คนที่รออยู่ด้านนอกเห็นประตูเปิดออกแล้วศีรษะผมสั้นก็โผล่ออกมา
“เชิญเข้ามาได้เลยค่ะฉันเป็นเพื่อนร่วมห้องของหมี่หลันเยว่”
เห็นได้ชัดว่าคนที่เปิดประตูไม่คาดคิดว่าจะมีคนมากมายขนาดนี้รออยู่ข้างนอกบนใบหน้าจึงปรากฏความประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ปรับสีหน้าได้อย่างรวดเร็วทำท่าเชิญเข้าไปพร้อมกับหลีกทางให้
“ว้าว หนุ่มหล่อเต็มไปหมดเลย หลันเยว่นี่พี่ชายเธอทั้งหมดเลยเหรอ”
เมื่อเห็นกลุ่มคนที่เดินเข้ามาดวงตาของเซี่ยเสี่ยวเล่อแทบจะกลายเป็นรูปหัวใจสีชมพูไม่คิดเลยว่าพี่ชายของเพื่อนร่วมห้องใหม่คนนี้จะหล่อเหลาถึงเพียงนี้
“อืม พี่ชายฉันเอง”
เดิมทีหลันเยว่อยากจะแนะนำพี่ชายให้เพื่อนร่วมห้องรู้จักแต่เมื่อเห็นสายตาของเซี่ยเสี่ยวเล่อ เธอก็กลืนคำพูดลงไปยังไม่ได้ทันแนะนำเลยก็มีแนวโน้มว่าจะพุ่งเข้าใส่เสียแล้ว ปล่อยให้พวกเธออยู่ห่างๆกันหน่อยดีกว่า
หลันเยว่ไม่อยากให้พี่ชายต้องมาพัวพันกับเด็กสาวในวัยนี้ความรักในมหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้มากที่สุดนี่คือประสบการณ์ที่สืบทอดกันมาหลายสิบหลายร้อยปีหลันเยว่ยังคงหวังว่าพี่ชายจะสามารถหาสาวๆ ได้หลังจากเรียนจบมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ความรักแบบนั้นจะมั่นคงกว่า
รักแรกในมหาวิทยาลัยนั้นสวยงามก็จริงแต่มันก็ทำร้ายจิตใจได้มากที่สุดเช่นกัน วัยนี้ยังไม่มีความแน่นอนแต่ก็เป็นวัยที่กำลังพลุ่งพล่าน สามารถรักจนตายเพื่อเธอได้ แต่ก็ไม่ยั่งยืนเมื่อชอบก็รักกันจนแทบขาดใจ แต่เมื่อจะเปลี่ยนใจก็ไม่ลังเลเช่นกันดังนั้นหลีกเลี่ยงเสียหน่อยจะดีกว่า
คำพูดเหล่านี้หลันเยว่ได้แอบกระซิบกับหลันหยางไปแล้วหลันหยางก็บอกกับหย่งจิ้นและเพื่อนๆ อีกหลายคนดังนั้นสำหรับเด็กสาวที่ปรากฏตัวต่อหน้าอย่างกะทันหัน หนุ่มๆจึงรับมือกับอารมณ์ได้ดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจิ้งซวี่เหยาที่คอยควบคุมสถานการณ์อยู่
“ขอบคุณครับ”
หลังจากกล่าวขอบคุณเจิ้งซวี่เหยาก็เดินเข้าไปในห้องโดยไม่หันมองใคร เมื่อเห็นหลันเยว่ดวงตาของเขาก็อ่อนโยนลงในทันที
“หลันเยว่ เตียงไหนของเธอ”
หมี่หลันเยว่ชี้ไปยังเตียงของตัวเอง
“เตียงนี้ของฉันค่ะ”
หนุ่มๆ ทั้งห้าคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกันแล้วขมวดคิ้วพร้อมเพรียงกัน
“หลันเยว่ นอนเตียงสองชั้นไหวเหรอ”
หมี่หลันหยางมองด้วยความเป็นห่วงไปยังขั้นบันไดเล็กๆที่ยื่นออกมาจากเสาเตียง รู้สึกว่าน้องสาวต้องปีนป่ายขึ้นลงโดยอาศัยสิ่งนี้มันค่อนข้างอันตราย
“ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ สบายมากแค่ปีนเตียงเอง”
คำพูดนี้ช่างคลุมเครือเสียเหลือเกินเจิ้งซวี่เหยาเลิกคิ้วขึ้น หมี่หลันหยางเกือบจะพุ่งเข้าไปปิดปากน้องสาว ส่วนสาวๆอีกสามคนที่อยู่ในห้องก็กลั้นจนหน้าแดง แต่ก็ไม่กล้าหัวเราะออกมา
ในเวลานี้ ใครหัวเราะก็เท่ากับว่าคิดมากดังนั้นหมี่หลันเยว่จึงไม่รู้ว่าคำพูดของตัวเองมีอะไรผิดปกติแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องและพูดเพิ่มอีกว่า
“เดี๋ยวฉันจะปีนเตียงให้ดูนะคะจะให้ดูว่าวิธีของฉันเป็นยังไง”
คนที่อยู่ในห้องทนไม่ไหวอีกต่อไประเบิดเสียงหัวเราะออกมา หมี่หลันเยว่รู้ในทันทีว่าพวกเขากำลังหัวเราะอะไรอดไม่ได้ที่จะโค้งงอคิ้วอย่างเงียบๆ พวกนี้คิดมากกันไปเองฉันกำลังพูดเรื่องจริงจังอยู่แท้ๆ พวกเขากลับคิดกันไปในทางที่ไม่ดี
“เธออย่าปีนเลย ให้ฉันปีนเอง”
เฉียนหย่งจิ้นเห็นหมี่หลันเยว่ทำท่าจะปีนเตียงก็ยื่นมือไปดึงหมี่หลันเยว่ออกไปด้านข้าง
“ลองดูวิธีของฉันเป็นยังไงบ้าง”
หมี่หลันเยว่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินแสร้งทำเป็นไร้เดียงสามองเฉียนหย่งจิ้นปีนขึ้นไปบนเตียงสองชั้นของตัวเองส่วนเซี่ยเสี่ยวเล่อและสาวๆ อีกสองคนก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย ถึงจะชอบดูหนุ่มหล่อแต่ก็ยังเป็นสาวน้อยอยู่ การเปิดมุกตลกที่ลึกซึ้งแบบนี้มันเกินไปหน่อย
“รีบทำงานไป อย่ามัวแต่พูดมาก”
เจิ้งซวี่เหยาหยิบกระเป๋าเดินทางที่หนิวเถียจู้ถืออยู่ยกขึ้นไปบนเตียงสองชั้น ส่งให้เฉียนหย่งจิ้นเฉียนหย่งจิ้นช่วยหมี่หลันเยว่ปูที่นอน จัดของให้เรียบร้อยแล้วจึงปีนลงมาเช็ดเหงื่อที่เต็มหน้าผาก
“การปีนเตียงมันไม่ง่ายจริงๆดูสิเหงื่อออกเต็มไปหมด ไม่มีใครให้รางวัลหน่อยเลยเหรอเนี่ย ทำงานเปล่าๆขาดทุนย่อยยับ”
หมี่หลันหยางตบเข้าที่ท้ายทอยของเฉียนหย่งจิ้น
“ในห้องมีแต่เด็กผู้หญิง อย่าพูดจาส่งเดช”
ถ้าทำให้คนอื่นคิดว่าน้องสาวตัวเองอยู่ท่ามกลางคนพวกนี้มันคงไม่ดีแน่
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ชาย พวกเราก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว เรื่องตลกพวกเราก็ฟังออกค่ะ”
ม่อหว่านอิ๋ง ผู้หญิงผมสั้นออกมาช่วยเฉียนหย่งจิ้นแก้ต่าง หนุ่มๆ วัยนี้ พูดจาเหลวไหลบ้างก็เป็นเรื่องปกติเป็นเพียงลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ เธอจะไม่ใส่ใจจริงๆ หรอก
“ขอบคุณที่เข้าใจนะเด็กเด็กพวกนี้พูดจาเหลวไหล อย่าถือสาเลยนะ”
เจิ้งซวี่เหยาก็ตบหัวเฉียนหย่งจิ้นเช่นกันยังไงซะ ตอนนี้เขาเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยชิงหวาแถมยังสอนนักเรียนกลุ่มนี้ด้วย ต้องรักษาสถานะของตัวเองไว้ก่อน
“ไม่ถือสาค่ะ ไม่ถือสา ล้อเล่นกันเล่นๆไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวเล่อรีบโบกมือ ตอนสมัยมัธยมปลายเพื่อนผู้ชายล้อเล่นกันแรงกว่านี้เยอะ ฟังบ่อยๆ ก็มีภูมิคุ้มกันแล้ว
“ดีแล้ว น้องสาวฉันยังเด็กยังไงก็ต้องรบกวนพวกเธอช่วยดูแลด้วย ลำบากพวกเธอแล้ว”
เจิ้งซวี่เหยาเอื้อมมือไปลูบหัวเล็กๆของหมี่หลันเยว่อย่างเอ็นดู การปล่อยให้เด็กเล็กขนาดนี้มาพักอยู่ข้างนอกเขารู้สึกไม่สบายใจจริงๆ แม้ว่าเขาจะรู้ว่าหมี่หลันเยว่เอาอยู่แน่ๆแต่ในใจก็ยังวางไม่ลง
ไม่นึกเลยว่าจะถูกมองว่าเป็นเด็กหมี่หลันเยว่หลบมือของเจิ้งซวี่เหยา ตอนนี้ตัวเองเป็นนักศึกษาแล้วการที่คนอื่นเอ็นดูเหมือนเด็กผู้หญิง มันน่าอายแต่การที่มีคนห่วงใยก็รู้สึกดีจริงๆ หมี่หลันเยว่จึงกอดแขนเจิ้งซวี่เหยาแล้วลูบเบาๆ ที่แขนเขา เพื่อแสดงความขอบคุณ
ตอนนี้เจิ้งซวี่เหยาพอใจแล้วไม่สนใจว่าหมี่หลันเยว่จะสะบัดมือตัวเองออกไป
“งั้นพวกเราไปทางนั้นแล้วเธอจะไปด้วยกันไหม”
เมื่อเห็นว่าหมี่หลันเยว่ไม่ได้แนะนำสถานะของคนอื่นๆเจิ้งซวี่เหยาจึงไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ชี้มือไปที่ด้านนอก
“ไปๆ แน่นอนไปอยู่แล้ว”
หมี่หลันเยว่รีบพยักหน้าแล้วหันไปบอกกับเพื่อนๆ ในห้องว่า
“ฉันขอไปเดินเล่นกับพี่ชายก่อนนะกลับมาค่อยคุยกันใหม่ ตอนเย็นเราไปฉลองกัน ฉันเลี้ยงเอง รอก่อนนะ”
หมี่หลันเยว่รู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าพวกเขายังเป็นเด็กที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยตัวเธอเป็นป้าวัยสี่สิบที่ยังมีรายได้จากการทำธุรกิจ แน่นอนว่าต้องดูแลพวกเขาเลี้ยงข้าวพวกเขาสักมื้อเป็นสิ่งที่ควรทำโดยลืมไปสนิทเลยว่าตัวเองเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในตอนนี้
ต่งรั่วจิ่นอ้าปากค้าง ยังไม่ทันได้พูดอะไรหมี่หลันเยว่ก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับพี่ชายหลายคน สาวๆสามคนมองหน้ากันแล้วหัวเราะ เซี่ยเสี่ยวเล่อชี้ไปที่ประตูแล้วพูดว่า
“ดูภายนอกเหมือนตัวเล็กแต่ดูไม่ออกเลยว่าต้องให้พวกเราดูแล”
“นั่นสิ จะเลี้ยงข้าวพวกเราด้วย เด็กน้อยน่ารักจัง ชื่อก็เพราะ หมี่หลันเยว่...หมี่หลันเยว่ เอ๊ะหรือว่าจะเป็นเด็กผู้หญิงที่สอบเข้ามาได้ตั้งแต่อายุสิบห้าฉันเหมือนจะเคยเห็นชื่อนี้ตอนที่ดูรายชื่อผู้สอบได้ ตอนนั้นน่าจะเป็นชื่อนี้นะใช่ไหม”
ม่อหว่านอิ๋งตระหนักได้ในทันทีเอานิ้วชี้แตะที่หัวตัวเอง พยายามคิด
“น่าจะเป็นชื่อนี้ฉันจำได้แน่นอนว่าชื่อหมี่หลันเยว่ ว้าว เด็กอัจฉริยะมาอยู่ในห้องเรานี่เองถึงจะดูอายุน้อย แต่ดูไม่ออกเลยว่าอายุแค่สิบห้า ตัวโตขนาดนี้”
ม่อหว่านอิ๋งยืนยัน เธอคิดว่าเธอจำไม่ผิด
ใช้มือเทียบดูพบว่าหมี่หลันเยว่ดูเหมือนจะสูงกว่าตัวเองอีก ม่อหว่านอิ๋งรู้สึกห่อเหี่ยวในทันทีส่วนสูงคือจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอ เธออยากสูงขึ้นอีกแค่ไหนพยายามวิ่งออกกำลังกาย เล่นบาสเก็ตบอลทุกวันเพื่อความสะดวกในการออกกำลังกายยังตัดผมสั้นเหมือนผู้ชาย แต่ความสูงก็ไม่เป็นใจ
“อย่าบอกนะ พอเธอพูดแบบนี้ฉันก็นึกขึ้นมาได้เหมือนกัน ก็เธอคนนั้นนี่นา ตอนที่ฉันดูรายชื่อผู้สอบได้ฉันยังคิดอยู่เลยว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กแบบไหนอายุแค่สิบห้าก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แถมยังเป็นมหาวิทยาลัยชิงหวาของพวกเรา”
ต่งรั่วจิ่นก็ตบมือฉาดใหญ่เช่นกันพอโดนม่อหว่านอิ๋งเตือนก็จำชื่อในรายชื่อผู้สอบได้
“ฉันคิดว่าสมองต้องเป็นแบบไหนปีนี้ฉันสิบแปดแล้ว กว่าจะสอบเข้าโรงเรียนเราได้แทบกระอักเลือดแถมฉันยังเป็นผู้เข้าสอบในท้องถิ่น เส้นคะแนนต่ำกว่าเธอเยอะเลย”
“พอได้เห็นตัวจริงแล้วไม่เหมือนที่ฉันจินตนาการไว้เท่าไหร่ แต่ก็ดูฉลาดดีนะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีพี่ชายหลายคนเอ็นดูขนาดนี้ น้องสาวที่โดดเด่นขนาดนี้ถ้าเป็นฉัน ฉันก็เอ็นดู”
ต่งรั่วจิ่นทำท่าทางเหมือนพี่สาวข้างบ้าน
“มันยากตรงไหนล่ะในเมื่อหมี่หลันเยว่มาอยู่ในห้องเราแล้ว พวกเราก็ดูแลเธอให้มากขึ้นหน่อยก็แล้วกันอายุแค่สิบห้า ยังไม่โตเท่าน้องชายฉันเลย น้องชายฉันสิบหกแล้ว”
เซี่ยเสี่ยวเล่อก็รู้สึกเหมือนเป็นพี่สาวขึ้นมาในทันที
ส่วนหมี่หลันเยว่ที่กำลังเดินไปที่หอพักกับพี่ชายจะรู้ไหมว่าตัวเองออกจากหอพักไปได้ไม่นานตัวเองก็กลายเป็นคนที่ต้องคุ้มครองระดับชาติเพื่อนร่วมห้องกำลังหารือกันว่าจะปกป้องและทะนุถนอมเธออย่างไรต้องบอกว่าหมี่หลันเยว่ไปที่ไหนก็มีแต่คนรักใคร่เอ็นดู ช่างโชคดีจริงๆ
“เอาล่ะ เก็บข้าวของให้เรียบร้อยพวกพี่สี่คนอยู่ห้องเดียวกันก็ดี จะได้สะดวกโชคดีที่เพื่อนผู้หญิงในห้องของฉันก็เป็นคนดี ไม่ยังงั้นฉันคงเซ็งตายเลย”
“เอาล่ะๆ ฉันดูแล้วเด็กพวกนั้นก็ใช้ได้ถ้ามีใครไม่ดีจริง ก็ไม่ต้องไปสนใจพวกเธอ แค่เป็นเพื่อนร่วมห้องกันเท่านั้นเองมีอะไรก็มาหาพี่ชายได้เลย”
หมี่หลันหยางเดินมาจูงมือน้องสาวออกจากประตูหอพัก
“เก็บของเรียบร้อยแล้วพวกเราไปกินข้าวกันเถอะ”
คนที่เหลือก็รีบตามไปหลินเผิงเฟยที่เดินอยู่รั้งท้ายสุด ก่อนออกจากประตูก็ยื่นหน้าเข้าไปมองในห้องอีกครั้ง นี่คือสถานที่ที่พวกพี่ๆ จะเรียนและทำงานต่อไปรู้สึกดีใจเล็กน้อย ชีวิตใหม่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว
มื้อเที่ยงกินกันที่ร้านอาหารใกล้ๆหมี่หลันเยว่ตามพี่ชายไปเดินเล่นในมหาวิทยาลัยอีกสองสามรอบเจิ้งซวี่เหยาขับรถกลับไปแล้ว ที่สำนักงานของเขายังสร้างไม่เสร็จ เขาต้องไปดูต้องทำให้ดีที่สุด ที่นั่นคือที่ที่หลันเยว่ช่วยเลือกให้เขา
หลังจากเดินเล่นกับพี่ชายจนพอใจแล้วหมี่หลันเยว่ก็กลับไปที่หอพักของตัวเองเมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนก็มากันครบแล้ว ทุกคนจึงแนะนำตัวเองหมี่หลันเยว่มองออกไปที่ท้องฟ้าด้านนอก แล้วชวนทุกคนไปกินข้าวด้วยกัน
“พวกเราไปกินด้วยกันแล้วหารกันดีกว่าเธอตัวเล็กที่สุด จะให้เธอออกเงินได้ยังไง”
เซี่ยเสี่ยวเล่อไม่เห็นด้วยเป็นคนแรกคนอื่นๆ ก็เห็นด้วยกับการหารค่าอาหาร หรือก็คือการหารแบบ AA[1]นั่นเอง
“นี่คืองานเลี้ยงต้อนรับกินข้าวเสร็จพวกเราก็เป็นพวกเดียวกันแล้ว แน่นอนว่าต้องออกเงินกันเอง”
เมื่อเห็นว่าทุกคนบอกว่าจะหารกันหมี่หลันเยว่ก็ไม่ได้ยืนกรานอีกต่อไป เธอไม่สามารถบอกว่าตัวเองมีธุรกิจแล้วทำเป็นคนรวยได้ในวันแรกที่เจอกัน ร้านเล็กๆ ของตัวเอง พูดตามตรงหมี่หลันเยว่ยังรู้สึกอายที่จะพูดด้วยซ้ำ ที่บ้านเกิดเมืองซวงเฉิงเธอมีร้านค้าขนาดเล็กใหญ่ถึงสามห้อง ที่นี่ผลงานของเธอยังไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่
เชิงอรรถ
[1] การหารแบบ AA ซึ่งAA ย่อมาจาก Algebraic Average เป็นระบบที่ใช้ในการหารแชร์กันเช่นค่าใช้จ่ายเรื่องการกินอาหารหรือการไปเที่ยวด้วยกัน