หลังจากการประมูลแก่นฟ้าดินจบสิ้นลงไป เหล่าผู้คนที่ประมูลสินค้าได้ยังคงรั้งอยู่ที่เก่าเพื่อชำระเงินและรับสินค้า ซึ่งแน่นอนว่าเย่หยุนซีเองเองก็เช่นกัน
“ท่านลุง มันดีจริงๆงั้นหรือขอรับ ที่ปล่อยให้อีกฝ่ายเอาแก่นฟ้าดินไปเช่นนี้?” ในระหว่างที่รอพนักงาน เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่เอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
“ฮ่าๆๆ หลานชายไม่ต้องกังวลไป แก่นฟ้าดินเป็นของร้อน ใครถือก่อนย่อมไม่ใช่เรื่องดี”
ได้สดับรับฟังถ่อยคำนี้ของหลิงหยวน เย่หยุนซีพยักหน้าอย่างเข้าใจโดยพลัน ทั้งยังผุดรอยยิ้มที่สุดแสนเจ้าเล่ห์ออกมา
สงครามแย่งชิงแก่นฟ้าดิน!
ใช่! เหตุการณ์นี้นี่แหละที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และเย่หยุนซีคาดว่ามันจะเกิดขึ้นทันทีที่พวกนิกายพยัคฆ์หมอกออกจากเมืองหลวงจักรวรรดิเมฆคราม
“ฉางเยว่ที่รัก ดูเหมือนว่าพวกเราจะมีเรื่องสนุกๆให้ดูในคืนนี้”
“คิกคิก เจ้าคนชั่วร้ายนี่ช่างชอบหาเรื่องใส่ตัวเสียจริง แต่มันก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน” หยุนฉางเยว่ป้องปากหัวเราะอย่างขบขัน ตัวนางเป็นคนฉลาดย่อมต้องเรียบเรียงสถานการณ์ได้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้
การต่อสู้ของระดับจักรพรรดิ แค่คิดว่าจะได้เห็นอีก นางก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะมันไม่ง่ายเลยกว่าที่จะเกิดขึ้นแต่ละครั้ง
“ก๊อกๆ”
“เรียน คุณชายโลหิตมังกรดินมาถึงแล้วเจ้าค่ะ” พนักงานสาวคนเดิมที่เคยให้บริการเย่หยุนซีกล่าวรายงาน ก่อนจะเดินนำเอาขวดหยกโลหิตมังกรดินมามอบให้
“อืม ขอบใจ” เย่หยุนซีรับขวดหยกไว้ พร้อมทั้งควักเงิน 600,000 เหรียญปราณวางบนถาดโดยไม่มีท่าทีลังเลใจเลยสักนิด
“เอาล่ะ ไปกันเถอะ เดี๋ยวท่านลุงผู้นี้จะพาพวกเจ้าไปชมความบันเทิงเอง” หลิงหยวนลุกขึ้นพลางกล่าว จากนั้นเดินนำหน้าไปพร้อมภรรยาสาวและผู้ติดตาม เย่หยุนซีกับหยุนฉางเยว่มิได้ขัดศรัทธา ทั้งสองพยักหน้าให้กัน ก่อนจะเดินตามหลังอีกฝ่ายไปแต่โดยดี
ซึ่งหลังจากที่ออกมาจากโรงประมูล หลิงหยวนก็พาทุกคนขึ้นสัตว์อสูรประเภทวิหคบินตรงไปยังนอกเมืองฝั่งทิศเหนือโดยไม่รอช้า และเมื่อเวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป พวกเขาก็มาถึงจุดที่กำลังเกิดการปะทะครั้งใหญ่
เหล่าชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีขาวถูกล้อมเอาไว้ด้วยกลุ่มคน 3 กลุ่ม นั่นคือนิกายบรรพตโลหิต นิกายเทพสุยัน และวังหยาดพิรุณ ซึ่งถือเป็น 3 ใน 4 นิกายใหญ่แห่งจักรวรรดิเมฆคราม
“ท่านลุง ไม่เข้าร่วมกับพวกเขาหรือขอรับ” เย่หยุนซีเอ่ยถาม ขณะสายตายังคงจับจ้องมองดูเหตุการณ์เบื้องหน้า
“ยังก่อนๆ ตอนนี้ต้องรอจังหวะ” หลิงหยวนมิได้รีบร้อนอะไรมากนัก เพราะถึงเขาจะชิงแก่นฟ้าดินมาได้ก็ยังต้องรับมือกับอีก 3 นิกายใหญ่อยู่ดี ซึ่งมันไม่คุ้มค่าและน่ารำคาญเกินไป
“ถ้างั้นข้าขอเตรียมการเอาไว้หน่อยก็แล้วกันนะขอรับ หากท่านลุงลงมือจะได้ไม่ข้อผิดพลาด”
พูดจบ! เย่หยุนซีก็พลันสะบัดชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ธงค่ายกลหยินหยางจำนวนมากต่างพุ่งกระจัดกระจายออกไปโอบล้อมทั่วทั้งสนามรบเอาไว้อย่างเงียบเชียบ โดยที่ผู้คนด้านล่างไม่สังเกตเห็น
“โอ่ว นี่คือสื่อกลางค่ายกลของเจ้างั้นหรือ ช่างแปลกตาเสียจริง” หลิงหยวนและคนอื่นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ฮ่าๆๆมันไม่ได้วิเศษอะไรนักหรอกขอรับ พวกเรามาตั้งตาดูการต่อสู้กันจะดีกว่า” เย่หยุนซีหัวเราะออกมา พวกเขาทั้งห้าคนต่างพากันเบนสายตาไปมองจุดที่กำลังเกิดการปะทะ ซึ่งบัดนี้นิกายพยัคฆ์หมอกดูเหมือนจะเสียเปรียบเอาการ
“ตูม ๆ ๆ!”
