กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 39 ตึกสี่

             ยามโฉว่ (ประมาณตีหนึ่ง)

            แม้จะดึกดื่นเพียงใด หวงซิ่นย่อมสามารถเข้าสำนักทางประตูหน้า 

            ตำแหน่งของมันในตระกูลหวงเทียบได้กับรองเจ้าสำนักคนที่สี่

            นอกจากเวรยาม ทุกผู้คนล้วนหลับนอน

            หวงซิ่นเดินลัดเลาะมาจนถึงมุมมืดแห่งหนึ่ง

            มันเคาะกำแพงเบา ๆ 

            เบย์ซากระโดดขึ้นบนกำแพงจากด้านนอกแล้วทิ้งตัวลงมาที่พื้นอย่างรวดเร็ว

            หวงซิ่นกระซิบ

            “ท่านไปนอนที่โรงเตี๊ยมก่อนมิได้หรือ ข้าพเจ้าจะจ่ายค่าห้องพักให้”

            “ไม่ ข้าพเจ้าอาจต้องอยู่ในลั่วหยางอีกนาน ท่านจะจ่ายได้ถึงเมื่อใด”

            หวงซิ่นรู้สึกเหมือนสติสตังไม่อยู่กับตัว  ทั้งลึก ๆ แล้วมันไม่ต้องการปฏิเสธนางเช่นกัน

            “ตามข้าพเจ้ามา”

            มันอยู่ในตระกูลหวงมาตั้งแต่เด็ก จึงพานางเล็ดลอดหูตาของเวรยามไม่ยากนัก

            ทั้งสองย่องเงียบตามกันมาถึงอาคารไม้หลังใหญ่

            ตึกนี้มีสองชั้น ด้านหน้าสร้างคล้ายบ้านพัก แต่กว้างถึงหนึ่งร้อยฉื่อ (ประมาณยี่สิบเมตร) ยาวนับห้าร้อยฉื่อ ศิษย์ตระกูลหวงที่ไม่มีที่พักก็จะอาศัยอยู่ด้วยกันที่นี่  ด้านในมีทั้งสถานที่ฝึกวรยุทธ โรงนอน โรงอาหาร สถานพยาบาล และสุขา 

            นี่เป็นที่อยู่ของหวงซิ่นและศิษย์ตระกูลหวงอีกนับพัน

            ตึกสี่ซ้ายสุดของหมู่ตึกพิทักษ์ธรรม

            หวงซิ่นและศิษย์อาวุโสอีกสามคน ต้องดูแลศิษย์ตึกละประมาณหนึ่งพันคน ย่อมมีทั้งห้องพักและห้องทำงานส่วนตัว แต่ห้องของหวงซิ่น นอกจากที่นอน ตำรับตำราไม่กี่เล่ม ก็มิมีสิ่งของใด

            “ห้องพักข้าพเจ้าอยู่ชั้นสอง”

            “จะขึ้นไปอย่างไร” 

            หากเข้าทางประตูหน้า ต้องผ่านเรือนนอนของศิษย์ตระกูลหวงนอนยาวต่อกันนับร้อยคน อาจถูกพบเห็นโดยง่าย

            หากกระโดดขึ้นไปโดยตรงอาจก่อเสียงดัง

            หวงซิ่นยังไม่อยากถูกจับได้ว่าพาสตรีแปลกหน้าเข้ามาในสำนักยามวิกาล

            “ขออภัยแม่นาง”

            “อภัยอันใด”

            มันใช้สองมือจับเอวนางแล้วโยนขึ้นไปด้านบน

            เบย์ซายังไม่ทันขุ่นเคือง รีบอาศัยแรงส่งเกาะกับระเบียงไม้แล้วรั้งตัวขึ้นไปเงียบเชียบ

            หวงซิ่นย่อมเดินเข้าไปทางประตูตึก แม้ศิษย์ที่อยู่เวรยามเห็นมันก็มิใช่ปัญหา ด้วยเคยพบเห็นศิษย์อาวุโสผู้นี้เมาสุรากลับมาตอนค่ำคืนอยู่บ้าง

