ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 178 ฝึกฝน สร้างอาวุธ

            “ฮ่าฮ่า จีหยูยี่ ระหว่างข้ากับท่านไม่เห็นต้องทำตัวเหินห่างขนาดนั้นเลยถ้าตอนนั้นข้าไม่ได้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากท่านละก็หลินหยางก็คงไม่มีทางประสบความสำเร็จแบบทุกวันนี้เป็นแน่สุราจอกนี้ควรเป็นข้าคารวะให้ท่านมากกว่า”

            คำพูดของหลินหยางนั้น เท่ากับว่าเขาได้ช่วยยกระดับฐานะของจีหยูยี่ให้สูงขึ้นทำให้สตรีผู้เลอโฉมตรงหน้าดูยิ้มแย้มร่าเริงขึ้นมามากกว่าเดิมสามส่วน ใบหน้าของนางขึ้นสีแดงอ่อนๆออกมา ชวนให้ลุ่มหลงยิ่งนัก

            ทั้งสองคนดื่มสุราของตนลงไป หลักจากนี้สถานะของจีหยูยี่ในกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าจะต้องสูงขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอนเพียงแต่ดูท่าทางนางจะยังมีเรื่องที่อยากพูดอยู่อีก

            “ถ้าอย่างนั้นไม่รู้ว่าคุณชายหลินจะเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างเราท่านช่วยงานพวกเรากลุ่มใต้หล้าอีกสักหน่อยจะได้หรือไม่แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมต้องเป็นผลดีต่อกลุ่มติ่งชางอย่างมากด้วยเช่นกัน”

            หลินหยางแย้มยิ้มขึ้นเบาๆ

            สำหรับคนที่เขาตัดสินให้เป็นเพื่อนหรือว่าเป็นพันธมิตรกับเขาแล้วเขาย่อมไม่มีวันปฎิเสธความช่วยเหลือเด็ดขาด

            “ได้อยู่แล้ว เชิญเถ้าแก่จีพูดเถอะ”

            จีหยูยี่แย้มยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “อันที่จริงเรื่องนี้สำหรับคุณชายหลินแล้วมันก็ง่ายพอกับกระดิกนิ้วเท่านั้นแหละไม่รู้ว่าคุณชายเคยได้ยินชื่อ ‘ตารางจัดอันดับยุทธภัณฑ์เทวะระดับวิถีราชัน’ ของทวีปชี่อู่หรือเปล่า?”

            เอ๋?

            หลินหยางขมวดคิ้วแสดงออกว่าเขาไม่รู้จัก

            อ้วนน้อยจ้าวที่อยู่ข้างๆ รีบอธิบายขึ้นมาทันที “พี่หลินในโลกของนักการช่างแล้วนั่นคือเกียรติยศสูงสุดเลยละนักการช่างทุกคนจะหาทางนำผลงานตัวเองขึ้นไปอยู่บนตารางจัดอันดับยุทธภัณฑ์เทวะระดับวิถีราชันให้ได้เพื่อจะได้เป็นเกียรติและเป็นการสร้างชื่อให้กับตัวเองน่ะ”

            จีหยูยี่พยักหน้า “เป็นเช่นนั้นแหละตารางจัดอันดับยุทธภัณฑ์เทวะระดับวิถีราชันเป็นตารางที่ทำขึ้นโดยสมาคมนักการช่างของดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีเป้าหมายเพื่อจัดอันดับยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ยุทธภัณฑ์ของใครถูกจัดอยู่ในตารางนั้นก็เท่ากับว่าฝีมือของนักการช่างคนนั้นย่อมต้องแข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยซึ่งงานจัดอันดับยุทธภัณฑ์เทวะระดับวิถีราชันรอบนี้กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าพวกเราเลยอยากเชิญคุณชายเข้าร่วมการจัดอันดับครั้งนี้”

            หลินหยางเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการทันทีเขาพยักหน้ารับแล้วกล่าวว่า “เพื่อเป็นการโฆษนากลุ่มพันธมิตรการค้าทั้งสองกลุ่มของเราสินะ?”

            “ฮ่าฮ่า” จูหงจางที่อยู่ข้างๆพลันหัวเราะแล้วพยักหน้าทันที “การพูดคุยกับคุณชายหลินนี่มันช่างง่ายดายจริงๆใช่แล้วละ นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ ด้วยทักษะการช่างที่ไม่ธรรมดาของคุณชายแล้วขอแค่สามารถสร้างผลงานที่สามารถคว้าอันดับหนึ่งในตารางนี้มาได้เมื่อถึงเวลานั้นแล้วทั้งกลุ่มใต้หล้าและกลุ่มติ่งชางของเราก็จะได้รับป้ายประกาศว่า ‘นักการช่างอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน’ อย่างนั้นแล้วธุรกิจด้านการช่างของเราก็จะยิ่งเติบโตก้าวหน้าอย่างที่ไม่มีผู้ใดฉุดอยู่แน่นอน”

            คำพูดนี้ไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย

            ถ้าหากหลินหยางกลายเป็นนักการช่างอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินขึ้นมาจริงๆละก็ มันจะช่วยให้ธุรกิจของกลุ่มใต้หล้าและกลุ่มติ่งชางสามารถก้าวหน้าได้มากกว่าเดิมอย่างไร้ขีดจำกัดเลยทีเดียว

            หลินหยางไม่ได้ปฏิเสธไป

            ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่จีหยูยี่ว่ามาเลยด้วยระดับทักษะการช่างของเขาตอนนี้แล้วหากคิดอยากจะสร้างยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิที่สามารถสยบทั้งชี่อู่ได้ เขาก็สามารถทำได้โดยใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้นเอง

            “ครึ่งเดือนหลังจากนี้หลินหยางจะสร้างผลงานที่น่าพอใจให้พวกท่านชิ้นหนึ่งเอง!”

            ดี!!

            ชัดเจนสมเป็นคุณชายหลินจริงๆ ฮ่าฮ่า!

            อาหารมื้อนี้จบลงท่ามกลางความสุขและความยินดีอย่างเปี่ยมล้นจากนั้นหลินหยางก็กลับไปที่เลี่ยนเทียนเฮ่าของฝ่ายตัวเอง

            ..................................

            หลังจากกลับมาถึง ภายในเลี่ยนเทียนเฮ่าเองก็เต็มไปด้วยความปีติยินดี

            เหล่าผู้อาวุโสตระกูลเวินทั้งหลายที่มีวู๋กังเป็นตัวแทนนั้น รู้สึกเหมือนกับได้รับความภาคภูมิใจและความรู้สึกยิ่งใหญ่แบบตอนที่อยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิงกลับมา

            ขอแค่ตามผู้อาวุโสหลินไปก็จะสามารถเดินท่องทั่วหล้าได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวใคร

            หลินหยางส่งมอบธุระของที่นี่ไปให้จ้าวเหวินชางจัดการจากนั้นตัวเขาเองก็กลับไปที่ห้องการช่างของตัวเอง

            เขาไม่ได้มาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เพียงเพื่อหาเรื่องคนอื่นอย่างเดียวเท่านั้น

            ทั้งหมดที่เขาทำไปก่อนหน้านี้มันเป็นเพราะไอ้พวกกลุ่มสี่สมุทรและกลุ่มฮุ่ยเฟิงมาหาเรื่องตายเองทำให้หลินหยางต้องออกไปแสดงพลังให้พวกมันสำนึกเสียบ้าง แต่ว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมานั้นก็ค่อนข้างน่ายินดีไม่น้อย

            หลินหยางที่อยู่ในห้องการช่างก็เริ่มวางแผนการฝึกฝนของตัวเองในช่วงเวลานี้ทันที

            ก่อนอื่นเลย เขาได้รับทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการฝึกฝนเคล็ดวิชาร้อยชีพจรผนึกเทพมาจำนวนหนึ่งแล้ว

            ครั้งนี้นอกจากจะได้ยาเผาฟ้าและวัตถุดิบธาตุไฟขั้นห้าที่สองกลุ่มพันธมิตรการค้ามอบให้เขามาจำนวนห้าสิบกว่าเม็ดแล้วกลุ่มใต้หล้าเองก็มอบทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนให้กับหลินหยางไม่น้อยเลยเหมือนกันทั้งหมดนี้มันมากพอสำหรับการฝึกฝนในช่วงครึ่งปีนี้เลย

            ตัวเขาในตอนนี้ยังอยู่ในขอบเขตพลังระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางอยู่แต่ด้วยทรัพยากรที่เพิ่งได้มาเหล่านี้เขาจะสามารถใช้ฝึกฝนเพื่อยกระดับพลังขึ้นไปสู่ระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายได้ เมื่อถึงตอนนั้นหากเขาใช้วิชาพลังเทพอัคคีสี่ลักษณ์ในการเสริมพลังด้วยแล้วละก็หลินหยางจะมีพลังต่อสู้ที่ทัดเทียมกับยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นกลางเลยทีเดียว

            ต่อไปคือการฝึกฝนพลังจิต

            หลินหยางไม่กล้าละเลยการฝึกนี้เลยเพราะเขายังมีนัดประลองกับจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วในอีกเก้าปีให้หลังอยู่ด้วยซึ่งนั่นเป็นการตัดสินที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของเขาหลินหยางจึงจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนพลังนี้อยู่ตลอดเวลา

            พลังจิตของหลินหยางในตอนนี้แข็งแกร่งเทียบเท่ากับการโจมตีของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นแล้วแต่ถ้าหลินหยางคิดจะใช้พลังจิตในการต่อสู้ละก็เขามีสุดยอดไพ่ตายสุดทรงพลังเก็บไว้อยู่หนึ่งอย่าง

            ทันทีที่ไพ่ตายใบนี้ถูกใช้ออกไปอานุภาพของพลังจิตของเขาจะพุ่งสูงขึ้นในชั่วพริบตาจนกลายเป็นพลังต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัว

            แต่ถึงอย่างนั้นระดับการพัฒนาพลังจิตในตอนนี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับหลินหยางเท่าไรนัก

            จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นเป็นตัวตนสูงสุดที่ไร้เทียมทานระดับพลังจิตของเขาจะต้องแข็งแกร่งอย่างที่ไม่อาจจะจินตนาการได้แน่ถ้าหากหลินหยางยังคงฝึกฝนพลังโดยพึ่งแค่ “คัมภีร์ฝึกเทพ” อย่างเดียวละก็เขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน

            แต่ ณ ตอนนี้ หลินหยางเองก็ยังไม่มีวิธีอื่นที่ช่วยให้พลังจิตของเขาพัฒนาขึ้นได้เร็วกว่านี้เหมือนกันทำได้แค่ใช้เวลาที่มีอยู่ทั้งหมดมาฝึกจินตนาการและความคิดเพื่อแยกระดับความแข็งแกร่งและปริมาณของพลังจิตเท่านั้น

            มันเป็นดังโรคร้ายที่กำลังแอบซ่อนอยู่ ทำให้หลินหยางรู้สึกเหมือนกำลังกำระเบิดอยู่ในมือตลอดเวลา

            แต่เมื่อเทียบกับทั้งสองเรื่องด้านบนแล้วสิ่งที่มีความคืบหน้ามากที่สุดก็คือด้านการช่างนี่ล่ะ

            อย่างที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่าตอนนี้หลินหยางมีอุปกรณ์อยู่สามอย่างในมือที่เขาต้องการจะพัฒนาหรือซ่อมแซม

            ตาข่ายผนึกวิญญาณสุดลึกลับ

            นาฬิการสลายวิญญาณอันทรงพลัง

            และสุดท้ายคือกระบี่เฟิ่งหวู่ที่ตอนนี้หักครึ่งไปแล้ว

            ตาข่ายผนึกเทพนั้นเป็นหนึ่งในสุดยอดสมบัติล้ำค่าอย่างที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้จากในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าในยุครุ่งเรืองของจักรพรรดิฟ้านั้น ตัวเขาเองก็มีใช้อยู่ผืนหนึ่งเช่นกันมันถูกกล่าวขานว่าสามารถผนึกได้ทุกสรรพสิ่งในใต้หล้า อหังการถึงขีดสุด

            จุดเด่นของตาข่ายผนึกวิญญาณผืนนี้คือมันสามารถพัฒนาระดับของตัวเองขึ้นไปได้เรื่อยๆ

            การสร้างตาข่ายผืนนี้นั้น ก่อนอื่นเลยคือใช้เส้นเชือกที่มีความแข็งแกร่งสุดขีดเส้นหนึ่งมาถักทอเป็นตาข่ายก่อนซึ่งหลินหยางเลือกใช้เอ็นมังกรวารีที่เป็นวัตถุดิบขั้นหกในการทำเพราะมันคือวัตถุดิบที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่หลินหยางจะหาได้ในตอนนี้แล้ว

            หลังจากที่ถักทอจนได้ออกมาเป็นตาข่ายแล้วนั้นบนนั้นจะมีจุดที่เป็น “ปมตาข่าย” อยู่ทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดจุด ซึ่งความมหัศจรรย์พิสดารของตาข่ายผนึกเทพนั้นอยู่ที่ปมเชือกเหล่านี้นี่เอง

            แต่ละปมนั้นล้วนสามารถใส่วัตถุดิบอันทรงพลังเข้าไปได้ซึ่งตาข่ายผนึกวิญญาณนี้มันจะทำการดูดกลืนพลังงานธาตุจากวัตถุดิบที่ใส่เข้าไปโดยอัตโนมัติทำให้มันมีความสามารถในการสะกดพลังที่แพ้ทางได้อย่างทรงพลังมาก

            ยกตัวอย่างเช่นตาข่ายของหลินหยางในตอนนี้หลินหยางได้ใส่ขนนกอัคคีของปี้ฟังที่ถูกอบด้วยเพลิงอัสนีม่วงลงไปเก้าชิ้นทำให้ตาข่ายผนึกวิญญาณตอนนี้มีความสามารถในการสะกดพลังความมืดอันชั่วร้ายกับพลังธาตุทองได้อีกทั้งอานุภาพของมันยังมากพอที่จะผนึกยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิที่สร้างจนเสร็จสมบูรณ์แล้วได้เลยทีเดียวช่างเป็นพลังที่ชวนให้ตกตะลึงยิ่งนัก

            ซึ่งคราวนี้ หลินหยางได้วัตถุดิบขั้นหกมาทั้งหมดหกอย่างเต็มๆมีสามอย่างที่เป็นธาตุไฟ ซึ่งมันไม่ค่อยให้ผลอะไรกับตาข่ายวิญญาณในตอนนี้มากเท่าไรแล้วส่วนที่เหลืออีกสามอย่างนั้น แบ่งเป็น ธาตุน้ำอย่าง “น้ำแร่เมฆาสวรรค์”ธาตุไม้อย่าง “รากแห่งวิญญาณธรรมชาติ” และธาตุดินอย่าง “ธรณีต้นกำเนิด”

            นี่แหละที่จะมีผลเป็นอย่างมาก

            ขอแค่หลินหยางสามารถใส่วัตถุดิบทั้งสามอย่างนี้ลงไปในปมตาข่ายได้ละก็ตาข่ายผนึกวิญญาณผืนนี้ก็จะมีความสามารถในการสะกดพลังงานและยุทธภัณฑ์ธาตุไฟธาตุดิน และธาตุน้ำได้

            ถึงแม้ว่าผลลัพธ์ของการสะกดพลังแบบนี้จะยังไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับการสะกดพลังความมืดอันชั่วร้ายเหมือนเพลิงอัสนีม่วงได้แต่เมื่อมันอยู่ต่อหน้ายุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันขั้นสูงทั่วๆ ไปแล้วจะบอกว่าอยู่ในระดับไร้เทียมทานเลยก็ไม่ผิดนัก

            แต่ในส่วนของยุทธภัณฑ์ระดับวิถีจักรพรรดิของแท้อย่างนาฬิกาสลายวิญญาณนั้นคงต้องเหนื่อยกันไม่น้อยเลยละคราวนี้

            หากต้องการจะเปลี่ยนคุณสมบัติของอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ชั่วร้ายและมืดมนสุดขีดนี้ไปเป็นแบบอื่นโดยสิ้นเชิงแล้วละก็หลินหยางจำเป็นต้องใช้สุดยอดวัตถุดิบ “ธาตุศักดิ์สิทธิ์” ขั้นหกจำนวนสามชนิดขึ้นไปเป็นอย่างน้อยอีกทั้งยังต้องมีไฟวิญญาณที่ทรงพลังด้วยถึงจะสามารถทำได้

            เรื่องของไฟวิญญาณนั้นหลินหยางสามารถใช้เพลิงอัสนีม่วงของตัวเองแทนได้ แต่ไอ้วัตถุดิบธาตุศักดิ์สิทธิ์นี่คงต้องพึ่งโชคชะตาฟ้าลิขิตเอาอย่างเดียวแล้วจึงต้องพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน

            ส่วนเรื่องการซ่อมแซมกระบี่เฟิ่งหวู่นั้นหลินหยางมีความคิดในหัวอยู่แล้ว

            หลินหยางในตอนนี้ได้เริ่มค้นหาเส้นทางบนวิถียุทธ์ในแบบฉบับของตัวเองแล้วเขาไม่ได้ยึดติดกับอาวุธประเภทใดประเภทหนึ่งแล้ว ดังนั้นหลินหยางจึงคิดอยากจะสร้างอาวุธรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับตัวเองขึ้นมาสักชิ้น

            อาวุธชิ้นนี้ยังคงเป็นแค่ภาพร่างคร่าวๆในหัวของหลินหยางเท่านั้นอีกทั้งยังจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบขั้นหกจำนวนมหาศาลซึ่งมันไม่มีทางสร้างขึ้นได้ในทวีปชี่อู่นี้แน่นอน

            ดังนั้นหลินหยางจึงคิดว่าจะสร้างอาวุธระดับวิถีราชันขึ้นมาใช้งานไปก่อนชั่วคราวสักชิ้นสำหรับหลินหยางที่มีทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลอยู่ในครอบครองแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับเขาอีก

            แต่ถึงจะบอกว่าสร้างมาใช้ชั่วคราวก็ตาม แต่หลินหยางก็มั่นใจว่าอาวุธระดับวิถีราชันที่เขาจะทุ่มกำลังทั้งหมดสร้างขึ้นมาชิ้นนี้มันจะกลายเป็นสุดยอดยุทธภัณฑ์ขั้นเทพที่แข็งแกร่งมากพอจะสยบทั้งแผ่นดินชี่อู่ได้เลยทีเดียว!!

            อ้อ ใช่แล้ว

            ยังมีเรื่องไอ้ตารางจัดอันดับอะไรนั่นอีกด้วย

            หลินหยางได้สัญญากับคนเขาไปแล้ว เขาย่อมต้องสร้างผลงานที่เหมาะสมขึ้นมาอีกชิ้นด้วยอยู่แล้ว

            ด้วยระดับฝีมือของเขาในตอนนี้แล้ว แค่ใช้วัตถุดิบขั้นห้าสักจำนวนหนึ่งบวกกับเทคนิคด้านวิชาการการช่างอันล้ำยุคของเขาแล้วก็ใส่วิชาสลักอักษรระดับต่ำลงไปด้วยอีกสักหน่อย มันก็มากพอที่จะไปช่วงชิงอันดับหนึ่งมาได้แล้ว

            หลินหยางไม่ได้เก็บเรื่องนั้นมาใส่ใจเลยสักนิดเดียว

            สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้มันมีแค่เรื่อง...

            ฝึกฝน แล้วก็ สร้างอาวุธ!!

            ..................................

            หลินหยางเริ่มก้าวเดินออกไปบนเส้นทางแห่งการเติบโตอีกครั้งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้

            การฝึกฝนนั้นเป็นขั้นตอนที่ทั้งกินเวลายาวนานแถมยังทรหดอีกด้วย

            ถึงแม้ว่าหลินหยางจะมีทั้งพรสวรรค์และโชคชะตาที่ดีมากกว่าคนอื่นอย่างมิอาจจินตนาการได้ก็ตามแต่ความขยันอดทนในการฝึกฝนของเขานั้นกลับสูงกว่าคนทั่วไปมากถึงสิบเท่าหรืออาจจะถึงร้อยเท่าเลยก็เป็นได้

            เขาแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนเลยทันทีที่ร่างกายของเขานั้นอ่อนล้าจนถึงขีดสุดแล้วเขาก็จะเข้าสู่ภวังค์เพื่อเริ่มฝึกฝนพลังจิตต่อทันทีและจากที่สมองทำงานหนักเป็นเวลานานจนถึงขีดสุดแล้ว เขาก็จะเปลี่ยนไปเริ่มสร้างอาวุธต่อทันทีเพื่อพักสมองและถือเป็นการออกกำลังอีกด้วย

            วิถีชีวิตที่วนเวียนไปมาอยู่แค่สามเรื่องนี้นั้นสำหรับคนทั่วไปแล้วมันเป็นความทรมานที่คนทั่วไปไม่อาจจินตนาการออกมาได้แต่หลินหยางกลับคุ้นชินกับมันมานานแล้ว

            เขามีลางสังหรณ์ว่าขุมอำนาจที่อยู่เบื้องหลังลัทธิหมื่นวิญญาณจะต้องไม่ยอมรามือจากทวีปชี่อู่ไปง่ายๆ แค่นี้แน่อีกทั้งแม่ของเขา เซี่ยอวี่เวย ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในสถานที่อันห่างไกล คนละมิติเวลานั้นท่านจะต้องกำลังเผชิญกับภัยอันตรายและความท้าทายต่างๆ มากมายอยู่เป็นแน่

            ตัวเขาเองจะต้องรีบเพิ่มความแข็งแกร่งให้ได้มากที่สุดในเวลาอันสั้นที่สุดจะต้องทะลวงขึ้นสู่ระดับโพ่ไห่เพื่อก้าวขึ้นไปบนเส้นทางแห่งดวงดาวให้ได้

            รูปแบบการใช้ชีวิตแบบวนลูปนี้เพียงไม่นานก็ผ่านไปหนึ่งเดือนราวกับพลิกหน้ากระดาษ

            ..................................

            ในช่วงหนึ่งเดือนนี้ ทั่วทั้งทวีปชี่อู่นั้นสงบเรียบร้อยไม่มีเหตุการณ์ใหญ่อะไรเกิดขึ้นผู้คนทั้งหมดต่างก็ดำเนินชีวิตไปตามวิถีปกติของตัวเอง

            จางฟั่งคือนายพรานคนหนึ่งของเมืองอวิ๋นเฉิงแห่งอาณาจักรชูอวิ๋น

            เขาเป็นคนที่มีพลังระดับเซียนเทียนขั้นกลางสำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้ว เขาถือเป็นยอดฝีมือที่หาได้ยากคนหนึ่งเลยทีเดียวทั่วทั้งเมืองอวิ๋นเฉิงนี้มีเพียงนายพรานแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าลุกล้ำเข้าไปล่าสัตว์ในส่วนกลางของเขาเมฆมรกตจางฟั่งเป็นหนึ่งในนั้น

            วันหนึ่ง จางฟั่งได้แบกคันธนูขนาดใหญ่กระโดดข้ามออกจากอาณาเขตส่วนนอกของเขาเมฆมรกตเข้าไปในป่าทึบส่วนกลางของเขาเมฆมรกตแห่งนี้

            เมื่อเข้ามาในที่แห่งนี้แล้วตัวเขาเองก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นด้วยเช่นกันถึงแม้ว่าสัตว์อสูรในบริเวณนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแค่สัตว์อสูรธรรมดาก็ตามแต่ถ้าบังเอิญไปพบเข้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเข้าละก็เขาเองก็ต้องเสี่ยงชีวิตเข้าต่อสู้เหมือนกัน

            แต่การเข้ามาในป่าลึกของจางฟั่งครั้งนี้กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ต่างออกไป