“ฟี้... ฟี้...”
อวี๋จื่ออวี๋มองพิจารณาชิงเอ๋อร์ที่กำลังหลับใหลอยู่ใต้รากไม้ของเขาร่างวิญญาณของเธอเปล่งประกายระยิบระยับดุจดวงดาว แล้วลอบยิ้มมุมปาก
เรื่องอื่นเขายังไม่แน่ใจนัก
แต่มีเรื่องหนึ่งที่อวี๋จื่ออวี๋มั่นใจแล้ว
นั่นคือ 'สัตว์ประหลาด'ที่เกิดจากการผสานความโดดเด่นของสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์กับมนุษย์กำลังจะถือกำเนิดขึ้น
ผู้อื่นอาจไม่รู้ แต่มีหรือที่เขาจะไม่รู้?
นอกเหนือจากพรสวรรค์ประจำตัวสองอย่างคือพรสวรรค์ธาตุไฟและพรสวรรค์พลังจิตชิงเอ๋อร์ยังได้รับทรัพยากรจำนวนมหาศาลจากฝั่งมนุษย์ด้วย
และจากฝั่งของอวี๋จื่ออวี๋เองเขาก็ได้มอบน้ำบำรุงชีวิตให้เธออย่างไม่ยั้งมืออีกทั้งยังใช้รากไม้ของตนเองช่วยบำรุงวิญญาณให้เธออีกด้วย
แค่คิดถึงเรื่องเหล่านี้อวี๋จื่ออวี๋ก็รู้สึกขนลุก
หากตอนนี้ชิงเอ๋อร์ได้รับทรัพยากรมหาศาลเหล่านี้ไป
แล้วเธอยังไม่สามารถผงาดขึ้นมาเป็นยอดคนได้
เช่นนั้นในโลกนี้คงไม่มีมนุษย์คนใดคู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะอีกแล้ว
“โชคดีที่ฉันมีแต้มวิวัฒนาการที่เป็นเหมือนสูตรโกงอยู่ในมือไม่อย่างนั้นในวันข้างหน้า ฉันคงไม่สามารถสยบเธอไว้ได้”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจพลางนึกสงสัยกับโชคชะตาของชิงเอ๋อร์
โอกาสเช่นนี้ มันเป็นบทบาทของตัวเอกชัดๆ เลยนี่!
ลำพังคนธรรมดาทั่วไปคงไม่สามารถควบคุมเธอไว้ได้
แต่ตอนนี้ชิงเอ๋อร์อาศัยรากไม้ของเขาเป็นที่พักบำรุงวิญญาณ อาจกล่าวได้ว่าเหมือนเธอทำพันธสัญญาทางวิญญาณผูกพันลึกซึ้งกับเขาไปแล้ว
ภาวะพึ่งพาอาศัยกันหรือ?
ไม่ใช่
หากจะพูดให้ถูกกว่านั้นมันคือภาวะเกื้อกูลกันต่างหาก
ชิงเอ๋อร์จำเป็นต้องพึ่งพาร่างหลักของเขาในการดำรงอยู่หากไม่มีอวี๋จื่ออวี๋ ย่อมไม่มีชิงเอ๋อร์
ด้วยเหตุผลนี้เขาจึงมั่นใจว่าหญิงสาวจะอยู่ในกำมือของเขาอย่างแน่นอน
ที่สำคัญคือ โดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาไม่มีผลประโยชน์ใดให้ต้องขัดแย้งกัน
คนหนึ่งเป็นวิญญาณ อีกหนึ่งเป็นต้นไม้
หนึ่งเป็นนามธรรม หนึ่งเป็นรูปธรรมทั้งคู่ต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ที่หาได้ยากยิ่ง
ในยุคสมัยที่พลังวิญญาณฟื้นคืนเช่นนี้การได้มาพบกันนับว่าเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่จากเบื้องบน
และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันเช่นนี้ก็เป็นเหมือนเรื่องที่ฟ้าลิขิตไว้
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋จึงเลี้ยงดูชิงเอ๋อร์ด้วยใจจริงราวกับเธอเป็นคนสนิทของเขา
และบัดนี้ เธอก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง
เมื่อเวลาเหมาะสมมาถึงชิงเอ๋อร์จะกลายเป็นมือซ้ายมือขวาที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้นสายตาของอวี๋จื่ออวี๋ยามที่มองชิงเอ๋อร์ก็อ่อนโยนลงหลายส่วน
“ฟื่บ”
กิ่งไม้หนึ่งหักลงน้ำบำรุงชีวิตหยดหนึ่งค่อยๆ ร่วงลงสู่กลุ่มแสงดาวที่เปล่งประกายอยู่บนรากไม้
ทว่า อวี๋จื่ออวี๋ไม่ทันสังเกตเลยว่าในวินาทีที่น้ำบำรุงชีวิตสัมผัสกับกลุ่มแสงนั้น
หญิงสาวที่หลับตาพริ้มอยู่ในส่วนลึกของกลุ่มแสงได้เผยรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก
“นายท่าน”
เธอพึมพำออกมาด้วยความรักใคร่ก่อนจะจมลงสู่ห้วงนิทราล้ำลึก
....
กาลเวลาผันผ่านเพียงชั่วพริบตาก็เข้าสู่ฤดูหนาว หิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วขุนเขา
มองไปทางใด รอบๆเห็นเพียงโลกที่ปกคลุมด้วยสีขาวโพลนหิมะโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าราวกับผ้าคลุมสีเงินผืนยักษ์ที่ห่อหุ้มแผ่นดินไว้
ทว่า... ท่ามกลางโลกที่หิมะปกคลุมนั้นหมอกหนายังคงไม่จางหายไป มันลอยอ้อยอิ่งปกคลุมเทือกเขานั้นดังเดิม
แต่นี่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเพราะเรื่องที่น่าหวาดหวั่นอย่างแท้จริงคือหมอกหนานี้ได้ปกคลุมเทือกเขานับร้อยแล้ว
ยามนี้มองลงมาจากท้องฟ้าจะเห็นว่าม่านหมอกหนาเริ่มจากมุมหนึ่งแผ่ขยายเป็นแนวยาวปกคลุมไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือถึงทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นแนวยาวกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตร และกว้างราวๆ สี่สิบกิโลเมตร
ทุกร้อยเมตรก็มีภูเขาถัดจากกันดังนั้นคำกล่าวที่ว่า ‘หมอกปกคลุมขุนเขานับร้อย’นั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
แต่นับว่ายังเป็นโชคดีเพราะหมอกหนานี้แผ่ขยายอยู่ในป่าเขาเท่านั้นยังไม่แพร่กระจายไปถึงเมือง
มิฉะนั้นสิ่งที่รออยู่คงไม่ใช่แค่กองทัพมนุษย์มาตั้งค่าย และเฝ้าระวังรอบนอกตลอดเวลา
แต่คงจะมีห่ากระสุนและระเบิดปืนใหญ่ที่ระดมยิงเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
ทว่าพลังของปืนใหญ่ที่มนุษย์ภาคภูมิใจนักหนาจะมีประโยชน์เวลาอยู่ในม่านหมอกที่ราวกับมีชีวิตเหล่านี้จริงหรือ?