            มันรีบเข้าไปในห้องแล้วเปิดหน้าต่าง

            เบย์ซาพลิ้วกายเข้ามา

            นางมองที่เตียงไม้และผ้าห่มที่พับไว้ลวก ๆ

            “คืนนี้จะให้ข้าฯนอนที่นี่หรือ”

            หวงซิ่นกลืนน้ำลาย

            เสียงแหบของนางคล้ายเสียงครางออกมาจากลำคอ

            “หากแม่นางไม่รังเกียจ”

            เบย์ซามองตามัน

            “เหตุใดข้าพเจ้าต้องรังเกียจ”

            “มีคนร้าย”

            เสียงตะโกนดังมาจากด้านนอก

            โรงเตี๊ยม

            เหมยฮวาไม่กล้านอนที่เตียงในห้องว่าง ด้วยเตียงย่อมเป็นจุดแรกที่จะถูกจู่โจม

            นางหาซอกในมุมมืดของห้องแล้วนั่งพักผ่อน

            เหตุใดไป่เซ่อเชินจึงมาเตือนในยามดึกเช่นนี้

            พลันได้ยินเสียงเดินจากนอกห้อง เบาจนแทบมิได้ยิน

            เหมยฮวากลั้นลมหายใจ ไม่กล้าขยับเขยื้อน

            มีเสียงเปิดประตูห้องที่นางเพิ่งออกมา

            ชั่วครู่ก็มีเสียงเปิดหน้าต่าง

            เหมยฮวารออยู่พักใหญ่ จึงตัดสินใจแง้มประตูออกไปดู

            ไม่มีผู้ใด

            นางย่องออกมาจากห้อง

            สตรีชรายืนอยู่ด้านหลังนาง

            เหมยฮวาฉุกใจคิดหันไปพร้อมกับต่อยหมัดออก

            สตรีชรานั้นตะปบกรงเล็บใส่มือนาง

            เหมยฮวารีบรั้งหมัดไว้หมุนตัวเตะเท้าใส่ใบหน้าชรานั่น

            สตรีชราคว้าข้อเท้านาง

            เหมยฮวาลอยตัวขึ้นเตะเท้าอีกข้างใส่โดยยังคงเล็งที่ใบหน้า

            คราวนี้สตรีชราเหวี่ยงร่างของนางออกไป

            เหมยฮวากลิ้งร่างไปกับพื้นแล้วลุกวิ่งออกมาด้านหน้าโรงเตี๊ยม

            สตรีชรานั้นจะพุ่งตัวตามนาง

            ผ้าเช็ดโต๊ะผืนหนึ่งลอยมาอย่างรวดเร็ว นางต้องหันไปใช้กรงเล็บคว้าไว้

            ไม่เห็นว่าผ้าถูกขว้างมาจากที่ใด

            เหมยฮว่ามิรู้ที่ไป

            สถานที่ที่พอรู้จักคือตระกูลหวง

            นางรีบขึ้นม้าขี่ไปโดยเร็ว

            พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงลมไล่หลัง

            ดีที่ตระกูลหวงอยู่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมมากนัก

            ศิษย์ที่เฝ้าหน้าสำนักเห็นสตรีงามควบม้ายามดึกดื่น แม้งุนงงแต่ก็ยังทำหน้าที่

            “หยุดไว้” 

            เหมยฮวารีบกระโดดจากหลังม้าขึ้นบนกำแพง

            สตรีชราตามมาทันพอดี

            เหมยฮวาหันไปถีบเท้าสกัดไว้

            สตรีชราตะปบกรงเล็บใส่เท้านาง

            เหมยฮวากลั้นใจถีบเท้าใส่กรงเล็บ แล้วรีบดึงเท้ากลับอย่างรวดเร็ว

            กรงเล็บคว้าเอารองเท้าไปได้ ขยี้เพียงน้อยรองเท้าก็แหลงเป็นผุยผง

            เหมยฮวากระโดดลงไปในสวนดอกไม้ตระกูลหวง

            ศิษย์ตระกูลหวงที่เฝ้าเวรยามพากันออกมาตะโกนเสียงดัง

            “มีคนร้าย”

            หวงซิ่นกับเบย์ซาเหมือนโจรใจหวาด ทั้งสองสะดุ้งพร้อมกัน

            เหตุใดพวกมันจึงรู้ได้เร็วนัก

            ภายนอกมีเสียงคนวิ่งวุ่นวาย

            “ข้าพเจ้าทำให้ท่านเดือดร้อน”

            เบย์ซากังวล

            “เรื่องแค่นี้ย่อมอธิบายต่อท่านประมุขได้”

            แต่เสียงภายนอกกลับมุ่งเลยไปทางอื่น

            หวงซิ่นเกิดความสงสัย

            “ท่านหลบอยู่ในนี้”

            มันรีบออกจากห้อง

            ศิษย์หนุ่มคนหนึ่งวิ่งผ่านมา หวงซิ่นคว้าตัวไว้

            “เกิดอันใดขึ้น”

     

            “มีคนร้ายบุกมาทางสวนดอกไม้”

            หวงซิ่นหันไปมองห้องแวบหนึ่งก็รีบวิ่งไปทันที

            เหมยฮวายืนอยู่กลางสวนดอกไม้อันกว้างขวาง ศิษย์ตระกูลหวงหลายสิบคนล้อมนางไว้

            สตรีชรานั้นยืนอยู่บนกำแพง

            คบเพลิงถูกจุดขึ้นหลายอัน

            เหมยฮวาเห็นหน้านางชัด ๆ

            “ชี่หยวนเฟิง” นางอุทานออกมา

            สตรีชรากลับเป็นหนึ่งในรองเจ้าสำนักพรรคปราบมังกร ไม้เท้าทลายผาชี่หยวนเฟิง ซึ่งเคยพ่ายแพ้ต่อเสี้ยวอู่หมิง จนเสียไม้เท้าคู่กายไป

            เหตุไฉนมันแต่งกายเป็นหญิง

            ชี่หยวนเฟิงหันไปมองศิษย์ตระกูลหวงนับร้อยที่ทยอยออกมา

            “เจ้าจะหลบอยู่ที่นี่ได้นานเท่าใด”

            แล้วลอยตัวโลดแล่นไปตามกำแพง

            ศิษย์ตระกูลหวงส่วนหนึ่งวิ่งตาม แต่ส่วนใหญ่ยังคงล้อมเหมยฮวาไว้

            นางยืนอยู่กลางสวนดอกไม้ สวมรองเท้าข้างเดียว แสงโคมไฟส่องต้องใบหน้าและเรือนร่าง ความงามสุดหล้าฟ้าดินกลับสะกดศิษย์ตระกูลหวงส่วนใหญ่จนตาค้าง

            เสวียจง เยวี่ยจง กลับไปนอนค้างที่บ้าน ศิษย์อาวุโสที่อยู่สำนักคงมีเพียงหวงหลง 

            ส่วนหวงซิ่นวิ่งมาถึงพอดี

            ประมุขหวง หวงฮูหยินและเจียเจียเดินออกมาจากตึกใหญ่

            “เกิดอันใดขึ้น”

            “เรียนท่านประมุข สตรีนางนี้บุกรุกเข้ามา แต่คล้ายถูกตามล่า”

            หวงหลงเป็นผู้ตอบ

            ประมุขหวงหันไปมองเหมยฮวา

            หวงฮูหยินเดินเข้าไปหานาง

            “เข้าไปข้างในก่อนค่อยพูดจา”

            เจียเจียเข้าเดินเข้ามา มองเหมยฮวาด้วยตาขุ่นสีฟ้าอ่อน

            “ท่านแม่ นี่อาจเป็นอุบาย”

