ตอนที่87 จัดการคนร้าย
“เอ๊!มีคนอยากทดสอบประสิทธิภาพของเวยเวยหนึ่งงั้นหรือ?” ซูเวยยกยิ้มมุมปากด้วยความสนใจเมื่อเห็นภาพที่ถูกส่งมาจากเวยเวยหนึ่งซึ่งเป็นตัวสอดแนมที่ส่งให้ติดตามกัวเฟิงและหวังฉีเธอรีบนำแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ออกมาจากกระเป๋าล่องหนเพื่อเปิดใช้งานเนื่องจากซูเวยต้องการควบคุมการทำงานของเวยเวยหนึ่งเอง เธออยากรู้ว่าคนร้ายที่ลอบเข้ามาใกล้บริเวณบ้านนั้นเป็นพวกองค์กรชั่วร้ายจริงหรือไม่
เมื่อคอมพิวเตอร์พร้อมทำงานซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คนร้ายหนึ่งในห้าคนลอบเข้ามาในบริเวณทางด้านหลังคฤหาสน์ซูเวยจ้องมองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์พร้อมกับที่มือของเธอพิมพ์คำสั่งบางอย่างซูเวยปล่อยให้คนร้ายเข้ามาภายในเขตพื้นที่บ้านเกือบทั้งหมดด้วยความสนใจเหลืออยู่นอกเขตรั้วบ้านแค่คนเดียว
“พอดีเลยจะได้ฆ่าได้คนร้ายโดยไม่ผิดพวกแกบังอาจบุกรุกเข้ามาเองนะ” ซูเวยยกยิ้มมุมปากด้วยความสนใจ
ทันใดนั้นกลุ่มของพ่อบ้านหูและผู้คุ้มกันที่รู้สึกตัวเช่นกันพวกเขาตรงเข้ามาต่อสู้กับคนร้ายอย่างรวดเร็วปรากฏว่าฝีมือของทั้งสองฝ่ายใกล้เคียงกันทำให้กลุ่มพ่อบ้านหูและผู้คุ้มกันไม่สามารถสังหารคนร้ายได้ในทันที
ซูเวยขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจที่กลุ่มคนร้ายดูเหมือนจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมากคล้ายกับว่าพวกมันต้องการสังหารผู้คนตระกูลกัวให้หมดสิ้นในคราวเดียว
เมื่อภาพจากเวยเวยหนึ่งบันทึกภาพเคลื่อนไหวผ่านร่างกายของคนร้ายคนหนึ่งและซูเวยมองเห็นรอยสักจากต้นคอของคนร้ายอย่างชัดเจนทำให้เธอตาลุกวาวด้วยความโกรธแค้นเนื่องจากเธอจดจำได้ว่าเป็นคนร้ายที่มีสัญลักษณ์เหมือนกับพวกที่ลักพาตัวเองเมื่อครั้งที่เพิ่งมาเกิดใหม่ในร่างของซูเวย
“พวกแกเองหรอกหรือ?งั้นอย่าอยู่เลย” ซูเวยพูดลอดไรฟันด้วยความโกรธแค้น เธอกดแป้นพิมพ์เพื่อควบคุมการทำงานของเวยเวยหนึ่งให้ใช้ใบมีดสังหารคนร้ายในทันทีโดยที่พยายามระมัดระวังไม่ให้ใบมีดพุ่งออกไปตัดคอพวกเดียวกันนั่นคือกลุ่มพ่อบ้านหู
โชคดีที่กลุ่มพ่อบ้านหูเคยเห็นประสิทธิภาพการทำงานของเวยเวยหนึ่งมาก่อนแล้วเมื่อพวกเขาเหลือบมองเห็นเวยเวยหนึ่งส่งใบมีดพุ่งออกมาทุกคนต่างพากันก้มตัวลงนอนราบกับพื้นในเวลาชั่วพริบตาส่งผลให้ใบมีดพุ่งตัดและเฉือนลำคอคนร้ายทั้งสี่คนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่ร่างของคนร้ายล้มคว่ำกับพื้นและนอนตาเหลือกค้างตายในทันที“ตุบ!ตุบ! ตุบ! ตุบ!”
ซูเวยถอนหายใจโล่งอกที่เวยเวยหนึ่งไม่ได้ทำร้ายพวกเดียวกันเธอหรี่ตามองคนร้ายอีกคนที่อยู่นอกรั้วซึ่งตอนนี้เขากระโดดเข้ามาในบ้านแล้วเมื่อได้ยินเสียงผิดปกติของพวกเดียวกันที่มีการต่อสู้กับกลุ่มพ่อบ้านหู
“แย่ละ!มันเป็นเอสเปอร์หรือนี่?” ซูเวยอุทานด้วยความตกใจเนื่องจากคนร้ายคนสุดท้ายที่กระโดดเข้ามานั้นเป็นชายชาวตะวันตกรูปร่างสูงใหญ่ที่สำคัญคือเขามีทักษะเปลวเพลิงที่ส่งออกจากฝ่ามือทั้งสองข้างที่ส่งพุ่งออกมาเป็นสายตรงเข้าสังหารกลุ่มพ่อบ้านหูในทันที
ซูเวยเป็นกังวลกลัวว่ากลุ่มพ่อบ้านหูจะได้รับอันตรายเนื่องจากเธอมองเห็นชัดเจนว่าพละกำลังและความแข็งแกร่งระหว่างคนร้ายกับพ่อบ้านหูแตกต่างกันอยู่หนึ่งระดับทำให้ซูเวยเร่งมือพิมพ์คำสั่งเพื่อระดมเวยเวยหนึ่งทั้งหมดที่มีอยู่ในตระกูลกัวจำนวน4 ตัวออกมาช่วยกันใช้ใบมีดสังหารเอสเปอร์ด้วยกัน
มีเสียงของใบมีดที่พุ่งออกมาจากเวยเวยหนึ่งแล้วตวัดผ่านอากาศไปมาเนื่องจากเอสเปอร์คนร้ายสามารถหลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว
“หึๆแกจะสู้ยาพิษของฉันได้ไหม? อยากรู้จริง”ซูเวยตัดสินใจใช้ยาพิษที่ตนคิดค้นขึ้นมาให้ใช้กับเวยเวยหนึ่ง รวมทั้งเธอเหลือบมองเห็นกลุ่มพ่อบ้านหูเริ่มล่าถอยออกห่างคนร้ายในระยะที่ปลอดภัยซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการใช้ยาพิษได้แล้ว เธอตัดสินใจให้เวยเวยหนึ่งจำนวนสามตัวดึงดูดความสนใจของคนร้ายโดยการใช้ใบมีดพุ่งเข้าสังหารคนร้ายอย่างต่อเนื่องแต่เวยเวยหนึ่งอีกหนึ่งตัวให้ลอบเข้าใกล้ตัวคนร้ายพร้อมกับยิงยาพิษเข้าใส่ตัวคนร้ายไปพร้อมๆกับจังหวะการยิงใบมีดของตัวอื่น
..........
ทางด้านโคลเอสเปอร์เปลวเพลิง สมาชิกระดับสูงจากองค์กรKA เขาได้รับคำสั่งให้มาเก็บกวาดตระกูลที่รู้เรื่องการแกะสลักหินหยกตามลวดลายที่เป็นความลับจากองค์กรเนื่องจากไม่ต้องการให้ความลับนี้รั่วไหลไปถึงกลุ่มคนที่ต่อต้านทั้งหลายดังนั้นเขาจึงมาพร้อมมือสังหารที่เป็นนักฆ่าฝีมือดี
โคลไม่คาดคิดว่าภายในตระกูลกัวจะมีผู้คุ้มกันที่มีฝีมือแข็งแกร่งที่สำคัญคือมีอาวุธขนาดเล็กคล้ายจานบินที่สามารถทนทานต่อเปลวเพลิงทรงพลังของตนเองได้เขาพยายามหลบหลีกจานบินขนาดเล็กเท่าฝ่ามือตนเองที่มีอยู่สี่อันด้วยความตื่นตระหนกพลางคิดว่าใครเป็นคนควบคุมเนื่องจากความเร็วในการควบคุมจานบินที่เหมือนอาวุธลับนั้นช่างรวดเร็วเท่ากับความเร็วของเขาหรืออาจจะเร็วมากกว่า ดังนั้นเขาไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย
ความจริงแล้วโคลตื่นตกใจตั้งแต่ที่มองเห็นร่างของนักฆ่าทั้งสี่คนที่ถูกใบมีดจากจานบินเหล่านั้นตัดเส้นเลือดใหญ่ที่คอแล้วทำให้เสียชีวิตทันทีส่งผลให้เขาตื่นตระหนกและไม่คาดคิดว่าตระกูลเล็กๆจะมีอาวุธที่ทรงพลังเช่นนี้ในจังหวะที่เขากำลังครุ่นคิดหาทางหนีเอาตัวรอดก่อนเพราะเปลวเพลิงในฝ่ามือไม่สามารถแผดเผาจานบินได้เลย
ทันใดนั้นเขาเริ่มรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกเขาเบิกตากว้างอย่างนึกขึ้นได้ในทันทีเมื่อพบความผิดปกติในร่างกายแต่ทว่าเขายังต้องพลิกตัวหลบใบมีดที่กำลังพุ่งเข้าใส่ตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งหลังจากนั้นราว 3 วินาที โคลมีเลือดออกจากตา จมูก และปากเขาค่อยๆล้มตัวล้มคว่ำบนพื้นพร้อมเบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อสายตาว่าตนเองจะพลาดท่าถูกพิษจนตาย
อนิจจา!!!
กว่าโคลจะรู้ตัวว่าตัวเองถูกพิษจากเวยเวยหนึ่งเขาก็สังเวยชีวิตตนเองเสียแล้ว
ครั้นกลุ่มพ่อบ้านหูเห็นว่าโคลล้มตัวนอนคว่ำกับพื้นแบบทันทีทันใดทำให้ทุกคนต่างสบตากันและกันจากนั้นทั้งหกคนทยอยเดินล้อมกรอบเข้าหาโคลช้าๆอย่างระแวดระวังภัยทุกคนไม่กลัวเวยเวยหนึ่งเนื่องจากเหลือบเห็นลักษณะการโจมตีแล้วและพบว่าถูกควบคุมผ่านซูเวยอย่างแน่นอน เพราะไม่ใช่รูปแบบการโจมตีปกติที่พวกเขาเคยเห็นมาก่อน
“มันตายแล้วครับพี่ใหญ่หู”ชายฉกรรจ์คนหนึ่งเข้าไปตรวจสอบชีพจรของโคลและพบว่าเขาสิ้นใจตายไปแล้วจึงบอกหูเกอตามจริง ซึ่งหูเกอพยักหน้ารับรู้ เขาสั่งการกับพี่น้องของตนโดยตรงว่า“จัดการศพพวกนี้ให้เรียบร้อย อย่าให้เหลือร่องรอยที่จะสร้างปัญหาให้กับเจ้านายละ”
“รับทราบครับ”ชายฉกรรจ์ทั้งหลายต่างพากันขานรับคำสั่งอย่างเข้าใจ
หูเกอยืนจ้องมองการทำงานของพี่น้องพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอกเขาพบว่าตนเองยังแข็งแกร่งไม่มากพอที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของผู้คนตระกูลกัวได้โชคดีที่มีเวยเวยหนึ่งที่ช่วยต่อสู้กับคนร้ายจนสามารถสังหารคนร้ายได้ทำให้เขารู้สึกทึ่งเป็นอย่างยิ่ง
“โชคดีที่มีเวยเวยหนึ่งไม่งั้นคืนนี้ทุกคนอาจถูกคนร้ายฆ่าตายจนหมด เล่นใช้ไฟแบบนี้คงเผาจนไม่เหลืออะไร”หูเกอถอนหายใจด้วยความโล่งอกครั้งแล้วครั้งเล่า เขาไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเจอกับเอสเปอร์ตัวจริงซึ่งเขาเคยแต่ได้ยินคำบอกเล่ามาจากเหอเฟยเถาถึงเรื่องของเหล่ามนุษย์ที่มีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไปพอได้เห็นกับตาตัวเองจริงๆ ทำให้เขาตื่นกลัวขึ้นมาบ้าง
เมื่อเห็นว่าพี่น้องทุกคนช่วยกันจัดการจนเรียบร้อยแล้วหูเกอกลับเข้าบ้านไปรายงานสถานการณ์ให้กัวเป่าและผู้คนตระกูลกัวฟังตามจริง
……….
