สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 29 ถ้าไม่ฆ่า ก็ตายเอง

    หลังจากการต่อสู้สงบลง หลี่ซวนก็เริ่มครุ่นคิดว่าจะถามสิ่งใดจากเทียนหมิงก่อน


    เขาไม่กล้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากนัก เพราะไม่รู้ว่าผู้บำเพ็ญจะมีอาวุธลับหรือวิธีการประหลาดซ่อนอยู่อีกหรือไม่ อีกทั้งบริเวณนี้ก็ไม่มีเชือกหรือสิ่งของสำหรับมัดตัว หลี่ซวนจึงอัดพลังวิญญาณเข้าสู่ขา ก่อนเตะเข้าใส่แขนของเทียนหมิงเต็มแรง


    กร๊อบ!


    เสียงกระดูกแตกร้าวดังขึ้นทันที


    "อ๊ากกกก!"


    เทียนหมิงที่สลบอยู่ถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ทว่ายังไม่ทันได้พูดอะไร หลี่ซวนก็เตะเข้าใส่อีกแขนหนึ่งเต็มแรง!


    กร๊อบ!


    กระดูกแขนอีกข้างแตกละเอียดทันที เดิมทีเทียนหมิงก็ขยับร่างกายแทบไม่ได้จากบาดแผลเดิมอยู่แล้ว บัดนี้แขนทั้งสองข้างยังถูกทำลายจนหมดสิ้น ความเจ็บปวดนี้ทำให้ความหวาดกลัวที่มีต่อหลี่ซวนพุ่งขึ้นถึงขีดสุด


    "ทะ... ท่าน ได้โปรดเถิด!"


    "ข้าขอร้อง อย่าฆ่าข้าเลย!"


    "ท่านอยากรู้อะไร ข้าจะบอกทั้งหมด ขอเพียงไว้ชีวิตข้า!"


    เทียนหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แฝงไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด


    หลี่ซวนพยักหน้าเล็กน้อย "ก็ดี... ขอเพียงเจ้าตอบคำถามของข้าตามความจริง ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป"


    เมื่อได้ยินเช่นนั้น เทียนหมิงก็เกิดความหวังขึ้นมาทันที


    "จริง... จริงหรือ? ถ้าเช่นนั้น... ท่านช่วยสาบานต่อจิตเต๋าได้หรือไม่"


    หลี่ซวนขมวดคิ้ว "สาบานต่อจิตเต๋า? คือสิ่งใด"


    เทียนหมิงรีบอธิบายทันที "การสาบานต่อจิตเต๋า เป็นคำสาบานที่มีฟ้าดินเป็นพยาน หากผู้ใดผิดคำสาบาน เมื่อถึงวันที่บรรลุเต๋า จิตเต๋าจะย้อนกลับมากัดกินตัวเอง ทำให้ไม่อาจบรรลุเส้นทางแห่งเต๋าได้ เพียงชูสามนิ้วขึ้นฟ้า แล้วกล่าวว่า 'ข้าขอสาบานต่อเต๋า' ฟ้าดินจะเป็นผู้กำหนดคำสาบานเอง"


    หลังจากฟังจบ หลี่ซวนก็อดคิดไม่ได้...


    'ในโลกนักบำเพ็ญมีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ... ดูเหมือนยังมีอีกหลายสิ่งที่ข้ายังไม่รู้จริง ๆ'


    ส่วนเทียนหมิงกลับแอบดีใจอยู่ในใจ คิดว่าตนเองมีหนทางรอดแล้ว "ถ้าเช่นนั้น ท่านก็พู—"


    ฉึก!


    ยังไม่ทันพูดจบ หลี่ซวนก็ใช้กระบี่เสียบทะลุขาของเทียนหมิงทันที!


    "อ๊ากกกก!!" ความเจ็บปวดรุนแรงจนเทียนหมิงถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความทรมาน "เจ้า... เจ้าหลอกข้า!"


    หลี่ซวนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "เอาเถิด ตอนนี้เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรอง เพียงตอบคำถามของข้ามาก็พอ"


    เทียนหมิงกัดฟันแน่น "ไม่มีทาง! หากจะถามอะไรจากข้า ก็ฆ่าข้าเสียเดี๋ยวนี้!"


    หลี่ซวนพยักหน้า "ได้ ตามที่เจ้าต้องการ"


    เขาค่อย ๆ ดึงกระบี่ออกจากขาของเทียนหมิง ก่อนโคจรพลังวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่คมกระบี่ แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาทันที ราวกับกระบี่เล่มนั้นสามารถฟันร่างของเทียนหมิงให้แหลกเป็นผุยผงได้ในพริบตา


    เมื่อเห็นเช่นนั้น ความกล้าครั้งสุดท้ายของเทียนหมิงก็พังทลายลง หากกระบี่ที่อัดแน่นด้วยพลังวิญญาณเช่นนี้ฟันลงมา คงไม่ใช่เพียงศีรษะที่หลุดออกจากบ่า แต่ทั้งร่างของเขาอาจแหลกสลายไปพร้อมกัน!


    "ชะ... ช้าก่อน!"


    ฟึ่บ!


    กระบี่ฟันแหวกอากาศลงมาทันที! คลื่นกระบี่เฉียดศีรษะล้านของเทียนหมิงไปเพียงนิดเดียว ต้นไม้ใหญ่ด้านหลังที่เคยมีรอยกระแทก พลันถูกผ่าออกเป็นสองซีก ไม่เพียงเท่านั้น ต้นไม้อีกห้าถึงหกต้นที่อยู่ถัดไป ยังถูกคลื่นกระบี่ตัดขาดติดต่อกัน เศษไม้ปลิวกระจายไปทั่วบริเวณ


    เทียนหมิงที่เห็นภาพนั้น ถึงกับฉี่ราดกางเกงทันทีด้วยความขวัญผวา


    'ปีศาจ... เจ้านี่มันปีศาจชัด ๆ! ลมปราณแรกเริ่มขั้นกลางสูงสุดบ้าบออะไรกัน นี่มันขั้นปลายชัด ๆ! เกาอี้เฉินมันพาพวกเรามาตายแท้ ๆ...'


    แม้จะเป็นเพียงความคิดในใจ แต่ร่างของเขากลับสั่นงันงกไม่หยุด


    หลี่ซวนจึงเอ่ยถามคำถามแรก "เจ้ามาสังหารข้าทำไม ข้าจำไม่ได้ว่าเคยไปทำให้ผู้ใดขุ่นเคือง"


    เทียนหมิงรีบตอบทันที "พะ... พวกเรามีแผ่นป้ายตรวจจับผลึกอสูร มันสามารถตรวจจับสัตว์อสูรตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับสูง หรือแม้กระทั่งผลึกอสูรระดับสูงและผลึกจำนวนมากได้ ซึ่งปกติผลึกพวกนี้มักจะอยู่ในตัวอสูรทำให้แกะรอยพบเจอได้ง่าย ตอนที่ท่านเดินผ่านพวกเราในโรงเตี๊ยม แผ่นป้ายก็สั่นอย่างรุนแรง ตอนแรกพวกเราคิดว่ามีสัตว์อสูรแข็งแกร่งอยู่ใกล้ ๆ แต่เมื่อคิดดูแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ พวกเราจึงสันนิษฐานว่าท่านต้องมีผลึกอสูรจำนวนมาก หรือไม่ก็มีผลึกอสูรระดับสูงติดตัวอยู่แน่ ๆ"


    หลี่ซวนได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิด


    'ไม่คิดเลยว่า การพกผลึกอสูรไว้กับตัวจะอันตรายถึงเพียงนี้ หากวันหน้าข้าไปพบผู้บำเพ็ญที่มีแผ่นป้ายเช่นนี้อีก พวกมันก็คงคิดจะสังหารข้าอีกแน่'


    เขาจึงถามต่อ "แล้วจะทำอย่างไร จึงจะไม่ถูกตรวจจับผลึกอสูร"


    เทียนหมิงรีบตอบ "กระเป๋ามิติ! หากท่านเก็บของไว้ในกระเป๋ามิติ ผู้ใดก็ไม่สามารถตรวจสอบสิ่งของภายในได้"


    "กระเป๋ามิติ..." หลี่ซวนนึกขึ้นได้ ในโพรงถ้ำที่มีดอกไอวิญญาณสองสีเคยมีบันทึกกล่าวถึงของสิ่งนี้เอาไว้ โดยเฉพาะเรื่องการเก็บรักษาดอกไอวิญญาณสองสี "พวกเจ้ามีหรือไม่"


