เพราะเมื่อวานตอนที่ลั่วชิงเสวี่ยปีนขึ้นไป กระบวนการทั้งหมดนั้นใช้เวลาไม่นานนัก เสียงระฆังแปดครั้ง ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปเสียด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ หลินฉางชิงจึงพอจะเข้าใจคร่าว ๆ ถึงเวลาที่ต้องใช้ในการปีนบันไดเจตจำนงกระบี่
"ต่อให้ข้าสามารถปีนขึ้นไปได้สูงกว่าชั้นที่แปด คิดว่าคงใช้เวลาไม่นานนักหรอกกระมัง" หลินฉางชิงพึมพำกับตัวเอง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในดวงตาของเขาก็มีประกายแสงวูบวาบ
"ในเมื่อเป็เช่นนี้ มิสู้ลองไปทดสอบดูจริง ๆ เสียเลย!" เขาตบขาตัวเองฉาดหนึ่งแล้วลุกขึ้นจากเตียงทันที
หลินฉางชิงค่อย ๆ ย่องออกจากห้องด้วยความระมัดระวัง เพราะเกรงว่าหากส่งเสียงดังเกินไป จะทำให้เหยียนเฉินสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเข้า
ทว่าสะพานโซ่เหล็กที่เชื่อมระหว่างูเาด้านหลังและสำนักชูซานนั้นถูกตัดขาดไปแล้ว สำหรับหลินฉางชิงที่เป็คนธรรมดาซึ่งไม่มีตำราวิชาและพลังปราณคุ้มกาย ย่อมเป็เื่ยากที่จะข้ามผ่านไปได้จริง ๆ
แต่สำหรับหลินฉางชิงในตอนนี้ เป็ผู้ซึ่งหยั่งรู้ตำราวิชาล้ำค่ามานับไม่ถ้วน หน้าผาที่ขาดออกจากกันยาวเพียงไม่เกินสี่จั้ง กลับสามารถข้ามผ่านได้อย่างง่ายดาย
"ขึ้น" หลินฉางชิงร่ายเคล็ดวิชาด้วยปลายนิ้ว
ในพริบตาต่อมา เขารู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายของตนเบาสบาย และเพียงแค่ะโเบา ๆ เขาก็ข้ามผ่านหุบเหวของูเาด้านหลังและมาถึงอีกฝั่งของูเาได้ทันที
หลังจากลงสู่พื้น หลินฉางชิงไม่ได้หยุดพักนาน เขาเร่งรุดไปยังจุดที่เป็บันไดเจตจำนงกระบี่โดยไม่หยุดยั้ง
หอคอยผนึกมารทีู่เาด้านหลังตั้งอยู่ทางทิศเหนือของสำนักชูซาน ส่วนตำแหน่งของบันไดเจตจำนงกระบี่นั้น อยู่ทางทิศตะวันออกของสำนักชูซาน
ตลอดเส้นทางไม่ได้เข้าสู่เขตพื้นที่ส่วนกลางของสำนักจึงไม่พบเจอศิษย์คนใดเลย หลินฉางชิงจึงสามารถเดินทางได้อย่างไร้อุปสรรค
"กระบวนการนี้ ดูเหมือนจะง่ายกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก" หลินฉางชิงยืนอยู่ใต้บันไดเจตจำนงกระบี่ พลางส่ายหน้าแล้วเอ่ยขึ้น
หลังจากมีพลังบำเพ็ญแล้ว การเข้าออกูเาด้านหลังสำหรับเขาก็ไม่ใช่เื่ยากอีกต่อไป
"ที่นี่คือบันไดเจตจำนงกระบี่… เมื่อได้มายืนดูด้วยตาตัวเองแบบนี้ ดูยิ่งใหญ่กว่าภาพในความทรงจำเสียอีก"
หลินฉางชิงเงยหน้าขึ้นมองบันไดเมฆตรงหน้าที่ทอดตัวสูงเสียดฟ้าจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เมื่อมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ หลินฉางชิงจึงตระหนักถึงความต่ำต้อยของตนเองได้อย่างแท้จริง
"ไม่รู้จริง ๆ ว่าบันไดเจตจำนงกระบี่นี้ เป็ผลงานของผู้ยิ่งใหญ่ท่านใดของสำนักชูซานที่ทิ้งเอาไว้กันแน่"
หลินฉางชิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย เพราะในบันทึกโบราณของสำนักชูซานไม่เคยมีการบันทึกนามของผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ไว้เลย
แต่เื่เ่าั้ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะที่ทางเข้าของบันไดเจตจำนงกระบี่มีม่านพลังสีฟ้าใสที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีเพียงผู้ที่มีพลังบำเพ็ญบรรลุถึงขั้นสร้างรากฐานจึงจะสามารถข้ามผ่านม่านพลังนี้เพื่อปีนบันไดเจตจำนงกระบี่ได้
"ข้าจำได้ว่าตามคำบอกเล่าในสำนักชูซาน เป็เพราะมีปราณกระบี่พาดผ่านไปมา หากผู้ที่มีพลังบำเพ็ญขั้นฝึกปราณเข้าไปข้างใน จะสร้างความเสียหายแก่ร่างกายจนไม่อาจรักษาให้หายได้" หลินฉางชิงนึกถึงความทรงจำก่อนหน้าแล้วพึมพำ
"แต่ตอนนี้ เื่นี้ไม่มีความหมายสำหรับข้าอีกต่อไปแล้ว" พูดจบ เขาก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปในม่านพลังนั้นทันที เขาสามารถผ่านเข้าไปได้อย่างไร้อุปสรรค และในพริบตาที่เข้าสู่ม่านพลัง แรงกดดันอันมหาศาลสายหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่หลินฉางชิงโดยตรง
ตูม!
การจู่โจมของแรงกดดันอย่างกะทันหันนี้ ถึงกับทำให้จิติญญาของหลินฉางชิงสั่นะเื ความรู้สึกนี้เหมือนกับว่าเขากำลังยืนอยู่ดี ๆ แล้วจู่ ๆ ูเาสูงก็ร่วงหล่นลงมาตรงหน้า และเขาต้องเป็ผู้รับแรงกระแทกทั้งหมดนั้นไว้...
เนื่องจากหลินฉางชิงไม่ได้เตรียมใจไว้เลย ในชั่วขณะที่เผชิญหน้ากับแรงกดดันนี้ ร่างของเขาจึงถอยหลังกรูดไปสามก้าว
"ช่างเป็กลิ่นอายที่น่ากลัวยิ่งนัก..." เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายใ ที่ข้างแก้มของหลินฉางชิงมีเหงื่อเย็นไหลซึมลงมาหนึ่งหยด
นี่คือตัวตนที่สองที่มีแรงกดดันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ที่เขาเคยพบเห็น นอกเหนือจากหอคอยผนึกมาร ซึ่งหอคอยผนึกมารนั้น เนื่องจากมีอาคมต้องห้ามครอบอยู่ แรงกดดันจึงไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมาทั้งหมด ดังนั้นบันไดเจตจำนงกระบี่ตรงหน้านี้จึงดูน่าเกรงขามกว่ามาก
"มิน่าเล่า ถึงต้องรอจนถึงขั้นสร้างรากฐานจึงจะปีนได้ หากมีผู้ฝึกตนขั้นฝึกปราณหลงเข้ามาที่นี่ เกรงว่าคงถูกแรงกดดันนี้บดขยี้จนสลายไปในพริบตาเลยกระมัง?" หลินฉางชิงรู้สึกสงสัย
อย่างไรก็ตาม เขายังคงก้าวเท้าปีนขึ้นสู่ขั้นแรกของบันได
ทันทีที่เหยียบเข้าไป หลินฉางชิงรู้สึกได้ทันทีว่ามีแรงกดดันสายหนึ่งครอบคลุมอยู่บนร่างของเขา ทว่าแรงกดดันนี้ไม่ได้รุนแรงนัก หากจะพูดให้เห็นภาพก็เหมือนกับการหิ้วแตงโมสองลูกที่มีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของหลินฉางชิง
เหง่ง!
