บทที่ 17
ตระกูลหลิน [2]
คนทั้งสามที่อยู่ในห้องโถงใหญ่ของจวนหลิน...เงยหน้าขึ้นพร้อมกันราวกับได้รับสัญญาณบางอย่างโดยมิได้นัดหมาย
สิ่งที่พวกเขาเห็นตรงประตูทางเข้าคือภาพที่ไม่คาดคิด
บุรุษชุดขาวสะอาดราวหิมะแรกแห่งฤดูหนาว ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสงบนิ่งอ้อมแขนซ้ายโอบอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยผู้หนึ่งไว้อย่างมั่นคงขณะที่มือขวาวางไว้บนสะเอวอย่างสบายราวกับไร้ซึ่งสิ่งใดในใต้หล้าที่อาจทำให้เขาเคลื่อนไหวเกินกว่าใจปรารถนา
หญิงสาวอีกคนหนึ่งในชุดขาวเดินตามหลังบุรุษผู้นั้นมาท่วงท่าผ่อนคลายสง่างาม ดวงตาทอดมองบรรยากาศรอบด้านราวกับเดินอยู่ในสวนหลังบ้านของตนเอง
ใบหน้าของเหยียนไป๋เฉินนิ่งเฉยทว่ากลับมีรังสีอำนาจอันเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมาจาง ๆ ราวม่านพลังที่ไม่มีตัวตน
ขณะที่ไป๋ซือเหนียงในเวลานี้ คล้ายดอกท้อผลิบานยามราตรีเย้ายวนแต่แฝงอันตราย หยัดยืนอยู่กลางกลิ่นอายแห่งความเงียบงัน
เด็กหญิงในอ้อมแขนนั้นคือเถาเถา ใบหน้าเล็กของนางฉีกยิ้มกว้างดวงตากลมใสเป็ประกายไร้เดียงสาราวกับไม่ได้ตระหนักถึงแรงกดดันอันแผ่กระจายอยู่ทั่วบริเวณแม้แต่น้อย
เถาเถาโอบแขนเล็ก ๆ ไว้รอบคอเหยียนไป๋เฉินพร้อมเอนศีรษะพิงบ่าของเขาอย่างไว้ใจและออดอ้อน
ภาพตรงหน้านั้น..
ทำให้หลินฉางเหยียน ผู้นำตระกูลหลิน ถึงกับขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
ส่วนอู้จิ้ง พ่อบ้านเฒ่าที่ปกติเงียบขรึมสงบเสงี่ยมกลับเงยหน้าขึ้นมองเหล่าแขกที่ไม่เชิญด้วยแววตาคาดคั้น แม้ยังมิได้ขยับตัวแต่กลิ่นอายของยอดฝีมือกลับเริ่มแผ่พุ่งอย่างเย็นเยียบ
และที่สำคัญ บริเวณทางเข้าหน้าจวน… ไร้ซึ่งสัญญาณเตือนภัยหรือแม้แต่เสียงการต่อสู้ใด ๆ
เหล่าเวรยามผู้มีฝีมือซึ่งหลินฉางเหยียนจัดวางไว้แ่า กลับไร้เงาไม่ปรากฏแม้เสียงฝีเท้าของพวกเขา
เื่นี้... ไม่ปกติ!
ยิ่งเพิ่มความเย็นเยียบให้แผ่ซ่านเข้ามาในห้องโถงมากยิ่งขึ้น
หลินอวี่เหวิน คุณชายตระกูลหลิน เมื่อเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของเถาเถาเด็กหญิงที่เขาคลั่งแค้นถึงขีดสุด ดวงตาของเขาแดงก่ำขึ้นในบัดดล
กรามขบแน่นจนขึ้นสันนูน เส้นเืที่ขมับเต้นแรงราวจะะเิมือที่กำไว้บนที่วางแขนของเก้าอี้ถึงกับส่งเสียงดังกรอบ
ความเดือดดาลรุนแรงจนไม่อาจข่มไว้ได้ เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดังกรอดเปล่งเสียงต่ำออกมา
“ท่านพ่อ... พวกมันกล้ามาเหยียบถึงนี่เอง ข้าจะฉีกอกพวกมัน!”
ร่างของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อยประหนึ่งพร้อมจะกระโจนไปตะครุบทั้งสองแม่ลูกในทันที
ทว่าขณะเดียวกัน หลินฉางเหยียนก็ตวาดสั้น ๆ
“เหวินเอ๋อร์! หยุด”
น้ำเสียงราบเรียบ หากแต่เต็มไปด้วยอำนาจบงการที่ยากฝืนขัด
หลินอวี่เหวินจำใจนั่งสงบลง แม้ยังเดือดดาลจนสีหน้าแดงก่ำ
หลินฉางเหยียนลุกขึ้นช้า ๆดวงตาคมกริบหรี่ลงจ้องบุรุษชุดขาวเบื้องหน้าอย่างกดดัน
“ท่านเป็ผู้ใด? กล้าเหยียบย่างเข้าจวนหลินของข้าโดยไม่รับเชิญเยี่ยงนี้”
แม้ถ้อยคำเรียบง่าย แต่ก็ซ่อนแรงกดดันไว้เต็มเปี่ยม
เหยียนไป๋เฉินยิ้มเพียงเล็กน้อย
เขาลูบศีรษะเด็กหญิงในอ้อมแขนเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงราบ
“ข้าเป็บิดาของเถาเถา”
ถ้อยคำของเขาเรียบง่าย คล้ายสายลมพัดผ่านแต่กลับหนักอึ้งประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางโถง
“ได้ยินจากบุตรสาวข้า... ว่าคุณชายเฉินของพวกเ้าเอ่ยวาจาว่าเถาเถาไม่มีบิดา”
เขายิ้มจางอีกครั้ง ดวงตาทอดมองทุกคนอย่างเฉื่อยชา
“วันนี้ข้าจึงมา... แสดงตัว”
เถาเถาในอ้อมแขนของเขาแย้มยิ้มกว้าง ใบหน้าเล็ก ๆเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตากลมโตราวลูกแก้วสุกสว่างแวววาว
“บิดาข้าอยู่ตรงนี้แล้ว!” นางเอ่ยเสียงใสๆ
หลินฉางเหยียนขมวดคิ้วแน่นขึ้นอีกครั้ง
คนผู้นี้... ไม่ธรรมดาแน่นอน
เขารู้สึกได้ั้แ่แรกเห็น แต่ยามนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อู้จิ้ง พ่อบ้านเฒ่าที่เงียบอยู่นานใบหน้าที่ปกติสงบเยือกเย็นพลันเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมคมดุในชั่วพริบตา
ร่างกายที่ดูแก่ชราและอ่อนแรงทว่ากลับขยับเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับพยัคฆ์ขาวทะยานกลางเวหา
พริบตาเดียว... เขาก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเหยียนไป๋เฉินแล้ว!
เสียงลมที่ปะทะอากาศแหลมคมประหนึ่งใบมีดบางเฉียบ
เสื้อคลุมของอู้จิ้งสะบัดฟาดกระพือขณะร่างเคลื่อนไหวร่างของเขาพุ่งตรงมาเงียบงันไม่มีแม้แต่เสียงก้าวเท้า
กระแสปราณที่กักเก็บภายในร่างะเิออกฉับพลันเมื่อประชิดตัวมือข้างขวาเปลี่ยนเป็กรงเล็บอสรพิษห้าปลายนิ้วเรียวยาวแผ่แยกออกโค้งงอรับกับกระดูกข้อต่อ ิัที่เหี่ยวย่นปรากฏเส้นเอ็นเขียวคล้ำเต็มฝ่ามือเล็บยาวเป็เงาวาวสะท้อนแสงปราณสีเทาหม่น
กรงเล็บนั้นพุ่งเข้าหาเถาเถาในอ้อมแขนของเหยียนไป๋เฉินรวดเร็วจนเกิดเสียงฝ่ามือแหวกอากาศแหลมคมดั่งกระบี่นับพันฟันเฉือนพร้อมกัน!
กลิ่นอายของอสรพิษร้ายแผ่ซ่านจากฝ่ามือนั้นมันเป็วิชาจู่โจมปลิดชีพในกระบวนท่าหนึ่งเดียวชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นที่หมายปลิดชีพศัตรูให้สิ้น
พลังปราณภายในร่างของอู้จิ้งปะทุเต็มกำลัง
หากไม่ต้านทานให้ดี เพียงกรงเล็บนี้กรงเล็บเดียว...ต่อให้ยอดฝีมือขอบเขตตะวัน ก็ยากจะหลบหลีกได้ในยามเผลอ!
เพียงแต่ว่าในขณะที่อู้จิ้ง พ่อบ้านเฒ่าแห่งตระกูลหลินกำลังจะลงมือสังหารหรือไม่ก็จับตัวเถาเถาเป็ตัวประกัน
เหยียนไป๋เฉินกลับกระชับวงแขนของตนเองเข้าหาแน่นขึ้นเพียงเล็กน้อย
เถาเถาในอ้อมแขนพลันเอนศีรษะซุกเข้ากับแผ่นอกของเขาโดยไม่ทันรู้ตัวแก้มนุ่มนิ่มแนบชิดกับอาภรณ์ขาวสะอาดที่เรียบลื่นดวงตากลมใสเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
นางไม่เห็นเหตุการณ์ด้านหน้าอีกต่อไป มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่น ๆของเหยียนไป๋เฉินที่เป่ารดข้างหูอย่างอ่อนโยนทำให้เด็กน้อยเงยหน้ามองผู้เป็บิดาด้วยความไว้วางใจเต็มเปี่ยมโดยไม่รู้เลยว่าภาพเบื้องหน้าในยามนี้คือขุมนรกสำหรับอีกฝ่าย
อู้จิ้งเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงสุดกรงเล็บเปี่ยมปราณตวัดไปเบื้องหน้าพร้อมจะกระชากร่างของเด็กน้อยออกมาจากอกเหยียนไป๋เฉิน
แต่ทุกอย่างก็หยุดลงในพริบตา…
กรงเล็บนั้น... ค้างนิ่งกลางอากาศ คล้ายถูกตรึงไว้อย่างมิอาจฝืนขยับต่อได้อีกแม้แต่นิ้วเดียว
ข้อต่อทุกปล้องนิ้วสั่นระริกเหมือนสายพิณที่ถูกดีดสุดแรงแต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทิศทาง หรือแม้แต่ถอนมือกลับคืน
สีหน้าของอู้จิ้งแปรเปลี่ยนในทันใด เหงื่อเย็น ๆเม็ดโตผุดขึ้นจากขมับและหน้าผาก เขารู้สึกราวกับร่างทั้งร่างถูกแรงมหาศาลบดขยี้
เหมือนบรรพตสูงเสียดฟ้ากำลังถล่มทับลงมาบนหัวไหล่ของตนเอง!
แรงกดดันที่มองไม่เห็นนี้หนักหน่วงจนกระดูกทุกท่อนของเขาร้องครวญครางเส้นเอ็นที่เคยแข็งแกร่งกลับสั่นระริกเหมือนจะขาดสะบั้นได้ทุกเมื่อ
ฝ่ามือที่ตั้งใจจะพุ่งคว้า กลับไม่อาจขยับแม้เพียงกระพริบตาเดียวของเหยียนไป๋เฉิน…
ดวงตาคู่นั้น เ็า เรียบเฉย
ปราศจากความอาฆาต แต่เปี่ยมล้นด้วยพลังอำนาจที่ไม่อาจต่อต้าน
เพียงปรายตามองมาอย่างเฉื่อยชาเท่านั้นแต่กลับดั่งกระบี่วิเศษตัดรอนิญญา ทำลายเจตจำนงของศัตรูให้สลายสิ้น
อู้จิ้งกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใดกันแน่...
เขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตตะวันเป็ยอดฝีมือที่ฝ่าฟันสมรภูมิมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนมือที่ถือกระบี่ยังไม่เคยสั่นไหวแม้เพียงครั้งเดียว
แต่บัดนี้ เพียงแค่บุรุษหนุ่มชุดขาวปรายตามองเขาในระยะเพียงไม่กี่ก้าวเขากลับรู้สึกว่าแม้แต่หัวใจยังบีบรัดแน่น เืในกายพลุ่งพล่านไม่อาจควบคุม
เหมือนโลกทั้งใบบีบอัดลงเหลือเพียงฝ่ามือเดียวของอีกฝ่าย
กระแสปราณที่ตนเองเพียรฝึกฝนมาทั้งชีวิต คล้ายสายธารที่ถูกแช่แข็งไม่สามารถไหลเวียนแม้แต่น้อย
เขาอยากร้องคำรามเพื่อปลดปล่อยพลังทั้งหมดอยากดิ้นรนสุดแรงเพื่อให้รอดพ้นจากพันธนาการนี้
แต่... ทำไม่ได้
ต่อให้ขืนฝืนต่อไป ร่างกายของเขาจะะเิเป็เสี่ยง ๆด้วยแรงกดดันอันมหาศาลนี้เอง!
ใบหน้าของอู้จิ้งที่เคยสงบนิ่งราวแผ่นหยก บัดนี้เต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเม็ดโตเส้นเืปูดโปนทั่วหน้าผากและขมับ ตาขาวแปรเปลี่ยนเป็สีแดงเข้มใจเต้นระรัวราวกับระฆังรบ
ริมฝีปากแห้งผากสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุมแม้แต่หายใจยังลำบากราวกับมีหินหนักพันจินกดทับอก