    "ข้าไม่มี... แต่ของเกาอี้เฉินน่าจะมี แม้จะเป็นเพียงกระเป๋ามิติขนาดเล็กก็ตาม แต่มันก็หายากมาก" เทียนหมิงกล่าว พลางใช้สายตามองไปยังศพของเกาอี้เฉิน


    หลี่ซวนเหลือบมองเพียงครู่ ก่อนจะกลับมามองเทียนหมิง เขามั่นใจมากกว่าเจ็ดส่วนว่าอีกฝ่ายไม่มีทางหนีได้ แต่เพื่อความปลอดภัย เขายังคงระวังตัว


    "เอากระเป๋าเก็บของของเจ้าออกมา ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะไม่มี"


    เทียนหมิงขยับตัวไม่ได้ จึงทำได้เพียงเหลือบสายตาไปยังอกเสื้อ หลี่ซวนเห็นดังนั้นก็ยกเท้าขึ้นมาแล้วยันปากของเทียนหมิงไว้ก่อน เพราะเขาไม่รู้ว่าผู้บำเพ็ญจะซ่อนอาวุธลับไว้ในปากด้วยหรือไม่ จากนั้นจึงค่อยยื่นมือไปหยิบกระเป๋าเก็บของออกมา


    เทียนหมิงโดนเช่นนั้น ได้แต่ยิ้มขมขื่นในใจ จะหัวเราะก็ไม่ได้ จะร้องไห้ก็ไม่ออก...


    หลังจากตรวจค้นทั่วร่างจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดซ่อนอยู่ หลี่ซวนก็เดินไปเก็บกระเป๋าเก็บของจากศพของเกาอี้เฉินและเจี้ยนผิง ก่อนจะเดินกลับมา


    เขาหยิบกระเป๋าใบหนึ่งขึ้นมาดู "นี่คือกระเป๋ามิติสินะ"


    กระเป๋าใบนั้นมีขนาดไม่ใหญ่ รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกระเป๋าคาดเอวทั่วไป แต่เมื่อเปิดออก ภายในกลับไม่ใช่ช่องว่างธรรมดา หากเป็นมิติเล็ก ๆ สีดำปนขาว มีสิ่งของจำนวนหนึ่งลอยนิ่งอยู่ภายใน


    "ใช่แล้ว นั่นคือกระเป๋ามิติ" เทียนหมิงตอบด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ


    หลี่ซวนพยักหน้า ก่อนหยิบแผ่นป้ายสีเขียวออกมาจากภายใน "นี่คือแผ่นป้ายที่เจ้าพูดถึงสินะ มันกำลังสั่นจริง ๆ ด้วย... แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงต้องการผลึกอสูรของข้านัก"


    เทียนหมิงตอบทันที "แผ่นป้ายนั้นเพียงสัมผัสก็ใช้งานได้แล้ว ส่วนผลึกอสูรสามารถนำไปแลกผลึกวิญญาณได้แทบทุกสำนัก หากมีผลึกอสูรจำนวนมาก ก็สามารถแลกผลึกวิญญาณจำนวนมหาศาลเพื่อนำไปใช้ในการบำเพ็ญ บางคนอาจอาศัยสิ่งเหล่านี้ทะลวงจากลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายไปสู่ขั้นฐานวิญญาณได้"


    หลี่ซวนจดจำข้อมูลทั้งหมดไว้ในใจ ก่อนถามคำถามสุดท้าย "ก่อนตาย เกาอี้เฉินพูดถึงอาจารย์... อาจารย์ของมันคือผู้ใด"


    เทียนหมิงได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกายราวกับเห็นหนทางรอด


    "ใช่! เกาอี้เฉินเคยเป็นอดีตอัจฉริยะของสำนักเฟยหลง อาจารย์ของเขาเป็นผู้บำเพ็ญระดับครึ่งก้าวสู่ขั้นแก่นวิญญาณ ตอนนี้ท่านผู้อาวุโสกำลังปิดด่านบำเพ็ญ คาดว่าอีกประมาณสิบปีจึงจะออกจากการปิดด่าน หากท่านปล่อยข้าไป ข้าจะรายงานว่าเกาอี้เฉินถูกสัตว์อสูรสังหาร เมื่อถึงตอนนั้น ท่านก็จะรอดพ้นจากการตามล่าของผู้บำเพ็ญระดับแก่นวิญญาณ!"


