เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 34 แนวเขาเยี่ยนซาน

    ชวีหนานอีกลับไปพักผ่อน ณ ที่ว่าการเขตได้ครู่หนึ่งก็นำกำลังไปยังด้านหลังภูเขาอีกครั้ง


    หลังเขาที่ว่านี้คือสถานที่ที่คนภายนอกมักจะเรียกมันว่าเขาเยี่ยนซาน เรื่องเล่าเกี่ยวกับเขาเยี่ยนซานมีมากมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นตำนานปรัมปรา ภูเขาเยี่ยนซานสูงและกว้างใหญ่มาก เกิดจากภูเขาลูกเล็ก ๆ หลายลูก รวมเข้ากับภูเขาลูกใหญ่สองลูก มองไกล ๆ ดูคล้ายกับเรือนร่างของหญิงสาวผู้งดงาม เพียงแค่ว่าสตรีผู้นั้นไม่มีขา ส่วนล่างเป็นหางยาวจำพวกงู 


    ติดกับภูเขามีหมู่บ้าน 4 แห่ง แต่ชาวบ้านมีความกล้าที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่บริเวณตีนเขาเท่านั้น มิกล้าที่จะเข้าไปในป่าลึกโบราณ เนื่องจากเคยมีนายพรานหิวจนหน้ามืดตามัววิ่งเข้าไปล่าสัตว์บนเขา แต่กลายเป็นว่าไม่กลับมาอีกเลย มีหลายคนที่ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ ทั้งหมดนั้นล้วนต้องฝังตนเองอยู่ในป่าเขาลึกโบราณ ที่เกินจริงยิ่งกว่านั้นคือ เคยมีขบวนส่งตัวเจ้าสาวมากกว่า 20 คน อาศัยว่ามีจำนวนคนเยอะ ต้องการย่นระยะทางจึงเดินเข้าไปในป่าลึก เข้าไปได้ระยะหนึ่ง ผลลัพธ์คือไม่มีผู้รอดชีวิตออกมาสักคน กล่าวง่าย ๆ คือมีชีวิตอยู่ก็ไร้ร่าง ตายก็ไร้ศพ เหตุนี้เองจึงมีเรื่องเล่าขานว่า ภูเขาเยี่ยนซานเต็มไปด้วยผีสางนางไม้ ห้ามคนที่มีชีวิตอยู่เข้าไปเด็ดขาด


    จนถึงทุกวันนี้ ผู้ที่สามารถออกมาจากเขาเยี่ยนซานโดยมีชีวิตรอดมาได้มีเพียง 2 คน


    หนึ่งคือหูเหยียน สองคือชายผู้ใส่ชุดคลุมและหมวกม่านสีดำ


      ชวีหนานอีนำหยาอีทั้งหลายมาถึงหมู่บ้านเซี่ยเหอ โดยจงใจอ้อมให้ห่างจากหน้าบ้านของหญิงม่ายแล้วไปสอบถามคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านเกี่ยวกับเบาะแสต่าง ๆ ของซานเซียว หรือเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ คาดไม่ถึงว่าหญิงม่ายนั่นรู้ข่าว สะบัดเท้าวิ่งเข้ามาหา ชวีหนานอีตกใจจนส่งสัญญาณให้เกาต้าจ้วงเดินออกไปข้างหน้า ในเวลาจำเป็นก็สามารถพลีกายกำบังหญิงม่ายที่เร่าร้อนผู้นี้ แน่นอนว่าเกาต้าจ้วงมิได้ถือสาว่าจะถูกหญิงม่ายผู้โง่เขลาลากไปเป็นอาหารมื้อสำราญชั่วครั้งชั่วคราว เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงขุนนางประจำเขตมาเป็นเวลานาน แค่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้ใจประชาชนก็จะไม่ทำ คงต้องขออภัยผู้ที่ให้เขามาอยู่ในตำแหน่งนี้คนนั้นเสียแล้ว 


    อย่างไรก็ตามหญิงม่ายกลับทำให้ชวีหนานอีต้องผิดหวัง


    หญิงม่ายรู้ว่าใต้เท้าชวีมิใช่ผู้ที่สามารถดูหมิ่นได้ จึงปากโป้งกล่าวว่า “ใต้เท้า เมื่อวานยามที่ตะวันใกล้ลับภูเขา ข้าน้อยเห็นคนผู้หนึ่งลงมาจากภูเขาเจ้าค่ะ”


    ชวีหนานอียักคิ้วเล็กน้อยกล่าวว่า “อ้อ?”


