Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 ภายในหนึ่งร้อยเมตร ข้าไร้เทียมทาน

            “ฟี้... ฟี้...”

            อวี๋จื่ออวี๋มองพิจารณาชิงเอ๋อร์ที่กำลังหลับใหลอยู่ใต้รากไม้ของเขาร่างวิญญาณของเธอเปล่งประกายระยิบระยับดุจดวงดาว แล้วลอบยิ้มมุมปาก

            เรื่องอื่นเขายังไม่แน่ใจนัก

            แต่มีเรื่องหนึ่งที่อวี๋จื่ออวี๋มั่นใจแล้ว

            นั่นคือ 'สัตว์ประหลาด'ที่เกิดจากการผสานความโดดเด่นของสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์กับมนุษย์กำลังจะถือกำเนิดขึ้น

            ผู้อื่นอาจไม่รู้ แต่มีหรือที่เขาจะไม่รู้?

            นอกเหนือจากพรสวรรค์ประจำตัวสองอย่างคือพรสวรรค์ธาตุไฟและพรสวรรค์พลังจิตชิงเอ๋อร์ยังได้รับทรัพยากรจำนวนมหาศาลจากฝั่งมนุษย์ด้วย

            และจากฝั่งของอวี๋จื่ออวี๋เองเขาก็ได้มอบน้ำบำรุงชีวิตให้เธออย่างไม่ยั้งมืออีกทั้งยังใช้รากไม้ของตนเองช่วยบำรุงวิญญาณให้เธออีกด้วย

            แค่คิดถึงเรื่องเหล่านี้อวี๋จื่ออวี๋ก็รู้สึกขนลุก

            หากตอนนี้ชิงเอ๋อร์ได้รับทรัพยากรมหาศาลเหล่านี้ไป

            แล้วเธอยังไม่สามารถผงาดขึ้นมาเป็นยอดคนได้

            เช่นนั้นในโลกนี้คงไม่มีมนุษย์คนใดคู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะอีกแล้ว

            “โชคดีที่ฉันมีแต้มวิวัฒนาการที่เป็นเหมือนสูตรโกงอยู่ในมือไม่อย่างนั้นในวันข้างหน้า ฉันคงไม่สามารถสยบเธอไว้ได้”

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจพลางนึกสงสัยกับโชคชะตาของชิงเอ๋อร์

            โอกาสเช่นนี้ มันเป็นบทบาทของตัวเอกชัดๆ เลยนี่!

            ลำพังคนธรรมดาทั่วไปคงไม่สามารถควบคุมเธอไว้ได้

            แต่ตอนนี้ชิงเอ๋อร์อาศัยรากไม้ของเขาเป็นที่พักบำรุงวิญญาณ อาจกล่าวได้ว่าเหมือนเธอทำพันธสัญญาทางวิญญาณผูกพันลึกซึ้งกับเขาไปแล้ว

            ภาวะพึ่งพาอาศัยกันหรือ?

            ไม่ใช่

            หากจะพูดให้ถูกกว่านั้นมันคือภาวะเกื้อกูลกันต่างหาก

            ชิงเอ๋อร์จำเป็นต้องพึ่งพาร่างหลักของเขาในการดำรงอยู่หากไม่มีอวี๋จื่ออวี๋ ย่อมไม่มีชิงเอ๋อร์

            ด้วยเหตุผลนี้เขาจึงมั่นใจว่าหญิงสาวจะอยู่ในกำมือของเขาอย่างแน่นอน

            ที่สำคัญคือ โดยเนื้อแท้แล้วพวกเขาไม่มีผลประโยชน์ใดให้ต้องขัดแย้งกัน

            คนหนึ่งเป็นวิญญาณ อีกหนึ่งเป็นต้นไม้

            หนึ่งเป็นนามธรรม หนึ่งเป็นรูปธรรมทั้งคู่ต่างก็เป็นสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ที่หาได้ยากยิ่ง

            ในยุคสมัยที่พลังวิญญาณฟื้นคืนเช่นนี้การได้มาพบกันนับว่าเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่จากเบื้องบน

            และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันเช่นนี้ก็เป็นเหมือนเรื่องที่ฟ้าลิขิตไว้

            ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋จึงเลี้ยงดูชิงเอ๋อร์ด้วยใจจริงราวกับเธอเป็นคนสนิทของเขา

            และบัดนี้ เธอก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง

            เมื่อเวลาเหมาะสมมาถึงชิงเอ๋อร์จะกลายเป็นมือซ้ายมือขวาที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาอย่างแน่นอน

            เมื่อคิดได้ดังนั้นสายตาของอวี๋จื่ออวี๋ยามที่มองชิงเอ๋อร์ก็อ่อนโยนลงหลายส่วน

            “ฟื่บ”

            กิ่งไม้หนึ่งหักลงน้ำบำรุงชีวิตหยดหนึ่งค่อยๆ ร่วงลงสู่กลุ่มแสงดาวที่เปล่งประกายอยู่บนรากไม้

            ทว่า อวี๋จื่ออวี๋ไม่ทันสังเกตเลยว่าในวินาทีที่น้ำบำรุงชีวิตสัมผัสกับกลุ่มแสงนั้น

            หญิงสาวที่หลับตาพริ้มอยู่ในส่วนลึกของกลุ่มแสงได้เผยรอยยิ้มบางๆที่มุมปาก

            “นายท่าน”

            เธอพึมพำออกมาด้วยความรักใคร่ก่อนจะจมลงสู่ห้วงนิทราล้ำลึก

            ....

            กาลเวลาผันผ่านเพียงชั่วพริบตาก็เข้าสู่ฤดูหนาว หิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วขุนเขา

            มองไปทางใด รอบๆเห็นเพียงโลกที่ปกคลุมด้วยสีขาวโพลนหิมะโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าราวกับผ้าคลุมสีเงินผืนยักษ์ที่ห่อหุ้มแผ่นดินไว้

            ทว่า... ท่ามกลางโลกที่หิมะปกคลุมนั้นหมอกหนายังคงไม่จางหายไป มันลอยอ้อยอิ่งปกคลุมเทือกเขานั้นดังเดิม

            แต่นี่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเพราะเรื่องที่น่าหวาดหวั่นอย่างแท้จริงคือหมอกหนานี้ได้ปกคลุมเทือกเขานับร้อยแล้ว

            ยามนี้มองลงมาจากท้องฟ้าจะเห็นว่าม่านหมอกหนาเริ่มจากมุมหนึ่งแผ่ขยายเป็นแนวยาวปกคลุมไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือถึงทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นแนวยาวกว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตร และกว้างราวๆ สี่สิบกิโลเมตร

            ทุกร้อยเมตรก็มีภูเขาถัดจากกันดังนั้นคำกล่าวที่ว่า ‘หมอกปกคลุมขุนเขานับร้อย’นั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อย

            แต่นับว่ายังเป็นโชคดีเพราะหมอกหนานี้แผ่ขยายอยู่ในป่าเขาเท่านั้นยังไม่แพร่กระจายไปถึงเมือง

            มิฉะนั้นสิ่งที่รออยู่คงไม่ใช่แค่กองทัพมนุษย์มาตั้งค่าย และเฝ้าระวังรอบนอกตลอดเวลา

            แต่คงจะมีห่ากระสุนและระเบิดปืนใหญ่ที่ระดมยิงเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง

            ทว่าพลังของปืนใหญ่ที่มนุษย์ภาคภูมิใจนักหนาจะมีประโยชน์เวลาอยู่ในม่านหมอกที่ราวกับมีชีวิตเหล่านี้จริงหรือ?

            อวี๋จื่ออวี๋ที่อยู่ส่วนลึกของม่านหมอกหัวเราะอย่างลำพองใจ

            ตอนนี้เวลาผ่านไปหลายเดือนแล้ว

            ในช่วงเวลานี้อวี๋จื่ออวี๋แทบไม่ได้ทำอะไรเลย

            นอกจากควบคุมการแผ่ขยายของหมอกหนาแล้วสิ่งอื่นที่เขาทำก็คือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองอย่างต่อเนื่องด้วยแต้มวิวัฒนาการที่เหล่า ‘บริวาร’ ของเขาล่ามาให้

            ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาแต้มวิวัฒนาการนับร้อยนับพันแต้มอวี๋จื่ออวี๋ได้ใช้ไปกับการเสริมแกร่งกิ่งก้านนับหมื่นของตน

            บอกเลยว่าการบริโภคทรัพยากรเช่นนี้ชวนให้รู้สึกใจหายจริงๆ

            ทว่า เมื่อเทียบกับสิ่งที่สูญเสียไปผลลัพธ์ที่ได้รับก็คุ้มค่า

            ในตอนนี้ หากแหงนหน้ามองหุบเขาเป่ยอวี่

            จะเห็นกิ่งก้านดั่งม่านน้ำตกสีเขียวกว้างหลายสิบเมตรทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า

            ‘ราวกับทางช้างเผือกตกลงจากสวรรค์เก้าชั้น’

            นี่คือภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในตอนนี้

            และนี่คือผลจากการเสริมแกร่งกิ่งก้านนับหมื่นของอวี๋จื่ออวี๋ในปัจจุบัน

            กิ่งก้านแต่ละกิ่งบรรลุเลเวล 2แล้ว

            ลำพังเพียงพลังต่อสู้ของกิ่งก้านเพียงกิ่งเดียวก็เพียงพอที่จะสังหารสัตว์อสูรกลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่เจ็ดหรือแปดหรือแม้กระทั่งแรกเริ่มขั้นที่เก้าได้อย่างง่ายดายแล้ว

            และตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋มีกิ่งก้านเช่นนี้เป็นหมื่นกิ่ง

            ลองจินตนาการดูว่าภาพของกิ่งก้านนับหมื่นที่พุ่งโจมตีพร้อมกันนั้นจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด

            แผ่นดินถล่ม? แผ่นดินแยก?

            เรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือขอบเขตการขยายตัวของกิ่งก้านในตอนนี้ได้ขยายออกไปประมาณหนึ่งร้อยเมตรแล้ว

            กล่าวคือในระยะหนึ่งร้อยเมตรโดยมีเขาเป็นศูนย์กลางทุกสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ในอาณาเขตล่าของเขาทั้งสิ้น

            “เฮ้อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจในที่สุดเขาก็สัมผัสได้ถึง ‘ความแข็งแกร่ง’ ที่แท้จริง

            หากอ้างอิงตามการจำแนกค่าพลังวิญญาณสูงสุดของมนุษย์ค่าพลังวิญญาณสูงสุดของเขาในตอนนี้อย่างน้อยก็ประมาณเจ็ดถึงแปดหมื่น

            และพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้หากปรากฏขึ้นในร่างของสัตว์อสูรกลายพันธุ์...

            ตามที่อวี๋จื่ออวี๋คาดการณ์สัตว์อสูรกลายพันธุ์ตัวนั้นย่อมสามารถทำลายล้างเมืองขนาดเล็กทั้งเมืองได้ภายในครึ่งวัน

            แน่นอน แม้ในฐานะต้นหลิวอวี๋จื่ออวี๋จะไม่มีความสามารถเคลื่อนที่ไปทำเช่นนั้น

            อย่างไรก็ตามหากสัตว์ร้ายที่มีค่าพลังวิญญาณสูงสุดประมาณเจ็ดถึงแปดหมื่นปรากฏตัวขึ้นในระยะหนึ่งร้อยเมตรจากตัวเขาอวี๋จื่ออวี๋ก็มั่นใจว่ามันจะไม่มีทางได้เห็นแสงตะวันพรุ่งนี้

            และนี่คือความมั่นใจของเขา

            การต่อสู้ระยะประชิดในระดับเดียวกันไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้

            จะพูดอย่างโอ้อวดก็คือ

            ‘ภายในหนึ่งร้อยเมตรไม่มีผู้ใดเทียบเทียมข้าได้’

            ผู้ใดที่กล้าลบหลู่เขาในระยะหนึ่งร้อยเมตรยังไม่ทันได้ผงาดก็ต้องกลายเป็นปุ๋ยใต้รากไม้เขาแน่นอน

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะคิกคักความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว!

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน