ก่อนยืนหาว ดูเพื่อนร่วมห้องทั้งหกคู่ที่มาขอให้เขาช่วยสอน กำลังเต้นลีลาศไปตามจังหวะอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
    เมื่อคืนเขาอ่านเอกสารของหุ้นหลายตัวจนดึกดื่นกว่าจะได้นอน และยังต้องรีบตื่นตั้งแต่เช้ามาช่วยกลุ่มเพื่อนจอมอู้ที่ไม่สนใจซ้อมลีลาศทั้งหลายอีก เขาจึงได้แนะนำไป หาวไปแบบนี้
    ถึงคาบเรียนที่สามชั่วโมงลีลาศอาจารย์ประจำวิชาก็เรียกให้นักเรียนห้องเขาออกมาสอบทีละ 5 คู่ตามลำดับ ส่วนนักเรียนที่เหลือก็นั่งพื้นในอาคารโรงยิม ดูเพื่อนที่กำลังทยอยลุกออกไปสอบที่พื้นที่ด้านหน้า
    เพื่อนร่วมชั้น 5 คู่แรกที่ต้องออกไปสอบค่อยๆ ทยอยออกไปยืนด้านหน้าในตำแหน่งที่อาจารย์กำหนดเพื่อเตรียมตัวสอบ ตามลำดับคู่ที่เคยกำหนดไว้ ณรัชต์มองไปเห็นตำแหน่งคู่ที่ 2 มีหัวหน้าห้องยืนอยู่คนเดียวกำลังส่งสายตาขอความช่วยเหลือมา
    นึกขึ้นได้ว่าวันนี้คู่ลีลาศของหัวหน้าห้องขาดเรียน เขาจึงลุกขึ้นเดินไปด้านหน้าเพื่อช่วยเป็นคู่ลีลาศตัวสำรองฉุกเฉินให้หัวหน้าห้องณรัชต์เดินมายืนด้านหน้าสาวแว่นที่กำลังส่งสายตาขอบคุณมาให้
    อาจารย์เห็นนักเรียนออกมากันครบและเตรียมพร้อมแล้ว จึงบอกให้เริ่มได้พร้อมกดเปิดเพลงจากเครื่องเล่นเทป
    เมื่อเริ่มเคลื่อนตัวไปตามจังหวะเพลงก็เป็นไปอย่างลื่นไหล เพราะกลุ่มของเพื่อนผู้หญิงห้องเขามีการนัดซ้อมกันหลายครั้ง ดังนั้นจังหวะการเต้น ท่าทางและการก้าวขาต่างๆ ของคู่ลีลาศที่มีผู้หญิงเต้นคู่จึงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยถูกต้องตามจังหวะที่อาจารย์สอนมา
    ระหว่างนั้นอาจารย์ที่นั่งเก้าอี้ข้างเครื่องเล่นเทป ก็ดูนักเรียนที่กำลังสอบเต้นทั้ง 5 คู่ไปพลาง พร้อมติ๊กให้คะแนนของแต่ละคู่บนกระดาษไปพลาง
    เต้นลีลาศผ่านไปจนจบเพลงราว 5 นาที อาจารย์ก็หยุดเพลงกดรีเทปกลับ พร้อมกวักมือเรียกนักเรียนที่เต้นเสร็จแต่ละคู่เข้ามาบอกเลขที่เพื่อลงคะแนน
    อาจารย์ลีลาศเห็นณรัชต์ไม่ได้เข้ามาบอกเลขที่จึงส่งเสียงถาม
    “อ้าวคู่ 2 คนเต้นเป็นผู้ชายนั่น ไม่เอาคะแนนเหรอ”
    ณรัชต์เห็นอาจารย์เรียก เขาจึงเดินเข้าไปหา
    “ตัวเสริมครับอาจารย์ ผมจับคู่กับเพื่อนอีกคน” เขาบอกกล่าว อาจารย์พยักหน้ารับก่อนเขียนให้คะแนนบนกระดาษเฉพาะฝ่ายหญิงคนเดียวของคู่สอง
    หลังจากให้คะแนนเสร็จอาจารย์ก็เรียกนักเรียนกลุ่มต่อไปออกมา
    “รอบต่อไปออกมาได้”
    ณรัชต์กลับไปนั่งกับพื้นต่อดูเพื่อนร่วมห้องกลุ่มต่อไปออกมาสอบ
    สำหรับเพื่อนร่วมห้อง 5 คู่ในรอบที่สอง ออกจะทุลักทุเลมากหน่อยเพราะส่วนใหญ่จะเป็นเด็กกลุ่มหลังห้องที่แทบไม่ได้ซ้อมกันมา จึงทำให้การสอบรอบนี้อาจารย์ถึงกันส่ายหัว ก่อนปรับตกไปเกือบทุกคู่ และให้ไปซ้อมกันมาใหม่เพื่อสอบแก้ในคาบหน้า
    ถึงรอบที่สามเป็นรอบที่ณรัชต์ต้องสอบ เขาลุกขึ้นจากกลุ่มเพื่อนเดินออกไปข้างหน้าอีกครั้ง
    ยืนตามตำแหน่ง โค้งให้คู่ลีลาศตามธรรมเนียม ก่อนเอื้อมมือซ้ายไปกุมมืออีกฝ่ายส่วนมือขวาก็โอบเอวคู่เต้น เตรียมรอฟังเพลงที่อาจารย์กำลังจะกดเปิดอีกรอบ
    “นึกว่าจะอยากเปลี่ยนคู่ลีลาศ” เสียงส้มเปรย
    ณรัชต์เลิกคิ้วมองหน้าคู่ลีลาศของเขาที่ไม่รู้ว่าอยู่ในอารมณ์ไหน
    การสอบของณรัชต์กับส้มไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เขาโดนเหยียบเท้าไปตั้งสองครั้ง ดีที่คู่อื่นก็ไม่ได้ดีกว่าเท่าไหร่ คะแนนของคู่เขาจึงพอจะสอบผ่านไปได้




    ตกเย็นหลังเลิกเรียน
    วิทย์ผู้มาซ้อมเอาวันสอบแต่ก็ผ่านการสอบลีลาศมาได้แบบเฉียดฉิวไม่ต้องสอบแก้ใหม่ ใจป้ำออกปากเลี้ยงคาราโอเกะเป็นการตอบแทนโค้ช ก๊วนพวกเขาจึงยกกันไปที่ห้างสรรพสินค้าแห่งเดียวของจังหวัดที่มีตู้คาราโอเกะ
    นั่งรถมาถึงห้างฯ ก็รีบพากันตรงไปที่ชั้นโรงหนังที่มีตู้คาราโอเกะทันที
    ณรัชต์นั่งฟังวิทย์ร้องเพลงเจป๊อปสลับกับเต้ที่ร้องเพลงเพื่อชีวิตด้วยความครื้นเครง ว่าไปแล้วเพื่อนสนิทของเขาแต่ละคนก็ดูจะมีนิสัย ความชอบกับความสนใจเรื่องอื่นๆ ต่างกันพอสมควร
    อย่างเรื่องเพลงที่พวกเขาชอบฟัง ปกติก็จะต่างพากันฟังคนละแนว อย่างวิทย์ก็จะชอบแนวเพลงญี่ปุ่นอย่าง อย่างอุทาดะ ฮิคารุ หรือ L'Arc~en~Ciel ไปนู่น เต้ก็จะไปแนวร็อคและเพื่อชีวิต ส่วนณรัชต์ในช่วงชีวิตที่แล้วจะชอบแนวป็อบหรือบอยแบนด์ไป และแน่นอนว่าสมัยก่อนเรื่องเพลงเขามักจะเป็นคนเกณฑ์ให้เพื่อนต้องมาร้องเข้าวงกับเขาบ่อยๆ
    ส่วนเรื่องเกม วิทย์ก็จะชอบเกมแนววางแผน อย่างเรดอเลิร์ต สตาร์คราฟ หรือแบทเทิลเรียม เต้ก็จะชอบเกมชู๊ตติ้งอย่างฮาฟไลท์ หรือเคาเตอร์สไตร์ค ส่วนณรัชต์จะชอบเกมจากเครื่องเพลย์สเตชันมากกว่า
    หรืออย่างนิสัยพวกเขาทั้งสามคนก็เรียกได้ว่าไปกันคนละทาง ซึ่งต่างจากเพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยของณรัชต์ที่จะเป็นกลุ่มเพื่อนที่มักมีความสนใจในเรื่องเดียว อย่างแก๊งวิศวะขาเมาของเขา
    นี่คงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเพื่อนสนิทสมัยมัธยมล่ะมั้ง แม้ทุกคนจะชอบต่างกันแต่ก็ยังหากิจกรรมมาทำร่วมกัน ส่วนเพื่อนมหาวิทยาลัยของเขาถ้าไม่ใช่กิจกรรมที่สนใจไม่มีทางจะเฮตามเพื่อนแน่นอน
    ว่าไปแล้วก็น่าเสียดาย ในช่วงชีวิตที่แล้ว กลุ่มพวกเขาทั้งสามคนหลังจากจบมัธยมก็ได้เจอกันน้อยมาก เรียกว่าแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทาง เพราะเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ณรัชต์ก็เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยที่ตั้งมาไม่นานติดชายแดนโน่น วิทย์ก็เรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งเดียวที่มีคณะแพทย์ของภาค ส่วนเต้ก็เข้าเรียนที่กรุงเทพฯ
    หลังเรียนจบวิทย์ก็ไปรับราชการที่โรงพยาบาลในภาคเหนือ เต้หางานทำในกรุงเทพฯ ส่วนณรัชต์กลับมาทำงานในตัวจังหวัดบ้านเกิด
    ผ่านไปอีกหลายปีพอณรัชต์ย้ายเข้าไปทำงานกรุงเทพฯ เต้ก็ย้ายไปรับราชการที่ภาคใต้ ส่วนวิทย์ย้ายมาโรงพยาบาลจังหวัดบ้านเกิด กลายเป็นว่าพวกเขาทั้งสามคนไม่เคยได้ทำงานใกล้กันเลย ดังนั้นเวลาจะพบปะกันของพวกเขาจึงมีน้อยมาก
    แม้จะได้เจอกันน้อยมาก เพียงสองสามปีถึงได้เจอกันครบทีมสักครั้งเท่านั้น แต่เมื่อมาเจอกันในแต่ละครั้ง ระยะเวลาที่ห่างกันของพวกเขาก็ไม่มีความหมายเลย มิตรภาพของพวกเขายังแน่นแฟ้นทุกครั้งเมื่อเจอหน้ากัน
    หลังจากวิทย์ร้องจบเพลง ก็ถึงคราวเต้ร้องต่อ ณรัชต์นั่งฟังเพื่อนร้องเพลง ซึมซับช่วงเวลาแห่งความสุขของวัยมัธยมนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ณรัชต์จึงหันไปบอกวิทย์ที่นั่งข้าง ๆ
    “วิทย์ เอนทรานซ์รอบสอง ลงสอบหน่อยนะ เลือกเอามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ไว้หน่อย”
    ในช่วงชีวิตที่แล้วหลังจากสอบเข้าคณะแพทย์ได้ในการเอนทรานซ์รอบแรก วิทย์ก็ไม่สอบเอนทรานซ์รอบสองอีก ก็ตามนิสัย ติสท์ อินดี้ ขี้เกียจ ไม่ชอบอะไรยุ่งยากนั่นล่ะ เรียกว่าพอสอบติดแพทย์ได้ในรอบแรกพี่แกก็ชิลเลย ไม่สนใจจะสอบอีกรอบ
    แม้คะแนนคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯจะสูงกว่ามหาวิทยาลัยต่างจังหวัด แต่คนหัวดีจนน่าหมั่นไส้แบบวิทย์ถ้าขยันหน่อยเขาคิดว่าคงจะทำคะแนนเพิ่มขึ้นได้แน่นอน ณรัชต์จึงกระตุ้นเพื่อนสนิท
    ถ้าเขาเข้ากรุงเทพฯ แล้วยังได้เจอกับเพื่อนสนิทอีกเหมือนเดิม ก็เป็นเรื่องที่ดีล่ะนะ...
    วิทย์ขมวดคิ้วก่อนเอ่ยปากตอบสั้น ๆ
    “ขี้เกียจอ่านหนังสือ”
    “ไอซ์อยากเข้าทันตะฯ ที่กรุงเทพฯ นะเว้ย ถ้าแกไม่ตามไปคุม สวย ๆ อย่างไอซ์นี่หนุ่มจีบตรึมแน่” ณรัชต์โจมตีจุดอ่อน ทำให้วิทย์ต้องพยักหน้าตกลงอย่างเสียไม่ได้
    ยังไม่ทันจะเอ่ยปากไซโคต่อ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงณรัชต์ก็สั่นเตือนว่ามีข้อความสั้นเข้า ณรัชต์จึงเอาขึ้นมาดูเป็นข้อความจากพนักงานดูแลบัญชีหุ้นของเขาส่งมาสอบถามว่าณรัชต์ว่างหรือเปล่าจะโทรศัพท์ติดต่อ
    เขาพิมพ์ตอบกลับไปว่าว่าง
    ตอนนี้เริ่มมีการใช้ SMS หรือข้อความสั้นภาษาอังกฤษส่งกันอย่างแพร่หลายขึ้นมาบ้างแล้ว อีกไม่นานเมื่อสามารถพิมพ์ SMS หรือข้อความสั้นแบบภาษาไทยส่งหากันระหว่างโทรศัพท์มือถือได้ นั่นก็จะเป็นจุดสิ้นสุดของยุคเพจเจอร์อย่างแท้จริง
    เมื่อมีสายโทรศัพท์เข้ามา ณรัชต์จึงออกจากตู้คาราโอเกะมาคุยโทรศัพท์ข้างนอก
    “สวัสดีครับ ใช่ครับ” เขาตอบปลายสาย
    “.....ทางเรามีหุ้นไอพีโออยู่สองตัว สนใจจะจองซื้อไหมครับ” ปลายสายกล่าวถึงหุ้นใหม่ที่กำลังจะเข้าตลาด ซึ่งทางบริษัทหลักทรัพย์เป็นคนดูแลและร่วมจัดจำหน่ายอยู่ จึงมีหุ้นให้ลูกค้าของทางบริษัทที่อาจจะสนใจได้ซื้อในราคาไอพีโอ (ราคาไอพีโอคือราคาที่เสนอขายต่อประชาชนครั้งแรกของหุ้นก่อนเข้าตลาด)
    “มีหุ้นอะไรบ้างครับ”ณรัชต์สอบถาม
    ดูเหมือนตั้งแต่ที่เขาถอนเงินก้อนใหญ่ออกจากบัญชีหุ้นไป พนักงานที่ดูแลบัญชีของเขาคงจะกลัว ๆ ณรัชต์ย้ายไปซื้อขายหุ้นที่บริษัทอื่น พลอยจะทำให้รายได้ที่ควรจะได้จากค่าคอมมิสชันจากการซื้อขายหุ้นหดหายไปดังนั้นพอได้โควตาหุ้นไอพีโอจากทางบริษัทหลักทรัพย์มา ถึงรีบโทรฯ มาเสนอเขาอย่างรวดเร็วแบบนี้ ทั้งที่ปกติเพียงแค่ส่งอีเมลมาเท่านั้น
    ปลายสายตอบชื่อหุ้นทั้งสองตัวมา
    “ขอเอกสารไฟลิ่ง (filling) ของทั้งสองบริษัทมาให้อ่านก่อนได้ไหมครับ” เขาถามถึงเอกสารชี้ชวนของทางบริษัทที่จัดทำขึ้นเพื่อขออนุญาตจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเอกสารนี้จะให้รายละเอียดและข้อมูลต่างๆ ของบริษัท
    ปกติการได้จองซื้อหุ้นไอพีโอก็เหมือนได้ซื้อสินค้าราคาหน้าโรงงานนั่นล่ะ ส่วนใหญ่มักจะได้หุ้นที่ราคาถูกและคุณภาพดี แต่ก็มีของหลุดคิวซีคุณภาพต่ำออกมาบ้างและส่วนใหญ่แม้เราจะอยากซื้อเยอะ ๆ เพราะเห็นว่าถูกและน่าจะได้กำไร แต่ก็มักจะถูกจำกัดจำนวนในการซื้อทำให้ซื้อได้จำนวนไม่มาก

    ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------Name : ณรัชต์Asset : ตึกแถว 6 ห้อง ราคาปัจจุบัน 2,050,000 บาท: เงินสดในบัญชีธนาคาร 143,300 บาท : เงินสดในบัญชีหุ้น 7,000,100 บาท: ที่ดินหนึ่งแปลง 15 ไร่ ราคาซื้อ 18 ล้าน ราคาประเมิน 24 ล้าน มูลค่าสินทรัพย์รวม : 2,050,000 + 143,300 + 7,000,100 + 24,000,000 = ปัจจุบัน 33,193,400 บาท

    -----------------------------------