เหตุการณ์จากธรรมชาติอันแปรปรวนต่างสงบลงแล้ว จะเหลือก็แต่เพียงภาพของนักเวททั้งสามที่ยืนประจันหน้ากันท่ามกลางผืนป่าอันเงียบงัน มันเป็นการประจันหน้าที่เดิมพันเอาไว้ด้วยความตาย หนึ่งคือผู้ที่มัจจุราชที่เต็มไปด้วยเพลิงแห่งความแค้น หนึ่งคือผู้ที่ถูกหมายหัวซึ่งจิตใจเต็มไปด้วยความแค้นและความชิงชัง ส่วนอีกหนึ่งคือผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือโดยไม่อาจจะทราบถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง
การต่อสู้ของทั้งสามถูกแบ่งเป็นสองฝ่าย แม้ฝั่งของมาเชลและสเวนจะมีจำนวนมากกว่าแต่ก็ไม่อาจจะเทียบกับพลังของแอเรียสได้เลยแม้แต่น้อย ดังคำกล่าวที่ว่าจำนวนของนักรบไม่ใช่สิ่งที่กำหนดชัยชนะในสงครามเสมอไป เพราะหลายครั้งชัยชนะก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งและประสบการณ์ในการต่อสู้ สเวนและมาเชลนั้นเป็นเพียงระดับนักเวทฝึกหัดเท่านั้น พลังของทั้งสองรวมกันยังไม่อาจจะต่อกรกับแอเรียสที่เป็นถึงระดับผู้ใช้มนตราได้ด้วยซ้ำไป เมื่อเป็นนักเวทระดับผู้ใช้มนตราแล้วทั้งการใช้ทักษะเวทที่เหนือกว่า พลังเวทที่แข็งแกร่งกว่า รวมถึงระยะโจมตีที่มีมากกว่านักเวทระดับนักเวทฝึกหัด ไม่ว่าจะมองด้านไหนก็สามารถบอกได้เลยว่าแอเรียสนั้นคือผู้ที่แข็งแกร่งกว่า
“หลีกทางไปซะไม่เช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้าอีกคน!! “
แอเรียสประกาศกร้าวออกมาด้วยความไม่พอใจ ดวงตาของเขาที่มองไปยังสเวนมีแต่ความแข็งกร้าว จิตสังหารเริ่มมุ่งไปยังเด็กหนุ่มเผ่าลูกครึ่งอสูรที่อยู่ตรงหน้า พลังของเขามีเพียงพอที่จะสังหารนักเวททั้งสองแต่เขายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดสเวนจึงต้องสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ ข้าไม่อาจจะทำเช่นนั้นได้ นี่เป็นหน้าที่ของข้า “
สเวนตอบกลับมาโดยไม่มีลังเลเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่างกับมาเชล แต่เมื่อหันมองไปยังมาเชลที่กำลังทำสีหน้างุนงงเมื่อได้ยินคำพูดของสเวนก็ทำให้ยิ่งสงสัยว่าแท้จริงแล้วทั้งสองเกี่ยวข้องกันแน่หรือไม่
“ หรือว่าท่านพ่อส่งเจ้ามาช่วยข้า!? งั้นรีบช่วยข้าเร็วสิ สังหารมันซะสิ !! “
มาเชลเอ่ยปากถามขึ้นมา แววตามันเปล่งประกายด้วยความหวังที่มีมากขึ้น มือของมันยังคงกุมไปที่บาดแผลด้วยความเจ็บปวดที่ยังไม่จางหายไป
“ หน้าที่ของข้ามีเพียงคุ้มกันเจ้าเท่านั้น หาใช่ถูกส่งมาเป็นลูกน้องของเจ้า ตอนนี้รีบไปหนีให้พ้นจากที่นี่ซะข้าจะช่วยถ่วงเวลาเขาเอาไว้ให้“
สเวนตอบกลับมาด้วยความเย็นชา นั่นกลับสร้างความงุนงงให้กับมาเชลมากขึ้นกว่าเดิม มันไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดสเวนจึงได้เข้ามาช่วยเหลือมันเช่นนี้
“ รีบไปจากทีนี้ซะ!! “
สเวนตะคอกออกมาเสียงดังอย่างเหลืออด นั่นทำให้สติที่สับสนของมาเชลดูคล้ายจะกลับมาอีกครั้ง เมื่อมันรู้ตัวว่าไม่อาจจะรั้งอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไปมันจึงเตรียมตัวที่จะหนีไปให้พ้นในทันที
“ พวกเจ้าคงลืมไปแล้วสินะว่าข้ายังยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าข้าไม่ได้อนุญาต ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามออกไปจากที่นี่ทั้งนั้น !!“
แอเรียสประกาศกร้าวออกมาด้วยความเย็นชา รอยยิ้มบนหน้าของเขาในเวลานี้ดูราวกับนักฆ่าเลือดเย็นที่พร้อมจะสังหารเป้าหมายได้ทุกเมื่อ เงาสีเงินที่สะท้อนอยู่บนใบดาบชี้ไปยังเป้าหมายที่อยู่ด้านหน้าราวกับประกาศิตที่พร้อมจะชี้เป็นชี้ตายผู้ใดได้ทุกเมื่อ พลังสีดำค่อยๆกระจายออกมาจากตัวดาบอย่างช้าๆ
“ อาวุธเวทระดับสูง ..ถ้าเช่นนั้นข้าคงถ่วงเวลาเอาไว้ได้ไม่นานนัก“
ทันใดนั้นสเวนก็เริ่มสังเกตเห็นว่าดาบในมือของแอเรียสคืออาวุธเวทระดับสูง เหยื่อเย็นหลั่งออกมาจากแผ่นหลังของเขาเล็กน้อยด้วยความหวาดหวั่นต่อพลังของดาบอสูรมายา แม้จะรู้ดีว่าเขาไม่อาจจะต่อกรกับแอเรียสได้แต่เขาก็ยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้เช่นเดิม
“ ถ้าทำได้ก็ลองดูสิ“
แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา เขาเริ่มเปิดฉากโจมตีทั้งคู่ในทันที เมื่ออีกฝ่ายยืนยันที่จะปะทะกับเขาให้ได้มันก็ไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องยั้งมืออีกต่อไป แต่ทันใดนั้นเองสเวนก็นำก้อนผลึกบางอย่างที่เต็มไปด้วยวงจรเวทอันสลับซับซ้อนออกมาจากแหวนมิติ เขาอัดกระแสพลังเวทของเขาเข้าไปในก้อนผลึกนั้นทันทีโดยไม่ชักช้า วงจรเวทที่สลักอยู่ทั่วผลึกก้อนนั้นพลันส่องแสงออกมา เสียงปะทุของบางสิ่งดังขึ้นมาพร้อมกับก้อนผลึกที่แตกกระจายออกจากกันกลายเป็นละอองเวท จากนั้นพวกมันก็รวมตัวกลายเส้นแสงสีฟ้าครามที่พุ่งตรงออกไปกลายเป็นวงกลมขนาดใหญ่ แม้พื้นที่ของวงกลมนั้นจะไม่ได้กว้างมากมายนักแต่มันก็กลายเป็นอาณาเขตที่ล้อมรอบแอเรียสเอาไว้ ไม่เพียงแต่แอเรียสเท่านั้นที่ถูกตีกรอบด้วยวงกลมนั้นแต่สเวนเองก็ตกอยู่ภายในวงกลมสีฟ้าคราวนั่นด้วยเช่นกัน แต่มาเชลกลับไม่ได้อยู่ในกรอบวงกลมนี้
“ ชิ !ดันหลงกลกับของพรรค์นี้ซะได้ “
แอเรียสสบถออกมาด้วยความหงุดหงิดยามเมื่อมองไปยังอาณาเขตวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบสิบเมตรที่ตอนนี้มันก่อตัวเป็นรูปทรงครึ่งวงกลมไปเสียแล้ว แม้จะมองเห็นด้านนอกแต่ก็ไม่อาจจะก้าวออกไปหรือโจมตีไปยังด้านนอกได้ รวมถึงผู้คนจากด้านนอกเองก็ไม่อาจจะโจมตีเข้ามาได้เช่นกันมันคล้ายเกราะป้องกันขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบแอเรียสและสเวนเอาไว้ด้านในแต่ในขณะเดียวกันมันก็มองดูคล้ายกับคุกสีฟ้าครามที่กักขังพวกเขาเอาไว้เช่นกัน
ทรงกลมสีฟ้าครามที่ล้อมรอบแอเรียสและสเวนเอาไว้คือสิ่งที่เรียกว่าเกราะมนตรา ลักษณะของมันอาจจะดูคล้ายคลึงกับทักษะเวทประเภทป้องกันแต่เกราะมนตรานั้นแตกต่างออกไป เกราะมนตรานั้นจัดอยู่ในประเภทของอุปกรณ์เวทประเภทหนึ่ง วิธีการใช้งานมันนั้นก็หาได้ยุ่งยากมากนักเพียงแค่อัดพลังเวทเข้าไปกระตุ้นเกราะมนตราให้เริ่มการทำงานแค่นี้ก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นแล้ว
หากกล่าวถึงวิธีการใช้งานนั้นคงเป็นเรื่องที่ง่ายดายนัก แต่หากกล่าวถึงวิธีการที่สร้างมันขึ้นมานั้นช่างเป็นสิ่งที่ยากเย็น ใช่ว่านักสร้างอาวุธทั่วไปจะสามารถสร้างเกราะมนตราขึ้นมาได้ ผู้ที่สามารถสร้างเกราะมนตราขึ้นมาได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องวงจรเวทเป็นอย่างมาก โดยนักสร้างอาวุธจะต้องใช้พลังเวทในร่างของตนสลักเป็นวงจรลงไปในก้อนผลึกซึ่งถูกสร้างขึ้นจากวัสดุบางอย่างที่หลอมรวมกันขึ้นมา ความแข็งแกร่งของเกราะมนตราที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นก็จะขึ้นอยู่กับระดับความสามารถของนักเวทที่สร้างมันขึ้นมารวมถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องของการสลักวงจรเวทอีกด้วย
เกราะมนตรานั้นมีราคาค่อนข้างสูงราคาของมันนั้นเกือบจะเทียบเท่ากับอาวุธเวททั่วไปเลยด้วยซ้ำ หากจะต่ำกว่าก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่การซื้อมันนั้นนับเป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือยเป็นอย่างมากเพราะเกราะมนตรานั้นส่วนใหญ่แล้วจะใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ดูเหมือนสเวนจะใช้มันออกมาโดยไม่ได้เสียดายเลยแม้แต่น้อย
“ รีบหนีไปให้พ้นจากที่นี่ซะ! “
สเวนหันหน้าไปพูดกับมาเชลที่ยังคงมีท่าทีสับสนกับเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงนั้น มาเชลไม่อาจเข้าใจได้เลยว่ามันเด็กหนุ่มเผ่าลูกครึ่งอสูรผู้นี้มาช่วยมันเพราะเหตุใดกัน ก่อนหน้านี้มันกับสเวนไม่เคยแม้แต่พูดจาใดๆกันด้วยซ้ำ พวกมันไม่ได้มีความเป็นมิตรใดๆต่อกันเลยแม้แต่น้อย และยิ่งไปกว่านั้นมันก็ไม่เคยจดจำได้เลยว่าพ่อของมันมีลูกน้องที่เป็นเผ่าพันธุ์ลูกครึ่งอสูรอยู่ด้วย แต่มันไม่มีเวลาขบคิดให้มากความหลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่และบาดแผลที่แอเรียสฝากเอาไว้บนร่างของมันเมื่อครู่ทำให้มันเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลยว่าต่อให้มีผลึกสีเทาก้อนนี้อยู่ในมือมันเองก็ไม่อาจจะต่อกรกับแอเรียสได้
ไม่มีแม้แต่คำเอ่ยลาหรือคำพูดขอบคุณใดๆ มาเชลเพียงหันมองไปยังสเวนด้วยสายตาสับสนก่อนจะเริ่มหลีกหนีไปด้วยความรวดเร็ว แม้บาดแผลของมันจะยังคงหลั่งโลหิตออกมาแต่มันก็กลับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว มันคงเป็นสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอดที่ฝังอยู่ในจิตเบื้องลึกที่ทำให้มันรู้ว่าการหนีคือหนทางเดียวเท่านั้นที่มันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ สเวนได้แต่พ่นลมหายใจร้อนๆออกมาด้วยความหงุดหงิดในการกระทำของมาเชล
“ ดูเหมือนเจ้าตัวบัดซบที่เจ้าพึ่งช่วยชีวิตมันไปมันจะไม่ได้สำนึกในบุญคุณของเจ้าเลยนะ“
แอเรียสแสยะยิ้มมองไปยังสเวน เส้นสายฟ้าส่องประกายอยู่ทั่วร่างของแอเรียส
“ ข้าไม่ได้ต้องการคำขอบคุณจากผู้ใด“
สเวนตอบกลับมา แม้จะรู้สึกหงุดหงิดอยู่เล็กน้อยแต่เขาก็หาได้สนใจการกระทำของมาเชลมากนัก สำหรับเขาแล้วเพียงแค่มาเชลไม่กระทำสิ่งที่โง่เขลาเช่นการคิดโจมตีอีกครั้งก็นับว่าเพียงพอแล้ว
“ ดูเหมือนจะมีใครบางคนส่งเจ้ามาคุ้มกันมาเชลสินะ และหากวิเคราะห์ดูแล้วผู้ที่อยู่คำสั่งนั่นคงเป็นคนที่เจ้าเชื่อฟังอย่างสุดหัวใจ เพราะฉะนั้นไม่ว่าทำอย่างไรเจ้าก็คงไม่หลีกทางให้ข้าเป็นแน่ ..ข้าพูดถูกต้องหรือไม่สเวน “
แอเรียสวิเคราะห์เหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความเยือกเย็น สายตาเขาเหลือบมองไปยังทิศทางที่มาเชลหลบหนีไปเล็กน้อย ถึงอย่างไรตามเส้นทางที่มันเดินไปก็ยังคงมีรอยเลือดติดอยู่ การสะกดรอยตามไปสังหารมันคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
“ ไม่มีเหตุผลที่ข้าจำเป็นต้องตอบเจ้า“
สเวนหาได้ตอบในสิ่งที่แอเรียสสงสัย สิ่งที่เขาทำมีเพียงการเอ่ยออกมาสั้นๆก่อนจะยกดาบในมือขึ้นมาเตรียมพร้อมที่จะรับมือการโจมตีของแอเรียสเท่านั้น
“ ถ้าเช่นนั้นมันก็คงเหลือทางเลือกแค่เพียงทางเดียว“
ในที่สุดฉากการปะทะก็เริ่มขึ้น เวทอัสนีของแอเรียสเป็นฝ่ายที่เริ่มเปิดฉากการโจมตีก่อน สายฟ้าอันเกรี้ยวกราดกระจายออกมาจากทั่วร่างของแอเรียส ดาบอสูรมายาฟาดฟันลงไปโดยไร้ความปราณีใดๆอีกต่อไป ในเมื่ออีกฝ่ายยืนยันที่จะเป็นศัตรูเขาก็ไม่จำเป็นจะต้องออมมืออีกต่อไป