อวี๋จื่ออวี๋ที่อยู่ส่วนลึกของม่านหมอกหัวเราะอย่างลำพองใจ
ตอนนี้เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว
ในช่วงเวลานี้อวี๋จื่ออวี๋แทบไม่ได้ทำอะไรเลย
นอกจากควบคุมการแผ่ขยายของหมอกหนาแล้วสิ่งอื่นที่เขาทำก็คือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองอย่างต่อเนื่องด้วยแต้มวิวัฒนาการที่เหล่า ‘บริวาร’ ของเขาล่ามาให้
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาแต้มวิวัฒนาการนับร้อยนับพันแต้มอวี๋จื่ออวี๋ได้ใช้ไปกับการเสริมแกร่งกิ่งก้านนับหมื่นของตน
บอกเลยว่าการบริโภคทรัพยากรเช่นนี้ชวนให้รู้สึกใจหายจริงๆ
ทว่า เมื่อเทียบกับสิ่งที่สูญเสียไปผลลัพธ์ที่ได้รับก็คุ้มค่า
ในตอนนี้ หากแหงนหน้ามองหุบเขาเป่ยอวี่
จะเห็นกิ่งก้านดั่งม่านน้ำตกสีเขียวกว้างหลายสิบเมตรทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า
‘ราวกับทางช้างเผือกตกลงจากสวรรค์เก้าชั้น’
นี่คือภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในตอนนี้
และนี่คือผลจากการเสริมแกร่งกิ่งก้านนับหมื่นของอวี๋จื่ออวี๋ในปัจจุบัน
กิ่งก้านแต่ละกิ่งบรรลุเลเวล 2แล้ว
ลำพังเพียงพลังต่อสู้ของกิ่งก้านเพียงกิ่งเดียวก็เพียงพอที่จะสังหารสัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ดหรือแปดหรือแม้กระทั่งแรกเริ่มขั้นที่เก้าได้อย่างง่ายดายแล้ว
และตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋มีกิ่งก้านเช่นนี้เป็นหมื่นกิ่ง
ลองจินตนาการดูว่าภาพของกิ่งก้านนับหมื่นที่พุ่งโจมตีพร้อมกันนั้นจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
แผ่นดินถล่ม? แผ่นดินแยก?
เรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือขอบเขตการขยายตัวของกิ่งก้านในตอนนี้ได้ขยายออกไปประมาณหนึ่งร้อยเมตรแล้ว
กล่าวคือในระยะหนึ่งร้อยเมตรโดยมีเขาเป็นศูนย์กลางทุกสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ในอาณาเขตล่าของเขาทั้งสิ้น
“เฮ้อ...”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจในที่สุดเขาก็สัมผัสได้ถึง ‘ความแข็งแกร่ง’ ที่แท้จริง
หากอ้างอิงตามการจำแนกค่าพลังวิญญาณสูงสุดของมนุษย์ค่าพลังวิญญาณสูงสุดของเขาในตอนนี้อย่างน้อยก็ประมาณเจ็ดถึงแปดหมื่น
และพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้หากปรากฏขึ้นในร่างของสัตว์อสูรกลายพันธุ์...
ตามที่อวี๋จื่ออวี๋คาดการณ์สัตว์อสูรกลายพันธุ์ตัวนั้นย่อมสามารถทำลายล้างเมืองขนาดเล็กทั้งเมืองได้ภายในครึ่งวัน
แน่นอน แม้ในฐานะต้นหลิวอวี๋จื่ออวี๋จะไม่มีความสามารถเคลื่อนที่ไปทำเช่นนั้น
อย่างไรก็ตามหากสัตว์ร้ายที่มีค่าพลังวิญญาณสูงสุดประมาณเจ็ดถึงแปดหมื่นปรากฏตัวขึ้นในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากตัวเขาอวี๋จื่ออวี๋ก็มั่นใจว่ามันจะไม่มีทางได้เห็นแสงตะวันพรุ่งนี้
และนี่คือความมั่นใจของเขา
การต่อสู้ระยะประชิดในระดับเดียวกันไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้
จะพูดอย่างโอ้อวดก็คือ
‘ภายในหนึ่งร้อยเมตรไม่มีผู้ใดเทียบเทียมข้าได้’
ผู้ใดที่กล้าลบหลู่เขาในระยะหนึ่งร้อยเมตรยังไม่ทันได้ผงาดก็ต้องกลายเป็นปุ๋ยใต้รากไม้เขาแน่นอน
อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะคิกคักความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว!