ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันพวกเขาก็เดินมาถึงลานที่อยู่ด้านข้างของห้องครัวติงเหว่ยชอบทำอาหารมาั้แ่ยังเล็กๆ ทำให้นางมีความผูกพันกับห้องครัวั้แ่เกิดเมื่อนางเห็นห้องครัวที่สะอาด กว้างขวาง และถูกจัดเก็บอย่างเป็ระเบียบริมฝีปากของนางก็ค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มออกมา
ถึงแม้ลุงอวิ๋นอยากจะพูดอะไรอีกสักหน่อยแต่เขาก็อดกลั้นไว้ พบกันครั้งแรกหากเอาใจใส่จนเกินไปคงไม่ดีเท่าไรนักดังนั้นเขาจึงชี้ไปที่ห้องครัวด้วยท่าทีเฉยๆ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ต่อจากนี้ไปที่นี่คือที่ทำงานของแม่นาง แม่นางลองดูว่ามีสิ่งใดขาดเหลือหรือไม่?”
ติงเหว่ยก้าวขาเข้าไปด้านในวางกระเป๋าเล็กๆ ที่ไม่เคยห่างจากตัวนางลง ในที่สุดนางก็มองไปรอบๆทั้งสี่ด้านอย่างพิจารณา เห็นเพียงชั้นวางของที่สะอาดตาอุปกรณ์ในครัวก็มีให้พร้อมและถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบและที่มุมหนึ่งของห้องก็มีสาวใช้ตัวน้อยกำลังแอบงีบหลับอยู่อีกหนึ่งคนด้วยซ้ำ
อาจเพราะได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวสาวใช้ตัวน้อยนางนั้นจึงกุลีกุจอลุกขึ้นมา นางมือไม้อ่อน [1]อย่างไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ติงเหว่ยยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางหันกลับไปหาท่านลุงอวิ๋นแล้วพูดว่า“ทุกอย่างเรียบร้อยดีหากต่อไปมีอะไรขาดตกบกพร่องข้าจะแจ้งกับท่านลุงยวิ๋นอีกครั้งหนึ่ง”
ท่านลุงอวิ๋นจ้องไปที่กระเป๋าเล็กๆข้างกายติงเหว่ย และเดาว่าคนทำอาหารคงมีเครื่องครัวที่ใช้ถนัดมือของตนเองดังนั้นเขาจึงไม่ถามอะไร แล้วชี้ไปที่สาวใช้ตัวน้อยนางนั้นพลางพูดว่า“ข้าเตรียมสาวใช้เป็ลูกมือไว้ช่วยเ้า นางพอทำอะไรได้เล็กๆ น้อยๆเสี่ยวชิงมาหาแม่นางติงเสียสิ”
เสี่ยวชิงมีอายุเพียงสิบสองถึงสิบสามปีนางมีรูปลักษณ์ธรรมดาและมีใบหน้าที่ดูซื่อสัตย์จริงใจนางก้าวไปข้างหน้าอย่างเขินอายเพื่อทักทายแม่นางติง
ติงเหว่ยรู้สึกประหลาดใจที่ได้รับความสำคัญอย่างไม่คาดฝันนางคิดไม่ถึงว่าในฐานะแม่ครัว ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็มีสาวใช้เป็ลูกมือเสียแล้วดังนั้นจึงรีบปฏิเสธและพูดว่า “ท่านลุงอวิ๋นข้าแค่มาทำอาหารที่นี่เป็ครั้งคราวก็เท่านั้น คงไม่จำเป็ต้องมีลูกมือก็ได้กระมัง?”
“ยามปกติเสี่ยวชิงก็ทำงานจิปาถะต่างๆในห้องครัวอยู่แล้ว พอเ้ามาข้าก็แค่ให้มาช่วยเป็ลูกมือเ้าก็เท่านั้นทั้งสองสิ่งต่างก็ไม่ล่าช้า[2]”
ท่านลุงอวิ๋นยิ้มจนตาหยีแล้วโยนคำแก้ตัวที่เขาเตรียมไว้ล่วงหน้าออกไปที่จริงแล้วติงเหว่ยกำลังตั้งครรภ์ เขาคิดเป็ร้อยเป็พันวิธี [3]ทาบทามนางให้มาที่นี่เพื่อจะได้สะดวกในการดูแลสุขภาพจะปล่อยให้นางทำงานหนักและลำบากได้อย่างไรกัน?
ติงเหว่ยรู้สึกเบาใจขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าอันแน่วแน่ของท่านลุงอวิ๋นที่แท้การทำงานในห้องครัวนั้นทั้งสบายและเงินเดือนก็สูงนางคงพบสมบัติอันล้ำค่าเข้าเสียแล้ว[4]
หลังจากที่ลุงอวิ๋นออกจากบ้านไปติงเหว่ยก็เลิกคิดฟุ้งซ่าน จากนั้นก็จัดวางขวดโหลเครื่องปรุงรสประเภทต่างๆผ่านไปไม่นานนางก็เริ่มคุ้นเคยกับห้องครัวที่กว้างขวางกว่าบ้านของนางมาก
นางเองก็ไม่ใช่คนไม่รู้บุญคุณคนและรู้สึกว่านางได้รับการดูแลจากลุงอวิ๋นเป็อย่างดีดังนั้นนางจึงอยากจะแสดงฝีมือสักหน่อย ทำของอร่อยให้กินเป็การตอบแทน
ตอนนี้เพิ่งผ่านยามเที่ยงไปยังมีเวลาอีกเหลือเฟือหากลงมือเตรียมการคงพอดีกับ่ที่นายน้อยสกุลอวิ๋นตื่นจากการนอนกลางวันเขาก็จะได้กินสำรับน้ำชายามบ่ายสักหน่อย
ในความคิดของนางบางทีนายน้อยสกุลอวิ๋นอาจเป็โรคเบื่ออาหารนิดหน่อยแย่ที่สุดก็คงเป็โรคไม่อยากอาหาร หากมื้อบ่ายนี้ทำขนมทั่วไปที่รสชาติหวานเลี่ยนคาดว่าเขาน่าจะไม่แตะต้องเลยด้วยซ้ำ เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงตัดสินใจทำชุนปิ่ง[5] ที่ทั้งทำง่ายและรสชาติอร่อย
เห็นได้ชัดว่าครอบครัวสกุลอวิ๋นมีเงินทองใช้สอยไม่ขาดมือวัตถุดิบต่างๆ ในห้องครัวล้วนครบถ้วนติงเหว่ยแทบรอต่อไปอีกไม่ไหวจึงเริ่มลงมือทำเลย
……
เสี่ยวชิงเป็สาวใช้ที่นิสัยเงียบๆนางไม่เคยเอ่ยปากพูดกับใครก่อนั้แ่ไหนแต่ไรโชคดีที่นางคุ้นเคยกับห้องครัวเป็อย่างดี และรู้ว่าอะไรวางไว้ที่ไหนไม่ว่าติงเหว่ยจะมีคำถามอะไร นางก็ดูแลเป็อย่างดี
ติงเหว่ยรู้สึกพอใจมากและครุ่นคิดภายในใจว่าจะสังเกตนางต่อไปอีกสักระยะหนึ่งหากสาวใช้คนนี้นิสัยไม่เลวจริงๆ ต่อไปในอนาคตก็จะช่วยสนับสนุนนางให้มากขึ้น
ขณะที่คิดอยู่นางก็รีบร่อนแป้งมันและแป้งสาลีจากนั้นก็เติมน้ำและใส่เกลือกับไข่ที่ปรุงเตรียมไว้ลงไป กวนไปในทิศทางเดียวกันในที่สุดก็ได้แป้งเหนียวๆ ครึ่งชาม นางเอาไปวางพักไว้ข้างๆ ก่อนแล้วนำถั่วงอกสีขาวนวลและผักกวางตุ้งป่าสีเขียวไปลวกในน้ำด้วยกันจนนิ่ม จากนั้นหั่นเนื้อเป็เส้นๆแล้วหมักทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง ตั้งกระทะใส่น้ำมันแล้วเติมโต้วป้านเจี้ยง [6]ลงไปผัดจนสุก และแล้วเครื่องเคียงทั้งหมดของชุนปิ่งก็เสร็จเรียบร้อย
เหว่ยเอ๋อร์เปิดกล่องเล็กๆแล้วหยิบผิงตี่กัว [7] เล็กๆ ใบหนึ่งออกมาเนื่องจากเครื่องครัวหลายอย่างไม่มีขายในยุคสมัยนี้ ซึ่งบางครั้งก็ทำให้นางรู้สึกไม่สะดวกโชคดีที่ยังมีเหรียญทองแดงอยู่ที่บ้านสองสามร้อย นางจึงวาดภาพตัวอย่างสองสามภาพและรบกวนให้พี่ติงช่วยไปสั่งในเมืองให้นางสักใบประจวบเหมาะที่วันนี้มีโอกาสได้นำเครื่องครัวใหม่ๆพวกนี้ออกมาใช้แสดงความสามารถแล้ว
นางวางผิงตี่กัวลงในอ่างใส่น้ำแล้วล้างทำความสะอาดเสี่ยวชิงที่ยืนอยู่ด้านข้างมีสีหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นนางอดทนอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ทนไม่ไหวจึงถามออกมาว่า “แม่นางติงนี่เป็เครื่องครัวประเภทไหนกันหรือ ลักษณะของมันช่างดูแปลกตาเสียจริง?”
ติงเหว่ยยกริมฝีปากขึ้นและยิ้มออกมาโดยไม่ปิดบังอะไรแล้วตอบว่า “นี่เรียกว่าผิงตี่กัว สะดวกในการทำเล่าปิ่ง [8] ในวันปกติ จริงสิเดี๋ยวอีกพักหนึ่งเ้าช่วยข้าจุดไฟหน่อยได้หรือไม่ เ้าจะต้องคอยควบคุมไฟให้ดีอย่าทำเร็วเกินไปหรือช้าเกินไปล่ะ”
เสี่ยวชิงพยักหน้าซ้ำๆสิ่งที่นางทำบ่อยที่สุดที่นี่คือการจุดไฟและนางยังควบคุมไฟได้เก่งกาจที่สุดอีกด้วย
ติงเหว่ยเห็นท่าทางน่ารักน่าชังของนางแล้วก็รู้สึกสนุกขึ้นมานางจึงล้อเลียนสาวใช้ต่อไปเรื่อยๆ
หลังจากที่ทั้งสองคนคุยและหัวเราะเล่นกันสักพักติงเหว่ยก็เตรียมตัวพร้อมแล้ว ดังนั้นนางจึงให้เสี่ยวชิงเริ่มจุดไฟได้นางวางผิงตี่กัวไว้บนเตาเพื่อให้ความร้อนทำให้หยดน้ำละเหยออกไปจากนั้นก็หยิบแปรงเล็กๆ จุ่มน้ำมันพืชมาทาที่ก้นของกระทะ เมื่อน้ำมันพืชเริ่มร้อนถึงกึ่งหนึ่งนางก็ตักแป้งออกมาหนึ่งช้อนเล็กและเทลงไปจากนั้นจึงเขย่ากระทะด้วยความรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวแผ่นแป้งกลมๆ บางๆหนึ่งแผ่นก็เสร็จแล้ว
เสี่ยวชิงรู้สึกประหลาดใจมากหากไม่ติดว่านางต้องคอยควบคุมไฟ ดวงตาของนางคงจะไปติดอยู่ที่ขอบกระทะแล้ว
ติงเหว่ยหัวเราะออกมาใช้มือหยิบแผ่นแป้งขึ้นมาแล้วห่อเนื้อผัดเต้าเจี้ยวกับผักกวางตุ้งจากนั้นก็แบ่งเป็สองส่วน ครึ่งหนึ่งใส่ในปากนางและอีกครึ่งหนึ่งยัดใส่มือของเสี่ยวชิง
“เสี่ยวชิงเ้าลองชิมดูสิ เหมือนจะเค็มไปหน่อย ข้าคงใส่เนื้อผัดเต้าเจี้ยวมากเกินไปเดี๋ยวเ้าช่วยเตือนข้าให้ใส่น้อยลงหน่อย” ติงเหว่ยกินไปพึมพำไป ท่าทีดูสบายมากแต่เสี่ยวชิงใมาก จนเกือบจะโยนชุนปิ่งในมือทิ้ง “แม่...แม่นางนี่เป็ของกินสำหรับนายท่าน ข้าไม่กล้า...”
เมื่อติงเหว่ยได้ยินดังนั้นก็แทบจะสำลักออกมานางยกมือขึ้นมาทุบอกสองสามที จากนั้นจึงปลอบสาวใช้ด้วยเสียงเบาๆ ว่า“เ้ากินไปเถอะ แผ่นแป้งนี้ไม่กลม ยกไปนายท่านก็คงไม่ถูกใจ อีกอย่างพวกเราทำอาหารถ้าไม่สามารถชิมรสชาติได้ หากมีอะไรผิดพลาดตรงไหน ไม่ใช่ว่าจะเป็อันตรายต่อนายท่านหรอกหรือ?”
เสี่ยวชิงกะพริบตาราวกับว่านางก็คิดว่าสมเหตุสมผลดังนั้นนางจึงก้มศีรษะลงและค่อยๆ กัดอย่างระมัดระวัง เพียงชั่วพริบตาใบหน้าเล็กๆของนางก็ยิ้มออกมาทันที
“โอ้โหแม่นาง ข้าไม่เคยกินชุนปิ่งที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย รสชาติอร่อยมากช่างอร่อยมากเสียจริง!”
เสี่ยวชิงกินชุนปิ่งเข้าไปคำใหญ่แล้วยังเลียมุมปากอย่างเสียดายนิดหน่อย ท่าทางดูน่าสงสารและน่าขบขันในคราเดียวกัน
ติงเหว่ยไม่มีเวลาคุยกับนางอีกต่อไปและกำลังครุ่นคิดว่าจะทำโจ๊กเพิ่มสักหน่อยดีหรือไม่หากยกไปแค่ชุนปิ่งอาจดูจำเจไปเสียหน่อย
หลังจากเสี่ยวชิงที่ได้กินของอร่อยๆเข้าไปดูเหมือนจะฉลาดขึ้นไม่เบานางรีบวิ่งไปที่หม้อใบใหญ่ที่อยู่ข้างในสุดเปิดฝาออก และยกโจ๊กโสมถ้วยเล็กๆออกมาหนึ่งถ้วย นางยิ้มแล้วพูดว่า “แม่นาง มีโจ๊กโสมอยู่ที่นี่สามารถกินคู่กับชุ่นปิ่งของแม่นางได้หรือไม่?”
“ได้แน่นอนอยู่แล้ว”
เหว่ยเอ๋อร์รีบทำแผ่นแป้งอีกสองสามชิ้นอย่างรวดเร็วม้วนผักและเนื้อผัดเต้าเจี้ยว แล้วจัดวางลงบนจานสีขาวและสุดท้ายก็วางลงบนถาดไม้พร้อมกับชามโจ๊กหลังจากตรวจดูอย่างรอบคอบแล้วว่าไม่มีอะไรบกพร่องจากนั้นก็ให้เสี่ยวชิงยกไปส่งที่เรือนหลัก
……
กงจื้อิเพิ่งตื่นจากการนอนกลางวันเขากำลังจะลุกขึ้นด้วยความเคยชินแต่ก็พบกับความจริงที่ว่าร่างกายส่วนใหญ่ของเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้จู่ๆ ในดวงตาของเขาก็มีแววตาแห่งความโกรธแค้นขึ้นมาแวบหนึ่ง
หลังจากคำนวณดูอย่างละเอียดเขาล้มป่วยมานานสองเดือนกว่าแล้ว แต่อย่างไรก็ไม่ชินกับความจริงนี้สักทีบางครั้งเขาอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าถ้าเขาเสียชีวิตต่อหน้ากองทัพทั้งสองและถูกหนังม้าห่อร่าง[9] นั้นดีกว่าการที่คอยประคองชีวิตให้รอดไปวันๆ อยู่แบบนี้หรือไม่? แต่เกรงว่ามันจะเป็ไปตามที่พวกหน้าเนื้อใจเสือเ่าั้้า…
เมื่อนึกถึงความเกลียดชังตลอดเวลาที่ผ่านมาดวงตาของกงจื้อิก็ยิ่งแดงขึ้นเรื่อยๆสมองที่เคยมีสติและมีความใจเย็นของเขาก็เต้นแรงตุบๆ จนเขาแทบจะเสียสติแต่ในชั่วขณะนั้น เขาก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ที่ปลายจมูก เขาตกตะลึงไปครู่หนึ่งหัวสมองของเขาพลันปลอดโปร่งขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์
เขามองตามกลิ่นหอมไปและเห็นว่ามีอาหารสองอย่างวางอยู่บนโต๊ะชาเล็กๆข้างเตียง อย่างหนึ่งเป็ชามใส่โจ๊กโสมที่เขากินตามปกติในแต่ละวันและอีกจานหนึ่งเป็ขนมที่มีรูปร่างเป็แท่งม้วนยาวๆ สีขาวถูกจัดวางซ้อนกันเป็ูเาเล็กๆ อยู่ในจาน
“คุณชายท่านตื่นแล้วหรือ!”เมื่อเซียงเซียงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงเดินเข้าไปจากด้านนอกประตูและรีบเข้าไปปรนนิบัติรับใช้ นางหยิบหมอนมาวางไว้ข้างหลังกงจื้อิแล้วถามเขาว่า“บนโต๊ะมีเตี่ยนซิน [10] ที่แม่ครัวคนใหม่ทำไว้ ดูนุ่มๆ เละๆ ไม่ค่อยน่ากินเท่าไร บ่าวจะเอาไปทิ้งเดี๋ยวนี้แล้วให้ห้องครัวทำอาหารชุดใหม่มาอีกครั้ง”
ท่านลุงอวิ๋นแอบย่องเข้ามาเบาๆและเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้เขาก็ขมวดคิ้วและจ้องมองไปที่หลานสาวของตนในที่สุดเขาก็ยิ้มและนำโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ วางไว้ข้างหน้านายท่านแล้วพูดเบาๆ ว่า“คุณชาย แม่ครัวที่ทำเตี่ยนซินนี้ฝีมือเก่งกาจ บ่าวดูแล้วคิดว่าเตี่ยนซินเหล่านี้ดูสะอาดและน่าอร่อยเมื่อตอนกลางวันคุณชายก็กินอาหารไปแค่นิดเดียวมิสู้ลองชิมรสชาติของเตี่ยนซินแบบใหม่สักหน่อย?”
กงจื้อินึกถึงซาลาเปาดอกไม้ที่เขากินในวันก่อนจากนั้นก็มองดูเจวียนปิ่ง [11] หน้าตาธรรมดาๆ ที่อยู่ตรงหน้าเขาจึงพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็จิบชาเข้าไปคำหนึ่งแล้วคีบใส่ปาก
ปรากฏว่าเมื่อเขากัดเข้าไปแล้วพบว่าไส้ของเปาะเปี๊ยะมีรสชาติที่จืดมากแต่ก็มีรสเค็มผสมอยู่ด้วย หลังกลืนลงไปราวกับความหงุดหงิดที่สะสมมาจากการนอนกลางวันก็มลายหายไปด้วยและรับประทานคู่กับโจ๊กโสมอุ่นๆ สักคำหนึ่งช่างเป็รสชาติที่ถูกปากอย่างหาได้ยากยิ่ง
ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่มือก็คืบไม่หยุด เขากินเจวียนปิ่งไปห้าถึงหกชิ้นเต็มๆ ก่อนจะวางตะเกียบลงท่านลุงอวิ๋นมองชามโจ๊กที่ว่างเปล่าและอาหารในจานที่ลดไปมากกว่าครึ่งทำให้ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น “ช่างเยี่ยมจริงๆ นายน้อยกินได้เยอะเลย”
กงจื้อิจิบชาแล้วบ้วนปากและในที่สุดก็ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เป็แม่ครัวที่ทำซาลาเปาในวันนั้นหรือ?”
“ใช่ขอรับ”ลุงอวิ๋นตอบอย่างมีความสุข “บ่าวตั้งใจไปที่ร้านเพื่อเชิญนางมาเป็พิเศษนับจากนี้ไปนางจะมาทำอาหารที่บ้านของเราทุกๆ สองสามวันหากคุณชายอยากกินอะไรก็บอกบ่าวมาได้เลย”
ั้แ่กงจื้อิยังเป็เด็กก็ไม่ค่อยมีความอยากอาหารมากนักตอนนี้ยิ่งเขาอิ่มแล้วยิ่งไม่รู้จะกินอะไรดี ดังนั้นเขาจึงส่ายหัวแล้วพูดว่า“ให้นางจัดเตรียมเถอะ วันนี้เจวียนปิ่งรสชาติไม่เลว ตกรางวัลให้นาง!”
“ขอรับบ่าวจะจำไว้”
……
เมื่อท่านลุงอวิ๋นเห็นนายท่านหยิบหนังสือขึ้นมาอีกครั้งเขาก็รีบลากหลานสาวและเก็บจานชามออกไปทันที
สองปู่หลานยืนอยู่ใต้ชายคาหยิบชุนปิ่งที่เหลือบนจานยัดเข้าปากแทบจะพร้อมกัน ท่านลุงอวิ๋นยิ้มกินอย่างมีความสุข ปากก็ชมเชยไม่หยุด “เจวียนปิ่งนี้รสชาติอร่อยมากจริงๆไม่แปลกใจเลยที่คุณชายชอบกิน ข้าต้องไปหาของดีๆ ให้กับแม่นางติงในภายหลังสักหน่อยในคลังก็ยังมีกล่องใส่ปิ่นปักผมสีเงินและสีทองให้นางเลือกสักอันก็ไม่เลวและให้ผ้าฝ้ายสักสองผืน แล้วยังมี…”
“ท่านปู่แค่ตกรางวัลให้นางสักสองสามเหวินก็พอแล้วคุณชายไม่ได้พูดว่าให้รางวัลใหญ่สักหน่อย!”เซียงเซียงมองดูเจวียนปิ่งที่ผ่าครึ่งอยู่ในมือของนางนางไม่อยากยอมรับเลยว่าสตรีผู้นั้นฝีมือเก่งกาจจริงๆหากจะพูดว่ารสชาติไม่อร่อยก็คงรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
ท่านลุงอวิ๋นรู้สึกหนักใจกับหลานสาวที่นิสัยเสียผู้นี้มากอดไม่ได้ที่จะดุนางเสียงต่ำว่า “เ้าหุบปากเดี๋ยวนี้นะเื่พวกนี้ไม่เกี่ยวกับเ้า คุณชายไม่ได้กินอิ่มท้องแบบนี้มานานเท่าไรแล้วเพียงแค่เหตุผลนี้ ตกรางวัลให้แม่นางติงเป็ทองสักูเาก็ยังไม่ถือว่ามากไปด้วยซ้ำแล้วยังมีอีก วันๆ แทนที่จะเอาเวลาไปหาเื่คนอื่นไม่สู้ไปตั้งใจฝึกปรือฝีมืองานเย็บปักหรือทำอาหารให้ชำนาญสักอย่างก็ได้ตำแหน่งข้างกายคุณชายไม่มีทางจะไม่มีที่ให้เ้า แต่เ้าดูตัวเองสิแค่กวาดพื้นยังไม่สะอาดเลย แล้วจะไปทำสิ่งใดได้?”
-----------------------------------------
[1] มือไม้อ่อน 手足无措 หมายถึงตื่นตระหนกใจนทำอะไรไม่ถูก
[2] ทั้งสองสิ่งต่างก็ไม่ล่าช้า 两不耽误 หมายถึง การทำบางสิ่งบางอย่างในขณะที่ทำสิ่งอื่นไปพร้อมๆ กัน
[3] เป็ร้อยเป็พันวิธี 千方百计 หมายถึง พยายามทุกวิถีทาง
[4] พบสมบัติอันล้ำค่า 捡到宝了 หมายถึงการได้สิ่งที่มีค่าหรือมีประโยชน์อย่างยิ่งมาโดยบังเอิญ
[5] ชุนปิ่ง 春饼 หมายถึง เปาะเปี๊ยะฤดูใบไม้ผลิเป็อาหารที่สื่อถึงการต้อนรับการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิลักษณะจะเป็การห่อเปาะเปี๊ยะสดด้วยไส้ทั้งผักและเนื้อจัดวางลงในจานที่มีผักสดเคียงประดับแล้วรับประทานพร้อมกัน
[6] โต้วป้านเจี้ยง 豆瓣酱 หมายถึง ซอสเผ็ดต้นตำรับเสฉวนที่หมักจากถั่วปากอ้า, พริกไทยสด,เกลือ, แป้ง ฯลฯ
[7] ผิงตี่กัว 平底锅 หมายถึงกระทะทรงแบน
[8] เล่าปิ่ง 烙饼 หมายถึงขนมแป้งทอดชนิดหนึ่งของจีน โดยมากทำจากแป้งสาลี ผสมน้ำหรือของเหลวอื่นนวดและหมักทิ้งไว้ให้ได้ที่ จากนั้นแผ่เป็แผ่นบางๆ นำไปย่างหรือทอดในกระทะทรงแบน
[9] หนังม้าห่อร่าง 马革裹尸 หมายถึงทหารที่ตายในสนามรบ ใช้อุปมาถึงการอุทิศตนต่อหน้าที่เต็มใจสละชีพในสนามรบและห่อศพด้วยหนังม้า
[10] เตี่ยนซิน 点心 หมายถึง ขนม ของว่าง
[11] เจวียนปิ่ง 卷饼 หมายถึง เปาะเปี๊ยะ