    หลี่ซวนพึมพำเบา ๆ "แก่นวิญญาณ... นั่นคือระดับถัดจากฐานวิญญาณสินะ"


    เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองเทียนหมิงอีกครั้ง แล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ


    "แต่ว่า... เหตุใดข้าจึงต้องปล่อยเจ้าไปด้วย"


    เทียนหมิงถึงกับชะงักงัน รอยยิ้มที่เพิ่งปรากฏบนใบหน้าพลันแข็งค้าง "ทะ... ท่านหมายความว่าอย่างไร"


    หลี่ซวนไม่ได้ตอบในทันที เขาก้มมองกระเป๋ามิติพร้อมกับกระเป๋าธรรมดาอีกสองใบในมือ ก่อนจะค่อย ๆ เปิดตรวจดูสิ่งของข้างในทีละใบ ด้านในมีผลึกวิญญาณอยู่จำนวนหนึ่ง ผลึกอสูรระดับต่ำ สมุนไพร เสื้อผ้าสำรอง รวมถึงของแปลกประหลาดที่ไม่รู้จักอีกนิดหน่อย


    แม้ของเหล่านี้จะไม่มากนัก แต่สำหรับหลี่ซวนที่เพิ่งก้าวออกจากหมู่บ้านซีเหอ ถือเป็นทรัพยากรที่มีค่ามาก โดยเฉพาะกระเป๋ามิติ หากไม่มีเทียนหมิงอธิบาย เขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าของชิ้นนี้สามารถปกปิดผลึกอสูรจากการตรวจจับได้


    เขาเก็บของทั้งหมดเข้าไว้ในกระเป๋ามิติของเกาอี้เฉิน ก่อนหันกลับมามองเทียนหมิงอีกครั้ง สายตาคู่นั้นสงบนิ่ง ทว่ากลับทำให้เทียนหมิงรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งร่าง


    "เจ้าบอกข้ามาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องกระเป๋ามิติ แผ่นป้ายตรวจจับผลึกอสูร รวมถึงเรื่องของอาจารย์เจ้านั่นจากสำนักเฟยหลง ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อข้าไม่น้อย"


    เทียนหมิงรีบพยักหน้าอย่างแรง "ใช่! ใช่แล้ว! ข้ายังรู้อีกหลายเรื่อง! ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสำนัก เรื่องเมือง หรือเรื่องผู้บำเพ็ญ ข้าล้วนบอกท่านได้ทั้งหมด! ขอเพียงไว้ชีวิตข้า!"


    หลี่ซวนมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ


    "น่าเสียดาย... เจ้ารู้มากเกินไป"


    เมื่อได้ยินประโยคนั้น สีหน้าของเทียนหมิงก็พลันซีดเผือด หัวใจร่วงลงสู่ก้นบึ้งทันที เขารู้แล้ว... ไม่ว่าตนจะพูดสิ่งใด คนตรงหน้าก็ไม่คิดปล่อยเขาไปตั้งแต่แรก


    ขณะที่หลี่ซวนยกกระบี่ขึ้นจับไว้มั่น เทียนหมิงก็ลนลานร้องตะโกนเสียงหลง


    "ขะ... ข้าสามารถสาบานต่อจิตเต๋า เป็นทาสรับใช้ท่านได้—"


    ฉัวะ!


    ยังไม่ทันสิ้นเสียงร้องขอชีวิต คมกระบี่ก็ฟันผ่านลำคอของเทียนหมิงในพริบตา!


    ศีรษะของเขาหล่นลงบนพื้น กลิ้งไปได้ไม่กี่ตลบ ดวงตายังคงเบิกกว้าง ราวกับไม่อยากเชื่อว่าตนจะถูกสังหารจริง ๆ


    ภายในผืนป่ากลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง... ผู้ที่คิดสังหารหลี่ซวนทั้งสามคน ไม่มีผู้ใดเหลือรอดแม้แต่คนเดียว!