    หญิงม่ายตื่นเต้นดีใจและกล่าวต่อไป “เจ้าค่ะ เป็นคนใส่ชุดสีดำสกปรก บนหัวยังสวมหมวกสกปรกสีดำด้วย มองไม่ค่อยชัดนัก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ารูปร่างหน้าตาเป็นเยี่ยงไร แต่ก็คือลงมาจากบนภูเขานั่นแหละ ข้านึกดูแล้ว คนผู้นี้ไม่ใช่พวกเราแน่ และไม่เหมือนคนหมู่บ้านอื่นด้วย มันต้องเป็นปีศาจที่หนีออกมาจากป่าลึกแน่ ๆ!” นางตบไปที่ขาของตนเอง “แย่แล้ว ให้ตายสิ จะว่าไปก็เหมือนเป็นเช่นนั้นจริง ๆ! พวกข้าแค่ปีนภูเขาลูกเล็ก ๆ หากไม่ระวังเสื้อผ้าอาจถูกบาดจนขาดได้ แต่คนผู้นั้นยังคงสวมใส่หมวก และที่หมวกมีม่านปิดบังไว้อีกหนึ่งชั้น บนร่างกายไม่มีรอยขีดข่วนบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว โอ้ ท่านว่าแปลกหรือไม่แปลกกันล่ะ?!”  


    ชวีหนานอีถาม “หลังจากลงมาแล้วเขาทำอะไรต่อ”


    สายตาของหญิงม่ายเริ่มกลอกหลบไปมา ก้มศีรษะคำนับกล่าว “ปะ...เปล่า ไม่ได้ทำอะไร” พูดไปแล้วก็อยากเดินออกไป อยากไปแต่กลับก้าวขาไม่ออก ทำได้แค่กล่าวอย่างสำนึกผิด “ใต้เท้า ข้าน้อยแค่มาถามดู บ้านข้าน้อยมีแค่วอวอโถว สองลูกนั้นกับแม่ไก่ตัวน้อยที่เปรียบได้กับชีวิต เมื่อไหร่จะส่งกลับมาให้ข้าได้?” 


    ชวีหนานอี “บังอาจ!”


    เสียงหญิงม่ายคุกเข่าลงกับพื้นดังตึง คำนับกล่าว “ตะ...ใต้เท้า ขะ...ขะ...ข้าน้อยผิดไปแล้ว ข้าน้อยจะไม่กล้าพูดมากเช่นนี้อีกแล้ว...”


    ชวีหนานอีหรี่ตาที่เรียวเล็กและสอบสวนว่า “กล่าวมา เจ้ากับไอ้ผู้นั้นกล่าวคุยอะไรกัน?!”


    หญิงม่ายรู้สึกเสียใจยิ่งนักกับสิ่งที่ทำลงไป เพื่อจะหาโอกาสได้พูดคุย ถามไถ่เรื่องแม่ไก่ของตน จึงรีบเร่งมาให้ทัน ครั้นพออ้าปาก กลับเผยเรื่องของคนชุดดำนั่นออกมา จริง ๆ เลย สมควรตีให้ตาย!  


    ถูกชวีหนานอีสอบสวนเช่นนี้ หญิงม่ายจึงไม่กล้าปกปิดซ่อนเร้น ค่อย ๆ เล่าออกมาทีละเรื่อง “ระ...เรียนใต้เท้า คนผู้นั้นเมื่อลงจากเขาและเห็นข้าน้อย ก็เข้ามาถามไถ่ว่าเห็นหญิงสาวสวมชุดแดงหรือไม่ ข้าน้อยตอบไปว่า ล่าสุดลูกชายบ้านเหล่าหวางขอลูกสะใภ้ไป สะใภ้นั่นใส่ชุดสีแดงทั้งตัว น่าดูชมมาก ข้าถามเขาว่าแบบนี้นับหรือไม่? เขาโยนให้ข้าน้อย 2 ตำลึงเงิน ต่อมาถามข้าน้อยว่ามีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นหรือไม่? ข้าน้อยจึงกล่าวว่าเห็นซานเซียว และเล่าเรื่องที่ใต้เท้าออกตามหาซานเซียวในทุก ๆ ที่ให้เขาฟัง” หญิงม่ายเงยหน้ามองชวีหนานอีครู่หนึ่งแล้วหยุดไป


    ชวีหนานอีถาม “หลังจากนั้นล่ะ?”


    หญิงม่ายงุนงงเล็กน้อย “หลังจากนั้น? หลังจากนั้นเขาก็ไปแล้วน่ะสิ!”


    ชวีหนานอีพยักหน้านิดหน่อย เงยหน้ามองไปยังเขาเยี่ยนซานอย่างมีความหมาย : คนสวมชุดดำนั่นตามหาสตรีสวมชุดแดงเพื่อการใด? ปีนี้แล้ว นอกจากเจ้าสาวใหม่ยังจะมีใครสวมชุดแดงอีก? ไม่ใช่แสดงงิ้วสักหน่อย...ไม่  ไม่ใช่! ชวีหนานอีเคยเห็นนักพรตหญิงสวมชุดแดงใส่หน้ากากเงินมาแล้ว จะเรียกว่าเคยเห็นก็ไม่ถูก ที่ถูกต้องควรกล่าวว่านักพรตหญิงนางหนึ่งที่ถูกเผา อืม ก็ไม่ถูกอีก ไม่ใช่หนึ่งคน หากเป็นสอง ชวีหนานอีเผาร่างนักพรตหญิงสวมชุดแดงที่ตายแล้วหนึ่งคน ปล่อยซานเซียวปลอมที่สวมชุดคลุมสีแดงอีกหนึ่ง นักพรตหญิงกับซานเซียวปลอม คล้ายว่าจะชอบสวมชุดสีแดงเอามาก ๆ? 


    ชวีหนานอีไตร่ตรองดูสักครู่ ก็รู้สึกว่ามีความแปลกประหลาดอยู่เล็กน้อย 


    จากการคาดเดาสถานการณ์ตามเวลาที่เกิดขึ้น สาวชุดแดงที่คนชุดดำต้องการตามหา ไม่น่าจะใช่ซานเซียวปลอม แต่เป็น...นักพรตหญิง 


    ชวีหนานอีเงยหน้ามองไปยังเขาเยี่ยนซาน คิดกลับไปกลับมา พลันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดหนึ่งอย่าง คล้ายกับว่านักพรตหญิงนอกจากจะไม่ได้ถูกเผา ในเวลานี้ยังกำลังลอยนวลอยู่ข้างนอกอย่างสบายใจไม่ทุกข์ไม่ร้อน 


    คิดได้ดังนี้ ชวีหนานอีจึงออกคำสั่งให้หยาอีทั้งหลายเตรียมออกเดินทางมุ่งตรงไปยังหมู่บ้านชิงเหมียว 


    หญิงม่ายมองฝุ่นที่ลอยฟุ้งตลบระหว่างการจากไปของชวีหนานอี นางตะโกนร้องไห้เปี่ยมว่าหัวใจแตกสลาย “เวรกรรมแท้ น่าสงสารเจ้าแม่ไก่ตัวน้อยของข้า อา เจ้าจะกลับมาได้เมื่อไหร่กันหนา? วอวอโถวหอม ๆ ของข้า อา เจ้าเข้าไปอยู่ในท้องของหมาตัวไหนกันแล้วหนา?”


    ภายในใจที่หนักอึ้งของชวีหนานอีแอบซ่อนความรู้สึกถึงความไม่ถูกต้องของเรื่องราว วันนั้น หลังจากที่ร่างของนักพรตหญิงถูกเผา ชวีหนานอีตรวจเจอก้อนเงินก้อนหนึ่งในกองกระดูก จึงนำมันไปซื้อเนื้อหมูติดมันชิ้นหนึ่งเพื่อมาทำเป็นหงซาวโร่ว หากเรื่องกลายเป็นว่านักพรตหญิงมิได้ถูกเผา นี่คงไม่ใช่ตำนานธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็น... กลอุบาย ชวีหนานอีกังวลว่าผู้ที่ถูกเขาเผาจะมิใช่นักพรตหญิง แต่เป็นผู้อื่น เป็นไปได้ว่านักพรตหญิงได้หลบหนีไปก่อนที่หลี่ต้าจ้วงจะจุดไฟ! 


    ทว่า หากนักพรตหญิงผู้นั้นหนีไปแล้วจริงๆ เหตุใดจึงไม่กลับมาแก้แค้นชวีหนานอี? ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่าเหล่านักพรตมักจะยกตนให้เป็นเรื่องราว แล้วจะอดทนต่อการสบประมาทจากพวกมนุษย์ได้อย่างไร? เหอะ...  


    ดูไปแล้ว คราวหน้าควรเรียนรู้วิธีการพวกนั้นของอู่จั้วให้ได้สักครึ่งหนึ่ง อย่างน้อยต้องสามารถแยกเพศชายเพศหญิงออกจากกองกระดูก 


    ชวีหนานอีครุ่นคิดกลับไปกลับมา รีบเร่งเดินทางไปให้ถึงหมู่บ้านชิงเหมียว เวลานี้เอง ท้องฟ้ามืดครึ้มจู่ ๆ ปรากฏแสงสว่าง ราวกับสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ที่ลืมตากลมโตและคมกริบ ดูถูกเหยียดหยามสรรพสัตว์บนโลก


    ชวีหนานอีเห็นมีคนกำลังทำงานอยู่ในไร่นา แต่เมื่อเขาปรากฏตัว คนพวกนั้นก็วิ่งหนีป่าราบเข้าไปในบ้าน ลงกลอนประตูแน่นหนา ป้องกันเขาไม่ต่างจากป้องกันขโมย 


    ชวีหนานอีปัดจมูก กล่าวอย่างเยาะเย้ย “ชื่อเสียงอันลือเลื่องของข้าแพร่กระจายมาถึงที่นี่เลยรึ?” เขาส่ายศีรษะพร้อมหัวเราะ เงยหน้าทอดสายตามองออกไปในระยะไกลจนเห็นสถานที่แปลกประหลาด ท้องฟ้าค่อย ๆ สว่าง หมู่บ้านที่เดิมทีควรจะครึกครื้นมีชีวิตชีวากลับกลายเป็นเงียบเหงา ระหว่างแปลงนาไม่เห็นเงาคนแม้แต่เงาหนึ่ง 


    ในใจชวีหนานอีเกิดคำถาม รีบควบม้าเร็วตรงไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน


    พลิกตัวลงจากหลังม้าแล้วไปเคาะประตู


    ผ่านไปสักครู่ ในที่สุดก็มีเสียงของหัวหน้าหมู่บ้านดังออกมา “ใครกัน?”


    เสียงนั้นฟังไปแล้วไม่เหมือนถูกกั้นห่างแค่ประตูเพียงหนึ่งชั้น แต่กลับคล้ายเสียงที่อยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่ง คลุมเครือฟังไม่ชัดเจน 


    อู่จั้วตอบกลับไปว่า “ใต้เท้ามาเยี่ยม หัวหน้าหมู่บ้านเปิดประตูเถิด”


    หัวหน้าหมู่บ้านมิได้รีบมาเปิดประตูดังที่อู่จั้วคาดคิด แต่กลับพูดอย่างรีบร้อนว่า “ไป! ไป! รีบไป! รีบไปเร็ว!”