ในห้องทำงานชั้นสองของคฤหาสน์ที่เวลานี้ม่านถูกปิดทึบทุกด้านเพื่อหลบสายตาจากคนร้ายพอเหตุการณ์สงบลงเรียบร้อยแล้ว กัวจวินเปิดไฟในห้องขึ้นเพื่อรอให้พ่อบ้านหูมารายงานสถานการณ์โดยทุกคนในห้องที่ประกอบด้วยกัวเป่า กัวเฟิงและหวังฉีที่นั่งโอบกอดกันแน่นกัวลี่จินและเหอเฟยเถาที่จับมือกันแน่นด้วยความกังวลส่วนกัวจวินเดินไปมาด้วยความกระวนกระวายใจ
เมื่อพ่อบ้านหูเคาะประตูหน้าห้องและเปิดเข้ามาผู้คนในห้องต่างจับจ้องไปที่ร่างกายของพ่อบ้านหูเหมือนกับสำรวจความปลอดภัยและเรียบร้อยของเขากันอย่างสนใจ
“ผมปลอดภัยดีครับทุกคนในบ้านก็ปลอดภัย”พ่อบ้านหูกวาดสายตามองผู้คนในห้องอย่างเข้าใจในท่าทางที่แสดงออกมาเขาจึงบอกตามความจริง
กัวเป่าและทุกคนต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอกเนื่องจากเมื่อทุกคนได้ยินเสียงเหมือนมีการต่อสู้เกิดขึ้นซึ่งทุกคนเพิ่งทานอาหารเย็นเสร็จไม่นานทุกคนรีบวิ่งขึ้นมารวมกันในห้องทำงานพร้อมกับปิดไฟและปิดผ้าม่านอย่างรวดเร็วเป็นข้อตกลงที่ตระกูลกัวสร้างขึ้นไว้เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น
เนื่องจากในห้องทำงานมีห้องลับที่กัวเป่าจัดเตรียมไว้ตั้งแต่เกิดเรื่องร้ายๆในตระกูลเป็นห้องลับที่สามารถบรรจุคนได้ทั้งหมดเจ็ดถึงแปดคน ดังนั้นเมื่อมีเหตุฉุกเฉินใดๆทุกคนจะรีบวิ่งเข้าห้องทำงานนี้อย่างรวดเร็ว
ครั้นทุกคนได้ยินคำตอบจากพ่อบ้านหูต่างโล่งอกแต่มีความสงสัยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งพ่อบ้านหูรีบรายงานสถานการณ์ตามจริงให้ทุกคนฟัง
พอกัวเป่าได้ยินเรื่องราวทั้งหมดเขาสอบถามพ่อบ้านหูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่า “เสี่ยวเกอบอกว่าเป็นฝีมือความช่วยเหลือของเวยเวยงั้นหรือ?”เขาไม่คิดว่าหลานสาวตัวน้อยจะเป็นคนควบคุมเวยเวยหนึ่งให้ต่อสู้กับคนร้ายจนสามารถช่วยเหลือให้ทุกคนปลอดภัยและยังสามารถสังหารคนร้ายให้ตายได้
“ใช่ครับเพราะลักษณะการโจมตีที่เหมือนและแตกต่างกันของเวยเวยหนึ่งทั้งสี่ตัวนั้นจะต้องมีคนควบคุมแน่นอน”หูเกอแสดงความคิดเห็นตามการวิเคราะห์ของเขาเนื่องจากเขาสังเกตการต่อสู้ของเวยเวยหนึ่งกับคนร้ายอย่างใกล้ชิดพอพบว่ามีเวยเวยหนึ่งตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่แตกต่างจากเพื่อนทำให้เขาได้ข้อสรุปได้ไม่ยากเย็นนัก ซึ่งคนที่ทำได้และสามารถเข้าถึงการควบคุมเวยเวยหนึ่งได้มีแค่ซูเวยคนเดียวเท่านั้น
“โอ้โฮ!งั้นแสดงว่าพวกเรารอดมาได้เพราะเวยเวยช่วยไว้แท้ๆ”กัวลี่จินอุทานขึ้นมาด้วยความดีใจ
“ดีจริง!เวยเวยเก่งจริงๆ สมกับเป็นลูกสาวของพวกเรา”กัวเฟิงและหวังฉีพูดข้อความคล้ายคลึงกันด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจ
“แน่ละสิครับน้องสาวผมก็ต้องเก่งอยู่แล้ว” กัวจวินได้ทีรีบพูดโอ้อวดน้องสาวตนเองอย่างมีความสุข
“ดี!ดี! ดี! เวยเวยเก่งมาก”กัวเป่าพยักหน้าพลางพูดชื่นชมหลานสาวอย่างพึงพอใจ
“มีคนร้ายที่น่าจะเป็นตัวหัวหน้าคนหนึ่งมันเป็นเอสเปอร์ที่แข็งแกร่งมากครับเป็นเอสเปอร์ที่สามารถใช้เปลวเพลิงในมือพุ่งเข้าทำร้ายพวกผม ยังดีที่ได้เวยเวยหนึ่งเข้าสกัดและช่วยสังหารไม่งั้นพวกผมคงแย่เหมือนกันครับ”หูเกอพูดแสดงความคิดเห็นพลางนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่หายที่พบคนเหนือมนุษย์เช่นนี้
“เอสเปอร์งั้นหรือ?”เหอเฟยเถาถามซ้ำด้วยความแปลกใจ
ทุกคนต่างพากันหายตื่นเต้นดีใจแต่กลับมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันทีที่ได้ยินคำว่าเอสเปอร์เนื่องจากหมายถึงกลุ่มคนที่ทรงพลังมากกว่ามนุษย์ทั่วไปมากนัก
ทันใดนั้นมีเสียงโทรศัพท์ของกัวเป่าดังขึ้นเขาขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจพลางหยิบขึ้นมาดูว่าใครโทรมาในเวลานี้พอเห็นว่าเป็นเบอร์โทรของหลานสาวคนเก่งเขารีบกดรับสายแล้วเปิดเสียงพูดให้ทุกคนในห้องได้ยินไปด้วยกันทันที
“ว่าไงเวยเวย?ขอบใจมากที่ช่วยพวกเราไว้จากคนร้าย”กัวเป่าเป็นตัวแทนพูดขอบใจหลานสาวที่ช่วยชีวิตทุกคนไว้จากระยะไกล
“ไม่เป็นไรค่ะคุณปู่ทุกคนปลอดภัยดีแล้วใช่ไหมคะ?” ซูเวยยิ้มอย่างอารมณ์ดีพลางถามกลับถึงแม้ว่าเธอจะสามารถมองเห็นภาพเคลื่อนไหวของผู้คนตระกูลกัวได้จากเวยเวยหนึ่งแต่การสอบถามเป็นการแสดงความห่วงใยจากตนเองดังนั้นซูเวยจึงเลือกที่จะสอบถามด้วยตนเองดีกว่า
“ปลอดภัยดีทุกคนปลอดภัย เวยเวยไม่ต้องเป็นห่วงพ่อกับแม่หรอก” กัวเฟิงเป็นตัวแทนตอบกลับลูกสาวอย่างมีความสุข
“พี่ก็ปลอดภัย”กัวจวินเห็นว่าพ่อตนเองไม่พูดถึงตัวเขา ทำให้เขาส่งเสียงบอกน้องสาวอย่างมีความสุข
ซูเวยที่อยู่ปลายสายได้ยินเสียงของทุกคนครบถ้วนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกเธอบอกกับกัวเป่าตามตรงถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการโทรมาครั้งนี้ว่า “คุณปู่คะหนูอยากเห็นลวดลายที่พวกคนร้ายมาว่าจ้างให้แกะสลักหยกกับทางร้านเรามันเป็นลวดลายยังไงหรือคะ?”
คำถามของซูเวยทำให้ทุกคนตระหนักถึงที่มาของปัญหาที่ส่งผลให้พวกเขาประจญกับปัญหาในวันนี้กัวเฟิงตอบกลับซูเวยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า “เวยเวยลวดลายเหล่านั้นมีแค่ลายเดียวแต่ต้องทำทั้งหมดสามขนาดตอนที่ตกลงว่าจ้างนั้นพวกเขาให้พ่อกับช่างแกะสลักอีกคนดูเท่านั้นแต่แผ่นลวดลายมันถูกเผาโดยที่ไม่รู้สาเหตุหลังจากนั้นแค่วันเดียว โชคดีที่พ่อถ่ายรูปเก็บไว้ในโทรศัพท์อยู่แล้วจะส่งให้ลูกทางวีแชตหรืออีเมลดีละ”
“ทางอีเมลดีกว่าค่ะงั้นหนูจะส่งที่อยู่อีเมลไปให้พ่อทางวีแชตนะคะ”ซูเวยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่คาดเดาไม่ได้ว่ายินดีหรือกังวลทำให้กัวเฟิงรีบหยิบโทรศัพท์ของตนเองขึ้นมาแล้วส่งภาพให้กับลูกสาวทางอีเมลทันทีเมื่อเขาเหลือบมองเห็นข้อความเข้ามาในวีแชต
พอซูเวยได้รับภาพจากพ่อแล้วเธอรีบบอกกับทุกคนซ้ำอีกครั้งว่า “ลบภาพออกจากโทรศัพท์ทิ้งเลยนะคะแล้วมีใครเคยเห็นภาพนี้อีกไหมคะ?”เธอไม่ต้องการให้ผู้คนตระกูลกัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตรายที่อาจนำภัยเข้าสู่ตัวจึงถามด้วยความสงสัย