หิมะแรกของปีมาถึงแล้ว ต้นไม้ใบหญ้าต่างถูกปกคลุมจนขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ‘เป่ยโจวเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว’ ผู้คนจากแคว้นซีเป่ย และแคว้นเยี่ยเป่ย ต่างออกมาซื้อของฉลองหิมะแรกของปี หญิงสาวแต่ละบ้านต่างสวมอาภรณ์สดใสต้อนรับหิมะแรก ทำให้ถนนสายหลักมีสีสันงดงามราวกับมีบุปผานานาพันธุ์มาให้เชยชมก็มิปาน ต่างจากหญิงสาวจากตรอกถิงอัน ที่ฤดูใดก็มีเพียงอาภรณ์สีซีดให้ห่มกายเท่านั้น
“ท่านแม่ ข้าออกไปขายหมี่แล้วนะ อาหารข้าทำไว้ที่โต๊ะ อีกเดี๋ยฮั่วเอ๋อก็กลับมาแล้ว”
เสียงหวานที่เจือด้วยการสั่นจากความหนาวของลั่วเหม่ยลินร้องบอกมารดาที่ชราภาพ ก่อนจะเข็นล้อออกไปขายหมี่ที่ถนนเส้นหลักของเมือง ที่ ณ ตอนนี้เริ่มคลาคลั่งไปด้วยพ่อค้า แม่ค้า ที่ตั้งแผงขายสินค้า นานาชนิด และนั่นตรงหัวมุมของถนน พื้นที่หกตารางเมตร คือที่ตั้งร้านหมี่บุปผาของเหม่ยลิน ยังไม่ตั้งร้านเสร็จดีก็มีมือขาวเนียนคว้าเข้าที่ข้อมือของเหม่ยลิน กึ่งดึงกึ่งลากให้เ้าของร่างบางวิ่งตามไปที่ป้ายประกาศกลางเมือง ยังไม่ทันที่เหม่ยลินจะหยุดหอบหายใจ เสียงเจื้อยแจ้วที่แฝงด้วยความตื่่นเต้นก็ดังขึ้น
“ด้วยบารมีฟ้า รัชสมัยชิงผิงปีที่สิบ ฮ่องเต้รักปวงประชาอย่างเท่าเทียม หญิงงามที่ยังไม่ผ่านการออกเรือนทุกบ้านมีสิทธิ์เข้าคัดเลือกเป็ชายาอ๋องลู่ หากผ่านการคัดเลือกรอบแรก ฮ่องเต้ประทานข้าวสาร 10 เกวียน ผ้าไหม 20 พับ เงิน 20 ตำลึง เป็รางวัล แลหญิงงาม 3 อันดับแรกจะได้แต่งเข้าเป็ชายาอ๋อง” อินซูซูอ่านรวดเดียวจบแบบไม่ต้องหยุดหายใจ
“20 ตำลึงเลยหรอ ข้าต้องขายหมี่อีกกี่ปีเนี่ย” ลั่วเหม่ยหลินกล่าวพร้อมยกนิ้วขึ้นมานับอยากจริงจัง
“ใครเขาสนเงิน 20 ตำลึงนั่นกัน เ้าดูสิได้เป็ชายาอ๋องลู่ น้องชายร่วมอุทรขององค์รัชทายาทเชียวนะ!” อินซูซู เพื่อนเพียงคนเดียวของเหม่ยลินพูดอย่างจริงจัง
“ ซูซู ชาวบ้านอย่างเราจะมีวาสนาที่ไหนได้แต่งตั้งเป็ชายาท่านอ๋องกันหละ”
“มันก็ไม่แน่หรอก บางครั้งโชคชะตาอาจจะนำเ้าหรือข้าไปเป็พระชายาก็ได้ ใครจะรู้ ใช่ไหมเพคะพระชายา เหม่ยลิน” อินซูซูพูดพลางโค้งคำนับ
“นี่ เ้าอย่าพูดซี้ซั่ว กลับกันเถอะ ข้าต้องรีบไปขายหมี่อีก” เหมี่ยหลินพูดพลางดึงแขนของซูซูจากไป
“แม่นาง ข้าขอน้ำดื่มสักจอกได้หรือไม่” ชายผมขาว เนื้อตัวมอมแมม ท่าทางหิวโซ กล่าวกับเหม่ยลินอย่างอ่อนน้อม
“ได้สิท่านลุง หมี่ชามนี้ข้าให้ท่าน” เหม่ยหลินวางน้ำและหมี่ให้กับชายแก่
“แม่นางข้าไม่มีเงินหรอกนะ แต่เดี๋ยวข้า…….”
“ไม่ต้องหรอกท่านลุง ท่านทานเถอะ ถือว่าช่วยเหลือกัน” เหมี่ยลินกล่าวตัดบทอย่างยิ้มแย้ม นางไม่คิดจะคิดเงินท่านผู้เฒ่าั้แ่แรก เพียงอยากช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่ตนจะช่วยได้ก็เท่านั้น
“ขอบใจมากแม่หนู เ้าชื่ออะไรรึ พบกันถือว่าเป็วาสนารู้จักกันไว้ก็ไม่เสียหาย”
“นางชื่อลั่วเหม่ยลิน หญิงน้ำใจงาม ผู้ชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ไร้ยากแม้ตัวเองจะทุกข์ยากเช่นกัน” อินซูซูกล่าวกับชายชราแทนเ้าของชื่อปนความระอาความมีน้ำใจของสหาย ที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นจนตนลำบากอยู่หลายครา
“ ฮ่อ ๆ ชื่อดี ชื่อดี !” ชายชรากล่าวยิ้มๆ พลางกินบะหมี่ที่รสชาติวิเศษ แม่พ่อครัวในวังก็ยังเทียบไม่ได้
“แม่นางเหม่ยลิน ขอบคุณสำหรับบะหมี่ หากครั้งหน้ามีวาสนา ข้าจะตอบแทนเ้าแน่” ชายชรากล่าวพร้อมโค้งคำนับแล้วเดินจากไป
เมื่อเหม่ยลินกลับถึงเรือนตะวันก็ลับของฟ้าไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความมืดที่ไหล่หลังมา ในเรือนพบลั่วชิงฮั่ว น้องชายที่สวมอาภรณ์บางๆขัดกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นเดินอย่างกระวนกระวายอยู่หน้าเรือน เพียงเท่านี้นางก็รู้ได้แล้วว่าต้องเกิดเื่กับมารดาเป็แน่
“อาฮั่ว ท่านแม่เป็อะไร” เหม่ยหลินถามน้องชายอย่างกระวนกระวายใจ
“ท่านแม่ไอเป็เือีกแล้ว ท่านหมอกำลังดูอาการอยู่”
เหม่ยลินรีบเข้าไปในห้องของมารดาที่แม้จะเก่าทรุดโทรแต่ก็สะอาดหมดจด ด้วยการหมั่นปัดกวาดของนางอยู่ที่วี่วัน
“ท่านแม่เป็อย่างไรบ้างเ้าคะท่านหมอ” เหม่ยหลินหันไปถามท่านหมอด้วยเสียงสั่นเครือเมื่อเห็นว่ามารดาของตนยังหลับอยู่
“อาเหม่ยเอ๋ยยย แม่เ้าอายุมากแล้วซ้ำยังทำงานหนักมาหลายปี โรคไอของแม่เ้ายาที่จ่ายให้คงจะไม่ได้ผลแล้วหละ”
“แล้วต้องใช้ยาตัวไหนเ้าคะ ข้ายินดีจ่าย!” เหม่ยลินกล่าวอย่างกังวล พร้อมน้ำตาที่ไหลออกมา หากท่านแม่ต้องจากไป นางไม่รู้เช้นกันว่าจะอยู่ไปได้อย่างไร
“เฮ่อ! เห็นแก่พ่อเ้าที่ช่วยสอนหนังสือเด็ก ๆ ในหมู่บ้านโดยไม่เคยคิดค่าเล่าเรียน ยานี้ข้าให้เ้าไว้ต้มให้แม่เ้า แต่ครั้งหน้าข้าคงช่วยไม่ได้ ยานี้ราคาถึงห่อละ 5 ตำลึง”
“5 ตำลึง!” เหม่ยหลินและชิงฮั่วอุทานออกมาอย่างใ
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านหมอ ถึงแพงแค่ไหนข้าก็จะซื้อมารักษาท่านแม่ให้จงได้” เหม่ยหลินกล่าวกับท่านหมออย่างแน่วแน่ แม่ใจจะเป็กังวลอยู่ก็ตาม
หนทางเดียวที่นางนึกออกในตอนนี้มีเพียง ‘การคัดเลือกพระชายา’ เท่านั้น