            หวงหูหยินหันไปมองเจียเจียด้วยรอยยิ้ม

            “สตรีงามเช่นนาง หากไม่ประสบเภทภัย คงไม่สวมรองเท้าข้างเดียวยืนอยู่เช่นนี้”

            เสี้ยวอู่หมิงนอนอยู่

            คืนนี้มันหลับสนิท

            เนื่องจากบางคืนมันนอนไม่หลับ คืนที่สามารถหลับได้มันจึงหลับจนเหมือนตาย

            ในความฝันยังได้กลิ่นหอมคล้ายดอกไม้นับพันชนิด

            เป็นกลิ่นหอมที่สุดที่เคยพบมา

            ห้องอาหาร

            กว่าทุกอย่างจะคลี่คลายก็ล่วงเข้ายามเหม่า (ประมาณตีห้า)

            เหล่าศิษย์ที่ตามชี่หยวนเฟิงไปพากันกลับมา

            พวกมันย่อมไม่อาจตามรองประมุขพรรคปราบมังกรได้ทัน

            หวงฮูหยินให้คนต้มข้าวต้มสำหรับเลี้ยงคนที่ต้องเหน็ดเหนื่อยตื่นขึ้นมา

            ประมุขหวง หวงฮูหยิน เจียเจีย เหมยฮวา หวงหลงและหวงซิ่น นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร

            ข้าวต้มทยอยนำมาจัดวาง

            ประมุขหวงดื่มอู่หลงตอนเช้าบ้าง

            เหมยฮวายกถ้วยข้ามต้นขึ้นซด ท่วงท่างดงามจนคนอื่นในโต๊ะยังต้องสงสัยว่าจะมีผู้ใดงามในท่ายกถ้วยข้าวต้มได้เช่นนี้

            เจียเจียย่อมไม่พอใจ

            เหมยฮวาวางถ้วยลง

            “เจ้าเป็นคนของพรรคปราบมังกร”

            ประมุขหวงถามเสียงเรียบ

             “ย่อมใช่”

            “เจ้าแยกตนออกจากสำนัก”

            เหมยฮวานิ่ง คนพวกนี้รู้เรื่องของนางมากกว่าที่คิด

            “ข้าพเจ้าแยกตนออกจากสำนัก แต่มิใช่จะร่วมมือกับพวกท่าน”

            นี่เป็นแบบฉบับของนาง

            เจียเจียทำท่าจะพูด แต่หวงฮูหยินจับมือไว้

            ประมุขหวงคิด พรรคปราบมังกรเปลี่ยนจากเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยเป็นปฏิบัติงานใต้ดิน แม้แต่ที่ตั้งพรรคก็ยากจะสืบหา หากนางให้ความร่วมมือ ก็จะสร้างความสะดวกให้ทางการและฝ่ายธรรมะอย่างยิ่ง

            แต่ครั้นจะบังคับสตรีคนหนึ่งให้บ่งบอกความลับของพรรค ก็มิใช่วิสัยของมัน

            แม่แต่เว่ยกงกงยังให้เสี้ยวอู่หมิงจัดการเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นงานถนัดของกรมสิงปู้ 

            เพียงแต่เสี้ยวอู่หมิงยามนี้ แม้เรี่ยวแรงเดินเหินยังแทบไม่มี

            “แต่เจ้าก็ถูกคนของพรรคตามล่า”

            เหมยฮวาเงียบไป

            ประมุขหวงหันไปมองภริยารัก

            เรื่องนี้ควรให้สตรีช่วยเจรจา 

            หวงฮูหยินสบตาสามีเฒ่า

            ทั้งสองรู้ใจกันราวกับเป็นบุคคลคนเดียว

            หากอยู่ ๆ นางให้ความคิดเห็นออกไป อาจทำให้ผู้อื่นมองว่าประมุขหวงมิอาจตัดสินใจเรื่องราว

            “ท่านประมุข ข้าฯ ขออนุญาตคุยกับนางได้หรือไม่”

            ประมุขหวงยิ้มให้ นางช่างรู้ใจสามียิ่งนัก

            หวงฮูหยินชักนำเหมยฮวามาที่สวนดอกไม้

            “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

            เหมยฮวาแม้ไม่เกรงประมุขหวงเหมือนผู้อื่น  แต่กับหวงฮูหยินซึ่งเคยรักษาบาดแผลที่ถูกเจ้าค้างคาวกัด ทั้งได้ยาของนางช่วยตอนที่ถูกจ้าวธนูยิงใส่ นางคิดว่านี่เป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่ง

            นางมิใช่คนไม่รู้บุญคุณ

            ทั้งหวงฮูหยินให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบที่นางไม่เคยสัมผัสตอนที่อยู่พรรคปราบมังกร

            ความอบอุ่นของมารดา

            “มิเป็นไร”

            หวงฮูหยินเอื้อมมือมาจับชีพจรของนาง เหมยฮวาไม่ขัดขืน

            “ไม่ได้รับบาดเจ็บก็ดีแล้ว แต่ร่างกายเจ้าอ่อนล้า ควรพักอยู่ที่นี่ก่อน”

            “ข้าพเจ้าดูแลตัวเองได้”

            หวงฮูหยินมองนางด้วยความเวทนา

            เด็กเอ๋ยเจ้าหลบหนีศัตรูมาถึงนี่ ยังจะดื้อรั้นอีก

            “อย่างน้อยก็รอพบเสี้ยวอู่หมิง”

            เหมยฮวาชงักไป

            “มันอยู่ที่นี่”

            ประมุขหวงนั่งอยู่กับ เจียเจีย หวงหลง หวงซิ่น ส่วนเสวียจงและเยวี่ยจง มีผู้ไปส่งข่าวจึงรีบเดินทางมาสมทบ

            ทั้งหมดไม่สามารถหลับนอนได้อีก

            “นี่ย่อมแน่ชัดว่าพรรคปราบมังกรเคลื่อนไหวอยู่ในลั่วหยาง”

            หวงซิ่นวิเคราะห์ด้วยท่าทางมีพิรุธอยู่บ้าง

            หญิงชรานั่นกล้าตามเหมยฮวามาถึงตระกูลหวง แม้มิได้ลงมือ แต่ก็แสดงว่าไม่หวั่นเกรงชื่อเสียงของสำนักอันดับหนึ่งเท่าใด

            “เราเตรียมการไว้อย่างดี หากมีเหตุร้ายเชื่อว่าสามารถรับมือได้”

            เสวียจงซึ่งเป็นพี่ใหญ่ช่วยปลุกปลอบกำลังใจของน้อง ๆ 

            ประมุขหวงมองศิษย์อาวุโสทั้งสี่ แม้ทางด้านวรยุทธส่วนตัวอาจไม่ทัดเทียมคนของพรรคมาร แต่หากทั้งสี่คนร่วมมือกันก็มิใช่จะถูกโค่นล้มโดยง่าย

            ยังมีกำลังศิษย์ตระกูลหวงทั้งห้าพันซึ่งผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักในช่วงหลัง

            เพียงแต่สถานการณ์อาจซับซ้อนกว่าที่คิด

            “เช้านี่พวกเจ้าพักผ่อนก่อนเถิด ให้ศิษย์น้องคุมการฝึกบ้าง”

            ประมุขหวงเอนร่างพิงกับเก้าอี้ หยิบถ้วยชาร้อนขึ้นมา

            หวังว่าวันนี้คงไม่มีเรื่องราวใดอีก

            เบย์ซาเดินเข้าห้องอาหาร

            “คารวะท่านประมุข”

            ประมุขหวงขมวดคิ้ว

            คนอื่น ๆ ก็งุนงงว่าสตรีนางนี้เป็นผู้ใด เข้ามาได้อย่างไร

            มีแต่หวงซิ่นที่เหมือนจะเป็นลมไปแล้ว

    คล้ายกับเรื่องกระบี่ไร้วาจา ที่คุณอ่าน