เสียงระเบิดดังก้องกังวานไปทั่วทั้งสี่ทิศแปดทาง เหล่าประมุขของทั้งสามนิกายที่ประกอบด้วยหนึ่งหญิงสองชายยกมือไขว่หลังวางมาดสูงส่งเหนือผู้ใด
“นิกายพยัคฆ์หมอก ใจกล้ามากนะที่รุกล้ำเข้ามาถึงเมืองหลวงของพวกเรา” หญิงสาวผมสีครามในชุดอาภรณ์ขาวเค้นเสียงเย็นชา นางคือประมุขวังหยาดพิรุณนามว่า ลู่หลิน ฉายาพิรุณหยกสวรรค์
“เหอะ! พวกข้าก็แค่มาเข้าร่วมการประมูลเท่านั้น พวกเจ้าไม่ต้องอ้างการบุกรุกหรอก ทุกคนต่างรู้แก่ใจดีว่าเป้าหมายการโจมตีครั้งนี้คืออะไร” ชายวัยกลางคนผมสีขาวโต้ตอบด้วยน้ำเสียงดุดัน เสื้อคลุมสีขาวถูกถอดออก จนเผยให้เห็นร่างกำยำในอาภรณ์สีเทา ชายคนนี้คือประมุขนิกายพยัคฆ์หมอก นาม เจิ้นหนาน ฉายาจอมพลังแดนเหนือ
“หึ! ในเมื่อรู้แล้วก็ส่งของมา แล้วพวกข้าจะให้โอกาสเจ้าไสหัวกลับไป” ชายหนุ่มผู้หล่อเหลากล่าวพลางวางมาดสูงส่งอยู่ตลอดเวลา เขามีนามว่า ต้าหลง เป็นประมุขนิกายเทพสุริยัน ฉายาราชันอัคคี
“ไสหัวไป? เหอะ! พูดได้น่าสนใจดี แต่เจ้าคิดจริงๆหรือว่าข้ามาที่นี่โดยไม่ได้วางแผนการอะไรเอาไว้” พูดมาถึงตรงนี้ สายตาของจอมพลังแดนเหนือก็เบนไปหาชายร่างกำยำซึ่งเป็นประมุขนิกายบรรพตโลหิตในทันใด
“ราชันปฐพี จื่อหยาง เจ้าคงไม่ลืมใช่หรือไม่ว่าพวกเราเป็นพันธมิตรกัน”
เมื่อได้สดับรับฟังถ้อยคำนี้ ทั้งต้าหลงและลู่หลินหันขวับไปทางจื่อหยาง ดวงตาเต็มไปด้วยความหลากหลาย
“ฮ่าๆๆ ช่วยไม่ได้ ไหนๆก็ถูกเจ้าเสือโง่นี่เปิดโป่งแล้ว ข้าคงไม่ต้องมีเหตุผลที่ต้องปิดบัง” หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ราชันปฐพีแห่งนิกายบรรพตโลหิตค่อยๆบินลงไปอยู่ข้างๆของจอมพลังแดนเหนือ
“ชิ! ดูเหมือน พวกเจ้ารวมไปถึงองค์ชายลำดับที่ 2 จะสมคบคิดเรื่องนี้กันสินะ” ลู่หลินคาดเดาสถานการณ์ นิกายบรรพตโลหิตเป็นพันธมิตรองค์ชาย 2 ดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะร่วมมือกันเรื่องนี้
“ฮ่าๆๆลู่หลินเจ้ายังคงฉลาดหลักแหลมเช่นเคย เพียงแต่รู้แล้วพวกเจ้าก็คงทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะไร้ซึ่งหลักฐาน” จื่อหยางคำราม ราวกับตัวมันมั่นใจมากว่าจะสามารถพาพวกนิกายพยัคฆ์หมอกหนีออกไปจากจักรวรรดิเมฆครามได้แน่