พร้อมกับเสียงระฆังหนึ่งครั้งที่ดังก้องไปทั่วท้องฟ้า หลินฉางชิงก็ผ่านขั้นแรกของบันไดเจตจำนงกระบี่ได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าในขณะนี้ ภายในสำนักชูซานที่มีศิษย์หลายคนที่กำลังฝึกตนอยู่ เมื่อได้ยินเสียงระฆังนี้ ต่างก็หยุดการฝึกและลืมตาขึ้นด้วยความสงสัย
"แปลกนัก เวลานี้ยังมีศิษย์คนไหนในสำนักที่ไปท้าทายบันไดเจตจำนงกระบี่อีกหรือ? ช่างประหลาดแท้..."
ในใจของศิษย์หลายคนต่างเกิดความคิดเช่นนี้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจเสียงระฆังนี้มากนัก เพราะตอนที่ลั่วชิงเสวี่ยปีนขึ้นไป ศิษย์เกือบทั้งหมดในสำนักชูซานต่างมารวมตัวกันจนครบ และหากเป็ศิษย์คนสำคัญที่ปีนบันไดเจตจำนงกระบี่เกรงว่าผู้าุโในสำนักคงแจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้ว
"สงสัยจะเป็ศิษย์บางคนที่เพิ่งบรรลุขั้นสร้างรากฐาน แล้วอยากจะทดสอบตัวเองกระมัง?" บางคนคิดเช่นนั้นแล้วฝึกตนต่อไป
อีกด้านหนึ่ง
หลินฉางชิงที่ก้าวเข้าสู่ขั้นที่สอง รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าแรงกดดันบนร่างกายเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนกับว่าแขนขาของเขาถูกผูกไว้ด้วยถุงทราย แม้แต่ฝีเท้าก็เริ่มหนักอึ้งขึ้น
"เป็ไปตามความทรงจำจริง ๆ บันไดเจตจำนงกระบี่นี้ ทุกครั้งที่เลื่อนระดับชั้น แรงกดดันบนร่างกายก็จะเพิ่มขึ้น"
หลินฉางชิงที่ลองขยับร่างกายดูแล้วได้ข้อสรุป แต่โชคดีที่แรงกดดันในตอนนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อหลินฉางชิงแม้แต่น้อย
หากเขายังเป็คนธรรมดาอาจจะรู้สึกว่ามันลำบาก แต่หลินฉางชิงที่ก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานแล้ว เมื่อเผชิญกับแรงกดดันของขั้นที่สอง การจะเดินให้เร็วราวกับบินนั้นไม่ใช่เื่ยากเลย
"ข้าชักอยากรู้แล้วสิว่าหากปีนขึ้นไปถึงชั้นสูงสุด… มันจะเป็ประสบการณ์แบบไหนกันนะ?" หลินฉางชิงพึมพำ เพราะเื่นี้แม้แต่เ้าของร่างเดิมก็ยังทำไม่ได้
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินฉางชิงจึงก้าวเดินต่อไป
เหง่ง!
เสียงระฆังครั้งที่สองดังขึ้น ศิษย์ในสำนักชูซานยังคงไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ต่อให้เป็ศิษย์ที่มีพร์ต่ำที่สุด อย่างน้อยการทำให้ระฆังดังสามครั้งก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้
เหง่ง!
เป็ไปตามคาด
เพียงครู่เดียว เสียงระฆังครั้งที่สามก็ดังขึ้นตาม
ตอนนี้หลินฉางชิงรู้สึกว่าแรงกดดันบนร่างกายกลายเป็ความรู้สึกเหมือนแบกปูนไว้บนบ่า แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีผลกระทบใด ๆ
ในไม่ช้า หลินฉางชิงก็มาถึงจุดเชื่อมต่อระหว่างชั้นที่สามและชั้นที่สี่
เหง่ง!
เท้าข้างหนึ่งของเขาก้าวเข้าสู่ชั้นที่สี่
คราวนี้เหล่าศิษย์ที่เดิมทีจมดิ่งอยู่กับการฝึกตน ในที่สุดก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง